One Person Business คนเล็กโค่นธุรกิจใหญ่ - Benz Arnun | D:Code Podcast EP.22

Shark Tank Thailand www.youtube.com

สรุปย่อ

สรุปเนื้อหาสำคัญของวิดีโอโดยเบนซ์ อานันท์ ตรีทิติพัฒน์ เกี่ยวกับปรัชญาการใช้ชีวิตแบบ One Person Business, การเอาชนะอุปสรรค, การจัดการอีโก้, การใช้ประโยชน์จากวิกฤตและ AI, การโฟกัส, และการลงทุนในตัวเอง

  • One Person Business ไม่ใช่แค่โมเดลธุรกิจ แต่เป็นปรัชญาการใช้ชีวิต
  • การโฟกัสคือสกุลเงินที่มีค่าที่สุด
  • จงรักในโชคชะตาของตัวเอง (Amor Fati)
  • อุปสรรคคือหนทางสู่การเติบโต

Intro

โลกกำลังเปลี่ยนไปสู่ยุคที่คน ๆ เดียวสามารถเอาชนะคน 100 คนได้ ด้วย Attention Economy ใครที่ดึงดูดความสนใจได้มากกว่าก็สร้างรายได้ได้มากกว่า เบนซ์ อานันท์เน้นย้ำว่า One Person Business ไม่ใช่แค่โมเดลธุรกิจ แต่เป็นปรัชญาการใช้ชีวิต ทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดคือเวลาและโฟกัส โลกแบ่งคนเป็นสองประเภท: คนสั่งและคนถูกสั่ง และเราควรเลือกเส้นทางของตัวเอง Amor Fati คือการรักในโชคชะตา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งนั้นย่อมดีเสมอ

แนะนำตัว

เบนซ์ อานันท์ แนะนำตัวเองในฐานะผู้ที่ทำ One Person Business ซึ่งเป็นโอกาสใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการหาไอเดียหรือเริ่มต้นธุรกิจ เขาหวังว่าการพูดคุยในวันนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย

บทเรียนล้มละลายตอน 25 เพราะ "อีโก้"

เบนซ์เล่าถึงช่วงอายุ 24 ที่ธุรกิจเติบโตมาก แต่พออายุ 25 กลับล้มเหลว เขาบอกว่าทุกคนมีต้นทุนชีวิตที่ไม่เท่ากัน (unfair advantage) แต่ทุกคนมีจุดที่ได้เปรียบคนอื่นเสมอ เขาทำธุรกิจ 6-7 อย่างพร้อมกัน เพราะต้องการให้สังคมยอมรับ (อีโก้) จ้างแต่ Yes Man ทำให้มั่นใจในตัวเองมากเกินไป พอเจอวิกฤตเศรษฐกิจ (โควิด) ธุรกิจก็ล้ม

เฉียดตายใน ICU พร้อมหนี้ 10 ล้าน

เบนซ์ทำงานหนักมาก (16-18 ชั่วโมงต่อวัน) เครียดจนต้องแฮงเอาท์ ดื่มเหล้า สุดท้ายติดโควิด ต้องเข้า ICU โอกาสรอด 30% ธุรกิจชะลอ ล้มเหลว มีหนี้ 10 ล้าน เขาเข้าใจว่าคนเราจะสูญเสียอะไรก็ได้ แต่อย่าสูญเสียศรัทธาในตัวเอง อีโก้คือศัตรูที่ใหญ่ที่สุด

Ego is the Enemy: ศัตรูขัดขวางความสำเร็จ

เบนซ์ไม่ได้โทษวิกฤตโควิด แต่โทษอีโก้ของตัวเอง ปัญหาที่แท้จริงคือ mental (จิตใจ) ความรู้เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ แต่ปัญหาคือเราไม่เข้าใจความรู้สึกตัวเอง เขาไดรฟ์ด้วยการยอมรับจากสังคมและอีโก้ ควรจะโฟกัสทำธุรกิจน้อยๆ ก่อนแล้วค่อยๆ มั่นคง อีโก้คือศัตรูตัวแรกที่ต้องจัดการ

One Person Business

เบนซ์บอกว่าวิกฤตคือโอกาส เขาเจอเพื่อนคุณพ่อที่ประสบความสำเร็จตอนปีต้มยำกุ้ง และอีกคนที่สำเร็จตอนโควิด การที่คนตัวเล็กจะเติบโตได้ต้องเข้าใจตลาด ช่วงวิกฤตคนตัวเล็กมีโอกาสมากกว่าคนตัวใหญ่ เพราะคนตัวใหญ่มีต้นทุนเยอะ เขาจึงรู้จักกับ concept One Person Business ซึ่งเป็น concept ของอนาคต

3 ปัจจัยเปลี่ยนโลก

ปัจจัยที่ทำให้เกิด One Person Business era:

  1. วิกฤตเศรษฐกิจ: ธุรกิจขนาดใหญ่กำลังจะดรอปลง
  2. AI: Productivity ในการผลิตจะใช้ทุนน้อยลง คนตัวเล็กเข้าถึงเครื่องมือที่คนตัวใหญ่ต้องใช้หลายแผนก
  3. พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป: จาก Social Media เป็น Interest Media ทำให้คนเห็นโอกาสมากขึ้น คนตัวเล็กเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเฉพาะได้มากขึ้น

โมเดลกลับหัว: "การตลาด - ขาย - ผลิต"

One Person Business ไม่ใช่โมเดลธุรกิจ แต่เป็นปรัชญาการใช้ชีวิต คือการใช้ชีวิตแบบไหนอยู่แล้วเอาชีวิตนั้นออกมา public ให้คนอื่นเห็น แล้วเอา Solution ในการแก้ปัญหามาขาย สมัยก่อนเริ่มจากวิจัยตลาด สร้างสินค้า ทำการตลาด แล้วค่อยเซล แต่ One Person Business เริ่มจาก Attention ก่อน (สิ่งที่คนสนใจ) แล้วค่อยขาย Digital Product หรือ Service แล้วค่อยผลิต

เริ่มต้นด้วยการขายวิธีจาก "จุด A ไป B"

Mindset ของ One Person Business คือการเดินทางจากจุด A ไปจุด B เบนซ์ยกตัวอย่างตัวเองที่อยากยิงแอด Facebook ให้เป็น จากที่เมื่อก่อนต้องยิงแอดกับ Product ก็เปลี่ยนมาเอาวิธีการยิงแอดจากเลเวล 1 ไปเลเวล 2 ไปสอนคนอื่น นี่คือจุดเริ่มต้นของการเป็น One Person Business

กฎ Signal vs Noise: เลือกทำสิ่งที่สำคัญ

ปัญหาเดียวที่คนทำธุรกิจเจอคือเรื่องของโฟกัส ในหัวเรามี Cognitive Budget (ความสามารถในการคิดเรื่องยากๆ) จำกัด ต้องบริหารให้ดี ตอนเช้าต้องจ่ายให้กับ Signal (กิจกรรมที่ทำแล้วมีผลกับอนาคต) ก่อน ถ้าทำแบบนี้ไป 6 เดือน ชีวิตจะดีขึ้น ขอแค่ 51% ของชีวิตทำเรื่องที่ดีกับ Signal

พลังของการเขียน Journal คุยกับตัวเอง

พระเจ้าเอาตัวตนของเราไปซ่อนไว้ในสมุดโน้ต เราต้องคุยกับตัวเองผ่านสมุดโน้ต (Journal) ในช่วงที่เบนซ์มีอีโก้เยอะ เพราะไม่เข้าใจตัวเอง เขาจึงลบ Social Media 6 เดือน แล้วเขียน Journal คุยกับตัวเองทุกวัน

"Focus" คือสกุลเงินที่มีค่าที่สุด

สกิลเดียวที่ทำให้เบนซ์แก้หนี้ได้คือโฟกัส ทรัพย์สินเดียวที่เรามีคือเวลาและโฟกัส ถ้าเราไม่มีภาระ แปลว่าเราเก่งกว่าเบนซ์ เพราะเบนซ์ไม่มีโฟกัสแล้ว ต้องเอาไปทำธุรกิจ ถ้าเรามีเวลาและโฟกัส แล้วใช้ 2 สิ่งนี้จดจ่ออยู่แค่ไอเดียเดียว เราจะไม่แพ้ใคร

เลือกเป็น "คนสั่ง" หรือ "คนถูกสั่ง" ในชีวิต

โลกแบ่งคนเป็น 2 ประเภท: คนออกคำสั่งและคนถูกสั่ง ทำไมเราถึงไม่ได้ออกคำสั่งชีวิต เพราะตั้งแต่เกิดมาเราถูกสั่งตลอด วันนี้ลองถามตัวเองว่าจะมีสักครั้งไหมที่เราได้เลือกเส้นทางของตัวเอง ทำไมเราไม่เลือกเป็นคนประเภทแรก

กับดักเรียนเยอะแต่ไม่ลงมือทำ

การรู้รายได้ของคนอื่นมากเกินไปกำลัง Shape Energy ในตัวเรา เราจะติดกับดัก King of Self Development (ราชาแห่งการพัฒนาตัวเอง) คือเสพติดการพัฒนาตัวเอง แต่ธุรกิจไม่ไปรอด แนวคิดพวกนี้ไม่ได้ผิด แต่ผิดที่เราไม่ได้เข้าใจสถานการณ์ของตัวเอง

รากฐานสำคัญที่สุดคือ Mental Health

สิ่งแรกที่เราควรทำคือดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง (Mental Health is the first foundation) อะไรก็ตามที่ Toxic ในชีวิต เอาออกไปก่อน เริ่มจากถามตัวเองว่าเราอยากจะเป็นใคร แล้วเดินไปทางนั้น เอาเรื่องราวที่เรากำลังจะเดินไปเป็นคนที่เราอยากจะเป็นออกมาเล่าในโลกของ Attention Economy

Digital Gold Rush: ยุคตื่นทองดิจิทัล

ตอนนี้เหมือนกับปี 1848 (ยุคตื่นทอง) แต่เป็น Digital Gold Rush (ยุคตื่นทองดิจิทัล) เพราะการมาของ AI และ 3 ปัจจัยที่กล่าวมา คนตัวใหญ่กำลังเพลพัมเพื่อให้คนตัวเล็กขึ้นมายืนได้ เครื่องไม้เครื่องมือมีหมดแล้ว เราจะไม่ไปขุดทองหรอ

ลงทุนในสิ่งที่ตัวเอง "เข้าใจ" ดีที่สุด

จิตวิทยาความเข้าใจตัวเองเกี่ยวกับเรื่องเงินคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เราควรลงทุนในสิ่งที่เราเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่ไปลงทุนในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เข้าใจแต่สังคมรู้จัก ในช่วงต้นไม่ควรศึกษาเรื่องการลงทุนมากเกินไป ควรโฟกัสในการทำยังไงก็ได้ให้มี Active Income (เงินต้น) ที่มากพอก่อน

Stoicism: สำคัญที่การ "โต้ตอบ"

สกิลที่สำคัญไม่แพ้โฟกัสคือสกิลปรัชญา ปรัชญาคือคำตอบว่าหลังจากนี้เราจะใช้ชีวิตยังไง จิตวิทยาอธิบายว่าทำไมเราถึงมาถึงจุดนี้ แต่ปรัชญาจะเป็นจุดเดินต่อ ปรัชญา Stoic สอนว่าเราจะไม่ได้พูดถึงว่าอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตของเรา แต่เราพูดถึงวิธีการที่เราจะโต้ตอบมันกลับไปยังไง

Amor Fati: จงหลงรักในโชคชะตา

Amor Fati แปลว่าจงรักในโชคชะตาของตัวเอง ไม่ได้แค่ยอมรับมัน แต่ต้องหลงรักมัน ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ร้ายแรงแค่ไหน Whatever happen for good (ไม่ว่าสิ่งใดเกิด สิ่งนั้นย่อมดีเสมอ) ทุกคนในโลกเป็นอาจารย์หมดเลย

อุปสรรคคือหนทางสู่การเติบโต

The obstacle is the way (อุปสรรคคือหนทางที่จะเป็นทางออก) ทุกครั้งที่เราเจอเรื่องแย่ๆ ในชีวิต หลายคนคิดว่าชีวิตเรากำลังแย่ แต่ The pain of pain is progress (ทุกครั้งที่เราเจ็บปวด เรากำลังเติบโต) ดนตรีที่เพราะคือดนตรีที่มีโน้ตเสียงต่ำและมีโน้ตเสียงสูง และนั่นคือจังหวะของชีวิตเราที่มีเรื่องแย่และเรื่องดีไปพร้อมๆ กัน และนั่นคือความสวยงามของการที่เรามีชีวิตอยู่

Summarize any YouTube video in seconds

Get summaries like this one for any video, in your language, with the free Summ app.

Download on the Apple Store
Get it on Google Play

Transcript

YouTube Transcript Generator

0:00 โลกเรากำลังเปลี่ยนยุคสมัยคน 1 คนกำลังจะ เอาชนะคน 100 คนได้เขาเรียกว่า Attention Economy ใครที่มีความสนใจได้มากกว่า เนี่ยก็จะสามารถสร้างเม้นต์เงินได้มาก กว่า One Person Business เนี่ยมันไม่ ใช่โมเดลการทำธุรกิจแต่มันคือปรัชญาการ ใช้ชีวิตทรัพย์สินเดียวที่พวกคุณทุกคนใน นี้มีนะครับก็คือเวลาและโฟกัสโลกใบเนี้ย ครับแบ่งคนออกเป็นแค่ 2 ประเภทเท่านั้นคน ที่ออกคำสั่งแบบที่ 2 คือคนที่ถูกสั่งผม อยากให้เราลองถามตัวเองดูสักครั้งนึงว่า จะมีสักครั้งมั้ยที่เราได้เลือกเส้นทาง ของตัวเอง party เนี่ยแปลว่าจงรักในโชค ชะตาของตัวเองไม่ว่าสิ่งใดเกิดสิ่งนั้น ย่อมดีเสมอตอนที่ผมเป็นหนี้ทุกคนลอง จินตนาการนะธุรกิจไปหมดเลยบอกให้ผมรักใน ชะตาโอโหจะรักลงยังไงอ่ะปอดก็แหว่งอะไร

0:47 เงี้ยครับ >> ชายผู้สร้างปรากฏการณ์บนโลกออนไลน์ด้วย สถิติการเข้าถึงกว่า 50 ล้านคนเบนซ์ อานันท์ตรีทิติพัฒน์นักเขียนและเจ้าของ เพจที่มียอดแชร์ถล่มทลายกว่า 300,000 แชร์ผู้เปลี่ยนตัวหนังสือให้กลายเป็น อาวุธทางความคิดและเป็นผู้เปิดประตูโอกาส ใหม่ให้กับชาว One Person Business >> สวัสดีครับพี่เบนซ์ >> ขอบคุณที่ให้เกียรติมาพูดคุยกันในวันนี้ นะครับพี่ >> ต้องบอกว่าพี่เบนซ์เนี่ยคือinfluenซอร์ ที่มาแรงมากๆในยุคนี้เพราะว่าโพสต์ไปที แต่ละโพสต์ยอดแชร์หลักร้อยหลักพันแชร์ ตลอดครับ >> แล้วก็เป็นคนที่ออกมาให้ความรู้ในเรื่อง ของการทำธุรกิจด้วยตัวคนเดียวหรือว่าที่

1:33 เราเรียกกันว่า One Person Business อ่าเดี๋ยวก่อนที่เราจะไปคุยเรื่องนี้กัน อยากให้พี่เบนซ์แนะนำตัวเองอีกรอบนึงให้ ฟังหน่อยครับว่าทำอะไรอยู่บ้างครับตอนนี้ >> ได้เลยครับก่อนอื่นก็ขอบคุณกิจมานะครับ ที่ได้มาคุยกันนะครับจับมือก่อนเลย >> สุดยอดครับโอ้โหส่งพลังมากครับ >> ส่งพลัง[เสียงหัวเราะ] จริงๆก็ถ้าให้เล่าเอาแบบสั้นๆแล้วกันนะ ครับคือผมชื่อเบนซ์นะครับเบนซ์อานัน์เนาะ ก็สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่เขาเรียกว่า One Personal Business เนี่ยซึ่งอันเนี้ย มันจะเป็นโอกาสใหม่วันนี้เนี่ยใครที่ บังเอิญให้เข้ามาฟังเนี่ยผมว่าเป็นโอกาส ที่ดีสำหรับใครที่กำลังอยากจะหาไอเดีย หรืออยากจะเริ่มต้นทำธุรกิจเนี่ยหวังว่า พcสวันนี้เนี่ยที่พวกเราได้นั่งคุยกันวัน นี้น่ะจะเป็นประโยชน์กับพวกเราไม่มากก็ น้อยนะครับ >> อืมครับงั้นเดี๋ยวเรามาดูประสบการณ์ของ พี่เบนซ์กันก่อนว่าก่อนหน้านี้พี่เบนซ์ทำ

2:19 อะไรมาบ้างเพราะว่าตอนที่เราแชร์กัน เหมือนพี่เบนซ์เคยเล่าให้ฟังว่าเฮ้ยช่วง อายุ 24 เนี่ยโหเป็นช่วงพีคของพี่เบนซ์ เลยคือทำธุรกิจธุรกิจเติบโตมากๆแต่ก็ไป เจออุปสรรคอะไรบางอย่างจนพออายุ 25 กลาย เป็นว่าเาเรียกว่าล้มเหลวได้เลยมั้ครับ ช่วงนั้นมันเกิดอะไรขึ้นบ้างคือผมต้องบอก ว่าพูดอย่างี้ก่อนว่าหลายคนอาจจะมองว่า เอ้ยทำไมอายุ 24 มันไปอย่างงั้นอย่างี้ จริงๆต้องบอกว่าคนเราอ่ะครับผมกล้าพูดวัน นี้เลยว่าคนเรามีต้นทุนชีวิตที่ไม่เท่า กัน >> สิ่งเนี้ยเขาเรียกว่า unfair advantage >> อื >> ซึ่งในสังคมส่วนใหญ่ก็จะมีการแบบว่ามาแซ้ กันว่าเอ้ยคนนี้บ้านมีตังค์คนนี้ได้ไป เรียนเมืองนอกเป็นโอกาสแต่ผมกล้าพูดเลย ว่าทุกคนในสังคมครับมีจุดยืนอะไรบางอย่าง ที่เราได้เปรียบกับคนอื่นเสมอถึงแม้ว่า เราจะจะไม่ได้เปรียบกับทุกคนแต่ก็จะมีจุด

3:07 ที่เราได้เปรียบกับคนอื่นเสมอซึ่งจุดนั้น น่ะครับมันก็เลยทำให้ผมอ่ะมีโอกาสมากกว่า คนอื่นคำว่าโอกาสคือหมายถึงว่าผมอาจจะ เป็นคนที่มีโอกาสเข้าถึงอะไรบางอย่างมี โอกาสเข้าถึงผลประโยชน์มีโอกาสเข้าถึง ไอเดียธุรกิจบางอย่างมากกว่าคนอื่นมันก็ เลยทำให้ผมเนี่ยมุ่งมั่นในการพัฒนาตัวเอง มากๆในการทำให้ชีวิตเนี่ยอยากจะประสบความ สำเร็จซึ่งต้องบอกก่อนว่าจริงๆแล้วเหตุผล ที่ผมอยากประสบความสำเร็จไวเนี่ยมันเป็น เพราะว่าความรู้สึกข้างในเราเนี่ยมันรู้ สึกว่าเราต้องการการยอมรับกับสังคม ประเด็นเนี้ยสังคมส่วนใหญ่ไม่ค่อยพูดถึง ว่าหลายครั้งเนี่ยพอเราไปดูจิตวิทยาของ แต่ละคนเนี่ย >> ครับ >> บางคนอยากประสบสำเร็จเพราะว่าอยากให้ สังคมยอมรับ >> ผมอ่ะจัดอยู่ใน typ นั้นเลย >> อ่า >> ก็คือเราก็เลยพยายามทำธุรกิจหลายอย่างเลย ตอนนั้นทำธุรกิจแบบ 6-7 อย่างพร้อมกันเลย >> อุยแชร์ได้มั้ยมีอะไรบ้างครับ

3:52 >> ได้ครับตอนนั้นมีทำร้านอาหารมีทำอสังหามี ทำฟาร์มไก่มีทำเจนcy >> พร้อมกัน >> พร้อมกันใช่ครับเพราะว่าอย่างงี้ครับเรา ช่วงนั้นเราอยู่ในmindsตที่แบบว่าต้องทำ เยอะๆมันถึงจะเท่ซึ่งจริงๆมัน >> อ๋อเน้นเท่ด้วยตอนนั้น >> เน้นเท่[เสียงหัวเราะ]เราติดกวงไงเราแบบ ว่าเราอยากให้สังคมยอมรับไงครับเพราะว่า เนี่ยคือปัญหาพอเราอย่างงั้นเสร็จอ่ะเวลา เราจ้างพนักงานหรือเรามีทีมงานน่ะรอบตัว เราอันนี้จะเป็นสิ่งที่กำลังฆ่าเราตาย ครับทุกคนคือเขาเรียกว่ามีแต่ Yes Man Yes Man คืออะไร Yes Man คือเวลาเรา จ้างใครมาเราต้องดูว่าคนเยเห็นด้วยกับเรา เปล่าเราไม่ชอบคนแบบเห็นต่าง >> อ๋อ >> มันคืออีครับ >> กลายเป็นว่าทุกคนต้องคอยตามเราหมดไม่งั้น เราไม่โอเค >> ใช่ครับพอเราใช้วิธีคิดแบบนั้นน่ะรอบตัว เราแทนที่เราจะไปหาคนที่อ่าเห็นต่างกับ

4:39 เราเราก็รู้สึกว่าเราชอบอยู่กับคนที่เห็น ด้วยปรากฏว่า >> แรกๆเนี่ยมันดีเพราะว่าเรามั่นใจในตัวเอง เราก็ลงมือทำด้วยความที่มีอีโก้เยอะ >> ทำอะไรเราก็เชื่อว่าวิธีคิดเรามันถูกแล้ว เราก็บวกกับว่าเราเป็นคนกล้าพอเราทำแบบ นี้ไปมากๆเนี่ยเรารู้ตัวทีนึงหันไปเนี่ย 30 คนเนี่ยเป็น yes man หมดเลย >> อืออื >> คือทีมงานเพื่อนๆเนี่ยมีแต่ Yesman หมด เลยจนสุดท้ายครับเราก็มั่นใจมากๆแล้วเกิด อะไรขึ้นวิกฤตเศรษฐกิจมาช่วงนั้นเป็นช่วง โควิด >> อืมโควิด >> ใช่ครับ >> มันคือช่วงที่ผมบอกว่าพี่เบนซ์ 24 พีคเรา 25 มาเจอโควิดใช่มั้ครับช่วง 24 ตอนพีค นี่ธุรกิจที่เรากำลังทำอยู่ถ้าวัดเป็นตัว เลขนี่ประมาณไหนนะครับ >> อืมอันนี้ก็ Estimate ยากเหมือนกันเนาะ เพราะว่ามันรวมๆกันหลายอันรวมกันก็ประมาณ >> Market Cap น่าจะไม่เกิน 100 ล้านครับ

5:24 ประมาณเฉียดประมาณ พอเราเจอโควิดเสร็จเนี่ยมันอีโก้เราเยอะ ใช่มั้ยครับเราก็มั่นใจในตัวเองปรากฏว่า พอวิกฤตมันเวฟเข้ามาเนี่ยบางอย่างที่เรา เคยขายได้ในช่วงที่เศรษฐกิจดีอย่างเช่น เรามีร้านอาหารมีอะไรเงี้ยมันก็วิกฤตเข้า มา >> พอมันวิกฤตเข้ามาเสร็จปั๊บเราก็ขายไม่ได้ พอเราขายไม่ได้เสร็จเนี่ยมันก็เกิดความ เครียด >> ครับ >> พอเราเครียดมากๆเนี่ยเราก็ >> ใช้ชีวิตแบบว่า extrem เลยครับคือทำงาน วันนึง 16 ชม.คือถ้าหมดว่าเขาจะมีศัพทนึง ฝรั่งเขาเรียกว่าซิคือผมน่ะเป็นแบบนั้น เลยคือแบบว่าเฆี่ยนทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์ ไม่เคยหยุดเวลา 16-18 ชม.ครับ >> นอนน้อยแล้วพอวิกฤตมาอีกเราก็เครียดอีก เครียดทำไงครับออกไปแฮง out ออกไปกิน เหล้าออกไปดื่มพอดื่มเสร็จเป็นไงก็เข้า โรงพยาบาลเพราะว่าโควิดติดโควิดครับ

6:10 [เสียงหัวเราะ] ไม่จบครับทุกคนเราก็รู้สึกว่าเรารับผิด ชอบครับแบกคอมอ่ะครับเข้าไปทำงานพอแบก เข้าไปทำงานเสร็จก็ไอไปทำงานไปไอไปทำงาน ไปจนตอนหลังครับคุณหมอบอกว่าพรุ่งนี้คุณ ต้องย้ายไป CU นะ ผมบอกว่าผมขออย่างเดียวหมอผม ICU ได้ผมขอ แบกคอมเข้าไปด้วยนะ >> โอ้โหโอ้โหพี่เบนซ์อันนี้ก็เกินไปครับ >> ใช่เหรอพอแบกเหมอบอกว่าไม่ได้แล้วเพราะ ว่าคุณเนี่ยเซเrayออกมาปอดคุณเนี่ยลงปอด แล้วนะ >> อื >> ปรากฏว่าวันนครับเราก็จำอะไรไม่ได้เลยพอ เข้าไปใน ICU เนี่ยตัดภาพีทีนึงก็คือออก มาจาก ICU และแล้วก็จำอะไรไม่ได้เลยแล้ว คุณหมอก็บอกว่าแบบคุณรู้ว่าตอนนั้นน่ะ โอกาสรอดคุณน่ะมีแค่ 30% >> โอ้โหครับ >> ธุรกิจทุกอย่างที่เคยทำไปช่วงนั้นอยู่โรง พยาบาลเกือบเดือนครับทุกอย่างที่เคยทำไป

6:57 ชะลอหมดเบรคหมดจนสุดท้ายอ่ะล้มหมดเลยรู้ ตัวจริงๆครับมีหนี้เกือบ 10 ล้าน >> จากที่พี่บอกว่ารวมๆ Market Cap เนี่ย ไม่เกิน 100 ล้านแต่ตอนนี้กลายเป็นว่าติด หนี้ไปแล้ว 10 ล้าน >> ใช่ครับสิ่งที่แบบผมเข้าใจวันนั้นคืออะไร ป่ะคนเรานะครับจะสูญเสียอะไรก็ได้แต่อย่า สูญเสียศรัทธาในตัวเองไม่เคยเข้าใจคำนี้ มาก่อนเลยได้ยินมาตลอดมีแต่คนพูดว่าอะไร ก็ได้นะแต่เราอย่าสูญเสียความมั่นใจอย่า สูญเสียศรัทธาเองโอเรารู้เลยว่าไอ้ที่ฉัน บอกว่าฉันเก่งนู่นไอ้นั่นน่ะฉันแค่คนโชค ดีฉันแค่บังเอิญว่ากล้ามากกว่าคนอื่นแค่ นั้นเองฉันไม่ได้มีอะไรเก่งเลยแล้วแล้ว นั่นมันทำให้ผมแบบว่าเข้าใจเลยว่าทำไมเขา ถึงบอกว่า is the enemy อีโก้คือศัตรู ที่ใหญ่ที่สุดที่จะฆ่าเราอีโกเป็นเหมือน กับประตูทางเดินที่ทำให้เราไม่เติบโต

7:44 >> แต่ว่าพี่เบนไม่ได้โทษวิกฤตโควิดในวัน นั้นแต่ว่าพี่มองว่าวิกฤตเป็นส่วนหนึ่ง แต่จริงๆแล้วปัญหาหลักคืออีโก้เหรอครับ >> 100% ไม่ได้เกี่ยวกับวิกฤตเลยครับ >> โอ้โอ้โห >> ปัญหาจริงๆคือข้างในเรา >> ส่วนมากที่ผมทำธุรกิจมาหรือว่าเจอกับเจ้า ของธุรกิจคุยกับหลายคนเนี่ยปัญหาจริงๆไม่ ได้เป็นเรื่องของวิกฤตแต่เป็นเรื่องของ mนทalเป็นเรื่องของจิตใจเพราะว่าส่วนใหญ่ แล้วเนี่ยถามหน่อยว่าอ่ะคุยกันแบบว่าตรงๆ กิจคิดว่าทุกวันนี้ในโลกเนี่ยครับความรู้ อ่ะมันเป็นสิ่งที่ทุกคนน่ะเข้าถึงได้รู้ มั้ว่ากินอาหารแบบไหนดีกินของหวานไม่ดี ทุกคนตอบได้หมดเลย >> แต่คำถามที่น่าถามคือทำไมทุกคนถึงทำแบบ นั้นไม่ได้[เสียงหัวเราะ] >> เออเพราะอะไรใช่ป่ะ >> ปัญหาหาเป็นเพราะว่าเรานี่แหละไม่เข้าใจ ความรู้สึกของตัวเราเอง >> ครับ

8:29 >> พอเราอย่างที่ผมเล่าไปตอนแรกใช่มั้ว่าผม ไดฟด้วยการยอมรับจากสังคมผมไดฟด้วยอีโก้ ถ้าเรากลับไปคิดจริงๆคือมันก็ไม่ควรจะมา ทำธุรกิจอะไรเยอะขนาดนั้นในวัยแค่นั้นมัน ก็ควรจะโฟกัส >> ใช่มั้ครับเราควรจะทำน้อยๆก่อนแล้วก็ค่อย ๆมั่นคง >> อันนี้ก็อยากจะฝากทุกคนไว้ว่าอีโก้อ่ะคือ ศัตรูตัวแรกที่เราต้องจัดการเลยครับ >> อสำคัญมากๆเลยอ่ะแล้วจริงๆถ้าไปมองเรื่อง ตัวเลขอ่ะครับอายุ 24 ทำ 7 ธุรกิจแล้ว Market Cap รวมเนี่ยหลักหลาย 10 ล้าน เอาจริงแค่เนี้ยก็ถือว่าเยอะมากๆแล้วนะ ครับแล้ววันที่เราเจอวิกฤตติดลบไปหลัก 10 ล้านเนี่ยอะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรา พลิกกลับมาได้ครับ >> ตอนนั้นเป็นเรื่องของmนทalก่อนคือเรา เพิ่งเข้าใจว่าจริงๆแล้วอ่ะทุกอย่างในโลก นะครับมันคือ mental เป็นความรู้สึกเรา หมดเลยเวลาวิธีการมองโลกวิธีการอะไรต่างๆ มันทำให้เกิดขึ้น

9:15 >> แต่จุดจริงๆแล้วอ่ะคือมันคือโอกาสจริงๆ ถ้าถ้าลองลองคิดตามเงี้ครับทุกคนว่าผมไป เจอเพื่อนคุณพ่อคนนึงเผมถามเค้าว่าคุณลุง แบบประสบความสำเร็จขึ้นมาตอนไหนเาบอกว่า เบนซ์ผมประสบความสำเร็จขึ้นมาตอนที่มี วิกฤตครับ >> ก็คือตอนปีต้มยำกุ้งปี 40 >> ครับ >> ปรากฏว่าผมไปเจออีกคนนึงนะครับบอกว่าคุณ ประสบความสำเร็จขึ้นมาตอนไหนเ้าบอกว่า ประสบความสำเร็จขึ้นมาตอนยุคโควิดในขณะ ที่ผมเนี่ยกำลังร่วงแต่เขากำลังขึ้น >> ครับ >> สิ่งเนี้ยมันทำให้ผมกลับมาย้อนคิดว่าจริง ๆแล้วครับอยู่ดีๆคนเราอ่ะครับจะเวฟขึ้นมา เติบโตขึ้นมาได้มันต้องเข้าใจตลาดคือการ ที่เกิดวิกฤตโอกาสถึงเกิดถ้าเกิดว่าทุก เศรษฐกิจดีหมดเลยทุกคนเนี่ยที่เขาเป็นตัว ใหญ่อ่ะเราจะไม่มีทางที่จะไปแย่งเขาได้ เลยในพื้นที่เหมือนในน่านน้ำครับเหมือนใน ชารครับเราจะไปแย่งอาหาร

10:01 >> ของปลาฉลามเนี่ยเราแย่งช้าเไม่ได้เลย >> แต่ในคางกับกันจังหวะที่วิกฤตเศรษฐกิจ เกิดขึ้นน่ะคนตัวเล็กจะมีโอกาสมากกว่าคน ตัวใหญ่เพราะว่าคนตัวใหญ่เนี่ยเามีต้นทุน เยอะเ้ามีความอุ้ยอ้ายเยอะ >> ครับ >> นั่นน่ะครับพอผ่านวิกฤตโควิดมาผมก็เป็นคน นึงที่มองว่าตัวเองเนี่ยแบกฟิคอร์สธุรกิจ เยอะค่าใช้จ่ายเดือนนึงเนี่ย 500,000 400,000 เราก็รู้สึกว่า >> เฮ้ยเราเป็นคนตัวใหญ่มากเลยแต่จริงๆอ่ะ เราไม่ได้เร็วเลยเราก็เลยกลับมามองคิดว่า มันเกิดอะไรขึ้นผมก็เลยเพิ่งจะไปรู้จัก concept ที่เรียกว่า One Person Business ในช่วงนั้น >> ครับ >> ซึ่ง Concept One Person Business อ่ะ มันเป็น concept ของอนาคตเพราะว่าก่อน หน้านี้เนี่ยมันยังไม่เคยเกิดขึ้น >> อืแปลว่าพวกเราที่กำลังฟังกันอยู่ตอนนี้ จริงๆยังทันเทรนด์นี้อยู่ >> เรียกได้ว่าเป็นต้นน้ำไปด้วยครับ

10:46 >> ต้นน้ำเลย >> นะครับใครที่กำลังมองหาโอกาสกำลังจะมองหา วิธีการเริ่มต้นอะไรใหม่ๆที่เป็นเศรษฐกิจ กิจแบบใหม่เนี่ยลองฟังวันนี้ดูผมว่าน่าจะ เป็นประโยชน์กับพวกเราไม่มากก็น้อยครับ >> ครับแล้วแนวคิดนี้มันแตกต่างจากเดิมยังไง หรือว่ามันมีอะไรน่าสนใจ >> จริงๆแล้วโลกเรากำลังเปลี่ยนยุคสมัยครับ นี่กำลังจะเป็นยุคสมัยที่คน 1 คนกำลังจะ เอาชนะคน 100 คนได้ >> คน 1 คนทำธุรกิจชนะ 100 คนที่เป็นองค์กร ใหญ่ได้แบบนี้หรอครับ >> ถูกต้องครับโดยฟังก่อนนะครับว่าไม่ใช่ว่า จะเป็นได้ทุกธุรกิจแต่เป็นธุรกิจแบบเก่า >> กับธุรกิจแบบใหม่ธุรกิจแบบ New Economy จะชนะธุรกิจแบบ Economy ที่ใช้คน 100 คน ได้ >> ทำไมหรอครับพี่เบนซ์ช่วยอธิบายให้ฟัง หน่อยครับมันมีปัจจัยอะไรบ้างจริงๆปัจจัย

11:32 ที่จะทำให้เกิด One Person Business era เนี่ยมันจะมีทั้งหมด 3 ปัจจัยด้วย กันครับ >> อย่างแรกเลยคือวิกฤตเศรษฐกิจอย่างที่เล่า ไปว่าพอเศรษฐกิจไม่ดีเนี่ยคนที่เขาเป็นคน ตัวใหญ่ๆเนี่ยมันจะเป็นเวฟถูกป่ะครับ เรารarioบอกว่าทุกอย่างในโลกเครับมันจะ เป็นซีซั่นหมดมันจะเป็นเวฟเป็นไซเคิลทุก อย่างจะเป็นวงกลมหมดตอนเนี้ยมันเป็น เหมือนไซเคิลของขาลงของธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะว่าเต้องแบกต้นทุนสูงนะครับเดี๋เรา ลองฟังต่อก่อนปัจจัยแรกก่อนนะครับธุรกิจ ขนาดใหญ่กำลังจะดรอปลง >> อย่างที่ 2 นะครับคือการมาของ AI >> อือันนี้สำคัญ >> AI เนี่ยมันจะเป็น S Curve ผมผมเชื่อ ว่าแบบหลายคนที่มาฟังเนี่ยคงรู้แล้วว่า AI อ่ะสำคัญมากๆแล้ว AI เนี่ยมันเป็น S Curve ยังไงคือ Productivity ในการผลิต อะไรบางอย่างขึ้นมาเนี่ยมันจะใช้ทุนน้อย ลงมากขึ้นเท่านั้นเวลาเราอยากจะเมื่อก่อน ครับเราอยากจะสร้างเอ่อแอปพลิเคชหรือเรา

12:20 อยากจะสร้าง Content กราฟฟิกอะไรขึ้นมานะ ครับพอมันเป็นอย่างี้เสร็จป๊บเนี่ยมันเลย ทำให้คนที่ตัวเล็กอ่ะครับเค้าสามารถเข้า ถึงเครื่องมือที่คนตัวใหญ่เมื่อก่อนต้อง ใช้คนหลายๆแผนกมารวมกันแต่ตอนเนี้ยพอยมา คนเดียวอ่ะสามารถที่จะทำได้หลายๆอย่าง พร้อมกันแล้วเดี๋ดูนะครับตั้งแต่ปี 2026 จนถึงปี 2030 เนี่ยมันจะเลวateแบบว่ามัน จะคูณแบบเร็วมาก >> ครับ >> จนมันแบบว่ามันทำได้ขนาดนี้เลยเหรอถึง ขนาดว่าเรานอนตื่นมาคืนนึงเนี่ยมีคนแบบ >> เปลี่ยนไป >> เปลี่ยนไปเยอะขนาดนั้น >> ครับ >> ใช่มั้ครับนี่คือปัจจัยที่ 2 มันเลยทำให้ คนนึงเนี่ยสามารถที่จะสร้างสิ่งใหม่ๆขึ้น มาได้และปัจจัยที่ 3 ครับมันคือผู้บริโภค เนี่ยถูกเปลี่ยนพฤติกรรมโดยโซเชียล Media >> โออันนี้น่าสนใจมากครับพี่เบนซ์ขยายความ ให้ฟังหน่อยครับ >> พอผู้บริโภคถูกเปลี่ยนพฤติกรรมเนี่ยจาก

13:06 เมื่อก่อนเนี่ยครับเราอยู่ในโลกที่เรียก ว่าโซเชียล Media ถูกมั้ยครับโซเชียล Media คือสมมุติว่าผมกับกิจเนี่ยเป็น เพื่อนกันในโซเชียล Media เราก็เห็นกัน แค่นี้เราอยู่กันอย่างเงี้ยสมมุติว่าอ่ะ กับคุณผู้ฟังเนี่ย 3 คนเราก็อยู่กันแค่ นี้ถูกป่ะครับปรากฏว่าพอถึงเวลาเกิดอะไร ขึ้นตอนเนี้ย TikTok มาพอ TikTok มาเนี่ย มันมาชิจากโซเชียล Media ให้กลายเป็น interest media ถ้าวันนี้ใครยังบอกว่า เล่นโซเชียล Media โซเชียล Media อยู่คุณ ไม่เข้าใจโซเชียลแล้วเพราะจริงๆแล้วมัน ถูกชิเป็น interest media แล้ว >> อ๋อเพราะโซเชียลมันคือสังคมที่เรามาสื่อ สารกันอัปเดตชีวิตกันเห็นเพื่อนแต่มันคือ การดึงความสนใจหรอครับ >> ถูกต้องครับแปลว่าคนนึงอ่ะครับสนใจเรื่อง ใดเรื่องนึงเราก็จะมีโอกาสเห็นสิ่งนั้น มากขึ้นนั่นเป็นเหตุผลที่ 3 คือเป็นอย่าง เงี้ยมันเลยทำให้คนน่ะมองเห็นโอกาสมาก

13:52 ขึ้นที่คนตัวเล็กๆอย่างพวกเรานะครับจะมี โอกาสที่จะเข้าถึงลูกค้าที่เป็นกลุ่ม เฉพาะของเรามากขึ้น >> ครับ >> อ่ะทีนี้พอฟัง 3 ปัจจัยเนี้ยมันเกิดขึ้น จะเกิดอะไรขึ้นแปลว่าคนที่เขา้าเป็น บริษัทขนาดใหญ่ที่เขาต้องการจะเข้าถึงลูก ค้าที่เป็นแบบว่าตลาดกว้างๆเนี่ยเขาจะทำ แคมเปญปรากฏว่ามันไม่ใช่โซเชียล Media และมันโดนชิอีกกลายเป็น interest media กลายเป็นว่าจะมีแค่กลุ่มที่สนใจเกลุ่ม เล็กๆเห็นแต่ในทางกับการคนที่เป็นตัวเล็ก ๆอ่ะครับเขาก็สามารถที่จะเข้าถึงตลาดที่ เป็นกลุ่มเฉพาะได้เหมือนว่า Marketare ครับส่วนแบ่งตลาดอ่ะมันถูกหารออกไปโดยคน ตัวเล็กๆพลังของคนตัวเล็กเนี่ยค่อยๆแย่ง ชิ้นส่วนตลาดไปเรื่อยๆ >> อ >> แล้วปัจจัยต่อมาคืออะไรครับพอเรามี อย่างี้คนตัวใหญ่เนี่ยสมมุติว่าเขาจะขาย ของเค้าอ่ะมีพนักงานสมมุติมีพนักงาน 30

14:37 คน 50 คน 100 คนต้นทุนเค้าอ่ะจะขายของ 100 บาทเนี่ยเค้าขายไม่ได้เค้าบอกว่าฉันต้อง ขาย 1,000 นึง >> ครับ >> เพราะว่าฉันเนี่ยมีทุน 500 บาท >> อมีคอร์สเยอะมาก >> ถูกมั้ครับเค้ามีคอร์สสูงแต่คนตัวเล็ก เป็นยังไงครับ >> มาก >> ถูกป่ะครับมากเพราะว่าอะไรมีแค่ชั้นคน เดียวหรืออาจจะมีแค่คนไม่กี่คน 3-4 คน เค้าสามารถที่จะทำโปรดักที่มีหน้าตาคล้าย ๆกับคนตัวใหญ่ได้เลยแต่ขายในราคาที่คนตัว ใหญ่บอก 1,000 คนตัวเล็กบอกผม 300 ก็พอ แล้วเพราะว่าทุนผมมีแค่ 100 เดียว >> ครับ >> สิ่งเนี้ยมันจะเกิดขึ้นเรื่อยๆจนสุดท้าย อ่ะมันเลยทำให้ขาขึ้นของคนที่เป็น One Personal Business อ่ะมันกำลังมาด้วย 3 ปัจจัยนี้นะครับคือ 1 วิกฤตเศรษฐกิจของคน ใหญ่เพราะว่าเขาไม่สามารถที่จะเข้าถึงอ่า ตลาดได้มากเท่าที่แล้วแล้ว >> 2 คืออะไรครับ AI AI ทำให้ต้นทุนอะไร

15:23 บางอย่างของคนตัวเล็กเนี่ยสามารถมี output ที่เท่ากันได้มีผลลัพธ์ที่เท่ากันได้ >> 3 เลยก็คือ interest Media >> อ >> ด้วย 3 ปัจจัยเนี่ยครับมันเลยจะทำให้ปี 2026 ตั้งจนถึงปี 2030 เนี่ยนะครับทุก อย่างเป็นไซเคิลใช่มั้ครับโอกาสของคนตัว เล็กเนี่ยจะเริ่มมีมากขึ้นคนตัวเล็กจะ เริ่มมีเสียงได้มากขึ้น >> ก่อนที่จะไปถามว่าคนตัวเล็กเนี่ยจะต้องทำ ยังไงหรือว่าเตรียมตัวยังไงเพื่อจะเป็น one person Business อาจจะขอถามนิยาม เพิ่มเติมจากพี่เบนซ์หน่อยครับว่าแล้วเรา จะแยกได้ยังไงครับว่าตอนนี้เรากำลังเป็น One Person Business อยู่หรือเปล่า หรือจริงๆแล้วเราเป็นฟรีance Define มัน นิยามยังไงครับพี่เบนซ์ตรงนี้ >> อือันนี้เป็นคำถามที่ดีมากครับกิจริงๆ แล้ว One Person เนี่ยมันไม่ใช่โมเดลการ ทำธุรกิจแต่มันคือปรัชญาการใช้ชีวิต

16:09 Solution ง่ายๆเลยนะครับมันคือการที่คุณ น่ะใช้ชีวิตแบบไหนอยู่แล้วคุณเอาชีวิต นั้นน่ะครับออกมาpublicับให้คนอื่นเห็น มากขึ้นแล้วเราเอา Solution ในการแก้ ปัญหาอะไรบางอย่างเนี่ยเอามาขายเอามาเป็น เซอรiceเอามาเป็นโปร >> ครับอ่างั้นลงดีเทลให้ผมเพิ่มได้มั้ครับ แบบนี้ถ้าเราอยากเริ่มต้นเป็นสิ่งนี้ เนี่ยต้องทำยังไงบ้างครับพี่เบนซ์ >> อ่ะกินลองคิดตามแบบสมัยก่อนนะเวลาเราจะ เริ่มทำธุรกิจอะไรบางอย่างอ่ะถ้าเป็นแบบ ว่าเบสิควิธีคิดคืออะไรอ่ะ 1 คิดอ่าวิจัย ตลาดเสร็จแล้วเราก็สร้างสินค้าพอเราสร้าง เสร็จทำไงครับไปทำการตลาดเสร็จแล้วเราก็ ค่อยเซลถูกป่ะครับค่อยปิดการขายซึ่งถ้าทำ อย่างี้นี้ไปเรื่อยๆปัญหาคืออะไรเราก็จะ ทุนหมดเพราะว่าไอ้ที่เราคิดขึ้นมาวิจัย อ่ะถึงเวลาจริงเราก็ไม่รู้ว่าลูกค้าจะ ซื้อเราจริงมั้ยทีนี้ต่อมาเทำไงเค้าก็เลย

16:56 เหมือนเชฟใหม่เป็นยุคโซเชียลmedดีiaก่อนเ ทำไงครับ >> ยุคนั้นน่ะผมทำอย่างี้เลยคือสมมุติว่าเรา จะขายปากกาแท่งนึง >> ครับ >> แทนที่ผมจะเอาปากกาเนี่ยไปซื้อมาแล้วก็มา ลงขายไม่เลยครับผมเอารูปมาก่อนใช้ดิจิตอล ก่อนเอารูปมาเสร็จแล้วก็ลองยิงโฆษณาขายดู ถ้าเกิดขายได้เราก็ค่อยไปสั่ง >> สิ่งเนี้ยมันเป็นยุคต่อมาคือเค้าเรียกว่า Drop shift ถูกมั้คือการที่ไม่มีของแต่ ฉันน่ะสามารถขายของได้ >> ครับ >> แต่พอมาถึงเวฟเนี่ยครับมันใช้แบบเนี้ยมัน ก็ยังไม่เวิร์คเพราะว่าเราอ่ะครับต้องเอา ของอ่ะมาเทสตลาดตลอด >> ครับ >> แต่ถ้าเราเปลี่ยนใหม่เราเปลี่ยนใหม่ทุกคน เราลองเปลี่ยนใหม่ว่า One Person คือการ ที่เราลองมาตั้งตัวเองก่อนว่าเราอยากจะ แก้ปัญหาอะไรในชีวิตเช่นสมมุติว่าเราอยาก จะขายเสื้อผ้าถ้าเป็นสมัยก่อนทำไงครับเอา เสื้อผ้ามาผลิตแล้วก็ขายเลย >> ครับอื >> ยุคที่ 2 เมื่อกี้คืออะไรครับไปรับของคน

17:43 อื่นมาดรอชิเอามาโปรโมทขายนะครับหรือว่า ยุค Affiliate ก็จะเป็นงี้พอเป็นยุคนี้ทำ ไงครับแทนที่เราจะโฟกัสในการที่เราเอาของ มาขายเนี่ยอ่าเศรษฐกิจมันเปลี่ยนใหม่เา เรียกว่า Attention Economy Attention Economy คือเศรษฐกิจที่แข่งกันแย่งความ สนใจใครที่มีความสนใจได้มากกว่าเนี่ยก็จะ สามารถสร้างเม้นต์เงินได้มากกว่า Attention Economy ทำงานไงเริ่มจาก Attention ก่อนคืออะไรก็ตามที่มีคนสนใจ เราอยากจะขายเสื้อผ้าสมมุติว่าเราชอบการ แต่งตัวแบบ Omoney แบบ Vintage ถ้ากิจลอง คิดดูว่าถ้าเป็นสมัยก่อนอยู่ดีๆเรามาวิธี การรีวิวแต่งตัวคนไม่ฟังเราถูกป่ะครับเรา เอาสิ่งที่สังคมอ่ะ attenstion สังคมสนใจ เราดึงมาก่อน >> ดึงมาเป็นของตัวเราเองก่อนโดยการเล่า เรื่องของพวกเขาพูดถึงเรื่องคนอื่นก่อน

18:29 ครับ >> พอเราทำแบบนี้ไปเรื่อยๆนะครับคนก็จะเริ่ม มาเห็นภาพเราใช่มั้ยครับพอคนเริ่มเห็นเรา มากขึ้นเนี่ยสิ่งต่อมาคืออะไรถ้าเราเป็น ยุคสมัยก่อนเราก็เอาของมาขายถูกป่ะครับ แต่ตอนเนี้ยเราเป็น One Personal Business เราต้องแข่งกันว่าใช้ทำไงก็ได้ ให้ต้นทุนน้อย >> ทำไงครับเราต้องขายดิจิตอล Product หรือ ว่าขาย service ก่อน >> คำว่าขาย product ขาย service อาจจะเป็น อะไรครับอาจจะเป็นเรารับ consult หรือเรา รับ ub ให้คำแนะนำคนอื่นเรื่องการแต่งตัว ว่าเฮ้ยถ้าคุณอยากจะแต่งตัวดีโดยมีงบเท่า นี้เนี่ยจะต้องทำยังไง >> ครับ >> โดยที่เราไม่ได้ผลิตของนะครับทุกคนอย่า เพิ่งผลิตของก่อนสเต็ปที่ 2 คือใช้ ดิจิตอล produc ก่อนขายไอเดียพอเราเริ่ม เก็บไอเดียมากขึ้นไปเรื่อยๆเงี้ยครับมีคน เริ่มมาสนใจมีคนมาจ้างเราแต่ทั้งหมดเนี่ย ครับไม่ว่ากิจจะทำงานมากแค่ไหนอ่ะเราก็ ไม่มีต้นทุนถูกมั้ครับเพราะว่ามันสามารถ

19:15 ที่จะผลิตเท่าไหร่ก็ได้เพราะว่าค่าตัวเรา มันคือแรงยุคเนี้ยเราจะยังดูเหมือนเป็น ฟรีแลนซ์อยู่ถูกมั้ยครับมีคนมาจ้างเราให้ คำแนะนำเราเพราะว่าเรามีกระแสในสังคมถูก มั้ครับเราเริ่มมีคนสนใจแล้วพอเราทำได้ แบบนี้เนี่ยสเต็ปที่ 2 เนี่ยเราก็จะเริ่ม มีข้อมูลแล้วว่าจริงๆแล้วเออมีคนแต่งตัว แบบ vintage เนี่ยเขาแต่งกันยังไงเใช้ วิธีคิดกันยังไงเ้าทำกันยังไงสเต็ปที่ 3 คือเราเริ่ม >> เอาวิธีคิดแบบยุคที่ 2 เนี่ยมาใช้และก็ คือการที่เราเริ่มออกแบบดีไซน์มาแล้วเรา ลองเทสตลาดโดยการ first build last คือ ยังไม่ต้องจ้างผลิตนะครับเราลองขายดูก่อน ลองดูพีอเดอร์ก่อนว่ามีคนสนใจมยมีแค่ 100 ตัวจำกัด >> ครับ >> พอเราได้อย่างนี้เสร็จใช่มยพอเราได้ 100 ตัวจำกัดเสร็จเราก็ค่อยไปจ้างเ้าผลิตครับ >> ครับ >> ถ้าเราทำแบบเยครับถามว่าโอกาสที่เราจะออก

20:03 ไปแล้วมันจะ fail เนี่ยมันจะมีน้อยมาก หรือแทบจะไม่มีเลย >> เพราะว่ามันมีมานรออยู่แล้ว >> ถูกมั้ยครับ >> ครับ >> อ่ะเรารีแคAPใหม่ทุกคนใครฟังแล้วยังงงตอน แรกเนี่ย 1 เราทำไงก็ได้ก่อนเราเล่า เรื่องที่คนกำลังสนใจหรือเราแบบว่าเราจะ สนใจเรื่องการแต่งตัวแฟชั่นแบบนี้ถูกมั้ ครับพอเราเริ่มมีความสนใจเสร็จเราเริ่มมา หาเiceขาย >> หาโปรตอ product ขายคู่มือการแต่งตัววิธี ต่างๆซึ่งระหว่างทางเนี้ย Content เราอ่ะ มันคือเรื่องราวของเราถูกมั้ยครับเราก็จะ เริ่มมีข้อมูลแล้วว่าเราเหมือนเราได้เจอ ลูกค้าจริงๆครับเราได้วิจัยตลาดจริงแต่ ว่ามันไม่เหมือนยุคที่ผ่านหน้านี้ว่าเรา ต้องวิจัยตลาดโดยที่เราต้องเอาเงินเราไป วิจัยแต่ตอนใหม่เนี่ยคือเราให้เขามาจ่าย เงินเพื่อให้เราได้วิจัย >> อ่าเทสด้วยการใช้ดิจิตอลพอโปรดักเราก็จะ รู้ว่าอันไหนเวิร์คไม่เวิร์คจากคำสั่ง ซื้อของลูกค้า >> ใช่ครับเราก็จะเริ่มเห็นว่าจริงๆแล้วอ่ะ

20:50 ไอ้ความเข้าใจที่ฉันมโนมาทั้งหมดเนี่ยลูก ค้ามันมีอยู่จริงหรือเปล่า >> อือ >> เสร็จแล้วตอนจบเราก็ค่อยเอาโปรดักเนี่ย ออกมาเสนอขายพอเราเสนอขายเสร็จเราค่อยไป ผลิต >> ครับ >> ถ้าฟังอย่างเงี้ยทุกคนจะเห็นภาพว่าสมการ มันกลับด้านหมดเลยนะ >> จากตอนแรกผลิตก่อน >> ทำการตลาดแล้วค่อยขายตอนนี้ไม่ใช่และกลาย เป็นทำการตลาดก่อน >> ครับ >> เสร็จแล้วค่อยขายเสร็จแล้วค่อยผลิต >> นี่คือการกลับหัวกันของยุคอีเอ่ออ่า Attention Economy นะครับ >> อือซึ่งพอฟังพี่เบนซ์เล่าเนี่ยผมเห็นองค์ ประกอบบางอย่างก็คือการที่เราจะทำธุรกิจ ด้วยตัวคนเดียวได้เนี่ยเหมือนมันต้อง เริ่มต้นที่ Follower ก่อนป่ะครับเพราะ ว่าพี่เบนซ์บอกว่ามันต้องดึง attention มาให้ได้ก่อนแปลว่าถ้าเราไม่ทำ content ก็อาจจะเป็น one person business ยาก แบบนี้หรอครับ >> จะพูดอย่างนั้นก็ไม่เชิงครับจริงๆแล้วมัน

21:37 ต้องใช้คำว่าเริ่มจาก attention ดีกว่า >> ครับ >> คือ attention ที่ง่ายที่สุดในโลกโซเชียล Media มันคือ Content >> อือ >> ผมอยากเล่าให้ทุกคนฟังว่าตอนที่ผมเริ่ม เป็น One Person เนี่ยเริ่มยังไงคือมัน เริ่มมาจากที่ว่า Mindset One Person นะครับมันคือการที่คุณน่ะกำลังเดินทางจาก จุด A ไปจุด B >> ครับ >> อ่ะเช่นตอนนั้นนะครับผมอยากจะเป็นคนที่ ยิงแอด Facebook ให้เป็นผมก็พยายามจะยิง ให้ได้ปรากฏว่าระหว่างที่ผมทำธุรกิจช่วง อายุ 24 เนี่ยผมก็พยายามจะยิงแอดมาตลอด เลยพอเป็น one person เนี่ยจากที่เมื่อ ก่อนเราต้องไปยิงแอดกับโปรดักเนี่ยเรา เปลี่ยนใหม่คือเราเอาวิธีการที่เรายิงแอด จากเลเวล 1 ไปเลเวล 2 เนี่ยเอาไปสอนคน อื่นเ้านะครับ >> อ >> และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมกลาย เป็น One Personal Business เพราะว่า จากตอนแรกที่ผมอ่ะพยายามทำธุรกิจแล้วยิง

22:22 แอดเนี่ยผมก็ไปรับจ้างยิงแอดให้คนอื่นดู ครับ >> โดยการที่เล่าเรื่องคทentของตัวเองก่อน ว่าเรายิงแอดยังไงเราเคยยิงยังไงมาบ้าง >> ลงโซเชียลมีดียไป >> กิจเชื่อมั้ยว่าตอนนั้นนะครับเพจผมคนตาม แค่ 100 คนเอง >> แต่ว่ามีคน 2 คนทักมาหาผมบอกว่าอยากให้ผม สอนยิงโฆษณาให้หน่อยปรากฏว่าผมเนี่ยก็ไป สอนเค้าทุกวันเนี้ยเชื่อมั้ครับหยิยัง เป็นพารทเนอร์กันอยู่เลยอย่างที่ผมเล่า ครับว่าการเป็น one person มันคือการที่ เราเอาจุด A จากจุด B อ่ะไปขายเป็น Solut ให้กับคนอื่นไปขายเป็นวิธีการผมก็เอาวิธี การปั้นธุรกิจนี่แหละที่ผมเคยทำตั้งแต่ ตอนอายุ 24 เนี่ยเอาไปเล่าให้คนอื่นฟัง แล้วก็เดินทางไปกับเขาการเป็น one person ของผมอ่ะมันเลยเริ่มต้นจากแค่มีคนเห็นแค่ 100 คน >> แล้วบังเอิญว่า 100 คนนั้นน่ะมีลูกค้า 2 คน >> แปลว่าทุกคนวันนี้ถ้าเกิดว่าใครฟังว่า

23:08 เอ้ยฉันต้องดังหรือเปล่าไม่ใช่นะครับคุณ แค่ต้องมีสิ่งที่เรียกเรียกว่า 2 แฟน >> ครับ >> 1 2 แฟนคือไม่ว่ายังไงก็ตามเนี่ยมีแฟน พันธุแท้ของเราใช่ครับ >> เราต้องมีแฟนพันธุแท้ที่เขาอยากจะ ซัพพอร์ตเราอย่างผมมีแฟนแค่ 3 คนที่แบบ ว่าเออทำงานด้วยกันจ่ายรายได้เราทุกเดือน แปลว่าเราก็สามารถอยู่ได้ด้วยธุรกิจนี้ >> ครับ >> โดยที่ไม่ต้องไม่มีฟีคอสมีแค่ตัวเราคน เดียวแต่เราสามารถอยู่ได้เลย >> ครับ >> นะครับ >> อื >> นี่คือจุดเริ่มต้น >> อ่าโอเคก็แปลว่าทุกคนไม่จำเป็นต้องทำ Content หรือว่าถ้าทำก็ดี >> มันเป็นเรื่องของเกมสถิติถูกป่ะครับยิ่ง เราคentคนเห็นเยอะมากขึ้นเราก็มีโอกาสจะ เจอคนที่เขาอยากจะแก้ปัญหาเดียวกับเรามาก ขึ้นถ้าเราทำคทentดีมดีต้องดีกว่าไม่ทำ

23:54 อยู่แล้วครับเพราะว่ามันทำให้เรา build attention ได้มีคนสนใจเราเยอะ >> ในมุมของคนที่ทำ content เราก็สามารถ สร้าง true fan ได้แล้วทีเนี้ยมันก็จะวน กลับเข้ามาถ้าที่พี่เบนซ์บอกใช่มั้ครับก็ คือลองเทสด้วย digital product แล้วก็มา ปิดท้ายด้วยการที่ทำเิโดยที่เป็น S first แล้วก็ >> Bu Last >> Buillast โอเคพอเข้าใจไอเดีย concept นี้เนอะแต่ว่าแน่นอนทุกคนยังเจอปัญหาอยู่ เจะต้องแบ่งเวลายังไงเพื่อที่จะย้ายมา ฝั่งนี้ได้หรือพี่เบนมองว่าไม่จำเป็นต้อง เลิกทำงานประจำ >> จริงๆแล้วปัญหาส่วนใหญ่ที่ผมเจอกับว่าที่ ผมให้คำแนะนำคนทำธุรกิจมาในยุคเนี่ยปัญหา เดียวเลยที่เขาเจอก็คือเรื่องของโฟกัส >> ครับ >> ในหัวเราอ่ะพี่กิมันจะมีสิ่งหนึ่งเขา เรียกว่า cognitive budget ทุกคนคtive

24:41 budget เนี่ยมันจินตนาการแบบนี้นะวันนึง อ่ะมันเติมให้เราทุกวันวันนึงไม่เกิน 2 ช่โมงที่เราจะคิดเรื่องที่มันยากๆแล้วก็ ซับซ้อนได้ถูกมครับสิ่งเนี้ยครับ cognitive budget เนี่ยถ้าเราใช้ตรงนี้ หมดอ่ะเราก็จะคิดเรื่องยากๆมากไม่ได้ >> ครับ >> คำแนะนำสำหรับคนที่กำลังว่าต้องทำหลายๆ อาชีพอยู่ตอนนี้หรือว่าอยากจะทำอาชีพ เสริมเนี่ยคุณต้องบริหาร cognitive budget ของคุณให้ดีคือบริหารวิธีคิดที่ ทำให้ตัวเองอ่ะสามารถคิดที่มันลึกซึ้งได้ ให้มันดีกว่านี้โดยนะครับวิธีการคือตอน เช้าคุณต้อง concept เนี่ยมันเรียกว่า signal กับnoอยนะครับ >> signal กับnoอย >> นะครับในโลกไปเนี่ยครับวันนึงเนี่ยเราจะ มีสิ่งนึงที่เรียกว่า signal signal เนี่ยทุกเช้าเนี่ย signal คือกิจกรรมที่ คุณทำแล้วมันมีผลกับอนาคตของเราแต่noอยส์

25:28 เนี่ยมันคือสิ่งที่เราทำไปแล้วเนี่ยชีวิต เราไม่ได้เปลี่ยนแปลงนะครับวันนึงเนี่ย >> ถ้าทุกคนอยากจะเปลี่ยนแปลงชีวิตเนี่ยมัน มีแค่อย่างเดียวเลยคือคุณต้องมี signal ให้ชีวิตตัวเองทุกวันครับ >> ตอนเช้าเนี่ยครับตื่นขึ้นมาเนี่ยจ่ายให้ กับ signal ตัวเองก่อนเอา cognitive budget ของเราเนี่ยจ่ายให้กับตัวเองก่อน ผมบอกเลยนะว่าถ้าเกิดว่าทุกวันเราจ่ายให้ Signal หมดเลยสิ่งอะไรก็ตามที่คุณทำแล้ว แบบว่าเราคิดแล้วว่าถ้าฉันทำสิ่งนี้ไปจะ มีผลประโยชน์ที่ดีต่ออนาคตเราอ่ะเราทำแบบ นี้ไปอ่ะแค่ 6 เดือนครับหันกลับมามองอ่ะ ชีวิตเราจะดีขึ้นเลย >> ครับ >> คือไม่ใช่ว่าชีวิตเราต้องแบบว่าดีตลอดทุก วันนะผมเป็นคนนึงที่แบบว่าไม่ได้เชื่อ เรื่องการที่แบบว่าโอ้โหมี 315 วันชีวิต เราต้องดีหมด 365 วันขอแค่ว่าชีวิตเราอ่ะ ครับ 51% ดีกว่า 49% 51% ในชีวิตอ่ะทำ

26:16 เรื่องที่มันดีกับ Signal เรากับโอกาสใน ชีวิตเราส่วน 19% เนี่ยเราอาจจะเละเทะดู Netflix ทำตัวเกเรบ้างแต่ถ้าคุณทำเนี้ย ผ่านไป 3 ปี 5 ปีผมบอกเลยว่าชีวิตคุณจะ เปลี่ยนไปแน่นอนถูกป่ะ >> โอฟังแล้วมีกำลังใจเลยนะครับขอดีแค่ 51% เออ >> ถ้าเรามองกันไป 7 วันนะครับเราทำสิ่งที่ ดี 4 วัน >> เราทำสิ่งที่ไม่ดี 3 วันยังไงคิดตามสถิติ ชีวิตเรามันก็ต้องดีขึ้นไปเรื่อยๆถูกมั้ ครับ >> แต่คนส่วนใหญ่อ่ะเราไม่ได้เข้าคิดเรื่อง นี้กันมากเราพยายามคิดว่าเราอยากจะทำสิ่ง ที่เราเหมือนแสวงหาความสมบูรณ์แบบในการ ที่จะใช้ชีวิตที่ดีคือเราคิดว่าชีวิตที่ ดีคือตื่นมาต้องพัฒนาตัวเองออกกำลังกาย อ่านหนังสือทำสิ่งที่ดีตลอดแต่จริงๆอ่ะขอ แค่มีสิ่งที่มันดีที่เป็น Signal ทุกวัน น่ะชีวิตเราอ่ะมันก็จะดีขึ้นเองครับ >> อ๋ออันนี้ดีมากเรื่องSignนลกับน้อยแปลว่า

27:02 จริงๆแล้วถ้าสมมุติว่าเราสนใจในเทรนด์นี้ ในการทำธุรกิจด้วยตัวคนเดียวแล้วทุกวัน นี้ยังต้องต่อสู้กับชีวิตยังทำงานประจำ อยู่พี่เบนซ์ก็เลยแนะนำว่าลองหาเวลาของ เราดูว่าเวลาที่เรามีเหลือเนี่ยในการทำ งานต่อวันมีเวลาว่างเท่าไหร่และไอ้เวลา ว่างตรงนั้นที่เราใช้อ่ะเราใช้ในสิ่งที่ ทำให้ชีวิตดีขึ้นมั้ยหรือใช้กับนอยส์ที่ มันทำให้เวลาของเราเปล่าประโยชน์แบบนี้ หรอครับ >> ใช่ครับจริงๆหลายคนคิดว่าโอ้โหต้องมีเวลา อาทิตย์นึงเยอะจริงๆวันนึงอ่ะครับ 30-90 นาทีต่อวันน่ะก็เพียงพอที่จะแบบว่าพลิก ชีวิตเราได้แล้วครับsignนจะเปลี่ยนไป เรื่อยๆแล้ววันนึงสิ่งนึงอาจจะกลายเป็น Signนแล้วอีกวันนึงสิ่งนี้ก็กลายเป็นnoอย แล้ว >> ถูกมั้ครับแล้วบางอย่างที่สิ่งนี้กลาย เป็นน้อยก็จะกลายเป็น Signal ได้ >> อ่า >> โดยอยู่ที่บริบทของชีวิตที่เรากำลังอยู่ ครับ

27:48 >> ครับ >> แล้วความสำคัญก็คือต้องตกผลึกชีวิตตัวเอง ดีๆด้วยไม่งั้นแยกไม่ออกเลยอะไรเป็น signal อะไรเป็นnoอยส์ >> มันมีคำพูดนึงที่ผมชอบมากๆเลยเขาบอกว่า พระเจ้าอ่ะครับเอาตัวตนของเราอ่ะไปเก็บ ซ่อนเอาไว้อยู่ในสมุดโน้ต แปลว่าอะไรครับคำนี้ >> หลายคนไม่เข้าใจว่าจริงๆแล้วชีวิตตัวเรา ตอนเนี้ยต้องการทำอะไรอยู่สิ่งที่เราควร จะทำทุกวันที่ผมจะจะแนะนำทุกคนคือคุณลอง คุยกับตัวเองผ่านสมุดโน้ตดู >> อ๋อ >> ครับ >> ตัวตนที่เราอยากจะเป็นคนที่เราอยากจะใช้ ชีวิตแล้วสิ่งที่เราอยากจะเป็นจริงๆเนี่ย มันผ่านสมุดโน้ตเราลองคุยกับตัวเองดูช่วง ที่ผมบอกว่าผมมีอีโก้เยอะมากๆเนี่ยเพราะ ว่าผมไม่เข้าใจตัวเองเราเดินตามกระแส สังคมไปตลอดเลยเราโดนโซเชียลมีดียพยายาม

28:35 กรอบตอบอะไรบางอย่างเราจนเราคิดว่าสิ่ง เนี้ยคือชีวิตที่ดีสิ่งเคือการประสบความ สำเร็จช่วงนั้นผมลบโซเชียลมีเลย 6 เดือน ไม่เล่นอะไรเลยนะครับ >> 6 เดือนนานมากเลยนะครับสำหรับคนที่ใช้ ทุกวันเนี่ย >> ใช่ครับทรมานมากครับ >> แค่วันเดียวทรมานแล้วครับ >> แต่วันนั้นนะครับเพื่อนของผมมีแค่คนเดียว เลยคือสมุดโน้ตครับ Journal เราเขียนคุย กับตัวเองทุกวันเลยเรารู้สึกยังไงวันนี้ เรารู้สึกไงทำไมเราถึงรู้สึกแบบนั้น >> ครับ >> ถ้าวันนี้ทุกคนยังตอบ Signal กว่าน้อยไม่ ได้นะครับเราลองถามตัวเองก่อนเลยว่าเรา อยากจะใช้ชีวิตแบบไหนแล้วชีวิตที่พวกเรา กำลังใช้อยู่ตรงนี้ครับมันคือชีวิตที่เรา อยากจะใช้จริงหรือเปล่าชีวิตคุณที่เป็น Signal อ่ะสิ่งที่คุณต้องทำวันเนี้ย เพื่อจะได้ใช้ชีวิตแบบนั้นน่ะมันคืออะไร >> แล้วทุกอย่างที่ไม่ใช่สิ่งเนี้ยคือน้อยไป หมดเลย >> ไอ้การที่คุณให้คนมากดไลก์คุณมากขึ้นไอ้

29:21 การที่คุณอยากจะไปเที่ยวในที่ที่คุณก็ไม่ ได้รู้อยากจะไปทำไมแบบว่าบังเอิญว่าคุณ โดนโซเชียลมีเดียเนี่ยเค้าไปกันแล้วคุณก็ รู้สึกอยากจะไปนะสิ่งต่างๆเหล่าเนี้ยมัน คือน้อยหมดเลยเรากำลังถูกอะไรบางอย่าง เหมือนสะกดจิตหรือว่าเชฟอะไรบางอย่างอยู่ เพื่อทำให้เราอ่ะอยากจะเป็นสิ่งนั้น >> อ๋อโอเคมันจะเห็นตั้งแต่ตอนเริ่มเลยนะ ครับที่พี่เบนซ์เนี่ยทำธุรกิจมาแล้วก็โต แล้วเจอวิกฤตเคาะอีโก้ไปรอบนึงและเสร็จ แล้วมาในเรื่องของการโฟกัสโฟกัสในที่นี้ คือลบนอยส์ทั้งหมดออกเลยเพราะว่าตอนแรก เราทำธุรกิจเพราะว่าเรารู้สึกว่าอยากเท่ แต่ตอนเนี้ยพอเราลบnoอยส์เรา social deto็อกกลายเป็นว่าเรามาเขียนสมุดโน้ตมา เขียน Journal เพื่อทบทวนตัวเองพอเราทำ กระบวนการนี้ครบปึ๊บผมเชื่อว่าพี่เบนซ์

30:08 เนี่ยน่าจะพลิกวิกฤตตรงนั้นได้ใช่ไหมม ครับแล้วสุดท้ายเนี่ยเล่าให้ฟังหน่อยครับ ว่าภาพสุดท้ายตอนที่เราคบคกลับมาเนี่ยภาพ มันเป็นยังไงบ้างครับพี่เบนซ์ >> ภาพที่วันที่คแบคกลับมาใช่ป่ะครับ >> ใช่ครับที่เราสามารถแก้หนี้ของเราได้ >> ถ้าจะผมบอกถามว่ามีสกิลอะไรก็ตามที่ทำให้ ผมแบบว่าแก้หนี้ได้แล้วทำให้กลับมาอีก ครั้งนึงได้เนี่ยมีแค่สกิลเดียวเลยก็คือ โฟกัส >> ครับ >> ถ้าวันนี้เนี่ยคุณไม่มีทุนคุณไม่ไม่มี อะไรเลยนะครับผมบอกเลยว่า the only currency that you have is your time and your focus >> อ๋อ >> ครับทรัพย์สินเดียวที่พวกคุณทุกคนในนี้มี นะครับที่ผมก็ไม่มีแล้วตอนเนี้ยก็คือเวลา และโฟกัสนะครับถ้าเกิดว่าคุณไม่มีภาระ หรือว่าคุณไม่มีธุรกิจอะไรกำลังทำอยู่ เนี่ยแปลว่าคุณ >> ความรวยอยู่ตรงหน้าแล้ว >> คุณเก่งกับผมหมดเลยนะตอนเนี้ยเพราะว่าผม

30:54 ไม่มีโฟกัสแล้วเพราะโฟกัสของผมต้องไปใช้ ทำธุรกิจเวลาผมต้องไปใช้ทำธุรกิจแต่ถ้า เกิดว่าวันนี้เนี่ยใครยังไม่มีไอเดีย ธุรกิจเนี่ยคุณมีทั้งเวลาคุณมีทั้งโฟกัส ครับแล้วถ้าคุณใช้ 2 สิ่งนี้เนี่ยแล้วคุณ เลเซอร์โฟกัสจดจ่ออยู่แค่แค่ไอเดียเดียว conอceptเดียวนะครับผมบอกเลยว่าคุณจะไม่ แพ้ใครผมชอบเรื่องนี้มากเลย Kevin AY เนี่ยเขาเป็นชารที่อเมริกานะครับแต่วัน นี้เรามาของชารkเนี่ย >> ครับ >> เค้าเล่าเรื่องนึงแบบว่ามัน Made my day ผมมากมันเาบอกว่าช่วงนั้นน่ะเขาเหมือนว่า ตอนที่เขาเป็นวัยรุ่นเนี่ยเขาจะไปเหมือน ว่าชอบสาวคนนึงแล้วปรากฏว่าสาวคนเนี้ย เหมือนไปทำงานและอยู่ที่สวนสนุกเขาก็เลย ไปทำงานร้านไอติมอยู่ข้างๆกัน >> เก็ชอบกันใช่มั้ครับที ปรากฏว่าอยู่เนี่ยเขาไปทำงานเป็นรับสมัคร เนี่ยไปสมัครเป็นคนตักไอติม >> ครับ >> ไอศครีมนะครับเจ้านายเขาเนี่ยพอเลิกงาน

31:40 เนี่ยมันที่ต่างประเทศเขาชอบถุยหมาฝรั่ง ไว้ที่พื้นครับแล้วเขาก็สั่งว่าเอ้ยยูอ่ะ ไปขูดหมาฝรั่งออกซิเฮวิ่งก็บอกว่าไม่นะ ครับผมอ่ะถูกจ้างมาเพื่อที่จะเป็นคนตัก ไอศครีม >> อื >> แต่เจ้านายบอกไม่คุณน่ะถูกจ้างมาเพื่อทำ ตามที่ผมสั่งหลังจากวันนั้นเควินเข้าใจ เลยครับว่าโลกใบเนี้ยครับถูกแบ่งคนเป็น แค่ 2 ประเภทเท่านั้น >> ครับ >> แบบแรกเลยคือคนที่ออกคำสั่งกับแบบที่ 2 คือคนที่ถูกสั่งนะครับเควินบอกว่าผมจะ เป็นคนแบบแรกเลย >> โอ >> แต่ทำไมหลายคนเราถึงได้ไม่ได้ออกคำสั่ง ชีวิตเพราะว่าอะไรครับเพราะว่าตั้งแต่เรา เกิดมาบนโลกเนี่ยถามตัวเองสักครั้งดูครับ ว่าเราได้ออกคำสั่งตัวเองบ้างมั้ยใครเป็น คนบอกให้เราไปเรียนถูกมั้ยครับเราถูก

32:26 สังคมเชฟอ่ะอายุเท่าไหร่แล้วเมื่อไหร่จะ ไปเรียน 4 ขวบเข้าโรงเรียนยังพอเข้าโรง ต้องเรียนคำถามต่อไปคืออะไรครับพี่กิจ อยู่ปอะไรแล้วพออยู่ปรเสร็จขึ้นมัธยม เมื่อไหร่ขึ้นมัธยมเสร็จคุณจะไปทำงานที่ ไหน >> อื >> เราถูกออกคำสั่งใหม่หมดเลยเราถูก >> ตัวที่เราไม่รู้ตัวด้วยนะ >> ถูกป่ะครับเราถูกออกคำสั่งเลยว่าคุณจะไป ทำงานอะไรพอคุณไปทำงานเสร็จคำถามต่อไป เมื่อไหร่แต่งงานแล้วเมื่อไหร่แต่งงาน เสร็จเมื่อไหร่มีลูก >> อ๋อกลายเป็นว่าเราก็เลยไปโฟกัสกับคำถาม ที่เราถูกได้รับมาในตอนนั้นก็เลยเป็นเส้น ทางของชีวิตเราไปโดยปริยายเลย >> ทั้งชีวิตเราอ่ะครับเหมือนโดนคนอื่นออกคำ สั่งตลอดเลย >> ครับ >> วันนี้เนี่ยถ้าใครบังเอิญว่าได้เข้ามาฟัง พอร์ตแซนเนี่ยผมอยากให้เราลองถามตัวเองดู สักครั้งนึงว่าจะมีสักครั้งมั้ยที่เราได้ เลือกเส้นทางของตัวเองได้ออกคำสั่งของตัว

33:12 เองทำไมเราต้องรอให้คนอื่นมาสั่งว่าเรา ต้องทำอะไรทำไมเราไม่เลือกจะเป็นคนประเภท แรกว่าเราเลือกว่าฉันอยากจะใช้ชีวิตแบบ นี้ฉันอยากจะทำงานแบบนี้แล้วถ้าเราเข้าใจ ธรรมชาติของมนุษย์เนี่ยแล้วเราเอาเวลา นั้นน่ะไปทำสิ่งที่มันหรือสิ่งที่มันคูณ ได้เช่นการทำโซเชียลmedดีiaหรือการทำอะไร ก็ตามที่มันทำให้อนาคตเราดีขึ้นเนี่ย ชีวิตเราก็จะดีขึ้นเลยถ้าสมมุติว่าพูดตัว เลขธุรกิจตอนที่แบบเราพลิกกลับมาอย่าง เช่นแบบพอพลิกกลับมาได้แล้วพี่เบนซ์โอเค ที่จะแชร์เรื่องตัวเลขตรงนี้เพิ่มเติมมั้ ครับ >> จริงๆมันมีสุภาษิตนึงกิจที่เขาชอบพูดว่า Money is energy ใช่มั้บางครั้งการที่ เราทุกคนลองคิดดูว่าสมมุติว่าผมพูดมาไป ว่าธุรกิจที่ผมทำอยู่อ่ะ1ันล้าน >> อื >> ทุกคนจะมองผมไงโโหอย่างงั้นอย่างงี้แล้ว

33:58 ถ้าบอกว่าผมบอกว่าเล่าไปใหม่บอกว่าธุรกิจ ที่ผมทำอยู่ตอนเนี้ย 10,000 บาททุกคนจะ มองไงโอ้โหไม่น่าเสียเวลาฟังเลย >> อืครับ >> แปลว่าการที่เรารู้รายได้ของคนอื่นมาก เกินไปอ่ะมันกำลัง shap energy อะไรบาง อย่างในตัวคนฟังรู้มั้ยครับ >> อ >> เพราะฉะนั้นเนี่ยพี่จะบอกว่าพี่อาจจะไม่ ได้บอกว่าตัวเลขของรายได้เท่าไหร่แต่เอา เป็นว่ามันก็ไม่ได้น้อยกว่าเมื่อก่อนใน ยุคนั้นนะครับโดยที่ทำงานน้อยลง >> ครับ >> แต่จริงๆทุกคนลองคิดตามนะว่าต่อให้ผมจะ รวยแบบมากกว่านี้หรือผมจะจนมากกว่าเนี้ย มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับชีวิตพวกพวกเราเลย แต่สิ่งที่เกี่ยวกับชีวิตพวกเราจริงๆคือ อะไรวันนี้เราฟังแล้วอ่ะเราได้เอาสิ่ง เนี้ยเอาไปใช้ประโยชน์เลยหรือเปล่า >> ครับ >> ไม่งั้นเนี่ยเราจะติดกับดักนึงที่ผมติด ตอนอายุ 24 เนี่ยคือเป็น King of Self

34:43 Development อ >> ราชาแห่งการพัฒนาตัวเอง >> นักพัฒนาตัวเองตอนนั้นผมอายุ 24 เป็นงั้น เหมือนกันสัมมนาอะไรไปหมดมีงานอะไร หนังสือเล่มไหนที่เขา้าว่าดีอ่านหมดพอผม อ่าน Amazon >> ครับ >> เ้าบอกว่าให้ทำทีมเหมือนกับเป็นพิซซ่า 2 ถาด >> ครับผมผมเอาเลยกลับมาน้องครับเดี๋ยวเรา แบ่งทีมกันนะเป็นพิซซ่า >> เสร็จอีกอาทิตย์นึงไปฟังแนวคิด Google มา เ้าบอกว่าต้องแบ่ง 20% เนี่ยมาแบ่งความ คิดเนี่ยเพื่อจะสร้างสิ่งใหม่ๆนวกรรมเอา เลยครับทุกๆวันศุกร์บ่ายห้ามทำงานมา เนสormไอเดียใหม่แต่ธุรกิจตัวคอหลักยัง ไม่ไปรอดเลยแต่เราเหมือนเสพติดการพัฒนา เองซึ่งผมบอกเลยว่าแนวคิดพวกเนี้ยครับไม่ ได้ผิดเลยนะผมไม่ได้โทษหนังสือผมไม่ได้ โทษพวกนี้เลยมันผิดที่ตัวเราเองที่ไม่ได้ เข้าใจสถานการณ์ของสิ่งที่เราอยู่ไม่ได้

35:29 เข้าใจความรู้สึกเราสิ่งต่างๆเนี่ยมันทำ ให้เราอ่ะกลายเป็น king of self development มันเหมือนกับเรื่องโฟกัสอ่ะ ครับวันนี้ทุกคนรู้แล้วว่าโฟกัสเนี่ย >> เป็นเหมือนแบบโฟกัส is the new oil เป็นน้ำมันในยุคใหม่เพราะว่าอะไรเมื่อ ก่อนเราแข่งกันที่แคitalแข่งกันที่ทุนตอน นี้เราแข่งกันที่อะไรใครcreครativeได้มาก กว่าคิดสิ่งใหม่ๆได้มากกว่าแล้วใครที่มี โฟกัสก็จะชนะวันนี้เนี่ยถ้าทุกคนฟังพcส เนี่ยแล้วเราไม่ได้เอาความรู้ที่เราคุย กันวันเนี้ยไปใช้เลยสุดท้ายพcสเนี่ยที่ พวกเรานั่งคุยกันคุณจะดูพcสอีกเป็น 100 ตอนเลยชีวิตคุณก็จะไม่ดีขึ้นถูกมั้ครับ >> ครับ >> ถ้าไม่เอาไปปรับใช้ >> ถ้าเราไม่เอาไปปรับใช้ผมว่านั่นคือ Call Value หลักเพราะว่าทุกวันเนี้เราเสพติด กับการพัฒนาตัวเองมากๆ >> เรารู้สึกดีกับการที่เรากลายเป็นคนรู้ อะไรมากขึ้นแต่ลองคิดดูว่าการที่เราจะ

36:14 เปลี่ยนชีวิตอย่างเดียวได้คือการลงมือทำ แล้วเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณได้Signนของตัว เองแล้วคุณโฟกัส >> ครับ >> 6 เดือน >> อือ >> แล้วคุณจะเข้าใจว่าคำว่าชีวิตที่ดีขึ้น ที่มันเปลี่ยนไปชีวิตที่เราจะใช้มันเป็น ยังไง >> อือโฟกัสซึ่งขอแค่ 6 เดือนเท่านั้นด้วย โอ้โหเป็นตัวเลขที่น่าตื่นเต้นมากเพราะ พูดถึงเรื่องลงมือทำพี่เบนซ์ท่ามกลางยุค นี้ที่เรามีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจหลายอย่าง แล้วก็เรื่องของ AI ที่กำลังเข้ามาที่ทำ ให้ทุกคนกลัวมากถ้าเราจะต้องลงมือทำสัก 1 สิ่งเนี่ยสิ่งที่พี่เบนซ์อยากแนะนำให้ทุก คนฟังปึ๊บแล้วเอาไปใช้ได้ง่ายเลยเราอยาก แนะนำอะไรให้เขาไปลงมือทำในการเป็น One Person ดีครับ >> สิ่งนึงที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมองเรามักจะ มองถึงปัจจัยภายนอกว่าฉันต้องทำสิ่งนี้

37:00 ฉันต้องใช้ AI ตัวไหนฉันต้องเอากาอยู่ตรง ไหนแต่ผมจะบอกเลยว่าสิ่งแรกที่คุณควรจะ ต้องทำคือคุณควรจะดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง ก่อนหรอ Mental Health is the first foundation ลองกิจลองคิดดูว่ากิจเคยเห็น คนแบบร่างกายแบบไม่แข็งแรงใช่มแต่จิตใจ เขาสู้อ่ะเขากลับมาหายป่วยได้แต่คนที่ สุขภาพจิตไม่ดีอ่ะครับร่างกายดีแค่ไหน เค้าก็ไม่ออกไปทำงานไม่อยู่ออกไปไหนเลย เพราะฉะนั้นเนี่ยสิ่งแรกที่ผมอยากจะแนะนำ คือ 1 อะไรก็ตามที่ท็อกสิคในชีวิตของคุณ คุณเอาเค้าออกไปจากชีวิตก่อน >> โอห >> นะครับสิ่งไหนก็ตามที่คุณอยู่ด้วยแล้วมัน ทำให้คุณป่วยจิตนะครับคุณเอาเค้าออกไป ก่อนครับอย่างที่ 2 เราเริ่มจากว่าลองกลับมาถามตัวเองเขียน

37:45 คุยกับตัวเองก่อนว่าเราอยากจะเป็นใคร >> ครับอ >> แล้วลองถามว่าไอ้เส้นทางที่ฉันอยากจะเป็น น่ะ >> มันต้องเดินไปทางไหน >> ครับ >> นะครับนี่คือสิ่งที่ 2 คือเราถามแล้วอยาก เป็นใครพอเราอยากเป็นใครเสร็จเราเดินไป ทางนั้นเราเดินไปทางนั้นอย่างที่ 3 เรา เอาเรื่องราวที่เรากำลังจะเดินไปเป็นคน ที่เราอยากจะเป็นเนี่ยครับ >> นะครับ >> เราเอาเรื่องเนี้ยออกมาเล่าในโลกของ โซเชียลในโลกของ Asension Economy ครับ >> ครับเอาออกมาเล่าให้มากขึ้นแล้วถึงตอน นั้นน่ะครับมีคนมาสนใจคุณไม่ว่าจะเป็น ด้านใดด้านนึงก็ตามเนี่ยถึงตอนนั้นน่ะ ครับคุณจะรู้เองว่าสินค้าที่คุณอยากจะทำ อาชีพที่คุณอยากจะใช้มันคืออะไรกิลองคิด ดูว่าการเป็น One Personal Business อ่ะมันเหมือนกับมีคนน่ะมาจ่ายเงินให้กับ เราเพื่อให้เราเป็นคนที่ดีขึ้นทุกวันนี่

38:32 มันคือปรัชญาที่มันสวยงามนะคือเราเก่ง ขึ้นทุกวันแล้วเราเอาวิธีการที่เราเก่ง ขึ้นทุกวันเหมือนบางคนบอกว่าฉันอยากจะมี ซิแพคฉันก็เอามาถ่ายเลยมาเล่าเลยว่าเส้น ทางจากเราจากวันเนี้ยให้กลายเป็นคนที่มี สุขภาพดีอ่ะเป็นยังไงพอมาเล่าเสร็จเนี่ย แล้วเราก็เอาสิ่งนั้นนะครับเป็น solution ในการกลับมาขายให้กับคนที่เขาอยากจะมี เส้นทางเหมือนเราอยากจะมีสุขภาพแบบเรา เส้นทางมีแค่นี้ครับเราแค่ควบคุมความคิด เราว่าเราจะโฟกัสที่ตัวเราเองรักษาสุขภาพ จิตของเราให้ดีให้ตื่นมาทำสิ่งที่เป็น signal ได้ทุกวันสุดท้ายครับตลาดมันจะ media นะครับที่เล่าไปตอนต้นเนี่ยมันจะ nich มากๆเพราะว่าเหมือนคนมันเข้าถึง กลุ่มเล็กๆอีกหน่อยมันจะเป็นเหมือนว่าแทน ที่คุณจะมาสอนวิธีการจัดการเวลาแบบทั่วไป วิธีการจัดการเวลาสำหรับคนที่เป็น

39:18 โปรแกรมเมอร์ >> อ่า >> เจาะลึกลงไปอีก >> แล้วเราถ้าเป็นอย่างเงี้ยเมื่อก่อนเราทำ อย่างเงี้ยกว่าเราจะไปถึงคนที่เป็น โปรแกรมเมอร์เงี้ยมันไปไม่ถึงเลยครับแต่ พอพอเราเป็น interest media คนที่เขา เป็นโปรแกรมเมอร์เหมือนเราเเอาชีวิต โปรแกรมเมอร์ตัวเองมาเล่าเนี่ยแล้วเรามา เล่าวิธีการจัดการเวลาโดยตอนแรกเราอาจจะ ยังจัดการไม่ได้ด้วยนะ >> แต่เราเล่าระหว่างทางว่าเราเจอปัญหานี้ เราแก้ไปยังไงเป็น content ตลอดทางเลย problem is content ปัญหาคือ content อ >> เล่าไปตลอดแล้วก็ solution คือ product >> อ๋อโอเคทีนี้ผมกลับไปเชื่อมโยงกับที่พี่ เบนซ์เล่าในตอนแรกที่บอกว่าปกติเราไป ศึกษาเรื่องแอดจากจุด A ไปจุดดีแต่ว่านอก จากที่เรายิงแอดในธุรกิจของเราดีแล้วเรา เปลี่ยนพอเรารู้เทคนิคแล้วกลายเป็นว่าเรา เอาความรู้ของเราตรงเนี้ยไปเป็นเซอร์สให้

40:05 กับคนที่เขาอยู่จุด A และอยากไป B กับเรา เหมือนกันแปลว่าเราไม่จำเป็นต้องรอเชี่ยว ชาญเรื่องใดเรื่องนึงที่สุดก่อนพี่เบนซ์ ไม่ได้รอให้ตัวเองยิงแอดเป็นทั้งหมดแต่ เอาเป็นแค่ในสายธุรกิจตอนนั้นที่ทำอยู่ เสร็จแล้วเราก็เอาเซอร์วิสตรงเนี้ยไปขาย คนที่ยังอยู่จุด A เหมือนเราได้ไม่ต้องรอ เป็น expert หมดทุกด้านก่อน >> ถูกต้องครับกิจลองคิดดูว่าถ้าถามทุกคนที่ เราเข้ามาอยู่ในห้องเนี้ยถามว่าคุณอยากจะ มีใครอยากจะไปดาวอังคารบ้าง >> อ่ะโ >> 10 คนอาจจะมีคนอ่ะฉันอยากไป 2 คนอีก 8 คนบอกฉันไม่อยากไปแต่รอลองถามใหม่ว่ามี ใครอยากจะไปหน้าบากซอยบ้าง >> ครับ >> ทุกคนต้องไปหน้าบักซอยหมดไม่งั้นทุกคนออก จากบ้านไม่ได้นะครับ >> จริงๆหลายคนกำลังเข้าใจผิดว่าการที่เรา เฮ้ยฉันอาจจะไม่ได้เก่งพอที่จะไปสอนใคร จริงๆแล้วอ่ะเราไม่ได้แก้ปัญหาให้กับคน

40:51 ที่เขาอยากจะไปดาวอังคารแต่เราแก้ปัญหา ให้คนที่จะไปหน้าปากซอยมั้ครับนั่นเป็น เหตุผลว่าทำไมพี่วินมอเตอร์ไซค์ถึงได้มี ลูกค้าเต็มไปหมดเลยเพราะว่าเราอ่ะสามารถ พาคนไปหน้าปากซอยได้เพราะว่าเราเคยไปมา แล้ว >> ครับ >> มันมีแค่นี้เลยครับคือการแก้ปัญหาเล็กๆ ให้กับคนนึงก่อนโดยผ่านเส้นทางที่เราเดิน ผ่านมาครับ >> แค่นี้เองนะครับ >> ซึ่งการลงมือทำในที่นี้ก็ไม่จำเป็นต้องรอ เป็น expert ก่อนเอาแค่ความรู้เส้นทางจาก จุด A ที่จะไป B เนี่ยพอเรารู้วิธีแล้ว เอาตรงนี้แหละกลับมาสอนคน >> ถูกต้องครับมันมีเคสตัวนึงที่เอ่อคนที่ผม ให้คำแนะนำเนี่ยเค้าบอกว่าเค้าไม่รู้จะทำ อะไรเลยครับแล้วเค้าก็บังเอิญว่าเพิ่งจะ ย้ายเข้าไปอยู่คอนโดแล้วผมถามว่าอ้าวแล้ว คุณปกติน้องอ่ะทำกับข้าวยังไงเ้าบอกว่าผม อ่ะชอบทำข้าวกล่องฉบับแบบคอนโดนี่ไงครับ

41:39 ปัญหาคืออะไรทำข้าวไม่เป็นอยากจะประหยัด เงินก็เลยอยากจะทำข้าวคอนโดโดยที่มีไฟแค่ เนี้ยมีแค่เตาไฟฟ้าเค้าก็แค่เอาเรื่อง วิธีการทำเข้ากล่องคอนโดเนี่ยครับโปรดชั แค่เนี่ยครับเาก็สามารถหาเงินได้เป็นแสน เลย >> อือฮึ >> เพราะลองคิดดูว่าคนที่อยากอยู่ในคอนโด แล้วอยากจะทำข้าวกล่องเป็นแล้วแบบว่า ประหยัดงบอ่ะมีเยอะขนาดไหนมากกว่าคนที่ อยากจะทำแบบเชฟแบบมิชลินใช่มั้ครับ >> เพราะฉะนั้นเนี่ยปัญหาในการหาเงินในการ เป็น one person เนี่ยมันมีอยู่เต็มไป หมดเลยโอกาสอยู่เต็มไปหมดเลยอยู่ที่ว่า เราจะเอาเรื่องพวกเครับเอาออกมาpublicับ เอาออกมาเล่ามากแค่ไหน >> กลายเป็นว่าคิดเยอะไปก็ไม่ดีเนอะพี่ [เสียงหัวเราะ] >> ถูกป่ะครับเราไม่ควรจะคิดเยอะเลยครับ >> ช่วยแชร์ให้ฟังหน่อยครับว่าภาพที่พี่ เบนซ์มองเห็นเทรนด์ที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะว่าตอนแรกพี่เบนซ์เกริ่นไปว่าไอ้ One Person Business เนี่ยจริงๆเราอยู่ต้น

42:24 น้ำด้วยซ้ำแล้วมันอนาคตมันเป็นยังไงครับ ทำไมสิ่งนี้ถึงน่าดึงดูดมากๆครับ >> ทุกคนลองคิดดูว่าตอนเนี้ยครับมันเหมือน กับปี 1848 ยุคนั้นน่ะเขาเรียกว่าโกัชมัน เป็นยุคที่ตื่นทองคือทุกคนเนี่ยพยายามจะ เดินทางเพื่อจะไปขุดทองที่แคลิฟอร์เนีย ใช่มั้ครับ >> มันเป็นโกรัสแต่ตอนเนี้ยครับมันเป็นกลับ มาอีกครั้งเราเรียกว่า digital โั >> มันเป็นการตื่นทองทางยุคดิจิตอลเพราะว่า การมาของ AI แล้วก็ 3 ปัจจัยที่ผมพูดใช่ มั้การที่การที่คนตัวใหญ่กำลังเพงพัม เพื่อให้คนตัวเล็กขึ้นมายืนได้แล้วแล้ว ทุกคนลองลองลองคิดดูสิว่าตอนเนี้ยมัน เหมือนว่าคริสตฟอร์คนอ่ะไปเจออเมริกา >> แล้วทุกคนทุกคนในเนี่ยรู้หมดเลยว่าเฮ้ยหา เงินอินเทอร์เน็ตใช้อินเทอร์เน็ตหาเงิน

43:11 หมดเลยมันเป็นยุคตื่นทองที่เครื่องไม้ เครื่องมือมีหมดแล้วซึ่งมันไม่เคยมียุค ไหนที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมให้คน ตัวเล็กขนาดนี้มาก่อนแล้วคุณจะไม่ไปหรอ >> เหมือนว่ายุคนี้คนตัวเล็กกลายเป็นว่ามี เค้าเรียกว่าไอพลติดหลังเลยอาจจะไม่ใช่ แค่ปีกละ >> ถูกครับแล้วลองคิดดูว่าถ้าวันนี้อ่ะคุณ เล่นอินเทอร์เน็ตเข้ามาแล้วคุณหาเงินจาก มันไม่ได้หรือคุณไม่ได้มีแบบชีวิตที่ดี ขึ้นจากอินเทอร์เน็ตอ่ะผมว่าเรากำลังเล่น อินเทอร์เน็ตผิดละเรากำลังเข้าใจมันผิดะ เพราะนี่มันคือเหมืองที่ทำให้ทุกคนขุดทอง ทำให้ทุกคนมันเป็นยุคตื่นทองถูกป่ะครับ >> ทุกคนครับทุกวิกฤตมีคนที่จะรวยขึ้นมาเสมอ ถูกมั้ยครับแล้วตอนเนี้ยมันกำลังอยู่ใน ฤดูนั้นหลายคนบอกว่านี่คือวิกฤตทุกคนต้อง เก็บตัวแต่นี่ก็คือโอกาสเช่นกันนะครับ

43:58 โอกาสที่จะทำให้เราเปลี่ยนชีวิตได้งี้ถ้า เรานับเป็นสมการผมสามารถพูดได้มั้ครับว่า คน 1 คนโดยเฉพาะตัวเราเนี่ยบวก AI เท่า กับ One Person หรือจริงๆแล้วมันองค์ ประกอบมันเยอะมากกว่านั้นถ้าเราจะดูเป็น สมการแบบเนี้ยครับ >> สมการที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ AI แต่คือ คาแรคเตอร์หรือคนที่เราอยากจะเป็น One Personา เพราะว่ามันคือการที่เราอยากจะเป็นอะไร พูดให้ตายยังไงอ่ะเราก็ไม่ทำหรอกถูกป่ะ ครับอย่างแรกที่มันต้องมีคือการที่เรา อยากจะเลือกก่อนว่าเราอยากจะเป็นใคร >> ครับ >> เสร็จแล้วเราลงมือทำแล้วพอเราลงมือทำ เสร็จเราแค่ใช้ AI เข้ามาคูณเพื่อทำให้ งานนั้นมันออกมาได้มากขึ้น >> อ่าครับในส่วนต่อไปที่อยากคุยอยากคุยแบบ

44:43 ลงลึกไปถึงเรื่องส่วนบุคคลหน่อยครับโดย เฉพาะเรื่องของการเงินครับผมอยากทราบวิธี คิดของพี่เบนซ์หรือว่าเส้นทางที่ตัวเอง ใช้เองก็ได้ครับว่าพี่คิดว่าอะไรเป็นปั ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เราบรรลุ อิสรภาพทางการเงินได้ >> จีบวิทยาความเข้าใจตัวเองเกี่ยวกับเรื่อง เงินครับคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในหนังสือ The Rich Man The Babบิโลนเนี่ยตัว เอกเนี่ยครับถ้าใครยังไม่เคยอ่านผมแนะนำ ให้ลองไปอ่านดูเค้าอ่ะฝากเ่อเพื่อนเขา เนี่ยที่เป็นคนขายเค้กอ่ะไปซื้อพลอยปรากฏ ว่าคนขายเค้กคนนั้นน่ะโดนหลอกเพราะว่า เป็นพลอยปลอม >> อ๋อ >> สิ่งนึงที่หลายคนกำลังตีความผิดคือเรา พยายามจะศึกษาเรื่องการลงทุนเรื่องการ เงินโดยการที่ไปศึกษาในสิ่งที่คนกำลังสน

45:29 ใจโดยที่ตัวฉันเองอ่ะไม่ได้สนใจสิ่งนั้น กิจว่าพอร์ตการลงทุนของผมครับเกิน 50% น่ะอยู่ในธุรกิจหมดเลย เพราะว่าผมรู้สึกว่าเราควรจะลงทุนในสิ่ง ที่เราเข้าใจแล้วอย่างผมครับให้ผมไปดูแบบ ว่างบการเงินบริษัทขนาดใหญ่ให้ไปดู SP เนี่ยผมก็อาจจะสู้คนที่เขาชอบเรื่องพวก นี้ไม่ได้ชอบวิเคราะห์แต่ผมอ่ะรู้ว่า ธุรกิจอ่ะครับอะไรที่มันนำให้โตจากศูนย์ ไปถึง 10 ล้านผมสามารถตอบมันได้แปลว่าทุก วันนี้ครับผมอ่ะก็เลยเอาเงินเนี่ยไปลงทุน ในธุรกิจคนอื่นตลอดเลยเอาไปลงทุนเสร็จ แล้วพอมันเกิดปัญหาขึ้นเขายไม่ได้เรา สามารถให้คำตอบเขาได้ว่ามันเป็นเพราะอะไร เพราะว่าเราผ่านการ build แบบเนี้ยมา 20-30 ธุรกิจแล้วเราก็เลยเข้าใจถูกป่ะ ครับและนั่นคือคำแนะนำที่อยากให้ทุกคน

46:16 เข้าใจว่าเราควรจะลงทุนในสิ่งที่เราเข้า ใจมันจริงๆพี่รุ่นพี่ผมคนนึงครับพอร์ตการ ลงทุนเค้า 30% นะ่ะครับอยู่ในงานศิลปะบาง อันนะครับเค้าซื้องานศิลปะมา 6,000 โตไป ถึง 100,000 บาทได้แต่ถ้าเป็นพวกเราไง ครับโอ้โหฟังแล้วหลายคนฟังโลภเลยไปศึกษา งานศิลปะยังไงคุณก็แพ้ถูกป่ะครับเพราะเรา ไม่ได้เข้าใจมันนี่คือสิ่งที่อยากให้เข้า ใจว่าเราควรจะลงทุนในสิ่งที่ตัวเองรู้จัก ไม่ใช่ไปลงทุนในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เข้า ใจแต่สังคมรู้จักเพราะสุดท้ายใน long ter เกมระยะสั้นคุณอาจจะชนะเพราะว่าตลาดตลาด มันกำลังไปแต่สุดท้ายระยะยาวคุณจะตอบไม่ ได้เลยว่าทำไมมันถึงลงทำไมมันถึงขึ้นทำไม การเงินเราถึงพังเพราะว่าเราไม่ได้รู้จัก ตัวเราเองเรากำลังเอาเงินไปไว้กับคนขาย

47:02 เค้กที่ไปซื้อพลอย >> อื่โอ้โหคำนิคมมากเอาเงินไปไว้กับคนขาย เค้กที่ซื้อพลอยเพราะว่าเขาไม่ได้รู้จัก สิ่งๆนั้นเพราะว่าสิ่งที่เขาโฟกัสแล้วก็ เข้าใจมากที่สุดมันคือเค้กต่างหากที่ 2 นะครับคือในช่วงต้นคุณไม่ควรจะศึกษา เรื่องการลงทุนมากเกินเกินไปผมไป >> เอาอีกแล้วพี่มาฉีกอีกละ[เสียงหัวเราะ] >> ผมไปคุยกับน้องมหาลัยหลายๆคนเวลาแบบว่า บางทีก็อาจารย์ชวนไปสอนไปอะไรเงี้ยครับไป แชร์ความรู้เนี่ยน้องถามผมตลอดเลยว่า เนี่ยผมมีเงินอยู่ 10,000 บาทผมควรจะลง ทุนอะไรดีครับ >> อ่าคำถามยอดฮีทเลย >> คำถามคลาสสิคแต่ผมจะบอกเลยว่าผมบอกน้อง ทุกครั้งว่าเงินนึง 10,000 บาทนั้นน่ะไม่ สามารถที่จะซื้อสกิลการลงทุนอะไรเราได้ เลยครับสิ่งที่เราควรจะทำสิ่งนั้นคืออะไร

47:50 ครับ signal กับnoอยกลับไปเรื่องนี้อีก แล้ว signal ของเราคือทำยังไงให้เรามี เงินต้นให้มันมากกว่านี้พอคุณมีเงินต้น มากขึ้นนะ่ะครับเราค่อยเอาเงินต้นนั้นนะ ครับมาแบ่งเพื่อจะเรียนรู้เรื่องการลงทุน มันเหมือนกับว่าเรามีเงิน 10 ล้านบาทแล้ว เราได้ปันผลแค่ 5% เท่ากับคุณได้ 500,000 แล้วนะแต่ถ้าคุณมี 10,000 บาทแล้วคุณเก่ง มากเลยมันดับเบิลขึ้นไปเลยกลายเป็น 3 เท่าคุณก็มีแค่ 30,000 บาทถามว่า 30,000 บาทอ่ะมันไม่สามารถซื้ออิสรภาพของคุณได้ ถูกป่ะครับ >> ก็จริงก็จริงครับ >> นี่นี่คือปัญหาปหาที่คนส่วนใหญ่คืออันดับ 1 ถ้าเราไปดูสatเนี่ยโซเชียลที่คนชอบ เสิร์ชในคลิปการดูคลิปเนี่ยคือหัวข้อ เรื่องการลงทุนการเงิน >> ครับ >> แต่ถ้าคุณเป็นแบบผมเราควรจะโฟกัสในการทำ ไงก็ได้ให้มี active income ให้มีเงิน ต้นที่มากพอก่อน >> แล้วสกิลอะไรครับที่ทำให้เราสามารถสร้าง

48:39 Active income ได้เยอะที่สุดสำหรับพี่ เบนซ์ >> ง่ายๆเลยครับโฟกัสเลยครับ >> อ๋อกลับมาที่โฟกัสต่อแต่ว่าเราไม่เกี่ยว เลยต้องเป็นอาชีพไหนขอแค่ให้โฟกัสกับสิ่ง ที่ทำแค่นี้ทำเงินได้เยอะแล้วล่ะครับ >> ถ้าเราโฟกัสไม่ได้ครับแล้วเราจะสร้างสกิล ได้ไงถูกมั้ครับแปลว่าทุกอาชีพในโลกเนี้ย ก็มีคนที่รวยขึ้นมาได้มีคนที่ประสบความเร ขึ้นมาได้แต่ถ้าเราไม่สามารถโฟกัสได้ครับ เราจะไม่มีเหมือนผลลัพธ์อะไรบางอย่างออก มาพอเราไม่มีผลลัพธ์เนี่ยเราก็จะไม่มีข้อ มูลถูกมั้ครับพอเราโฟกัสจนมันทำได้จุดนึง เราจะเริ่มได้คำตอบแล้วว่าเฮ้ยโอ๊ยจริงๆ แล้วที่ฉันทำมาเนี่ยมันมีตลาดอื่นอยู่นี่ นี่หว่าแล้ววิธีนี้มันไม่ได้ทำเงินได้ ขนาดนั้นแต่ถ้าคุณไม่มีผลลัพธ์แรกคุณจะ ไม่มีความรู้ชุดแรกเพราะฉะนั้นเนี่ยหลาย คนเวลาฟังอยู่ดีๆเป็นอาชีพนึงกระโดดไปทำ อีกอาชีพนึงเลยทั้งที่อาชีพแรกยังทำได้

49:25 ไม่เป็นเลย >> คุณลองโฟกัสที่สิ่งที่คุณทำให้มันดีก่อน แล้วคุณจะเริ่มรู้ว่าอ๋อคนที่โลกของคน เก่งเเป็นอย่างี้หรอแล้วคุณก็จะเริ่ม เรียนรู้แล้วก็เปลี่ยนวิธีคิดไปได้สุด ท้ายครับทุกคนพยายามจะอยากจะตามกระแสอะไร สังคมไปบางอย่างนึงแต่ถ้าคุณวันนี้คุณ เลิกตามกระแสสังคมเลยแล้วคุณเดินบนเส้น ทางของตัวเองเลยหลังจากนั้นน่ะครับคุณจะ ไม่ต้องไปแข่งกับใครแล้วชีวิตนี้คนคนอื่น จะเป็นไงไม่รู้แต่ฉันจะเดินในปัดยาของฉัน ฉันจะเดินในเส้นทางเนี้ยนะครับคนอื่นจะมี พนักงานเป็นพานคนไม่เป็นไรแต่ฉันจะเป็น one person business เนี่ยฉันจะยืนใน เส้นทางฉันเนี่ยหลังจากนั้นเนี่ยครับเรา จะมีจุดยืนแล้วเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่ม มีจุดยืนเราจะเริ่มภูมิใจในตัวเองคำตอบ มันคืออะไรครับคำตอบมันคือทำในสิ่งที่เรา อินทำในสิ่งที่เราอยากจะทำในสิ่งที่เรา อยากจะเป็นแล้วเราก็พัฒนาตัวเองไปเป็น

50:11 สิ่งนั้น >> นั่นแหละครับเลยเป็นเหตุผลที่โฟกัสจะ สร้างอิสรภาพให้กับเราได้พอเราคุยกันมา ทั้งหมดครับเราจะเห็นพี่เบนซ์เนี่ยพูดถึง อะไรนะไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนก็ตามจะย้อน กลับไปที่ Mental Health เรื่องปรัชญาที นี้ผมเลยอยากรู้ว่าถ้าพี่เบนซ์จะตกผลึก สัก 1 เรื่องครับที่เป็นปรัชญาที่เราใช้ เองในชีวิตพี่เบนคิดว่าปรัชญาที่สำคัญที่ สุดที่ทำให้เราเข้าใจตัวเองมีสุขภาพจิต ที่ดีแล้วก็เติบโตในธุรกิจมันคือเรื่อง อะไรครับ >> นี่เป็นคำถามที่ดีมากๆนะครับกิจก่อนอื่น ขอชื่นชมคำถามนี้ก่อนเลยขอบคุณครับ >> ในยุคอนาคตนะครับสกิลที่สำคัญไม่แพ้กับ โฟกัสอีก 1 สกิลคือสกิลปรัชญา

50:56 ฉีกอีกแล้ว >> ครับ >> ทำไมรู้มั้ยครับปรัชญา คือคำตอบว่าหลังจากนี้เราจะใช้ชีวิตยังไง จิตวิทยาอธิบายว่าทำไมเราถึงมาถึงจุดนี้ ทำไมทุกคนถึงมานั่งฟังอยู่ตรงนี้มันเล่า หมดเลยว่าจิตวิทยาเราเราโตมามีปมอะไรยัง ไงแต่ปรัชญาจะเป็นจุดเดินต่อว่าหลังจาก ที่เราจบพอร์ตแคสนี้ไปพวกคุณจะตัดสินใจจะ ใช้ชีวิตยังไง >> อือ >> และปรัชญานะครับมันคือการที่เรารู้จุดยืน ของตัวเองคนที่มีปรัชญาครับจะรู้ว่าฉัน เป็นใครแล้วฉันอยากจะทำอะไรเราไม่เดินตาม กระแสสังคมแล้วคนๆนั้นจะสามารถโฟกัสได้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมโฟกัสถึงจะมาคู่กับ ปรัชญาพอเรามีปรัชญาในชีวิตตัวเองเราถึง จะรู้ว่าเส้นทางของชีวิตมันคืออะไรนะครับ แล้วปรัชญาที่ผมเนี่ยได้มาตอนที่ >> อ่าเข้า ICU เนี่ยแล้วก็กลับมาช่วง 6 เดือนนะฮะคือปรัชญาที่เรียกว่าปรัชญา

51:43 สตอicครับ >> ครับ >> ปรัชญา เนี่ยเป็นปรัชญาที่เมื่อก่อนเนี่ยเค้าใช้ กันเวลาเขาจะไปลบหรือว่าเขาจะใช้ทำอะไร เนี่ยครับเขาจะใช้ยึดถือปรัชญานี้ตลอดเลย ปรัชญาโตอีกเนี่ยสอนว่าเราจะไม่ได้พูดถึง ว่าอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตของเราแต่เราพูด ถึงวิธีการที่เราจะโต้ตอบมันกลับไปยังไง นะครับแปลว่าทุกคนวันนี้เนี่ยบางคนฟัง โอ๊ยฉันไม่ได้มีต้นทุนมันฉันไม่มีอะไรมัน มันเป็นเรื่องจริงครับใครบอกว่าชีวิต ยุติธรรมเนี่ยไปบอกเค้าเลยว่าผมบอกเลยว่า ชีวิตมันไม่เคยยุติธรรมตั้งแต่วันที่เรา เกิดมาอยู่แล้วครับ >> เราเป็นพี่น้องกันเราก็มีบางอย่างที่ไม่ เหมือนกันพ่อแม่เราก็มีความรู้สึกในการ เลี้ยงลูกไม่เหมือนกันครับ >> แต่สตวีบอกว่ามันไม่ได้เกี่ยวเลยว่าอะไร จะเกิดขึ้นกับเราแต่สิ่งเดียวที่เรามัน เกี่ยวกับตัวเราเลยอ่ะคือการที่เราจะโต้ ตอบมันกลับไปยังไงตอนนั้นผมก็เข้าใจว่า

52:30 จริงๆแล้วอ่ะผมแบบเออคิดว่ายิ่งเราแบบว่า มีอำนาจเยอะหรือยิ่งเราเก่งมากเราก็จะ ยิ่งมีความสุขผมคิดมาตลอดเลยว่าถ้าฉัน เป็นคนรวยแล้วฉันจะมีความสุขฉันแบบว่าเออ ฉันคงอยากจะเป็นคนรวยนะถ้าฉันรวยแล้วฉัน จะมีความสุขจนผมไปเจอหนังสือหนังสือเล่ม นึงชื่อว่า Meditation นะครับหนังสือ Meditation เนี่ยมันเป็นหนังสือบันทึก ของจักรพรรดิมาคัอัสมาคัอัสเนี่ยเขาเป็น นักปรัชญาจักรพรรดิสอิค >> แล้วมันจะมีหนังสือเล่มเครับกิจเป็น หนังสือเล่มเดียวที่ไม่ได้ถูกเขียนออกมา เพื่อทำให้คนอื่นอ่านหนังสือทุกเล่มในโลก เนี่ยเขียนออกมาเพื่ออยากให้คนอื่นอ่าน แต่หนังสือเล่มเนี่ยเป็นหนังสือเล่มเดียว ที่เขียนออกมาเพื่อจะสอนตัวเอง >> ว้าว >> จักรพรรดิมาคัเนี่ยเขาเขียนเลยว่าเ้า บันทึกJourนalเลยผมอ่านไปนะครับเล่มแรกบท แรกเนี่ยชอบเลยเบอกว่าขอบคุณพ่อที่สอนให้

53:16 รู้จักกับความเป็นธรรมขอบคุณแม่ที่รู้จัก ให้สอนกับความรักขอบคุณคนนู้นคนนี้ที่สอน ให้รู้จักกับการหักหลังขอบคุณทั้งเล่มเลย คือแปลว่าทุกคนในโลกเครับเป็นอาจารย์หมด เลยนะครับ >> แปลว่าเรื่องที่ไม่ดีหรือว่าเรื่องที่เลว ร้ายก็คือเป็นบทเรียนเป็นครูที่ดีให้กับ เราได้ >> ถูกต้องครับในปรัชญาสตมันจะมีคำพูดนึงเขา พูดว่า party >> ครับ >> party เนี่ยแปลว่าจงรักในโชคชะตาของตัว เองไม่ได้แค่ยอมรับมันนะครับแต่คุณต้อง หลงรักมันไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ร้าย แรงแค่ไหนนะครับมันจะมีคำพูดนึงเบอกว่า whatever happen for good ไม่ว่าสิ่ง ใดเกิดสิ่งนั้นย่อมดีเสมอแปลว่าเหตุการณ์ ที่พวกเราเจอในวันเนี้ยต่อให้มันแย่หรือ ว่ามันเลวร้ายแค่ไหนเนี่ยวันนึงมันจะมีบท เรียนมาตอบครับแล้วผมก็เข้าใจปรัชญานี้

54:02 ตอนนั้นตอนที่ผมเป็นหนี้ทุกคนลอง จินตนาการนะแบบว่ากลับมาอยู่บ้านกินข้าว บ้านเป็นหนี้ >> ครับ >> ธุรกิจไปหมดเลยแต่ผมแบบบอกให้ผมรักในชะตา โอ้โหจะรักลงยังไงใช่ จริงๆโหดร้ายมากตอนนั้น >> แต่สุดท้ายครับพอมาถึงวันนี้เนี่ยผ่านมา หลายปีมากแล้วเนี่ยถ้าเลือกย้อนกลับไปได้ ผมจะขอให้เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นอีกครั้ง นึงเพราะว่าผมรู้แล้วว่ามันสอนให้ผมน่ะ ถ่อมตัวมันสอนให้เรารู้ว่าโลกใบนี้มัน กว้างใหญ่แล้วพอมันทำให้เราได้มาฟังพอแคส นี้ถ้าไม่มีเหตุการณ์วันนั้นป่านี้ผมอาจ จะเป็นคนอีกแบบนึงนะครับแปลว่าสิ่งร้ายๆ ในชีวิตเราเนี่ยมันกำลังสอนเราใช่ไหมม ครับให้เราได้เติบโตให้เราได้เรียนรู้ แล้วสวเป็นปรัชญางั้นแล้วผมไปอ่านบันทึก ต่อไปของจักรพรรดิมาคลาเนี่ยเค้าเขียนว่า

54:49 เนี่ยเดี๋ยววันนี้เนี่ยเราตื่นเช้ามา เนี่ยเราก็จะไปเจอคนที่นิสัยไม่ดีคนที่ พูดจาไม่ดีคนที่ทำให้เราขาดใจคนที่ทำให้ เราแบบโกรธแล้วนั่นก็เป็นเรื่องปกตินั่น คือธรรมชาติของมนุษย์ตอนนั้นผมอึ้งเพราะ ว่าอะไรรู้ป่ะลองคิดดูว่าตอนนั้นน่ะครับ จักรวรรดิอ่ะใหญ่มากใหญ่ขนาดที่ว่า >> สมมุติว่ามีคนเดินมาแค่ทำแค่เนี้ยกระทำ แค่เนี้ยก็สามารถตัดสินความเป็นความตาย ของมนุษย์ได้แล้วอ่ะจักรพรรดิมาคัเขามี อำนาจระดับนั้นน่ะ >> ครับเพราะว่าเขาเป็นกษัตริย์ >> ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นควบคุมความเป็นความตายคน ได้แต่ยังมาเขียนไดี่เพราะฉะนั้นผมกลับมา มองเลยผมรู้เลยว่าไม่ว่าเราจะไปได้มากแค่ ไหนสุดท้ายเราก็จะเจอคนที่เรารู้สึกโกรธ และรู้สึกไม่ชอบอยู่ดีแล้ววิธีการที่จะ แก้สิ่งนั้นคืออะไรครับเราก็แค่ต้องยอม รับว่านี่มันคือธรรมชาติของมนุษย์เราแค่

55:35 ต้องไหลไปกับธรรมชาติของมันนะครับมันก็ คือคำว่า party คือจงหลงรักในโชคชะตาของ เราเองไม่ใช่ไม่ใช่แค่ยอมรับนะครับแต่เรา ต้องรักมันที่มันเกิดขึ้นเพราะว่ามันจะมี messageจอะไรบางอย่างที่กำลังอยากจะให้ เรามันจะมีสัญญาณของโชคชะตาหรือมันจะมี อะไรบางอย่างที่มันเป็นเหตุผลว่าอยู่ดีๆ พวกคุณถึงมานั่งฟังForcสวันเนี้ยทำไมพวก เราถึงได้มานั่งเจอกันแล้วมีใครแบบเป็น แบบนี้บ้างมั้ยแบบคอมเมนต์มาหน่อยว่า >> ไม่ได้คิดจะเข้าเลยแต่บังเอิญว่าเข้ามา ฟังแล้วบังเอิญฟังมาถึงตรงนี้ด้วยนะครับ ก็ต้องบอกว่ามันเป็นเรื่องแบบนั้นเลยนะ ครับก็ต้องบอกว่ายินดีที่ได้รู้จักทุกคน นะครับโอ้โหโอหแต่ว่าถ้าย้อนกลับมาทบทวน หรือว่ารีเฟลกตัวเองน่ะจริงนะพี่เว้นบาง ทีเหตุการณ์ที่แย่ๆที่เกิดขึ้นสุดท้ายเรา ได้บทเรียนอะไรบางอย่างแล้วเราก็เปลี่ยน

56:20 ไปอีกคนได้เพราะว่าสิ่งที่เราเจอนั่นแหละ มันจะมีคำพูดนึงในstวที่ใช้บ่อยมากคือคำ ว่า the obstacle is the way แปลว่า อุปสรรคเนี่ยคือหนทางที่จะเป็นทางออกแปล ว่าอย่างี้ครับทุกคนทุกครั้งที่เราเจอ เรื่องแย่ๆในชีวิตนะครับหลายคนคิดว่า ชีวิตเรากำลังแย่เรากำลังเจ็บปวดแต่ความ เจ็บปวดนั้นนะ The p of pain is progress ครับ >> อ >> ทุกครั้งที่เราเจ็บปวดเรากำลังเติบโตลอง คิดดูว่าถ้าเกิดว่าเราเล่นดนตรีอ่ะครับ แล้วโน้ตดนตรีอ่ะกิจมีแต่เสียงสูงหมดเลย เพลงมันจะเพราะมั้ย >> โอมันต้องบาลานซครับ >> ถูกมั้ครับดนตรีที่เพราะคือดนตรีที่มี โน้ตเสียงต่ำและมีโน้ตเสียงสูงและนั่นคือ จังหวะของชีวิตเราที่มีเรื่องแย่และ เรื่องดีไปพร้อมๆกันและนั่นคือความสวยงาม

57:06 ของการที่เรามีชีวิตอยู่ >> ได้ฟังแล้วก็รู้สึกว่าได้ตกผลึกในหลายๆ เรื่องแล้วก็ต้องชื่นชมมากๆครับที่มาฉีก หมดเลยถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่ตอนแรกเนี่ยทำ ให้เราได้รู้ในเรื่องของการโฟกัสแล้วก็ เรื่องของอีนะครับที่เราต้องทำลายมันทิ้ง ถ้าเราปล่อยให้รอบตัวมีแต่ yes man มัน มีโอกาสสูงมากๆเลยที่เราจะมองไม่เห็นความ เป็นจริงที่เกิดขึ้นแล้วก็อาจจะทำให้ ธุรกิจของเราล้มเหลวไปจนถึงเรื่องของการ ใช้ชีวิตเลยก็ได้ประเด็นต่อมาที่น่าสนใจ ก็คือเรื่องของ One Person Business ที่เราเห็นความเปลี่ยนแปลงตอนนี้ของโลก 3 อย่างอันดับแรกคือคนตัวใหญ่เนี่ยเกิด วิกฤตแล้วก็อันดับที่ 2 คือเรื่องของ AI ที่เป็น S Curve แล้วก็อันดับที่ 3 คือ เรื่องของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จากเป็นโซเชียล Media กลายเป็น attention สิ่งนึงที่เราจะลงมือทำได้ง่ายๆเอาทอกิค

57:52 ออกจากชีวิตของเราก่อนส่วนอันดับที่ 2 กลับมารู้จักตัวเองรู้ว่าตัวเองอยากจะ เป็นอะไรต้องการไปจุดไหนและสุดท้ายปรัชญา ที่พี่เบนซ์สอนเอาไว้ครับจงหลงรักในโชค ชะตาของตัวเองหรือว่าเป็นเรื่องของสโตic นั่นเองก็หวังว่าเราจะมีโอกาสได้คุยกันใน episod ถัดไปนะครับพี่เบนซ์ >> ขอบคุณกิจมากเลยครับ >> ครับรำค่ามากขอบคุณมากครับ [เพลง]

Share

YouTube Video Summaries