0:00 ีมมันชัดเจนมากว่าผู้บริโภคจะเป็นผู้ บริโภคที่ไม่ไหวแล้ว โว้ยมุมนึงเราจะได้ยินรายการผมนี่แหละตัว ดีเลยพูดเยอะมากโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วซับ ซ้อนคุมเครือวุ่นวายผู้บริโภคเองเนี่ยรับ สาเหล่านี้มากพอจนเขาเหนื่อยเขาท้อแท้เขา ยอมรับสภาพในแง่ของการทำงานมีคนที่นอนลาบ ไปกับพื้นแบบไม่อยากทำอะไรแล้วแต่มองอีก มุมนึงถ้าเราเป็นคนทำสินค้าและบริการ สินค้าเราถ้าปรับให้เข้ากับความรู้สึกของ เขาเราช่วยเหลือเขาได้ มยผู้คนกำลังมองความเกลียดคร้านในรูปแบบ ใหม่ในมุมใหม่และให้คุณค่ากับเวลาว่างผู้ บริโภคกำลังต่อต้านแรงกดดันทางสังคมที่ เรียกร้องการพัฒนาตนเองและผลิตภอย่างไม่
0:47 มีที่สิ้นสุดผู้คนเหนื่อยและเริ่มยอมผ่อน คลายแรงกดดันหันมายอมรับสิ่งที่เป็นการ ยอมรับนี้จะช่วยบรรเทาความเครียดส่งผลดี ต่อสุขภาพจิตครับเขาบอกเนินนี้เห็นชัด ผ่านการเติบโตของเทรน์ที่เรียกว่า wellness ครับผู้บริโภคเริ่มที่จะให้ความสำคัญกับ การซื้อสินค้าที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน แสวงหาแบรนด์และผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับ แนวปฏิบัติด้านจริยธรรมความยั่งยืนสิ่ง นี้แน่นอนครับก็จะผลักดันไปสู่เรื่องของ ความต้องการด้านห่วงโซ่อุปทานที่โปร่ง [เพลง] ใสส The Secret Source สวัสดีครับผมเคนนครินทรและนี่คือ The
1:33 Secret source What's your Secret The Future consumer อนาคตของ ผู้บริโภคจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรในปี 2026 ครับกลับมาอีกครั้งนะครับกับ Report ของ wgsn ครับที่เขาคาดการณ์เรื่องของ Future consumer ว่าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรผมจำ ได้ว่าประมาณปี 2 ปีที่แล้วผมจัดไป 1 ตอน แล้วได้รับฟีดแบคค่อนข้างดี เพราะต้องยอมรับว่าเป็นงานวิจัยสำรวจที่ ค่อนข้างที่จะ most likely นะเป็นจริง เวลาเราอ่านเนี่ยเราจะรู้สึกว่าเออมันมี โอกาสที่จะเป็นอย่างงั้นได้แต่ว่าผมจะไม่ ได้บอกแค่ 2025 เพราะว่าเขาทำไปถึง 2026 ฮะเขให้เหตุผลว่าตอนเนี้ยมันมีคีย์ไดวอร์
2:20 บางอย่างที่กระตุ้นให้เราจะกลายเป็นผู้ บริโภคอีกแบบหนึ่งในอีก 2 ปีข้างหน้าเรา ถ้าเกิดเราเป็นคนที่ทำสินค้านะครับทำ แบรนด์โดยเฉพาะคนที่ทำเกี่ยวข้องกับผู้ บริโภคมากๆเลยนะครับ fmcg หรือว่าแบรนด์ ที่ต้องการ emotional Value เนี่ยก็ต้อง ยอมรับครับว่าเราต้องคาดการณ์ไปข้างหน้า เป็น pionier ไปจับกลุ่มนี้ก่อนเพราะว่า มันไม่ได้หมายความว่า consumer นี้จะเกิด ใน 2026 มันอาจจะเกิดขึ้นตั้งแต่วันนี้ เป็นหนอ่อนๆแล้วเราก็สามารถที่จะไปดึงดูด ความสนใจหรือว่าเข้าไปอยู่ในใจเขาได้ก่อน Inside นั่นเองหรือบางท่านอาจจะคิดอีก แบบคือ 20 26 จะเกิดอะไรขึ้นวันนี้เรา ต้องปรับตัวอย่างไรนะครับหลายครั้งเนี่ย มันไม่ได้ทำได้วันนี้ปึ๊บพรุ่งนี้เปลี่ยน
3:06 ได้เลยมันอต้องใช้เวลาเนาะลองฟังดูครับผม เชื่อว่าเป็นงานวิจัยที่มีประโยชน์จริงๆ แล้วก็ผมจะสรุปอย่างงี้ก่อนเลยนะว่าธีม ของเขาคคืออะไรีมมันชัดเจนมากว่าผู้ บริโภคจะเป็นผู้บริโภคที่ไม่ไหวแล้วโว้ย ใช้คำนี้เลยนะฮะคือผู้บริโภคที่เค้ารู้ สึกเเหนื่อยครับมุมนึงเราจะได้ยินรายการ ผมนี่แหละตัวดีเลยพูดเยอะมากโลกเปลี่ยน แปลงรวดเร็วซักซับซ้อนคุมเครือวุ่นวาย climate Change ิิ AI คู่แข่งอะไรกัน นักกันหนาผู้บริโภคเองเนี่ยรับสาเหล่านี้ มากพอจนเขาเหนื่อยเขาเหนื่อยเขาท้อแท้เขา ยอมรับสภาพเขารู้สึกว่าเขาอยากจะโซน Out ออกไปจากสิ่งนี้นั่นมองมุมนึงอาจจะมอง
3:51 เป็นวิกฤตของผู้บริโภคเรามีหลายคำศัพท์ ใช่มั้ยครับ qu เ burn Out ในแง่ของการ ทำงานมีคนที่นอนลาบไปกับพื้นแบบแบบไม่ อยากทำอะไรแล้วเพราะรู้สึกว่าโลกมันยาก เกินไปแต่มองอีกมุมนึงถ้าเราเป็นคนทำ สินค้าและบริการต้องบอกว่านี่คือโอกาสนะ ครับสินค้าเราถ้าปรับให้เข้ากับความรู้ สึกของเขาเราช่วยเหลือเขาได้มเราฉลองชัย ชนะเาเล็กๆกับเขาได้มเราเป็นสินค้าและ บริการที่เยียวยาจิตใจเขาได้ไหหรือผู้นำ ผู้บริหารเวลาสื่อสารทางการตลาดออกไปกับ ผู้บริโภคเราใช้คำพูดแบบไหนเราบอกว่าไปๆๆ ๆต้องโปรดักทีฟใครไม่ทำตายแน่ ต้องรับโทรศัพท์วันเสาร์อาทิตย์อีเมลก็ ต้องตอบตลอดมุมนึงอาจจะเกิดการต่อต้านนะ ครับแม้ว่าเราจะมีเป้าหมายเหมือนกันแต่
4:39 วิธีการสื่อสารเราไม่จำเป็นต้องแบบนั้นก็ ได้ถ้าเราเข้าใจหรือเรามี empathy ที่ เข้าใจลูกค้านั่นเองวันนี้ผมเลยจะมาเล่า ให้ฟังผมจะเล่า 2 ส่วนส่วนแรกเขาเรียกว่า เป็น 4 Key consumer sentiment ก็คือ อารมณ์หลักที่เด่นชัด 4 ประการนะครับเป็น อารมณ์รวมๆ 4 ที่จะเกิดขึ้นในปี 2025 ซึ่งใกล้มาถึงและ อีกส่วนนึงจะพูดถึงโปรไฟล์เลยครับนะ Persona ของ consumer ในปี 2026 ะกันนะ ครับไปอันแรกก่อนครับ 4 ประการของผู้ บริโภคที่เด่นชัดมากนะครับ sentiment แรก ก็คือเขาเรียกว่า dissociation ก็คือการแยกออกการแตกแยก เป็นเทนที่เติบโตขึ้นอย่างมากในมุมผู้
5:25 บริโภคโดยเฉพาะคนที่เล่นเกมครับเมักจะ แสวงหาประสบการณ์และผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ เขาเนี่ยสามารถแยกตัวหรือว่าหลุดออกจาก ความเป็นจริงก็คือ Zone Out from Reality เกิดขึ้นจากอะไรก็เพราะว่าความ จริงมันเจ็บปวดไงครับ Reality มันเครียด มันกังวลมากในชีวิตประจำวันเต้องการที่จะ หลีกหนีออกไปให้ได้ปัจจัยสำคัญเกิดขึ้น จากเทคโนโลยีการออกแบบของ algor หรือ AI ครับที่ตอนนี้เริ่มคิดแทนเราเสิร์ฟ Content ให้เราเนี่ยติดนิสัยแบบออโต้ไลอ ก็คือปล่อยใจง่ายมากก็คือมีใครบ้างครับ กลับไปบ้านไถๆไปเรื่อยๆ tiktok รู้ตัวอีก ที 2:00 นแล้วฮะมันเหมือนปล่อยใจไปเรื่อย ๆโดยที่ไม่ได้โฟกัสหรือใส่ใจอะไรสักอย่าง
6:13 เลยพฤติกรรมนี้แน่นอนนำไปสู่ข้อเสียได้ก็ คือขาดการเชื่อมต่อกับความคิดและความรู้ สึกของตัวเราอันนี้แน่นอนซึ่งยิ่งเรามอง ผู้ให้บริการเทคโนโลยีตอนนี้เขายิ่งอยาก ไปมากขึ้นครับ VR AR หรือ XR experience Reality ที่เกมเอามาใช้มากมอบประสบการณ์มันก็เป็น อีกหนึ่งปัจจัยทำให้เรา disconnect จาก ความเป็นจริงได้เช่นกันมี 2 เจ้าแน่ๆใช่ ไหมมครับของ Mark Meta แล้วก็ของ Apple Vision Pro อันนี้คือตัวอย่างแบบ consumer product เลยนะครับที่เขา พยายามที่จะทำให้เราเนี่ย disconnect หรือว่า Zone Out จาก Reality อันนี้ เป็นอย่างหนึ่งหรือคนเล่นเกมก็เหมือนกัน
6:58 หลายคนชอบเล่นเกมเพราะว่ามันไม่ต้องคิด อะไรโสดเอาออกไปในมุมมองของคนทำธุรกิจ หรือว่าผู้ประกอบการถ้าเกิดเราทำความเข้า ใจอารมณ์นี้ได้ก็จะเห็นถึงความต้องการของ ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบสนองผู้บริโภค ที่เขาอยากจะหลีกหนีความเป็นจริงในขณะ เดียวกันครับอย่างที่ผมบอกมองอีกมุมนึง มันก็มีข้อเสียเราหนีมากเกินไปเราก็ไปจม อยู่ในโลกนั้นเราถ่าย tiktok 2 ช่วโมง เราก็อาจจะเกิดปัญหาได้ในทาง mental Health เราในฐานะผู้นำเสนอบริการและผลิตภัณฑ์ก็ อาจจะนำเสนอ solution เห็นมเป็นแก้โจทย์ P Point จัดการกับผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้น จากความรู้สึกของการที่เขา disconnect
7:44 หรือไม่เป็นส่วนหนึ่ง dissociation หรือ จัดการกับความรู้สึกของการที่เขาแยกออกมา มากจนเกินไปก็ได้นะมี 2 มุมนะครับ 1 ก็ คือผลเสียที่เขารู้สึกว่าเขา disconnect เราจะเยียวยาเยังไงกอีกมุมนึงก็คือเขาไป disconnect มากจนเกินไป dissociate มาก จนเกินไปเราจะเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น อย่างไรงั้นเอาแค่มุมแรก sentiment นี้ ถ้าถามผมถือว่าเป็นเินที่เห็นมากขึ้นใน ยุคปัจจุบันนะครับเินที่ 2 เรียกว่า idleness ครับก็คืออยู่เฉยๆไม่ทำอะไรครับว่าง เกลียดคลาสไม่มีเหตุผลผมว่ามันเริ่มตั้ง แต่หลังโควิดมาแล้วะประมาณ 2022 2023 จน
8:30 มาถึงปัจจุบัน 2024 เทรนนี้ก็ยังอยู่นะ ครับเขาบอกว่าสำหรับปี 2025 จะสะท้อนให้เห็นนะครับถึงการ เปลี่ยนแปลงในวิธีที่ผู้บริโภคนั้นมองและ ให้คุณค่ากับเวลาว่างผู้คนกำลังมองความ เกียดคร้านในรูปแบบใหม่ในมุมใหม่เดิม เนี่ยมองว่าเป็นความขี้เกียจก็คือ laziness แต่ปัจจุบันเขาจะมองว่า ปัจจุบันความเกลียดคร้านก็คือ idleness เนี่ยกำลังได้รับการยอมรับครับว่าว่ามัน ดีว่ะมันจำเป็นต่อสุขภาพจิตและความคิด สร้างสรรค์มากขึ้นบางคนเคยได้ยินใช่มั้ย ครับ The Art of doing Nothing คือ อยู่เฉยๆหายใจเฉยๆเนี่ยไม่ง่ายนะครับยาก นะครับและเามองว่ามันเป็นเรื่องที่จำเป็น
9:16 มากขึ้นผู้คนเชื่อว่าการได้ให้มีเวลาว่าง บ้างจะทำให้ได้มุมมองใหม่ๆช่วยให้พวกเขา เข้าถึงความเข้าใจใหม่ๆที่สดใหม่ก็คือไป เบรคนั่นแหละแล้วเราจะเริ่มเห็นว่า มีผู้คนที่เริ่มจะ anty productive ครับ ก็คือต่อต้านวัฒนธรรมความขยันมองว่าการ เอาแต่ผลักดันให้ productive อยู่ตลอด เวลานั้นเป็นเรื่อง toxic ผมว่าถ้าใน Facebook เรื่องที่บตเยอะมากเลยก็คือ เรื่องนี้แหละครับบ่อยมากเลยนะมาคุยกัน ฝั่งนึงก็จะมองว่าเฮ้ยเราต้องทำงานหนักนะ คุณต้องตอบอีเมลได้นะคุณมีเจ้านายโทรมา เสาร์อาทิตย์คุณจะมีโอกาสเติบโตนะอีกฝั่ง หนึงก็จะมองว่ามันไม่ไหวแล้วเอ่ะเขาอยาก ขี้เกียจเอยากเกลียดครานก็เป็นเนินนึงนะ
10:02 ครับผมไม่ได้บอกว่าอันไหนถูกหรือผิดนะถ้า สังเกตแต่มันเกิดขึ้นจริงมันเป็น ปรากฏการณ์เกิดขึ้นในสังคมแล้วผมเชื่อว่า ถ้าหลายท่านฟังอยู่ก็อาจจะมีบ้างเหมือน กันผมก็มีนะบางวันเนี่ยไม่อยากทำอะไรอยาก อยู่เฉยๆอยากหายใจทิ้งไปวันๆนะครับก็มี เหมือนกันแล้วมันช่วยจริงๆในวันถัดมา 3 เขาเรียกว่า Radical acceptance ก็คือ สำนึกแห่งการยอมรับอย่างถึงเหมือนกันหรือ บางทีถ้าเป็น Radical เราอาจจะได้้คำว่า ยอมรับแบบสุดโตกเลยแนวคิดนี้คือการต่อ ต้านบรรทัดฐานความงามแบบดั้งเดิมที่เน้น เรื่องของความสมบูรณ์ไร้ ทิติการเติบโตต้องมีเกียรติยศต้องรวยค่า
10:50 นิยมต่างๆทุกคนจะต้องเดินไปในทางนี้ข้อ นี้ผมว่ามันก็จะลิงจากข้อ 2 เหมือนกันแต่ ว่ามันเป็นในมุมมองว่าฉันยอมรับฉันยอมรับ แล้วว่าเฮ้ยมันไปไม่ได้ว่ะในทางนั้นผู้ บริโภคเริ่มพบความพึงพอใจในการยอมรับสิ่ง ต่างๆตามที่เป็นแทนที่ตัวเขาจะพยายามปรับ ปรุงตลอดเวลาแทนที่เขาจะต้องวิ่งตาม เทรนด์ก็รายการผมอีกแล้วนะฮะต้องรู้ทุก เรื่องเลยเรียนรู้ตลอดชีวิตมันเริ่มเกิด การตื่นรู้ว่าเออบางทีก็ไม่ต้องขนาดนั้น วะฉันก็เป็นแบบของฉันฉันยอมรับบางทีบางคน อาจจะใช้คำว่ายอมรับตามสภาพนเราเคยเห็น เทนนี้เหมือนกันนะนอนราบลงไปแบบไม่ไหว
11:37 แล้วไม่ไหวติงเนี่ยนะฮะอันนี้ก็เป็น เทรนด์นึงที่เป็นเนินของคนละกันเขาบอกว่า การเคลื่อนไหวสู่การยอมรับอย่างถึงแก่น อย่างสุดโต่งนี้เป็นการตอบสนองต่อความท้า ทายอันท่วมท้นของชีวิตสมัยใหม่ก็คือไม่ รวยสักทีแรงกดดันทางเศรษฐกิจเงินเฟ้อค่า ของชีพแพงการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยอมรับไปเลยแล้วกันว่ามันเป็นไปไม่ได้ หรือว่าคอนฟลิกความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทั่วโลกหรือว่าบ้านเราก็คืออาจจะมีเรื่อง การเมืองอะไรอย่างงี้เป็นต้นเนาะผู้ บริโภคกำลังต่อต้านแรงกดดันทางสังคมที่ เรียกร้องการพัฒนาตนเองและผลิตภอย่างไม่ มีที่สิ้นสุดผู้คนเหนื่อยและเริ่มยอมผ่อน คลายแรงกดดันหันมายอมรับสิ่งที่เป็นอย่าง
12:23 ถึงแก่นและมองว่าเฮ้ยพอเรายอมรับว่ามัน เป็นแบบนั้นไม่ได้แล้วแหละวันเนี้ยการยอม รับนี้จะช่วยบรรเทาความเครียดและความวิตก กังวลที่เกี่ยวข้องกับความจำเป็นในการ พัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลาส่งผลดีต่อสุขภาพ จิตครับมีมั้ยครับหลายคนที่เป็นแบบนี้ เห็นเพื่อนคนที่ 1 รวยและคนที่ 2 ประสบ ความสำเร็จคนที่ 3 มีรถหรูคนที่ 4 โอหแฟน สวยหล่อจังเลยคนที่ 5 มีซิกแพคแล้วเราแบบ เราร้อนรนเราอยากจะเป็นแบบเ้าไปหมดยิ่ง เทรนด์โลกหรือว่าว่าโซเชียลมีเดียก็บีบ คันให้เขาเป็นอย่างงั้นด้วยที่ทำงานก็บอก ให้เป็นอย่างงั้นที่นู่นก็บอกให้เป็น อย่างงี้แล้วจุๆวันนึงเราก็ปลดล็อคครับ เราก็บอกว่าเออว่ะเราไม่ต้องเป็นแบบใคร
13:11 เลยก็ได้นี่เรายอมรับและว่าฉันก็เป็นแบบ ของฉันแบบนี้แหละผมว่านี่เป็นอารมณ์ที่ เกิดขึ้นมากขึ้นนะครับถามว่าเกี่ยวข้อง กับธุรกิจและบริการที่ผมจะพูดยังไงเขบอก เินนี้เห็นชัดผ่านการเติบโตของเทรนด์ที่ เรียกว่า wellness ครับคาดว่าอุตสาหกรรม ด้าน wellness wellbeing เนี่ยจะเปลี่ยน ไปสู่การนำเสนอภาพที่สมจริงและครอบคลุม มากขึ้นห่างไกลจากภาพในอุดมคติที่ไม่ได้ สะท้อนความหลากหลายและประสบการณ์ของผู้ บริโภคคือในอดีตเวลาพูดถึง wellness wellbeing นี่หุ่นต้องโอ้โหสุดยอดเนาะ เป็นภาพฝรั่งเท่ๆนอนอยู่ในสวนโยคะภาพเท่ๆ วิวสวยๆตอนนี้มันอาจจะไม่ใช่แบบนั้นแหละ เขาบอกว่าผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะแสวงหา ความสุขและความเพลิดเพลินอย่างมีสติมาก ขึ้นจะพบว่าเราพูดเรื่องมา fullness กัน
13:59 มากขึ้นให้ความสำคัญของสมดุลระหว่างความ สุขและการงานหรือความรับผิดชอบมากขึ้น ความเข้าใจแนวคิดนี้จะช่วยให้เราธุรกิจนะ ครับและบริการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการ ตลาดให้สอดคล้องกับค่านิยมว่าเออบางทีมัน ก็ไม่ต้องเป็นเรื่องของสมบูรณ์แบบก็ได้นะ แบรนด์ก็ไม่สมบูรณ์แบบอย่างเหมือนกันนะ แบบนี้เป็นต้นนะครับ 4 ครับ sentiment ที่เรียกว่า Neo altruism ผมรีบไปเสิร์ชเลยครับเพราะผมก็ ไม่รู้จักคำนี้เหมือนกันครับ altruism เนี่ยเพบว่าเป็นคำศัพท์ทางมนุษยวิทยานะ ครับหรือว่า anthropology Concept หมาย ถึงอะไรมันหมายถึงการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และความไม่เห็นแข่ตัวเขาบอกคำนี้ปรากฏใน ช่วงกลางค.ศ 19 ครับโดยการเริ่มต้นของอุส
14:48 คอมซึ่งอธิบายว่าเป็นความเอื้อเฟื้อตรง กันข้ามกับความเห็นแก่ตัวแต่ว่าในนิยาม ของ wgsn บอกว่ามันคือจิตเมตตารูปแบบใหม่ โอโหคำมีคำว่าจิตนะฮะมุ่งเน้นใหม่ใน 2025 ว่าการเสียสละการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ความ ห่วงใยต่อผู้อื่นเน้นย้ำเรื่องการมีส่วน ร่วมในชุมชนและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของ ส่วนรวมมากขึ้นผู้บริโภคเริ่มที่จะให้ ความสำคัญกับการกระทำการซื้อสินค้าที่ เป็นประโยชน์ต่อชุมชนหรือสนับสนุนประเด็น ทางสังคมรวมไปถึงสิ่งแวดล้อมด้วยเช่น เดียวกันอันนี้จริงนะฮะเราเริ่มเห็นจิต เมตตาใหม่อ่าผ่านการบริโภคสินค้าหรือ
15:36 อย่างน้อยอาจจะยังไม่ทำเต็มที่แต่เริ่มมี ใจที่อยากจะทำตรงนั้นซึ่งจริงๆคนไทยถือ ว่ามีมีความใจบุญอยู่แล้วนะแต่ทุนเดิมนะ ครับแต่มันเริ่มเข้าไปอยู่ในการกระทำมาก ขึ้นผู้บริโภคอาจจะเริ่มแสวงหาแบรนด์และ ผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติด้าน จริยธรรมความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อ สังคมมากขึ้นสิ่งนี้นี้แน่นอนครับก็จะ ผลักดันไปสู่เรื่องของความต้องการด้าน ห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใสและผลิตภัณฑ์ที่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมผู้คนให้ความสำคัญ กับการส่งเสริมความร่วมมือทางวัฒนธรรม บุคคลและองค์กรทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไข ความท้าทายของสังคมเกิด Sharing economy เศรษฐกิจแห่งการแบ่งปันผู้บริโภคยอมรับ รูปแบบของสินค้าหรือบริการที่ส่งเสริมการ
16:22 แบ่งปันทรัพยากรและลดการสูญเสียตระหนัก ด้านสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีของของ ส่วนรวมมากกว่าแค่ความสำเร็จส่วนบุคคลอัน นี้จริงมากนะครับถ้าลองสังเกตดูก็จะเห็น ว่าเป็นเทรนด์ทั้งในแง่ของตัวธุรกิจเอง ที่ต้องดำเนินตามเป้าหมาย n Zero esg แต่ในขณะเดียวกันก็จะเห็นว่าความ ต้องการของผู้บริโภคหรือแรงผลักที่เขา อยากจะมีจิตเมตตาในรูปแบบใหม่มันจะส่งผล มาถึงธุรกิจของเราแน่นอนเราต้องเปิดเผย มากขึ้นจริงใจมากขึ้นมีที่มาที่ไปแทรคได้ มากขึ้นนั่นเองนั่นคือ 4 sentiment นะ ครับก็จะเห็นว่าตีมันมาในทางนี้มากเลย เนาะเป็นธีมที่มาด้านจิตใจธีมด้านที่เป็น
17:09 เรื่องของความเหนื่อยเราลองไปดูโปไลของ Future consumer ใน 2026 ก็จะลิงๆกัน เช่นเดียวกันนะครับหน้าตาลูกค้า 4 แบบ บุคลิกความคิดตัวตนความต้องการในปี 2026 มี 4 กลุ่มดังนี้ครับผมขอไล่เรียน ก่อนนะ 1 The gamers 2 The autonomous 3 The impartial และ 4 The Sis เดี๋ยวไปทีละข้อนะครับคำศัพท์ อาจจะฟังแล้วเอ๊ะงงๆแต่ว่าจริงๆคำอธิบาย ไม่ได้ซับซ้อนแล้วก็ค่อนข้างจับต้องได้ไป ข้อแรกก่อนครับ the glim the glmm คือ ผู้แสวงหาความสว่างโอฟังดูยิ่งใหญ่มากเลย แต่จริงๆแล้วมันคือตัวแทนของการเปลี่ยน
17:57 แปลงครั้งสำคัญในมุมของของพฤติกรรมผู้ บริโภคหันเหจากวัฒนธรรมที่เร่งรีบและมาต วัดความสำเร็จแบบดั้งเดิมไปสู่วิถีชีวิต ที่ยั่งยืนมุ่งเน้นชุมชนและชื่นชมความ สำเร็จเล็กๆและการเชื่อมต่อที่แท้จริงถ้า มองจากเทรนด์ในอดีตครับ 2 ปีที่ผ่านมาก็ คือ 25 26 24 อันนี้หมายถึงว่าในงาน วิจัยของ wgsn เนี่ยเขาก็เคยทำเหมือนกับ เป็นโปรไฟล์เนี่ยแล้วเขาก็ทำให้เห็นว่า กลุ่มเหล่าเนี้ยมันมีวิวัฒนาการของมันยก ตัวอย่างสิ่งที่ผมเคยพูดไป The memmory maker อันนี้คือ 2024 ที่เขามองในตอน นั้นก็คือปีนี้นะฮที่เกิดขึ้นแล้วผู้
18:43 สร้างความทรงจำพฤติกรรมของเขาคือปล่อยวาง การแสวงหาความสมบูรณ์แบบมุ่งเน้นใช้ชีวิต อยู่ในปัจจุบันจัดการลดความรุงรังในชีวิต อย่างจริงจังกำจัดสิ่งรบกวนที่ขัดขวางการ มีสมาธินั่นคือ 2024 คือปีนี้พอปีหน้าเ มองว่ากลุ่มนี้จะเปลี่ยนครับก็คือเริ่มมี วิวัฒนาการมากขึ้นจาก The Memory makers เป็น the time keepers ก็คือผู้ใช้เวลา อย่างคุ้มค่าเขาจะเริ่มสร้างประสบการณ์ ชีวิตเนี่ยที่เข้มข้นและมีความหมายเพิ่ม มากขึ้นกำหนดกิจวัตรประจำวันที่สร้างความ หมายเลยมุ่งเน้นกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณค่า แล้วก็ลงทุนลงเวลาในประสบการณ์ที่มีจุด มุ่งหมายอ่าทีนี้พอมาปีนี้มันไปไกลกว่า เดิมครับลองฟังดูนะครับครับมันเริ่มแสวง
19:31 หาความสุขเล็กๆครับคือนอกจากจะใช้เวลา อย่างคุ้มค่าสร้างความทรงจำแล้วมันจะ เริ่มหลีกหนีจากสังคมไปอีกขั้นหนึ่ง 1 ลด ความคาดหวังตามมาตรฐานสังคมครับไม่สนใจ และ 2 ฉลองความสำเร็จเล็กๆน้อยๆแทนการรอ ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ 3 ค้นพบความสุขใน ช่วงเวลาเล็กๆที่บรรลุได้ง่ายกว่า 4 ยอม รับความจริงและมองลแงดีเห็นมั้ยมันเริ่ม มาชีวิตประจำวันและมันลงดีเทลมากขึ้นและ เป็นตัวของตัวเองและแสวงหาความสว่างเถึง ใช้คำนี้ความสว่างเล็ก็กน้อยๆในชีวิต ประจำวันมันเริ่มจากตอนแรกคือแค่กำจัด สิ่งฟุ่มเฟือยลดความรุงรังใน 2024 2025
20:16 เริ่มสร้างสิ่งที่มีความหมายเพิ่มคุณค่า แต่ตอนนี้เรามาหาจุดสมดลความสุขความหวัง แล้วก็สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันมาก ยิ่งขึ้นนั่นเองนะครับพวกเาคือใครบ้างลอง ไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมเบอกมี 3 กลุ่ม ด้วยกันที่เป็นรายละเอียดในกลุ่มใหญ่ 1 Micro acv อ่าแทนที่จะฉลองชัยชนะแบบ สิ่งที่เรียกว่า mind Stone mind มัน ใหญ่ไงจะเป็นฉลองชัยชนะเล็กๆที่เรียกว่า minor Stones หรือว่า Small achievements 2 simplicity seekers คือปรารถนาชีวิตที่เรียบง่าย ขึ้นจากการทำงานหนักเกินไปและความเครียด 3 Self Care advocate คือหันกลับมาสนใจ ตัวเองหคำศัพท์นี้แห่งปีเลยนะครับ Self
21:03 care Self Love เราได้ยินคำเหล่านี้ ตลอดเวลาส่วนถ้าเกิดว่าในความรู้สึกนึก คิดพวกเขาเลือกที่จะนิยามคำว่า community ใหม่ครับ community จะไม่มีความหมาย เหมือนเดิมเขาจะให้ความสำคัญกับชุมชนที่ เขาเลือกเองครอบครัวที่เขาเลือกเองและใส่ ใจในการฟื้นฟูชนบทคือเขาจะไม่สนใจ ครอบครัวแบบดั้งเดิมชมชนแบบดั้งเดิมที่ ค่านิยมสังคมอาจจะเคยบอกแต่เขาเป็น ครอบครัวที่เขาเลือกเองชุมชนแบบที่เขา เลือกเองอาจจะมีการย้ายถิ่นฐานหรืออะไร อย่างงี้เป็นต้นแล้วพวกเขาก็ยอมรับครับ สิ่งที่เรียกว่า unconventional Living ยอมรับวิถีชีวิตที่อาจจะไม่เป็นไปตามขนบ ยอมรับทางเลือกชีวิตของตัวเองและภูมิใจใน ชัยชนะส่วนตัวเห็นมครับมันจะลิงกับเิน
21:50 เมื่อคู่ที่ผมกล่าวไปมันจะเริ่มมี Radical acceptance ในตัวของเขาเองคำถามครับมา แล้วครับขายของยังไงดีครับคนกลุ่มนี้ What they want from Brand 1 ผลิตภัณฑ์ ที่เฉลิมฉลองความสำเร็จเล็กๆน้อยๆของเขา อ่าอะไรก็ตามที่เล่นๆๆจุกจิกๆๆวันนี้อยาก ให้รางวัลตัวเองับ Marketing ที่เริ่มใช้ มันก็จะเริ่มมีเครื่องดื่มวันนี้ให้กำลัง ใจตัวเองไอติมให้กำลังใจตัวเองแบบนี้เป็น ต้น 2 บริการที่ช่วยเสริมสร้างชุมชนมาก ขึ้นเพราะเขาอยากจะสร้าง community ของ ตัวเอง 3 ประสบการณ์ที่ทำให้เห็นว่า แบรนด์นั้นตระหนักถึงความเหนื่อยล้าของ พวกเขาและส่งเสริมการฟื้นฟูผมว่าเรื่อง นี้เรื่องจริงฮะบางทีักเหมือนเดิมแต่วิธี
22:36 การสื่อสารของ produc นั้นในสินค้ามันยอม รับมัน acknowledge burn Out ว่าฉันรู้ ว่าคนเหนื่อยเออหลังๆผมเห็นแบบนี้เยอะมาก ขึ้นนะหรือ 4 แบรนด์ที่สนับสนุนสุขภาพจิต และความเป็นอยู่ที่ดีและ 5 solution ที่ ทำให้ชีวิตประจำวันดีขึ้นได้ในรูปแบบที่ จับต้องได้กลยุทธ์ครับที่จะมัดใจได้เมื่อ กี้พูดถึงตัวเต้องการอจากแบรนดเนาะ กลยุทธ์ครับเช่นเขาบอกเฉลิมฉลองความ สำเร็จเล็กน้อยผ่านข้อความแสดงความยินดี หรือส่วนลพิเศษก็สามารถสร้างความแตกต่าง ได้ยกตัวอย่างเยกตัวอย่างแบรนด์แบนด์นึง กันนะครับ sephora เขามีโปรแกรม Beauty Insider นะครับเป็น loyalty โปรแกรมมอบ ของขวัญในวันที่เฉพาะเจาะจงและรางวัลส่วน
23:23 บุคคลตามการซื้อและความชอบของลูกค้าเอตาม วันที่เฉพาะเจาจงไม่ใช่แค่วันเกิดอย่าง นี้เป็นต้นเนาะ หรือกลยุทธ์คือเชื่อมโยงแบรนด์กับโครงการ ด้านสุขภาพหรือสร้างพื้นที่ผ่อนคลายใน สถานประกอบการมากขึ้นอันนี้ผมเห็นแบรนด์ นึงที่ทำตรงนี้มากขึ้นแบรนด์อย่างเสื้อ ผ้าโยคะก็จะเห็นว่ามันไม่ได้มาแค่ออก กำลังกายก็มีพื้นที่พักผ่อนหย่นใจในร้าน ค้าของเขาเองด้วยการขยายการเข้าถึงิิยัง พื้นที่ชนบทปรับสินค้าให้เหมาะสมกับความ ต้องการในท้องถิ่นหรือว่ามีการจัดกิจกรรม ในพื้นที่ชุมชนเพื่อส่งสวนการเชื่อมโยง และความเป็นอยู่ที่ดีของลูกค้านะครับนี่ คืออันแรก the gamer 2 ครับ The autonomic ครับ autonomic คำศัพท์ก็บอกแล้วนะครับก็คือ เป็นตัวของตัวเองมาจาก autonomy นั่นแหละ
24:09 ผู้บริโภคมีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก ถามว่าเป็นตัวของตัวเองนั้นเป็นยังไงเข บอกว่าจะสร้างกฎเกณฑ์ในแบบของตนเองปฏิเสธ ความคาดหวังแบบดั้งเดิมของสังคมและสะท้อน ให้เห็นถึงว่าฉันมีอำนาจในการตัดสินใจ ด้วยตนเองกำหนดความสำเร็จในแบบของตัวเอง โอพอพูดแล้วผมนึกถึงน้องๆเจเลยฮะคือเขามี ความคิดของตัวเองสูงมากถามว่าวันนี้วง ดนตรีที่ดังที่สุดคือวงอะไรตอบไม่ได้ เพราะว่าเขาก็จะมีวิธีคิดที่จะเลือกวงที่ เขาชอบแบบของเขาเองในอดีตอาจจะมีแบบของผม ก็บิมอย่างงี้เป็นต้นนะดังสุดแล้วตอนนี้ ถามว่ามีมั้ยก็คงมีแต่ว่ามันมันจะไม่ใช่ แบบ Absolute อนะฮะซึ่งคนกลุ่มเหล่านี้ก็ จะมีคุณลักษณะเด่นเป็นประมาณนี้นะครับ 1 Ru breakers โอ้ชัดเจนครับปฏิเสธรูเดิม
24:57 ๆครับบรทฐานของสังคมแบบดั้งเดิมต้องการ สร้างกฎในแบบของตนเอง 2 Self expressive ค้นหาจุดมุ่งหมายผ่านการแสดงออกตนเองแบบ หัวขบฏนิดๆให้ความเป็นปัจเจเป็นตัวของตัว เองโอนึกถึงการแต่งตัวเนาของคนรุ่นใหม่ก็ จะมีความเป็นของตัวเองสูงมาก 3 community minded สร้างชุมชนที่ให้การสนับสนุน บุคคลที่มีแนวคิดเดียวกันอ่าอันนี้ต้องน น่าสนใจครับคือแม้ว่าเค้าเนี่ยจะเป็นคน ที่เป็นตัวของตัวเองแต่เเขาต้องการ community นะครับแต่เขาต้องการ community ที่เป็น Like minded People ที่ สนับสนุนบุคคลที่คิดแบบเดียวกันและไม่ได้ จำเป็นที่จะต้องเป็น community แบบดั้ง เดิมในอดีต community ของกลุ่มเนนี้ community คนในจังหวัดนี้ community ของ
25:45 interest เดียวกันอย่างเดียวแต่เป็นคน ที่มีความเชื่อความคิดเป็นตัวของตัวเอง คล้ายๆกัน 4 defying labels ก็คือชัด เจนครับไม่ชอบการแปะได้ครับไม่ชอบการที่ มาแบ่งกลุ่มตามเดโมกราฟิแบบดั้งเดิมคุณ เพศอะไรชัดเจนครับวันนี้ไปถามเขาเนี่ยบาง ทีไม่ได้ะใช่มเชื้อชาติอะไรแบบไหนเขารู้ สึกว่าไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญและเพราะว่า คุณมองฉั้นที่เป็นตัวฉันสิแล้วเขาต้องการ อะไรจากแบรนด์ล่ะครับ 1 การสื่อสารที่ โปร่งใสและจริงใจสนับสนุนรูปแบบการใช้ ชีวิตที่มีทางเลือกที่แตกต่าง 2 แบรนด์ ที่เป็นผู้สนสนับสนุนมากกว่ามาควบคุมหรือ มามีอิทธิพลเหนือตนเองชัดเจนนะครับคือ
26:33 Brand as enablers rather than authority ผมว่าอันนี้จริงเลยอันนี้ยก ตัวอย่างขอยกตัวอย่างแล้วกันนะอาจจะไม่ ได้ตรงกับอันนี้แต่ว่าผมเห็นสื่อเจ้านึง ทำแบบนี้แล้วกัน farose อย่างนี้เป็นต้น ขออนุญาตเอ่ยถึงเพูดกับผมชัดเจนทุกครั้ง นะคุณฟาบอกว่าเไม่ได้บอกเเก่งที่สุดเรา เป็นเพื่อนกันผิดตรงไหนบอกเขได้เต็มที่ เฮียวิทก็เป็นคนนึงที่พูดเสมอนะครับว่า เขาไม่ใช่กูรูด้านประวัติศาสตร์มามา สนับสนุนมากกว่ามาควบคุม customizable สินค้าและบริการที่ปรับแต่งได้อันนี้เรา พูดกันมานานนะ Personal Light แต่วันนี้ มันเกิดขึ้นจริงได้แล้วด้วยเทคโนโลยีหรือ มีเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการแสดงออกของตนเอง ได้เป็นแพลตฟอร์มให้คำว่าแสดงออกตัวต้น ดังนั้นเขาจะชื่นชอบแบรนด์ที่สามารถมอบ ประสบการณ์ส่วบุคคลช่วยลูกค้าสะท้อนสไตล์
27:21 และค่านิยมเฉพาะตัวตัวอย่างที่โดดเด่นของ ความคิดริเริ่มนี้คือ Nike byu ก็คือ ช่วยให้ลูกค้าปรับแต่งรองเท้าผ้าใบได้ตาม ความต้องการช่วยพวกเขาแสดงออกถึงความเป็น ตัวของตัวเองพ้อนึถึงอีกแบรนด์นึงอย่างิ ก็มีลักษณะแบบนี้เหมือนกันออกแบบเสื้อยืด ในแบบของตัวเองแสดงความมุ่งมั่นต่อความ ยุติธรรมทางสังคมและการยอมรับความหลาก หลายโดยร่วมมือกับองค์กรที่สนับสนุนชุมชน ที่ถูกกีดกันโอ้อันนี้ก็ชัดเจนนะครับ แบรนด์ต้องเริ่มทำเรื่องนี้แบบจริงจังไม่ ใช่แบบฟอกเขียวหรือว่าฟอกสีรุ้งอ่ะนะ 3 ให้พื้นที่ไม่ว่าจะเป็นกายภาพหรือดิจิตอล ให้ลูกค้าสามารถแสดงออกและแบ่งปันความคิด ของตนเองได้พวก User generated Content นั่นเองนะครับ autonomic แสดงให้เห็นถึง
28:07 การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญว่า diversity ความหลากหลายมาจริงพวกเขาจะซื้อแบรนด์ที่ จริงใจขับเคลื่อนด้วยคุณค่าสามารถปรับ แต่งเฉพาะส่วนบุคคลและ respect เคารพใน ทางเลือกของแต่ละคนในขณะที่ก็ยังแสวงหา ชุมชนที่มีแนวคิดคล้ายๆกันครับ 2 อันแล้ว นะครับ 3 ครับ The impartial List ครับ อันนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญไปสู่ การบริโภคที่ยึดหลักข้อมูลความจริง ต้องการให้แบรนด์ทบทวนวิธีทางการตลาดและ ความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างลึกซึ้งสื่อ สารที่จริงใจและโปร่งใสและชื่นชมแบรนด์ ที่ยอมรับในข้อบกพร่องของตนเองโออันนี้ น่าสนใจมากเนาะในขณะเดียวกันก็ลงโทษ บริษัทที่พยายามปกปิดหรือบิดเบือนข้อมูล
28:54 โดยรวมๆเนี่ยเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่ที่เขา อยากได้ความจริงครับก็คุณลักษณะเด่นของ เขา 4 ข้อดังนี้ครับ 1 fact seekers แสวงหาความจริงเพราะยุคนี้เต็มไปด้วย Miss information และ dis information เยอะ มากเขาอยากได้ความจริงเหนือเรื่องแต่ง ปฏิเสธข้อมูลเท็จ 2 transparency advocate ยึดมั่นในความโปร่งใสปฏิเสธ กลยุทธ์การตลาดที่หลอกลวง 3 realism Over Protection ข้อนี้น่าสนใจมากเลยนะ คือความจริงอยู่เหนือความสมบูรณ์แบบชื่น ชอบแบรนด์ที่ยอมรับความไม่สมบูรณ์ของตัว เองมากกว่าไปสร้างภาลักว่าฉันดีชั้นเท่ ฉันเก่งฉันสุดยอดซึ่งต่างจากอดีตเยอะมาก นะครับ 4 เป็นผู้บริโภคที่รอบรู้ครับก็
29:42 คืออยากได้ฉลากที่ชัดเจนต้องมีข้อมูลห่วง โซ่อุปทานที่ละเอียดใช้แรงงานที่ไหนโรง งานอยู่ตรงไหนใช้น้ำแบบไหนเสคุณเอาไปทิ้ง ที่ที่ไหนอย่างนี้เป็นต้นซึ่งอันนี้โอ้โห พอฟังแล้วกระทบกับแบรนด์สุดสุดๆเลยนะครับ เคต้องการอะไรจากแบรนด์เขาอยากรู้ราย ละเอียดกับแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์และข้อ มูลของห่วงโซกอุปทานที่เข้าถึงได้ทั้งหมด เลยนะครับตัวอย่างแบรนด์ที่ผมได้คุยล่า สุดก็คือมิชลินอย่างนี้เป็นต้นนะก็ต้องทำ ตรงนี้ว่าจากยางที่คุณภาพดีของเขาเนี่ย จริงๆแล้วน้ำยางเอามาจากไหนเกษตรกรที่ นั่นเป็นอย่างไรผมว่าผลิตภัณฑ์ที่ทำ เรื่องนี้เยอะมากๆจริงๆเลยนะครับและผู้ บริโภคใส่ใจมากเลยก็คือกาแฟอ่าหรือว่าพวก
30:27 ผลิตพนักงานเกษตรเนาะเสนใจเรื่องนี้มาก การเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจนเกี่ยวกับ วัสดุและมาตรฐานทางจริยธรรมอ่าก็จะมาแล้ว มาตรฐานต่างๆที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่ว่าจะ เป็นการเรื่อง sustainability ตึกนี้ได้ ีด Go มั้ยอย่างนี้เป็นต้นวัสดุแล้วเอามา จากไหนเสื้อผ้าผมวัสดุหนี้เป็นอย่างไรเนะ ครับการยอมรับความผิดพลาดหรือความล่าช้า อย่างทันทีคือแบรนผิดพลาดได้แต่ต้องยอม รับขอโทษอย่าพูดว่าตัวเองดีที่สุดนะครับ การสื่อสารสำคัญมากสำหรับผู้บริโภคกลุ่ม นี้นั่นเองเมีคำแนะนำ 3 ข้อนะครับ 1 ต้องการการสื่อสารแบบ dir และเป็นข้อเท็จ จริงซึ่งอันนี้ต้องปรับอีกเยอะนะครับกับ องค์กรแบบไทยๆที่บางครั้งเรายังอยากได้เา
31:12 เรียกว่า PR New เนาะก็คือเป็นสิ่งที่ เราพูดออกมาแล้วเราดูดีแต่ขเท็จจริงในวัน นี้เขาต้องการ dir นะฮะ 2 เขาชื่อชอบการ ตลาดที่ตรงไปตรงมาวิธีการขายที่ชัดเจนและ ง่ายต่อการเข้าใจอ่าชัดเจนไม่หมกเม็ดไม่ หลอกลวงอ่าก็ไม่เหมือนเหมือนอย่างที่เรา เห็นข่าวในปัจจุบันเนาะ The ไอคออย่างนี้ เป็นต้นเนี่ยคือเขาเชื่อไปแล้วเนี่ยพอมัน มันไม่แบบนั้นเนี่ยมันก็เกิดผลเสียและ แบรนด์ควรมีการอัปเดตผลิตภัณฑ์และบริการ อย่างสม่ำเสมอนั่นเองอันนี้คือ The impartial List สุดท้ายครับ The synergist ฟังแล้วเหมือนแบบผู้ประสานผล ประโยชน์คนที่สร้าง synergy แต่ในความ หมายของ wgsn พยายามจะบอกว่ามันคือไซบอก ครับคือกลุ่มที่ชื่นชอบการผสมผสาน เทคโนโลยีเข้ากับององประกอบความเป็น
31:59 มนุษย์ส่งเสริมนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ ต่อสังคมคือเป็นพวกแบบกี๊กอ่ะเทคกี๊กเลย แต่ว่าเป็น Tech กีกที่เริ่มดึงเข้ามากับ ความเป็นมนุษย์มากขึ้นข้อสนใจโครงการและ ผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนถึงความหลากหลายและการ มีส่วนร่วมโดดเด่นในด้านความอยากรู้ ต้องการสำรวจพื้นที่และโอกาสในการเรียน รู้และทดลองรวมถึงการสนับสนุนความคิดริ เริ่มที่ช่วยส่งเสริมการเติบโตและการแลก เปลี่ยนความรู้คือเป็นกลุ่มที่ชอบเรียน รู้ กลุ่มนี้ก็ค่อนข้างโปรดักทีฟนะฮะแต่ว่าใน ขณะเดียวกันเขาก็มีลักษณะที่ยังต้องการ ความเป็นมนุษย์อยู่อ่าคือมันไม่ใช่แบบ technologist แบบในอดีตผมว่าเรื่อง AI ชัดเจนนะคือมันไม่ใช่ AI แบบ Out productive อย่างเดียวแต่เริ่มสนใจความ เป็นมนุษย์ความเหลื่อมล้ำแบบนี้มากขึ้น
32:46 ลักษณะสำคัญของคนกลุ่มนี้ข้อแรกมาก่อนเลย ครับ 1 Mission driven ครับเขาขับ เคลื่อนด้วยภารกิจมุ่งเน้นการปรับปรุง ทั้งสภาพแวดล้อมออนไลน์แลโลกจริงคือมี Mission ที่ชัดเจน 2 cultural Exchange สนับสนุนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและความ สัมพันธ์แต่ไม่ใช่คนกับคนมนุษย์กับหุ่น ยนต์ครับมนุษย์กับเทคโนโลยีโอมาถึงจุดที่ ผมต้องพูดอะไรแบบนี้แล้วเนาะมันเป็นแบบ นั้นแล้วจริงๆครับ 3 เาเรียกว่า equitable Tech ไม่ใช่ text ปกติครับเป็น text ที่ equitable คืออะไรเชื่อในความเท่าเทียม มุ่งมั่นเพื่อเทคโนโลยีที่เท่าเทียมและ เข้าถึงได้สำหรับทุกคนโอ้โหตอนนี้เรื่อง การสื่อสารทางการตลาดของแบรนด์ เทคโนโลยีดังๆก็จะพูดเรื่องนี้เยอะมาก accessible นะครับ 4 Human Center
33:34 Tech ครับเทคโนโลยีที่ดีต้องมีมนุษย์ เป็นศูนย์กลางมองหาแบรนด์ที่ส่งเสริม ศักยภาพของมนุษย์ไม่ใช่แทนที่อ่าผมไป silicon val มาเนี่ยชัดเจนครับ Open AI Sales Force Microsoft Google กลับมา พูดเรื่องมนุษย์เยอะมากจริงๆบุคคลนึงที่ พูดเรื่องนี้เยอะมากก็คือน้อง PP นะครับ ดรพัที่ออกรายการผมไปพูดเรื่องนี้เยอะมาก ว่ามันเป็นความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างมนุษย์ กับหุ่นยนต์เพราะปัจจุบันหุ่นยนต์มันมี อิทธิพลมากขึ้นมันมีสมองแล้วอ่ะเราต้อง เริ่มหา psychology ที่เชื่อมโยงตรงนี้ ให้ ได้ The synergist จะคาดหวังให้แบรนด์ นั้นทำอะไรบ้างมี 3 อย่าง 1 แบรนด์ต้องลง ทุนใน r&d ครับเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และ บริการที่ประสานเทคโนโลยีอย่างมีความรับ
34:20 ผิดชอบ think Human First คือมันจริงๆ มันคือกรอบเดิมคืออยากได้ Apple รุ่นใหม่ ๆดีขึ้น Samsung รุ่นใหม่ๆใหม่ดีขึ้นอยาก ได้ innovation ใหม่ๆดีขึ้นตลอดแหละแต่ขอ เป็น Human First นะไม่ใช่ล้ำอย่างเดียว ไม่มีประโยชน์แต่ต้องล้ำแล้วรักมนุษย์ ด้วยนะ 2 ร่วมมือกับองค์กรชุมชนและผู้ เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วนเพื่อแก้ไข ปัญหาโลกโอ้ OM ชัดเจนครับแม้ว่าตอนหลัง จะโดนโจมตีว่าเริ่มเป็น profit มากขึ้นนะ แต่ว่าเตั้งเป็นมูลนิธิตั้งแต่แรกเลยอัน นี้เป็นตัวอย่างว่านั่นทำให้มีช่วงนึง แบรนด์เเนี่ยโอเป็นที่นิยมมากๆเลยนะครับ 3 สื่อสารการกระทำของแบรนด์เพื่อสร้างผล กระทบเชิงบวกต่อโลกอคือต้องบอกเรื่องนี้ ก็มีหลายแคมเปญที่ทำแบบนี้หรือแบรนด์ที่
35:05 อยู่ในใจคนรักโลกมากๆอย่างพาตาโกเนียก็มี จุดยืนตรงนี้ชัดเจนนะครับดีไซน์เเป็นยัง ไงอีกเรื่องแต่ว่าผมว่าแบรนด์เขาได้ใจคน ในเรื่องของการที่เขาพยายามที่จะเชื่อม โยงตัวแบรนด์เนี่ยเข้ากับการสร้างผลกระทบ เชิงบวกต่อโลกแล้วก็เอาเทคโนโลยีในมุมมอง ของพวกแบริแพทเทิร์นผ้า Recycle มาใช้มาก ยิ่งขึ้นนะครับนี่คือทั้งหมดนะครับของ เทรนในปี 2026 ครับผมสรุปอีกครั้งหนึงนะ ครับปีหน้า 2025 sentiment อารมณ์ลูกค้า จะคิดและรู้สึกอย่างไร 1 dissociation เขาจะเริ่มแยกตัวออกครับ 2 idleness อยู่เฉยๆไม่ทำอะไรก็เป็นเรื่องดีนะจ๊ะ 3 Radical acceptance ความรู้สึกว่ายอม รับอย่างถึงแก่นแล้วว่าไม่จำเป็นต้อง
35:50 เหมือนใครยอมรับแล้วไม่ต้องตามค่านิยม 4 Neo altruism ความมีน้ำใจและศีลธรรมรูป แบบใหม่จิตเมตตาตายแห่ง 2025 ครับกลุ่ม ลูกค้าในอนาคต 2026 จะมีหน้าตาเป็นยังไง 4 กลุ่มครับ 1 The gamers แสวงหาความ สว่างมองเห็นโอกาสฉลองความสำเร็จเล็กๆ เป็น minor Zone 2 The autonomic เป็นตัวของตเองแต่ก็ต้องการ community minded พื้นที่ที่แสดงออกถึงตัวตนของเขา 3 The impartial List คิดอะไรไม่ออก คิดถึงคนที่เขาเรียกร้องความจริงเป็น Fac seeker ต้องการความโปร่งใสเนาะและ 4 ครับ The synergist ประสานประโยชน์ Human กับ AI กับเทคโนโลยีอันนี้คือทั้งหมดนะครับที่ผม
36:38 เชื่อว่าน่าจะเป็นข้อมูลที่เอาไปปรับใช้ ได้ไม่ว่าคุณจะอยู่ในอุตสาหกรรมไหนก็ตาม ทีไม่ว่าคุณจะเป็นผู้บริหารหรือเป็นคนทำ งานทั่วไปหรือจะเป็นเจ้าของกิจการก็หวัง ว่าข้อมูลเหล่านี้จะทำให้คุณเข้าใจผู้ บริโภคมากขึ้นและนำไปปรับใช้ให้เกิดผล ประโยชน์สวัสดีครับแ [เพลง] [เพลง]