สรุปย่อ
ยูโรสตาร์วางแผนเปิดให้บริการรถไฟสายตรงจากสหราชอาณาจักรไปยังเยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมต่อลอนดอนกับแฟรงก์เฟิร์ตและเจนีวา การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากการเติบโตของผู้โดยสารและรายได้ของยูโรสตาร์ และความพยายามที่จะเอาชนะคู่แข่งในเส้นทางรถไฟระหว่างอังกฤษและยุโรป
- ยูโรสตาร์วางแผนที่จะเปิดเส้นทางรถไฟตรงจากลอนดอนไปยังแฟรงก์เฟิร์ตและเจนีวา
- การเดินทางไปยังแฟรงก์เฟิร์ตจะใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง
- ยูโรสตาร์มีแผนที่จะซื้อรถไฟใหม่สูงสุดถึง 50 ขบวน
- คาดว่าจะเปิดให้บริการในช่วงต้นทศวรรษ 2030
- จำนวนผู้โดยสารและรายได้ของยูโรสตาร์เพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา
ยูโรสตาร์วางแผนเปิดเส้นทางรถไฟใหม่
ยูโรสตาร์ ผู้ให้บริการรถไฟความเร็วสูงระหว่างสหราชอาณาจักรและยุโรป ประกาศแผนการที่จะเปิดให้บริการรถไฟสายตรงจากสหราชอาณาจักรไปยังประเทศเยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์ การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ยูโรสตาร์พยายามที่จะเอาชนะคู่แข่งที่มีศักยภาพ หลังจากที่ผู้ให้บริการรถไฟรายอื่น ๆ ประกาศแผนการผูกขาดบริการรถไฟระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส
แผนการให้บริการรถไฟวิ่งตรงจากลอนดอน
แผนการให้บริการรถไฟวิ่งตรงจากกรุงลอนดอนไปยังเยอรมนีเป็นเส้นทางจากกรุงลอนดอนไปยังแฟรงก์เฟิร์ต ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรกที่บริษัทดังกล่าวมีแผนที่จะเปิดให้บริการรถไฟเชื่อมต่อสองเมืองนี้ ก่อนหน้านี้เคยมีแผนที่จะสร้างทางรถไฟตรงนี้ แต่สุดท้ายก็ล้มเหลวไป อย่างไรก็ตาม ยูโรสตาร์ย้ำว่าในเวลานี้เงื่อนไขต่าง ๆ เหมาะสมในการเปิดเส้นทางแล้ว และพร้อมสำหรับยุคทองของการเดินทางระหว่างประเทศที่ยั่งยืน
เป้าหมายและระยะเวลาการเดินทาง
ยูโรสตาร์มีเป้าหมายที่จะให้บริการรถไฟตรงจากกรุงลอนดอนไปยังแฟรงก์เฟิร์ต รวมไปถึงเจนีวาด้วย โดยการเดินทางไปยังแฟรงก์เฟิร์ต ศูนย์กลางทางการเงินของเยอรมนี จะใช้เวลา 5 ชั่วโมง และจากที่นั่นประมาณ 20 นาทีไปยังเมืองต่าง ๆ ในสวิตเซอร์แลนด์ นอกจากนี้ ยูโรสตาร์ย้ำว่าบริษัทมีแผนที่จะซื้อรถไฟใหม่สูงสุดถึง 50 ขบวน
การคาดการณ์และการเติบโตของยูโรสตาร์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารผู้ให้บริการรถไฟข้ามช่องแคบอังกฤษคาดการณ์ว่า การเปิดให้บริการรถไฟเส้นทางดังกล่าวอาจจะเกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 2030 สำหรับยูโรสตาร์ในปีที่แล้ว มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จำนวนผู้โดยสารที่เข้ามาใช้บริการรวมถึงฝรั่งเศส เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนีสูงถึง 19,500,000 คน ส่วนรายได้ในปี 2024 ก็เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จาก 1,700 ล้านปอนด์ เพิ่มขึ้นเป็น 2,000 ล้านปอนด์

