อาหารธรรมที่จะเข้าถึงพระนิพพาน | พระอาจารย์ สมบัติ นันทิโก

สรุปย่อ

วิดีโอนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาและทำความเข้าใจความจริงในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งอริยสัจสี่ เพื่อนำไปสู่ความพ้นทุกข์ การรู้ความจริงและการมีอัธยาศัยในการใฝ่รู้ความจริงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเจริญก้าวหน้าในเส้นทางธรรม

  • ความจริง (สัจจะ) เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการศึกษาพระพุทธศาสนา
  • อริยสัจสี่ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) เป็นหัวใจของคำสอน
  • การรู้ทุกข์และการมีอัธยาศัยในการออกจากทุกข์เป็นสิ่งจำเป็น
  • การเจริญศีล สมาธิ ปัญญา เป็นข้อปฏิบัติที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์
  • การมีศรัทธาในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสิ่งสำคัญ

บทนำ: ความจริงในพระพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนาเน้นย้ำถึงความจริง ซึ่งอาจเป็นที่ชื่นชอบหรือไม่ก็ได้ แต่บัณฑิตจะไม่เบื่อที่จะฟังความจริง พระอรหันต์มีความสุขในการฟังธรรมเพราะเป็นผู้ที่ยินดีในความจริง การทำความเข้าใจความจริง (สัจจะ) เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการศึกษาพระพุทธศาสนา ผู้ที่ศึกษาและเจริญงอกงามในพระพุทธศาสนาจะต้องมีความสุขในการรู้ความจริงและพอใจที่ได้เห็นความจริง ปัญญาคือธรรมชาติที่รู้ความจริง และการรู้ความจริงที่ถูกต้องนำไปสู่ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ และพระนิพพาน

ความทุกข์และการออกจากทุกข์

ความรู้ในพระพุทธศาสนามีจุดมุ่งหมายเพื่อนำออกจากทุกข์ แม้แต่ความสุขก็จบลงที่ทุกข์ การรู้ความทุกข์เป็นสิ่งสำคัญ แต่ต้องรู้เพื่อออกจากทุกข์ ไม่ใช่เพื่อจำนนอยู่กับความทุกข์ ข้อปฏิบัติในพระพุทธศาสนาคือข้อปฏิบัติที่นำออกจากทุกข์ (ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา) ข้อปฏิบัติทุกอย่างต้องเป็นไปเพื่อรู้ความจริง ผู้ที่ศึกษาพระพุทธศาสนาแล้วเจริญรุ่งเรืองจะต้องเป็นคนรักที่จะฟังความจริงและรักที่จะรู้ความจริง

การเปิดเผยความจริงของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้ากล้าเปิดเผยความจริงทั้งหมด โดยเฉพาะในมหาปรินิพพานสูตร พระองค์ไม่ได้แสดงอภินิหารที่เป็นเหตุอัศจรรย์หรือลุ่มหลง แต่ต้องการช่วยมหาชนให้ช่วยตัวเองได้ คำสอนของพระองค์เป็นไปเพื่ออนุเคราะห์สรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างแท้จริง ทั้งในด้านคุณธรรมและการรู้ความจริง ความรู้เป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากความทุกข์และบรรลุถึงที่สุดแห่งความจริงคือพระนิพพาน

อริยสัจสี่: ทุกข์

สาระสำคัญที่สุดของคำสอนในพระพุทธศาสนาคือการกล่าวอริยสัจ ซึ่งประกอบด้วยทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทุกขสัจคือความเกิด ความแก่ ความเจ็บป่วย ความตาย ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก ความปรารถนาสิ่งใดไม่สมหวัง ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ และโดยย่อคือขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 ทุกข์มีอยู่จริง แต่ผู้ที่เป็นทุกข์ไม่มีอยู่จริง

อริยสัจสี่: สมุทัย

ทุกข์เหล่านี้มีเหตุเป็นแดนเกิด คือตัณหาที่ทำให้เกิดชาติ ชรามรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขโทมนัส และอุปายาท ตัณหาที่ยินดีในขันธ์ 5 และทวารต่างๆ เป็นเหตุให้เกิดชาติชราและมรณะ

อริยสัจสี่: นิโรธและมรรค

ธรรมเหล่าใดมีเหตุเป็นแดนเกิด พระพุทธเจ้าตรัสถึงความดับเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น ถ้าดับเหตุได้ก็ดับทุกข์ได้ ความดับเหตุให้เกิดทุกข์เรียกว่าความดับทุกข์ (พระนิพพาน) เป็นที่สละคืนแห่งตัณหา ตัณหาคือความโหยหิวในขันธ์ 5 และอายตนะ ถ้าตรัสรู้ธรรมเป็นที่ดับขันธ์ธาตุอายตนะแล้วเลิกหิวในขันธ์ 5 พระนิพพานเป็นที่ยังจิตของสัตว์ให้อิ่มอย่างแท้จริง

ข้อปฏิบัติเพื่อรู้ความจริง

ข้อปฏิบัติคือการรู้จักความจริง (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เอาความจริงเหล่านี้มายึดก็เป็นเกิดแก่เจ็บตาย และเกิดแก่เจ็บตายเป็นที่ตั้งแห่งโสกะปริเทวะทุกขโทมนัสและอุปายาท การคิดอริยสัจไม่ใช่เรื่องของคนที่จิตใจคับแคบ แต่เป็นเรื่องของคนที่ใจมากอัธยาศัยใหญ่มาก มองชีวิตสรุปเหลือเกิดแก่เจ็บตาย แล้วแสวงหาธรรมที่นำออกจากความเกิดความแก่ความเจ็บและความตาย

ความสำคัญของการรู้จักความเกิดแก่เจ็บตาย

เราอยู่กับความเกิดความแก่ความเจ็บความตาย แต่เรารู้จักความเกิดแก่เจ็บตายหรือไม่ โดยมากติดกับความเกิดความแก่ความเจ็บความตาย เพลิดเพลินดีใจเสียใจกับความเกิดแก่เจ็บตาย แต่ไม่รู้ความจริงแห่งความเกิดแก่เจ็บตาย (ยังไม่เข้าถึงความจริง) เพราะเราไม่เคยวิจัยสิ่งเหล่านี้เลย (ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์) ถ้าเราวิจัยรู้จักความจริงไม่เพียงพอ จะไม่สามารถทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

เป้าหมายของการประกาศความจริงของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้ารู้ความจริงและสอนความจริง เป้าหมายของการประกาศความจริงของพระพุทธเจ้าคือเพื่อให้พ้นจากความจริงบางอย่าง (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) พระพุทธเจ้าสอนให้กำหนดรอบรู้ วิจัย เลือกเฟ้น พิจารณาใคร่ครวญว่าทุกข์นี่แหละเป็นที่ตั้งแห่งทุกขสมุทัย ตัณหาไม่ได้ไปเกิดที่อื่น แต่เกิดที่ทุกข์นั่นแหละ

วัฏจักรแห่งตัณหาและทุกข์

ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ และทุกข์เป็นที่ตั้งแห่งตัณหาอีกครั้งหนึ่ง เหมือนเมล็ดพันธุ์แห่งต้นไม้เอามาจากต้นไม้ และต้นไม้เอามาจากเมล็ดพันธุ์แห่งต้นไม้ สังสารวัฏคือตัณหาที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ วิญญาณเปรียบเหมือนเมล็ดพันธุ์ยางเหนียวที่อยู่ในเมล็ดพันธุ์ เพาะขึ้นอาศัยกรรมเป็นต้น ชีวิตก็ไหลไปในสังสารวัฏไม่มีที่จบสิ้น ถ้าตรัสรู้พระนิพพาน อริยมรรคจะทำให้ยาง (ตัณหา) เร่าร้อน

การเพาะปลูกในวัฏฏะ

ต้นไม้ของเราทั้งหลายคือชราและมรณะ เพาะเมล็ดพันธุ์เอาไว้ทั้งโดยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ทั้งโดยตัณหา พร้อมที่จะเพาะให้ขึ้นในวัฏฏะได้ในทุกหนทุกแห่ง ไม่มีที่ไหนที่เพาะปลูกไม่ขึ้น ในกามภพโดยมากก็เพาะงอกในกามภพ ในอบายโดยมากก็งอกอยู่ในอบาย แม้แต่จะงอกเป็นมนุษย์อีกทีนึงก็ไม่ใช่ของง่าย

ความคิดที่น่ากลัวที่สุด

โลกนี้อะไรน่ากลัวที่สุด? ความคิดของเรานี่แหละน่ากลัวที่สุด ตกนรกก็ไม่ใช่ที่ไหนนำไปตก ขึ้นสวรรค์ก็ไม่ใช่ที่ไหนนำไปขึ้น มันอยู่ที่ความคิดของเราทั้งนั้น การศึกษาพระธรรมคำสอนทำยังไงให้ความคิดมันมีสาระขึ้น สาระของความคิดคือศีล สมาธิ ปัญญา กุศลจิตเป็นศีล เป็นทาน เป็นภาวนา เป็นสมาธิ เป็นมรรค เป็นผล

การเจริญศีล สมาธิ ปัญญา

จะต้องเห็นทุกอย่างแล้วสะท้อนให้เกิดศีล สมาธิ และปัญญาให้ได้ ถ้ารับอารมณ์เหล่าใดเหล่าใดแล้วไม่เกิดศีล สมาธิ ปัญญา ยากที่จะออกจากวัฏทุกข์ได้สำเร็จ ที่โคจรของสมถวิปัสสนาคือในขันธ์ 5 ขันธ์จึงเป็นอารมณ์แห่งวิปัสสนา ขันธ์เหล่าใดเป็นที่เกิดแห่งกิเลสตัณหา ขันธ์เหล่านั้นนั่นแหละเป็นอารมณ์แห่งวิปัสสนา

วิปัสสนาและการวิจัยอริยสัจ

วิปัสสนาคือการวิจัยเพื่อให้เห็นอริยสัจ ความหมายของทุกขสัจคือเบียดเบียน เราจะเห็นความเบียดเบียนของตัวทุกข์ (ความเกิดแก่เจ็บตาย) ขนาดไหน มหาปรินิพพานสูตรทำให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าเองก็ถูกขันธ์เบียดเบียนมหาศาล แต่พระองค์เป็นผู้มีสรีระสุดท้าย ทิ้งขันธ์อันนี้แล้วไม่ถือขันธ์อันอีกต่อไปเลย

ธาตุและการจัดแจงทุกข์

ธาตุเป็นตัวจัดแจงทุกข์โดยประการต่างๆ ขันธ์ทั้งหลายเป็นตัวจัดแจงทุกข์โดยอเนกปการ ทุกข์ทั้งมวลที่อยู่ในโลกเกิดจากขันธ์นั่นแหละเป็นตัวจัดแจง ขันธ์ทั้งหลายไหลมาจากเหตุ ถ้าดับเหตุได้ก็ดับขันธ์ได้ การที่จะดับเหตุแห่งขันธ์ได้คือพระนิพพาน ข้อปฏิบัติเพื่อดับขันธ์คืออริยมรรค ต้องเจริญอริยมรรคเพื่อดับเหตุคือสมุทัยให้ได้

อโมหัธยาศัย

การที่จะบรรลุอริยมรรคโดยที่ไม่เห็นความจริงก็เป็นไปไม่ได้ คนศึกษาพระธรรมต้องตั้งอัธยาศัยที่สำคัญมากคืออโมหัธยาศัย (ความไม่โง่เขลา ความฉลาด สติ ปัญญา) ปลูกฝังอัธยาศัยที่จะรู้ความจริง โดยเฉพาะความจริงที่สูงสุดคืออริยสัจ ต้องมีใจอันนั้นจึงจะบรรลุได้

อัธยาศัยและความปรารถนาที่จะเห็นอริยสัจ

ถ้าไม่มีอัธยาศัยแห่งศีล สมาธิ ปัญญา ก็ช่วยให้เขาเกิดศีล สมาธิ ปัญญาไม่ได้ คนมีโลภะมากไม่ชอบคำผู้ที่ปรารภอโลภะ คนมักโกรธไม่ชอบคำผู้ที่ปรารภอโทสะ คนมีโมหะไม่ชอบคำผู้ที่ปรารภอโมหะ คนทุศีลไม่ชอบคำผู้ที่ปรารภศีล คนฟุ้งซ่านไม่ชอบคำผู้ที่ปรารภสมถะ คนโง่เขลาไม่ชอบคำผู้ที่ปรารภปัญญา

การตรวจสอบอัธยาศัยของตนเอง

เรารู้ได้อย่างไรว่าเรามีอัธยาศัย? ถามใจเราจริงๆว่าเราใฝ่ที่จะเห็นอริยสัจจริงหรือ ใจเรามันก็บอกหมดแล้วล่ะว่าอยากเห็นอริยสัจจริงหรือไม่ ถ้าอริยสัจดีจริง เราต้องคิดอริยสัจมากกว่าคิดถึงสิ่งอื่นๆ เมื่อคิดถึงสิ่งต่างๆ เราต้องเห็นอริยสัจอยู่ในนั้นด้วย

การเรียนรู้อริยสัจ

พูดถึงอะไรในโลกนี้ที่ไม่ใช่สัจจะ? ต้องเรียนให้ครบ 4 ด้าน (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) แต่ถ้าไม่เห็นด้านที่ 1 ที่มันเห็นง่ายๆคือทุกขสัจ ยากที่จะเห็นสัจจะอื่นตามๆมา ถ้าไม่รู้จักทุกขสัจจะ ถึงไปปฏิบัติเลยก็ปฏิบัติไปแล้วไม่รอด ศีล สมาธิ ปัญญา สมถวิปัสสนาจึงมีประเภทอย่างเลว อย่างกลาง อย่างประณีต และใกล้ตรัสรู้

การเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งอริยสัจ

ทำอย่างไรให้คนมีอัธยาศัยที่จะรู้อริยสัจ? อีก 5 ล้านชาติข้างหน้าก็รอได้ เพราะยังไงเขาก็อยู่ในวัฏฏะอยู่แล้ว ความจริงที่จะทำให้พ้นทุกข์มีอย่างเดียวเท่านั้นคืออริยสัจ ถ้ารู้อย่างอื่นยังไงมันก็ไม่พ้นทุกข์ ถ้ารู้อย่างอื่นแล้วเบื้องต้นสุข แต่ว่านำมาซึ่งความทุกข์

การรับรองความใฝ่ที่จะเห็นอริยสัจ

เราเอาอะไรมารับรองว่าเราใฝ่ที่จะเห็นอริยสัจ? แม้แต่นึกถึงตัวเองเมื่อไหร่เลย นึกถึงอริยสัจมั้ย? แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์ แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์ เราคิดถึงคำหรือว่าคิดถึงความจริง? เวลาสวด "แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์" นึกถึงตัวเองเลยนะ ภาระที่เรา

Summarize any YouTube video in seconds

Get summaries like this one for any video, in your language, with the free Summ app.

Download on the Apple Store
Get it on Google Play

Transcript

YouTube Transcript Generator

0:00 นะโมตัสสะภะคะวะโตอะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโมตัสสะภะคะวะโตอะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโมตัสสะภะคะวะโตอะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ [เพลง] พระพุทธศาสนา เอ่อเป็นศาสนาที่กล่าวถึงความจริงซึ่ง ความจริงอันนั้นคนจะชอบฟังหรือไม่ชอบฟัง ก็ตาม ก็เรียกว่าต้องพูดความจริงท่านบอกว่า บัณฑิตผู้เป็นวิญญูชนจะไม่อิ่มในการฟัง ความจริงเพราะงั้นพระอรหันต์ทั้งหลายจึง ชอบฟังธรรมบอกว่าผู้ที่เป็นพระอรหันต์

0:48 นั้นท่านมีความสุขในการฟังธรรมเพราะเป็น ผู้ที่มีความสุขในการฟังความจริงมีความ สุขที่จะรู้ความจริงเราทั้งทั้งหลายถ้า หากว่าเป็นผู้ที่ปรารถนาความเจริญในพระ ศาสนานี้สิ่งที่เราจะต้องทำความเข้าใจให้ มากและสำคัญที่สุดนั้นก็คือความจริงอย่า ลืมว่าความจริงนี้แปลแปลไทยเป็นบาลีอีก ครั้งความจริงนั้นแปลว่าสัจจะนั่นนะงั้น พื้นเพของผู้ที่ศึกษาและเจริญงอกงามในพระ พุทธศาสนา ความจริงอันนั้นเอ่อบุคคลนั้นจะต้องมี ความสุขในการรู้ความจริงพอพอใจที่ได้เห็น ความจริงพอใจที่ได้รู้ความจริงอันนี้หมาย

1:34 ถึงว่าพูดอินทรีย์ข้อสุดท้ายนะคือ ปัญินทรีย์ ปัญญานั้นเป็นธรรมชาติที่รู้ความจริงและ รู้ความจริงนั้นต้องรู้โดยประการต่างๆโดย นัยยะต่างๆและโดยแง่มุมต่างๆแต่ที่สำคัญ ที่สุดนั้นการรู้ความจริงที่ถูกต้องท่าน บอกว่าเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่งเพื่อความ ตรัสรู้และเพื่อพระนิพพานเพราะถ้ารู้แล้ว เป็นไปเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานนั่นเป็น ความรู้ที่นำออกจากทุกข์เป็นความรู้ที่ พระพุทธเจ้าสอนแต่ถ้าความรู้เหล่าใดไม่ เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์แต่เป็นไปเพื่อ ความทุกข์ก่อทุกข์ให้เกิดขึ้นความรู้อัน นั้นไม่ใช่ความรู้ในพระพุทธศาสนาเพราะ ความรู้พระพุทธศาสนามีสาระใจความสำคัญ

2:23 อยู่อย่างเดียวเท่านั้นคือนำออกจากทุกข์ ทีนี้คำว่าทุกข์ในที่นี้เนี่ยนะเอ่อจะ หมายถึงความเจ็บปวดแบบที่เราทั้งหลายรู้ จักกันก็ไม่ผิดหรือจะกว้างใหญ่ไพศาลลง ละเอียดกว่านั้นก็ถูกต้อง ที่สำคัญคำว่าทุกข์นั้นเอ่อทุกอย่างแม้ แต่ความสุขก็จบลงที่ไหนก็จบลงที่ทุกข์อีก นั่นแหละอาจจะมีสุขบ้างในบางเรื่องและใน เบื้องต้นแต่โดยมากก็จบลงที่ความทุกข์ เพราะงั้นความทุกข์ที่เป็นสาระสำคัญเนี่ย นะสเอ่อความทุกข์เนี่ยนะที่มีอยู่นั้น สาระสำคัญก็คือการรู้ความทุกข์แต่รู้ความ ทุกข์นั้นทั่วในครั้งว่ารู้เพื่อทุกข์

3:11 หรือรู้เพื่อออกจากทุกข์รู้ทุกข์เพื่อ ความพ้นทุกข์หรือว่ารู้ทุกข์แล้วจะได้ จำนนอยู่กับความทุกข์บอกไม่รู้ทุกข์เพื่อ ออกจากทุกข์เพราะข้อปฏิบัติในพระ พุทธศาสนาคือข้อปฏิบัติที่นำออกจากทุกข์ เรียกว่าทุกขนิโรธคามินี ปฏิปทาข้อปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อความพ้น ทุกข์ข้อปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์เรียก ว่าทุกขนิโรธามินี ปฏิปทา ข้อปฏิบัติทุกอันก็ตามเนี่ยนะที่ที่กล่าว ไปข้อปฏิบัติเหล่านั้นเนี่ยนะที่สำคัญมาก ที่สุดจะต้องเป็นไปเพื่อรู้ความจริงจะ ต้องเข้าใจความจริงและคนที่ศึกษาพระ พุทธศาสนาแล้วเจริญรุ่งเรืองเืองสาระเอ่อ

3:57 ขออภัยสำคัญมากที่สุดคือเราต้องเป็นคนรัก ที่จะฟังความจริงรักที่จะรู้ความจริงคือ อย่ามีความสุขกับการถูกหลอกเนะไอ้คำว่า ถูกหลอกนั้นน่ะหมายความว่าสิ่งใดที่ขัด กับความจริงเนี่ยสิ่งนั้นแปลว่าเราถูก หลอกแล้วเพราะงั้นการเรียนคำสอนก็ต้อง เรียนเพื่อให้รู้จักความจริงแม้แต่พระ พุทธเจ้าเนี่ยพระองค์กล้าเปิดเผยความจริง เยอะมาก หรือว่ากล้าเปิดเผยความจริงที่มีอยู่จริง ทั้งหมดโดยเฉพาะในมหาปรินิพพานสูตร พระองค์เองไม่ได้แสดงอภินิหาร ที่เป็นเหตุอัศจรรย์เป็นเหตุลุ่มหลงและ งมงวยให้หมู่มหาชนเลย ถามว่าพระองค์เหาะได้มั้ยเหาะได้

4:46 พระองค์ดำดินได้มั้ยอย่าว่าดำดินเลยหาย ตัวก็ได้แต่มีเหตุการณ์หลายๆอย่างที่พระ องค์เหมือนกับว่าพระองค์ไม่มีความสั สามารถเลย เหมือนกับว่าพระองค์ทำไมต้องจำนนอยู่กับ ทุกข์ทำไมจะต้องจำนนอยู่กับความเจ็บปวด ทำไมพระองค์ไม่แสดงปาฏิหาริย์ทำไมไม่เหาะ ไปทำไมไม่พยายามสร้างปาฏิหาริย์เท่าที่ สุดที่จะทำได้บอกไม่พระองค์ไม่ได้มุ่ง เพื่อสร้างความงมงวยให้แก่ประชุมชนและ มหาชนแต่พระองค์ต้องการช่วยมหาชนการที่ ช่วยมหาชนนั้นน่ะการช่วยของพระพุทธเจ้า เนี่ยช่วยให้เขาช่วยตัวเขาเองได้ไม่ใช่ ช่วยให้เรียกว่าพระองค์ต้องหาบิณฑบาต เลี้ยงตลอดอ่ะนะไม่ได้หมายความพระองค์ ช่วยแบบนั้นพระองค์ไม่ใช่หมายความว่าจะ

5:32 ช่วยให้เค้าแบบอูยทุกเรื่องก็เอ่ออะไรนะ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลยไม่มีสติปัญญา ที่จะช่วยเหลือตัวเองเลยบอกไม่พระ พุทธเจ้าช่วยเหลือให้เขามีสติและมีปัญญา คำสอนของพระองค์นั้นจึงเป็นไปเพื่อ อนุเคราะห์สรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างแท้จริง ทั้งในด้านคุณธรรมเพื่อให้สัตว์ทั้งหลาย นั้นมีคุณธรรมให้สัตว์ทั้งหลายรู้ความ จริงและที่สำคัญก็คือรู้ความจริงความรู้ นั่นแหละเป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้พ้นจาก ความจริงคือทุกข์บรรลุถึงที่สุดแห่งความ จริงก็คือว่าพระนิพพาน บอกว่าพระนิพพานนั้นคือที่สุดแห่งความ จริงเป็นสัจจะที่ผู้ใดตรัสรู้แล้วดับ ทุกข์ทั้งปวงเอ่อทวนอีกครั้งหนึ่งว่าสาระ สำคัญที่สุดของคำสอนในพระพุทธศาสนาเราก็

6:20 คือการกล่าวอริยสัจอริยสัจอันประกอบไป ด้วยอะไรบ้างทุกข์สมุทัยนิโรธมรรคนนะทบ ทวนสาระสำคัญก่อนเดี๋ยวว่าโอ๊ยนี่เรียน ธรรมะฟังมาตั้งนานแล้วไม่เห็นลงอริยสัจ สักทีนึงอ่ะว่างั้นทวนอีกครั้งหนึ่งนะ สัจจะมี 4 คือทุกข์สมุทัยนิโรธมรรคมี 4 ประการแล้วทุกขสัจคืออะไร ความเกิดก็เป็นทุกข์ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บป่วยก็เป็นทุกข์ความตายก็เป็น ทุกข์ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักก็ เป็นทุกข์ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก ก็ทุกข์ปรารถนาสิ่งใดไม่สมหวังก็ทุกข์แม้ ความโศกความร่ำไรรำพันความไม่สบายกายความ ไม่สบายใจความคับแค้นใจพวกนี้ก็เป็นทุกข์

7:06 ว่าโดยย่อก็คือขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 นั่นแหละคือตัวทุกข์นะมันไม่มีใครไปทุกข์ หรอกแต่ความทุกข์มีอยู่จริงแต่คนที่ทุกข์ อ่ะไม่มีอยู่จริงอ้าก็เราเป็นคนรับรู้อ่ะ แล้วเราคืออะไรเราอะไรคือเราจิตใช่มั้ เป็นเราอแล้วความคิดมันเปลี่ยนไปเรื่อย แล้วความคิดตัวไหนเป็นเราล่ะคานี้เพราะ งั้นจึงไม่มีเจ้าของแห่งทุกข์อยู่จริง ทุกข์มีอยู่จริงแต่ผู้ที่เป็นทุกข์ไม่มี อยู่จริง อนะความเจ็บปวดมีอยู่จริงแล้วถามว่ามีใคร อยู่ในความเจ็บปวดนั้นมั้ยไม่มีวิจัยไป แล้วไม่มีอะไรแต่สิ่งเหล่านี้มีอยู่มั้ย บอกมีความเกิดความแก่ความตายมีอยู่มั้ยมี

7:52 อ่ะแล้วใครเป็นคนเกิดคนแก่คนเจ็บและคนตาย ก็บอกว่าเป็นความเป็นไปแห่งขันธ์ 5 เป็น ความจริงแห่งขันธ์ 5 อ้าเราบอกว่าเราไม่ ใช่หรือแล้วเอาอะไรเป็นเราเอาตอนอายุกี่ ปีว่าเป็นเราเอาขณะไหนว่าเป็นเราเอาขณะ นี้ใช่มั้ยเอาขณะนี้เอาอะไรเป็นเราอ่ะเอา รูปเอารูปใช่มั้ยเป็นเราเอาตาหรือเอาหู หรือเอาจมูกเอาลิ้นเอากายหรือเอาใจมาเป็น เราเ้าใจที่มีสีเป็นอย่างหนึ่งใจที่มี เสียงก็เป็นอย่างหนึ่งใจก็หมุนเวียนเอา แน่เอานอนไม่ได้เรียกว่ายิ่งอะไรจะเข้าใจ ไม่มีอีกแล้วเนี่ยนะความเปลี่ยนแปลงอ่ะนะ ความเรรวนและรวนเความผันแปรไปเรื่อยไม่มี จบมีสิ้นอะไรจะเท่าอีกแล้วแล้วเอาใจตัว

8:37 ไหนเป็นเราบอกเอาความคิดตรงนี้แหละขณะนี้ แหละแล้วความคิดขณะนี้มันแน่จริงมั้ล่ะ ถ้าเป็นเราจริงมันก็แน่จริงสิมันก็ไม่แน่ จริงมันก็เปลี่ยนไปอีกนั่นแหละเพราะงั้น จึงเอ่อในทางคำสอนนั้นจึงบอกว่าความเป็น จริงคือทุกข์มีอยู่แต่ผู้ที่เป็นทุกข์ไม่ มีอยู่จริงแต่ทุกข์เหล่านี้มีเหตุเป็นแดน เกิด ตัณหาที่ทำตัวใดที่เป็นเหตุให้เกิดชาติ ชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขโทมนัสและอุปายาท ตัวใดที่สร้างรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ สิ่งใดที่สร้าง อายตนะสร้างธาตุสิ่งเหล่านั้นแหละเรียก ว่าเหตุให้เกิดทุกข์เหตุให้เกิดทุกข์อัน นั้นก็คือเหตุให้เกิดทุกข์ก็คือความติด พันในความทุกข์นั่นแหละตัวเยื่อใยที่มีใน

9:25 โกงทุกข์นั่นแหละเป็นเหตุให้เกิดทุกข์นะ มันก็คือตัณหาที่ยินดีในขันธ์ 5 ตัณหาที่ ยินดีในทวารต่างๆนั่นแหละคือเหตุให้เกิด ชาติชราและมรณะ ธรรมเหล่าใดมีเหตุเป็นแดนเกิดพระพุทธเจ้า ตรัสถึงความดับเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น ถ้าดับเหตุได้ก็ดับทุกข์ได้ถ้าดับเหตุให้ เกิดขันธ์ได้ขันธ์ก็ดับได้ทุกข์คือขันธ์ ก็ดับได้ถ้าดับเหตุให้เกิดอายตนะได้ทุกข์ คืออายตนะก็ดับได้ งั้นความดับเหตุให้เกิดทุกข์นั่นแหละ เรียกว่าเป็นความดับทุกข์เนี่ยนะเพราะ งั้นธรรมะเป็นที่ดับเหตุให้เกิดทุกข์ ธรรมะเป็นที่ดับทุกข์นั้นก็คือพระนิพพาน นั้นจึงบอกว่าทำเป็นที่สละคืนแห่งตัณหา

10:14 ตัณหานี้ลักษณะของเขาก็คือโหยหิวในขันธ์ 5 โหยหิวในรูปเวทนาสัญญาสังขารและวิญญาณหิว ที่จะดูหิวที่จะฟังหิวที่จะรู้กลิ่นรู้รส รับกระทบสัมผัสหิวเรื่องที่จะคิดต่อไป เนี่ยนะอย่าคิดมันหิวอยู่ตลอดเวลานั่น แหละลักษณะของตัณหาตัณหาที่โหยหิวอันนั้น เนี่ยนะหิวในอะไรก็หิวในขันธ์อายตนะถ้า ตรัสรู้ธรรมเป็นที่ดับขันธ์ธาตุอายตนะถ้า ตรัสรู้อันนั้นแล้วเลิกหิวในขันธ์ 5 พระ นิพพานนั้นเป็นที่ยังจิตของสัตว์ให้อิ่ม เป็นที่ยังจิตให้อิ่มอย่างแท้จริงเพราะ ว่าจิตเหล่าใดที่ตรัสรู้พระนิพพานจิต เหล่านั้นเลิกหิวเลิกหิวในขันธ์ 5 อน ตัดฉันทราคะละอะไรในขันธ์ 5 อย่างสมบูรณ์

11:01 แต่ทั้งนั้นทั้งนี้อยู่ที่ข้อปฏิบัติ เนี่ยนะทีนี้ข้อปฏิบัตินั้นเ่อเป็นข้อ ปฏิบัติที่เมื่อกี้บอกว่าเป็นไปเพื่อให้ รู้จักความจริงเป็นไปเพื่อตรัสรู้ความ จริงและความจริงคืออะไรก็คือรูปเวทนา สัญญาสังสังขารและวิญญาณหรือความจริงคือ ตาหูจมูกลิ้นกายใจนี้เอาตาหูจมูกลิ้นกาย ใจเอาความจริงเหล่านี้มายืดก็เป็นเกิดแก่ เจ็บตายและเกิดแก่เจ็บตายเนี่ยเป็นที่ ตั้งแห่งโสกะปริเทวะทุกขโทมนัสและอุปายาท พระพุทธเจ้าสอนเนี่ยนะไม่ใช่สอนธรรมะ ประเภทปลายเข็มเนะเอาอะไรแล้วไปจิ้มๆณจุด นั้นๆแล้วก็พอไม่ใช่ธรรมะปลายเข็มแน่นอน

11:47 แต่พระองค์อุปมาธรรมะของพระองค์เหมือน อะไร เหมือนกับแสงสว่างแต่ก็มีบางในก็คือเป็น ประตักคือเจาะแต่ไม่ใช่เข็มนะแต่เป็นเจาะ แล้วก็เจาะลึกเลยแหละเนี่ยนะแล้วก็แต่ก็ ไม่ใช่แคบๆแต่สว่างเนี่ยนะงั้นการคิด อริยสัจนั้นจึงเป็นไม่ใช่เรื่องของคนที่ จิตใจคับแคบคิดเป็นคนที่ใจมากอัธยาศัย ใหญ่มากเป็นคนที่มองชีวิตสรุปเหลือเกิด แก่เจ็บตาย แล้วบอกพอเลยใช่มั้ยบอกไม่แสวงหาธรรมที่ นำออกจากความเกิดความแก่ความเจ็บและความ ตายทำยังไงจะตรัสรู้ธรรมเป็นที่พ้นจาก ความเกิดความแก่ความเจ็บและความตายเพราะ งั้นที่สำคัญที่สุดนะจะต้องรู้จักคำว่า เกิดแก่เจ็บตาย

12:34 แต่เราทั้งหลายเนี่ยนะถามว่าเอ๊เราเรา อยู่กับความเกิดความแก่ความเจ็บความตาย เนี่ยเรารู้จักความเกิดแก่เจ็บตายมั้ย ที่จริงแล้วอ่ะโดยมากติดกับความเกิดความ แก่ความเจ็บความตายเพลิดเพลินดีใจเสียใจ กับความเกิดแก่เจ็บตายแต่ไม่รู้ความจริง แห่งความเกิดแก่เจ็บตายเเรียกว่ายังไม่ เข้าถึงความจริงเพราะเราไม่เคยวิจัยสิ่ง เหล่านี้เลยไม่เคยเอาวิจัยเรื่องชีวิตเลย เรียกว่าธรรมวิจสัมโพชฌงค์เนี่ยนะเราไม่ เคยเอาสิ่งเหล่านี้มาวิจัยเพื่อให้ถึง ความจริงเป็นที่สุดเมื่อเราไม่เคยวิจัย ชีวิตตามเป็นจริงที่เป็นไปเพื่อความเบื่อ หน่ายคลายกำหนัดที่เป็นไปเพื่อความรู้

13:19 ยิ่งเพื่อความตรัสรู้เพื่อพระนิพพานยังไง ก็ไม่สามารถทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ถ้าเรา วิจัยรู้จักความจริงไม่เพียงพอเนี่ยนะ นี้ย้อนกลับมาว่าพระพุทธเจ้าเนี่ยถามว่า พระองค์รู้ความจริงใช่มั้ยบอกใช่แล้วพระ องค์เป็นผู้ที่สอนความจริงใช่มั้ยใช่เป้า หมายของการประกาศความจริงของพระพุทธเจ้า คืออะไรบอกว่าเพื่อความรู้ยิ่งเพื่อความ ตรัสรู้เพื่อพระนิพพานก็คือเพื่อให้พ้น จากความจริงบางอย่างนะสัจจะมี 4 ใช่มั้ย คือความจริงมี 4 ความจริงคือทุกข์ความ จริงคือสมุทัยความจริงคือนิโรธความจริง คือมรรคเนี่ยนะทุกข์ทุกขสมุทัยทุกขนิโรธ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาความจริงคือกอง

14:05 ทุกข์พระพุทธเจ้าสอนให้กำหนดรอบรู้ให้ วิจัยเลือกเฟ้นพิจารณาใครครวญที่ถ้วนว่า ทุกข์นี่แหละเป็นที่ตั้งแห่งทุกขสมุทัย ตัณหามันไม่ได้ไปเกิดที่อื่นหรอกมันเกิด ที่ทุกข์นั่นแหละมันเกิดที่รูปเวทนาสัญญา สังขารและวิญญาณนั่นแหละแล้วรูปเอ่อวิ ตัณหานั่นแหละเป็นเหตุสร้างรูปเวทนาสัญญา สังขารและวิญญาณ รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณนั่นแหละเป็น ที่ตั้งแห่งตัณหาอีกครั้งหนึ่งถามว่า เมล็ดพันธุ์แห่งต้นไม้เนี่ยนะเอามาจากไหน ก็เอามาจากต้นไม้ต้นไม้เอามาจากไหนก็เอา มาจากเมล็ดพันธุ์แห่งต้นไม้เมล็ดพันธุ์ แห่งต้นไม้เอามาจากไหนก็เอามาจากต้นไม้ แล้วต้นไม้มาเอาจากไหนก็เมล็ดพันธุ์ก็บอก

14:52 เอามาตอนกิ่งอ่ะไอ้ตอนกิ่งมันก็มากิ่งมา จากไหนก็มาจากต้นไม้ต้นไม้มาจากไหนก็มา จากเมล็ดเมล็ดมาจากไหนสังสารวัฏเนี่ยนะ ตัณหาที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์อ่ะมันก็ เหมือนกับอ่อวิญญาณท่านบอกว่าเมล็ดพันธุ์ ยางเหนียวที่อยู่ในเมล็ดพันธุ์นั่นแหละ คือตัณหาที่เพาะขึ้นอาศัยกรรมเป็นต้น เนี่ยนะที่เปรียบเหมือนผืนแผ่นดินเป็นต้น เนี่ยแล้วก็เพาะปลูกชีวิตก็ไหลไปใน สังสารวัฏไม่มีที่จบสิ้นแต่ถ้าตรัสรู้พระ นิพพานเนี่ยนะเอ่ออริยมรรคนี่ข้อปฏิบัติ ที่ทำให้ยางคือตัณหานี่มันเร่าร้อนถ้าทำ เมล็ดพันธุ์ให้สุขเช่นเอาไปคั่วเอาไปตัด เอาไปเ่อทำลายเมล็ดพันธุ์ซะมันก็เพาะ ขันธ์ 5 ต่อไปไม่ขึ้นทีนี้ไอ้การที่จะ

15:40 เพาะอย่างนั้นได้ทำยังไงจะทั้งทำอย่างไร ฉันใดก็ดีเราต้นไม้ของพวกเราทั้งหลายคือ ชราและมรณะเนี่ยนะเพาะเมล็ดพันธุเอาไว้ ทั้งโดยกายกรรมวจีกรรมและมโนกรรมทั้งโดย ตัณหาพร้อมที่จะเพาะในเพาะให้ขึ้นในวัฏฏะ ได้ในทุกหนทุกแห่งเนี่ยนะลองคุยกันดูว่า ไม่มีที่ไหนที่เพาะปลูกไม่ขึ้นเพาะขึ้น ได้หมดอ่ะในวัฏฏะแต่ถ้าหากว่าสัตว์ทั้ง หลายในกามภพโดยมากก็เพาะงอกในกามภพนี่ แหละสัตว์สัตว์ที่อยู่ในอบายโดยมากก็งอก อยู่ในอบายสัตว์ที่เป็นมนุษย์ไม่แน่ว่าจะ กลับมางอกในมนุษย์อีกต่อไปหรือเปล่าว่า ตัวเองไปฝังปฏิสนธิจิตในมดลูกสำเร็จหรือ เปล่าอันนี้อีกเรื่องนึงนะ อนะว่าตัวเองเนี่ยสามารถฝังปฏิสนธิจิตของ

16:28 ตัวเองในครรภ์ของสัตว์เหล่าอื่นได้มั้ย ถ้ามนุษย์ทั้งหลายในยุคใหม่ก็คือเป็นพวก ชราพุชกำเนิดเกิดในขันธ์ถ้าเราจะกลับมา เกิดเป็นมนุษย์อีกก็ทำยังไงที่จะฝังจิตใน ในอะไรในมดรูปสำเร็จถ้าไปฝังจิตโดยอาศัย องค์ประกอบทางรูปกายเนี่ยนะสำเร็จก็ ปฏิสนธิเกิดมาเป็นมนุษย์ต่อไปได้แต่ถาม ว่าฝังตัวเป็นมนุษย์กับฝังในไข่อันไหนจะ ง่ายกว่ากันฝังปฏิสนธิจิตของเราเนี่ยเอา ฝังไว้ที่ไหนดี แม้แต่จะงอกเป็นมนุษย์อีกทีนึงก็ไม่ใช่ ของง่ายเนี่ยนะถ้าใครศึกษาเกี่ยวกับราย ละเอียดบางอย่างเนี่ยไอ้ที่ได้มาเกิด เนี่ยมีปริมาณจำนวนน้อยมากไอ้ที่ไม่ได้ เกิดเนี่ยมากกว่าอ่านหนังสือทางแพทย์เลย จะบอกว่าสัตว์ที่ที่หมายความว่าได้เกิดมา

17:15 ในครรภ์เสร็จแล้วนะโอกาสรอดเนี่ยมันมีมาก ขนาดไหนถึงได้ฝังตัวในผนังมดลูกก็จริง อยู่แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องได้เกิดมา ทั้งหมดโอกาสเกิดเนี่ยน้อยมากไอ้ที่เกิด มาแล้วล่ะที่จะมีใช้ชีวิตอยู่ล่ะที่มา เจริญเติบโตล่ะตายไปแล้วกลับมาฝังตัวได้ กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกไม่ง่ายเพราะอะไร เพราะใจมันพร้อมที่จะตกไปสู่อบาย ทุกคติวินิบาตและนรกอ่ะนะตอนขณะนี้ช่วง นี้กำลังสังเวชเกี่ยวกับเรื่องไก่มันถูก ฆ่า มหาศาลถูกฝังทั้งเป็นตักลูกเป็ดยังก็ตัก อะไรก็ไม่ทราบนั่นนะมันนั่นแหละความเกิด แม้ความเกิดมันก็เป็นอย่างนี้ถ้าไม่เกิด จะเป็นอย่างนั้นมั้ยนั่นก็คือความทุกข์ แล้วจิตของเราเนี่ยพ้นจากการเกิดเป็นสิ่ง เหล่านี้มั้ย

18:02 เอาอะไรมารับรองไข่ใบนี้ก็สวยไก่ตัวนี้ก็ งามห่านตัวนี้หงส์ตัวนี้ก็คิดไปเนี่ยนะ จิตเหล่านั้นน่ะนำเกิดได้มั้ยได้ทั้งนั้น แหละเชื่อมั้ยเยื่อใยที่เพาะปลูกได้ทุก ที่เพราะงั้นปัญหาว่าถามว่าโลกนี้จริงๆ อะไรน่ากลัวที่สุดความคิดของเรานี่แหละ มันน่ากลัวที่สุดตกนรกก็ไม่ใช่อะไรที่ไหน นำไปตกหรอก ขึ้นสวรรค์ก็ไม่ใช่อะไรนำไปขึ้นมันอยู่ ที่ความคิดของเราทั้งนั้นการศึกษาพระธรรม คำสอนเนี่ยทำยังไงให้ความคิดมันมีสาระ ขึ้นสาระของความคิดอย่าลืมว่าศีลสมาธิิ ปัญญานั่นแหละคือสาระศีลสมาธิปัญญามันก็ อยู่ที่ความคิดนั่นแหละกุศลจิตนั่นแหละ เป็นศีลกุศลจิตนั่นแหละเป็นทานกุศลจิต นั่นแหละเป็นภาวนาเป็นสมาธิเป็นมรรคเป็น

18:49 ผลมันเป็นเรื่องของกุศลจิตทั้งนั้นเลยเรา จะทำไงให้จิตเนี่ยเป็นศีลสมาธิและเป็น ปัญญาเป็นข้อปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าแนะ นำสั่งสอนเพราะงั้นจะต้องเห็นอะไรทุก อย่างแล้วสะท้อนให้เกิดศีลสมาธิและปัญญา ให้ได้ถ้ารับอารมณ์เหล่าใดเหล่าใดแล้วไม่ เกิดศีลสมาธิปัญญาเนี่ยนะยาก ยากที่จะออกจากวัฏทุกข์ได้สำเร็จเช่นเห็น คนเกิดเนี่ยนะเห็นคนเกิดคนแก่คนเจ็บคนตาย เห็นอะไรทั้งหลายเหล่าเนี้ยถ้าเราเจริญ เป็นศีลสมาธิปัญญาไม่สำเร็จโยมว่าจะพ้น จากทุกข์ได้สำเร็จมั้ย ไม่สำเร็จแน่นอนเพราะงั้นเอ่อที่โคจรของ สมถวิปัสสนาเนี่ยนะก็คือในขันธ์ 5 สมถะ ทั้งหลายก็เวียนไปตามขันธ์ต่างๆวิปัต

19:36 วิปัสสนาทั้งหลายก็เวียนไปตามขันธ์ต่าง ๆงั้นขันธ์จึงเป็นอารมณ์แห่งวิปัสสนาถ้า ขันธ์เหล่าใดเป็นที่เกิดแห่งกิเลสตัณหา ขันธ์เหล่านั้นนั่นแหละเป็นอารมณ์แห่ง วิปัสสนาเนี่ยนะขันธ์นั้นจึงเป็นอารมณ์ ทั้งของสมถะและเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา แล้วเจริญอย่างไรอ่าขันธ์เหล่านั้นจึง เป็นอารมณ์ของวิปัสสนาทีนี้ถ้าเรามาพูด วิปัสสนาวิปัสสนาอย่างไรก็เป็นการวิจัย เพื่อให้เห็นอริยสัจเนี่ยนะแล้วอริยสัจ เนี่ยความหมายของทุกขสัจคือเบียดเบียนเรา จะเห็นความเบียดเบียนของของตัวทุกข์คือ ความเกิดแก่เจ็บตายเนี่ยขนาดไหน งั้นมาเรียนเ่อมหาปรินิพพานสูตรเนี่ยนะทำ ให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าเองก็ถูกขันธ์เนี่ย

20:22 เบียดเบียนมหาศาลนะถูกขันธ์เนี่ย เบียดเบียนมากขันธมารว่างั้นขันธมารเนี่ย เบียดเบียนพระพุทธเจ้าจนถึงขนาดว่าทั้ง ป่วยทั้งไข้เดี๋ยวก็ค่อยๆกล่าวต่อไปขณะ เดียวกันเนี่ยพระพุทธเจ้าเป็นผู้พ้นจาก อะไรนะเป็นผู้มีสรีระสุดท้ายทิ้งขันธ์อัน นี้แล้วพระองค์ไม่ถือขันธ์อันอีกต่อไปเลย เพราะงั้นพระองค์ทิ้งโกงทุกข์เหล่านี้ เมื่อ 2547 ปีพระองค์ไม่เคยถือเอาทุกข์อีกต่อไปตั้ง แต่บัดนี้ต่อไปอีกวันเวลาในอนาคตอีกจะ เนิ่นนานขนาดไหนพระองค์จะไม่ถือเอากอง ทุกข์เหล่าใหม่กองทุกข์ใดๆใหม่ๆอีกต่อไป เลยทิ้งขันธ์ 5 แล้วไม่ถือเอาขันธ์อีกต่อ ไปทิ้งอายตนะแล้วไม่ถือเอาอายตนะทิ้งธาตุ

21:09 แล้วไม่ถือเอาธาตุคำว่าธาตุเนี่เป็นตัว จัดแจงทุกข์โดยประการต่างๆแร่เงินแร่ทอง เนี่ยนะเป็นที่เป็นตัวจัดแจงอะไรข้าวของ เครื่องใช้ที่สำเร็จด้วย ถ้วยทองด้วยเงินธาตุดินเนี่ยเป็นตัวจัด แจงทำให้เกิดเข้าของเครื่องใช้ที่เกิด ผลิตผลของดินแร่สังกสีเป็นเอ่อแร่เช่นแร่ อะไรนะอลูมิเนียมเนี่ยนะก็เป็นสาเหตุทำ ให้เกิดภาชนะทั้งหลายกลมข้าวของทั้งหลาย ที่เราเรียกว่าธาตุเป็นตัวจัดแจงภาชนะจัด แจงอะไรทั้งหลายแหละฉันใดขันธ์ทั้งหลาย เป็นตัวจัดแจงอะไรขันธ์ทั้งหลายเป็นตัว จัดแจงทุกข์โดยอเนกปการเนี่ยนะจัดแจง ทุกข์อันหาที่สุดมิได้ทุกข์ทั้งมวลที่

21:55 อยู่ในโลกเกิดจากขันธ์นั่นแหละเป็นตัวจัด แจงขันธ์ทั้งหลายไหลมาจากเหตุถ้าดับเหตุ ได้ก็ดับขันธ์ได้ถ้าดับดับเหตุแห่งขันธ์ ไม่ได้ก็ดับขันธ์ไม่ได้ไอ้การที่จะดับ เหตุแห่งขันธ์ได้ดับตัวนั้นเป็นชื่อของ พระนิพพานข้อปฏิบัติเพื่อดับขันธ์อันนั้น คืออริยมรรคต้องเจริญอริยมรรคเพื่อดับ เหตุคือสมุทัยให้ได้การที่จะบรรลุ อริยมรรคโดยที่ไม่เห็นความจริงก็เป็นไป ไม่ได้งั้นคนศึกษาพระธรรมเนี่ยนะต้องตั้ง อัธยาศัยที่เรียกว่าอันหนึ่งที่สำคัญมาก คืออโมหัธยาศัย อโมหัทยาศาสัยเนี่ยแปลว่าอโมหะบวก อัธยาศัย อโมหะแปลว่าความไม่โง่เขลาความฉลาดสติ ปัญญาปลูกฝังอัธยาศัยแห่งคนที่มีสติปัญญา

22:43 ปลูกฝังอัธยาศัยที่จะรู้ความจริงโดยเฉพาะ ความจริงที่สูงสุดคืออริยสัจต้องมีใจอัน นั้นน่ะจึงจะบรรลุได้ถ้าไม่มีใจอย่างนั้น จริงเนี่ยนะบรรลุไม่ได้อ้าบางคนก็ถามว่า แล้วสมัยพุทธกาลเนี่ยมีใครอยากจะบรรลุ อริยสัจบ้างไปเพราะพระพุทธเจ้าพระองค์ก็ แสดงธรรมให้แล้วบรรลุเลยการที่บุคคลคน เหล่านั้นมาพบพระพุทธเจ้าไม่ใช่พบเพราะ เหตุบังเอิญพระพุทธเจ้าตั้งใจจะไปพบเค้า เพราะเค้ามีปัญญาที่จะเห็นอริยสัจได้พระ องค์ก็เลยไปพบเค้าบอกอริยสัจให้เขาทราบ เขาก็เลยตรัสรู้อริยสัจพระองค์บอกทุก ประการ นะเพราะเค้ามีอัธยาศัยสังสมมาที่จะเห็น อริยสัจอย่างชาตินี้เนี่ยนะถ้าเราไม่มี

23:28 อัธยาศัยจิตใจจดจ่อมีเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อเห็นอริยสัจช่วยให้เรารู้อริยสัจไม่ ได้ ถามว่าทำไมเพราะไม่อยากเห็นถ้าไม่อยาก เห็นไม่มีใครช่วยได้ถ้าใครไม่มีอัธยาศัย แห่งศีลช่วยให้เขามีศีลไม่ได้ถ้าใครไม่มี อัธยาศัยแห่งเอ่อสมาธิหรืออโลภะเนี่ยนะ เราช่วยส่งเสริมให้เเกิดอโลภะไม่ได้เลย ถ้าเค้าไม่มีอัธยาศัยแห่งปัญญาก็ช่วยให้ เขาเกิดปัญญาไม่ได้เนะเพราะคำผู้ที่ปรารภ อโลภะคนมีโลภะมากไม่ชอบคำผู้ที่ปรารภ อโทสะคนมักโกรธไม่ชอบคำผู้ที่ปรารภอโมหะ ความไม่ลุ่มหลงคนมีโมหะไม่ชอบคำผู้ที่

24:15 ปรารภศีลคนทุศีลไม่ชอบคำผู้ที่ปรารภสมถะ หรือสมาธิคนฟุ้งซ่านไม่ชอบคำผู้ที่ปรารภ ปัญญาคนโง่เขลาไม่ชอบคนที่ปฏิบัติเพื่อไป สู่วัฏฏะคำบอกกล่าวแนะนำเรื่องวิวะเไม่ ชอบเนี่ยนะเค้าไม่ต้องการที่เค้าไม่ ต้องการเพราะเค้าไม่มีอัธยาศัย นี่ตั้งคำถามว่าอ้าแล้วเรารู้ได้ยังไงว่า เรามีอัธยาศัยจะรู้ได้หรือไม่ก็ถามใจเรา จริงๆว่าเราใฝ่ที่จะเห็นอริยสัจจริงหรือ ใจเรามันก็บอกหมดแล้วล่ะว่าอยากเห็น อริยสัจจริงหรือไม่อยากเห็นจริงแต่ถามดู แล้วมันไม่เอาเลยเนี่ยนะดอกไม้ดอกเดียวก็ ดีกว่าการเห็นอริยสัจรองเท้าคู่หนึ่งก็มี

25:01 ราคามากกว่าการรู้อริยสัจเสื้อผ้าตัว หนึ่งก็ดีกว่าอริยสัจตั้งเยอะแยะเนี่ยนะ อันนี้บางคนบอกไม่ถึงเถียงเลยหรอกไม่จริง อาริเสื้อผ้ามันจะไปดีกว่าอริยสัจได้ยัง ไงอันนี้ก็อันเนี้ยใช่แต่มีหลายๆครั้งที่ เราจับผ้าเราเคยเห็นคิดถึงอริยสัจบ้าง มั้ยถ้าอริยสัจดีจริงเราต้องคิดอริยสัจ มากกว่าคิดถึงเสื้อผ้าแต่ก็ไม่ได้แปลว่า อย่าจับเสื้อผ้าไม่ได้พูดอย่างงั้นแต่ หมายความว่าเมื่อคิดถึงเสื้อเสื้อพระแล้ว เห็นอริยสัจอยู่ตรงนั้นด้วยมั้ยอ้าแล้วก็ ไม่คิดถึงอริยสัจบอกว่าออยยชอบอริยสัจ เหลือเกินแต่คิดถึงอริยสัจแทบไม่มีเลย อย่างเงี้ยนะอริยสัจดีเหลือเกินแต่บอกว่า ถ้าคนที่เรียนอริยสัจมาดีเนี่ยนะเห็นอะไร คิดอะไรมันจะเห็นอริยสัจอยู่ในนั้นทั้ง

25:48 หมดเลยแม้แต่อ่านพระไตรปิฎกมันจะเห็น อริยสัจมพูดถึงใครอ้าเค้าไม่ใช่ทุกขสัจ หรือเค้าไม่ใช่อุปาทานขันธ์ 5 หรือเค้า ไม่เกิดแก่เจ็บตายเป็นต้นหรือมันก็เข้า อริยสัจหมดอยู่แล้วใช่มั้ยปัญหาว่าเรา อยากจะเห็นอริยสัจหรือไม่ถ้ามีจิตใจฝัก ใฝ่ที่จะเห็นอริยสัจพูดถึงอะไรมั่งในโลกง นี้ที่ไม่ใช่สัจจะเนี่ยนะแต่ว่ามันต้อง เรียนให้ครบ 4 ด้านเนี่ยนะอริยสัจมี 4 ใช่ต้องเรียนให้ครบ 4 ด้านแต่ถ้าไม่เห็น ด้านที่ 1 ที่มันเห็นง่ายๆคือทุกขสัจยาก ที่จะเห็นสัจจะอื่นตามๆมาถ้าไม่เห็น ทุกขสัจจะจะไปเห็นสมุทัยสัจจะเห็นนิโรธ สัจจะเห็นมัคคสัจจะจะก็ไม่ใช่ฐานะที่จะมี ได้ทีนี้บางคนบอกเว้ยขึ้นมัคคสัจจะเลย

26:35 ขึ้นมัคคสัจเลยง่ายดีถ้าไม่รู้ทุกข์เนี่ย นะถ้าไม่รู้จักทุกขสัจจะ ถึงไปปฏิบัติเลยก็ปฏิบัติไปแล้วไม่รอด เพราะงั้นศีลมันจึงมีไอศีลสมาธิปัญญา สมถวิปัสสนามันจึงประเภทอย่างเลวอย่าง กลางอย่างประณีตแล้วก็ใกล้ตรัสรู้เนี่ยนะ อย่างเลวก็บอกว่าเดี๋ยวก็เลิกเชื่อเจริญ ศีลก็สมาทานไปอย่างนั้นเดี๋ยวก็เลิก เจริญสมาธิเอ้ยอีกไม่นานเดี๋ก็เลิกเจริญ ปัญญาหรือไม่นานก็เลิกศีลสมาธิปัญญาถ้า เจริญโดยที่ไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายไม่รู้ จักทุกข์ว่าการปฏิบัติอย่างนี้เพื่อความ ดับทุกข์ถ้าไม่รู้จริงยังไงก็เป็นหานะ ภาคิยะได้เจริญชั่วครั้งชั่วคราวแต่ก็ไม่ เป็นไรเมื่อวานก่อน

27:20 เมื่อวานซืนคุยกับโยม คนขับรถนะบอกโยมไอ้ที่ทำทำอยู่เนี่ยนะ เค้ามาเห็นผล 2 ประการอ่ะนะต้องการกำไร 2 ประการเนี่ยจึงทำอยู่เหมือนทุกวันเนี้ย บอก 2 ประการคืออะไร 1 ถ้าคนที่เค้ามีบุญวาสนาเค้าสั่งสมมาใน อดีตดีเขาจะได้เรียนคำสอนของพระพุทธเจ้า เขาจะได้รู้เห็นและบรรลุตามพระพุทธเจ้า ทีนี้ไอ้ถ้าพวกสั่งสมมาไม่ดีล่ะก็ให้ปลูก ฝังอุปนิสัย บอกว่าตอนนี้กำลังมีโครงการเพาะเมล็ด พันธุ์ไม้สับหลักอนะไม่รู้ว่าเอาเมล็ด พันธุ์เนี่ยหย่อหดลงไปในดินถามว่ามันจะ เมื่อไหร่มันจะเป็นไม้ซุงอ่ะแต่จริงๆอ่ะ

28:05 ต้องการไม้ซุงมาสร้างอะไรที่มันใหญ่ๆอ่ะ นะแต่ว่ามันอย่างเนี้ยดินอย่างเงี้ยมัน ต้องเพาะเมล็ดพันธุ์อย่างเดียวเอาเมล็ด พันธุ์เนี่ยหยอดลงไปถามว่าเมื่อไหร่จะได้ ทรงใช้บอกทำใจให้สบายเถอะหยอดเสร็จแล้วก็ เอาเวลาที่เหลือไปคิดเรื่องอื่นที่ดินผืน ที่แปลงเพาะที่เพาะปลูกเมล็ดลงไปก็ไม่ ต้องสนใจทั้งนั้นน่ะขอให้เพาะเมล็ดพัน อย่างนี้ไปเรื่อยๆเนี่ยตอนนี้ก็เหมือนกัน พยายามทำยังไงว่าให้คนเนี่ยมีอัธยาศัยที่ จะรู้อริยสัจอีก 5 ล้านชาติข้างหน้าก็ก็ รอได้ว่างั้นเถอะเพราะยังไงเค้าก็อยู่ใน วัฏฏะอยู่แล้วเชื่อเนี่ยนะเพะมันไปไหนไม่ ได้อยู่แล้วเนี่ยนะมันก็เฝ้าวัฏฏะเบอกว่า ความจริงที่จะทำให้พ้นทุกข์อ่ะมีอย่าง เดียวเท่านั้นแหละคืออริยสัจจะรู้อย่าง อื่นยังไงมันก็ไม่พ้นทุกข์รู้อย่างอื่น

28:52 แล้วเบื้องต้นสุขแต่ว่านำมาซึ่งความทุกข์ รู้ความจริงแล้วพ้นจากทุกข์มันมีอย่าง เดียวคือรู้อริยสัจเท่านั้นแหละทีนี้ถ้า เค้าไม่มีอัธยาศัยที่จะรู้อริยสัจยังไง เค้าก็ไม่พ้นจากทุกข์อยู่แล้วล่ะเพราะ งั้นอันนี้รับรองได้เลยแล้วเอาอะไรมารับ รองว่าคุณพ้นทุกข์ถ้าไม่รู้เห็นอริยสัจ งั้นความรู้เห็นที่จะพ้นทุกข์ได้มีอยู่ อย่างเดียวคือเห็นอริยสัจทีนี้ถ้าเบื้อง ต้นเนี่ยนะเค้าไม่ปรารถนาจะรู้เอาพูดว่า อริยสัจนี้ดีนะอย่างงั้นอย่างเงี้ยอีก 5 ล้านชาติเขาจะรู้ได้ก็ไม่เป็นไรน่ะนะเไป เจอพระพุทธเจ้าองค์ต่อๆไปฟังธรรมแล้วอาจ จะได้บรรลุก็ได้นั่นเพราะงั้นถ้าหากว่า อย่างพวกเราเองก็เหมือนกันย้อนกลับมาว่า เราเอาอะไรมารับรองว่าเราเนี่ยใฝ่ที่จะ เห็นอริยสัจ

29:37 แม้แต่นึกถึงตัวเองเมื่อไหร่เลยเนี่ยนะ นึกถึงอริยสัจมั้ยอย่างแม้ความเกิดก็เป็น ทุกข์แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์เราคิดถึงคำ หรือว่าคิดถึงความจริง เช่นเวลาสวดแม้ความเกิดก็เป็นทุกข์นึกถึง ตัวเองเลยนะสวดนั่งมพนมมือไปแม้การที่เรา เกิดมานี่มันทุกข์ทุกข์แท้ไอ้คำว่าทุกข์ ไม่ได้แปลว่านั่งร้องไห้น้ำตาซับเอ่อภาค ซับน้ำตาตลอดเวลาไม่ใช่คำว่าความเกิดก็ เป็นทุกข์ดูสิภาระที่เรารับใครมานั่งคิด ถึงตัวเองนะภาระเนี่ยตั้งแต่ในรอบ 24 ชั่วโมงเนี่ยมีภาระรับอะไรมั่งเอรับภาระ มหาศาลมั้งเกิดเนี่ยทุกข์แท้ความแก่ก็ เป็นทุกข์ตอนแรกเนี่ยภาระที่มีอยู่ตอนที่ ไม่ค่อยแก่แหมรับได้ตอนนี้ความแก่เนี่ย

30:22 ช่างทุกข์แท้เนี่ยมาคอยเบียดเบียนคอยย่ำ ยีเดี๋ก็ตีถูกตีตั้งแต่เท้าจดนู่นน่ะ ศีรษะนั่นแหละเดี๋มันก็ตีแข้งตีขาตีเข่า ตีหลังตีโอ้ยเดี๋ยวก็ถูกทุบซะจนปวดเมื่อย ไปหมดเป็นต้นน่ะนะมันก็ถูกตีทั้งนั้นแหละ นะบางทีก็ถูกทิ่มบ้างหอกน้อยๆทิ่มเเรียก ว่าเข็มฉีดยาก็ไล่ไปจนถึงอ่ะถูกหอกจริงๆ มันทิ่มมันแทงเอาเนี่ยนะงั้นความแก่ความ เจ็บป่วยก็เป็นทุกข์ในที่สุดถ้าเราตาย ก็เป็นทุกข์แล้วทีนี้ปัญหาสำคัญเนี่ยนะ มันทุกข์จริงๆแล้วทุกคนมันเดินไปสู่ความ ตายเหมือนกันหมดโดยที่สุดแม้แต่ผู้ที่ เป็นพระพุทธเจ้าตอนที่พระองค์ดำรงพระชนม์ อยู่พระองค์เคลือบคลานชีวิตทีละนิดทีละ นิดทีละนิดไปเรื่อยๆเพื่อไปหาความตายแต่

31:08 ว่าตายของพระพุทธเจ้าเป็นการตายที่ดับ เหตุแห่งความตายได้แล้วซึ่งเทียบกับ ปุถุชนทั้งหลายเนี่ยนะไปสร้างเหตุแห่ง ความตายต่อๆไปไม่มีที่สิ้นสุดเนี่ยนะเค้า เรียกว่าไปตายนะบอกว่าพูดแบบตรงตัวเลยนะ ย่อความให้มันสั้นบอกไปไหนไปหาชราและมรณะ เนี่ยนะถามว่าถ้าชรามรณะจบแล้วไปทำอะไรไป เกิดไงเกิดแล้วก็ตายตายแล้วก็เกิดแล้วก็ ตายงั้นเอ่อเหตุแห่งความเกิดและความตาย นี้ทำยังไงจะรู้จักธรรมที่ให้พ้นจากความ เกิดและความตายการที่เราจะรู้จักธรรมเป็น ที่พ้นจากความเกิดและความตายได้เราต้อง เป็นคนที่คิดเรื่องความเกิดและความตาย

31:55 เนี่ยมากจึงจะตรัสรู้ธรรมที่ดับความเกิด และความตายการเห็นอริยสัจเนี่ยนะธรรมที่ ดับความเกิดและความตายไม่ใช่เป็นเรื่อง ฟลุกเลยไม่ใช่เป็นเรื่องที่เรียกว่าใช้ ปฏิพานไหวพริบเฉพาะหน้าแก้ปัญหาพะบรรลุ เลยไม่ใช่ทั้งนั้นแหละเป็นเรื่องของการ สะสมความรู้สะสมอัธยาศัยสะสมความเข้าใจ ให้เติบโตจนถึงที่สุดอ่ะนะสะสมปัญญาจาก ปัญญาเล็กเล็กน้อยๆนิดๆหน่อยๆเนี่ยที่คิด เออนี่เกิดนี้แก่นี้เจ็บนี้ตายนี้รูปนี้ เวทนาแต่ละครั้งที่คิดมันเป็นสะสมปัญญาที ละเล็กทีละน้อยเเรียกว่าปริตะ สะสมอย่างเงี้ให้มันเกิดบ่อยที่สุดเท่า ที่จะบ่อยได้และที่สำคัญเพิ่มพูนคุณภาพ

32:44 ปัญญามากยิ่งขึ้นจนปัญญาเนี่ยนะเหมือนกับ นักสะสมแสงสว่างหรือนักสะสมฟืนไฟเนี่ยนะ คือบางทีเนี่ยอ่อ โยมอาจจะนึกไม่ออกมานึกออกสมัยก่อนเวลา ที่เราไปอยู่ตามบางแห่งเนี่ยนะมันหาเชื้อ เพลิงยากมากเราก็ไปเก็บพวกชิ้นไม้เล็กๆ น้อยๆมาค่อยๆรวมกันถ้าใส่ไป 1 ชิ้นมันก็ สว่างเท่านี้ถ้าหามาเพิ่มทีละชิ้น 2 ชิ้น 3 ชิ้น 10 ชิ้น 100 ชิ้น 1000 ชิ้นมันก็ โกงโตซุ้มๆก็เป็นไฟที่สว่างฉันใดก็ต้องหา อาหารแห่งแสงสว่างคือปัญญาให้เกิดในใจของ เราเนี่ยเติบโตขึ้นเติบโตโตขึ้นปัญญา เนี่ยสว่างขึ้นเติบโตขึ้นเติบโตขึ้นนั่น น่ะเรียกว่าภาวนาภาวนาไม่ได้แปลว่าทำซ้ำๆ

33:29 ซากๆซ้ำๆซากๆมาจากคำว่าอาเสวิตา อาเสวิตานี่แปลว่าทำซ้ำๆซากๆ อาเสวิตายะ ภาวิตายะพหุรีกตายะไอ้พหุรีกตายะเนี่ยก็ แปลว่าซ้ำๆซ้ำๆซากๆแต่ว่าภาวิตาเนี่ยแปล ว่าวุถิงแปลว่าโตขึ้นทำให้มันโตขึ้นเพิ่ม คุณภาพเช่นไฟเนี่ยทำให้อ่าไม่ใช่ไฟหรี่นะ แต่ว่าใฝ่ให้เอ่อไม่ใช่เอาหรี่ลงอ่ะนะแต่ มันขยายขึ้นขยายขึ้นสเพิ่มปริมาณความ สว่างขึ้นเรื่อยๆอย่างเงี้เรียกว่าภาวนา ตอนแรกบอกอาเสวิตาเพก็คือทำยังไงให้มัน เกิดในจิต 2 ทำให้มันโตขึ้นแล้ว 3 ทำให้ มันบ่อยๆขึ้นทำปัญญาอย่างเงี้ให้เกิดขึ้น

34:16 ให้โตขึ้นและให้บ่อยขึ้นทำจนชำนิชำนาญรับ อารมณ์อะไรปัญญาก็เรียกว่าใช้งานปัญญา อย่างเต็มที่ปัญญาหรือความรู้เป็นสิ่งที่ แปลกว่ายิ่งเข้าใจยิ่งใช้ยิ่งรู้ยิ่งเข้า ใจยิ่งใช้ยิ่งเติบโตไอ้ตัวนั้นแหละคือ หนึ่งในข้อปฏิบัติที่จะทำให้ถึงความพ้น ทุกข์เนี่ยนะข้อปฏิบัติที่จะทำให้ตรัสรู้ อริยสัจออกจากทุกข์งั้น พระพุทธเจ้าเนี่ยนะถ้าเราดูในพระไตรปิฎก เนี่ยมากพระองค์เที่ยวพร่ำสอนเพื่อจะบอก ว่าปัญญาเป็นอย่างนี้นะเจริญให้มันมากๆ อย่างนี้นะถ้าเจริญมากๆอย่างนี้แล้วจะพ้น จากทุกข์อย่างนี้นะแล้วก็ไม่ใช่พูดปัญญา อย่างเดียวนะพูดมรรค 8 นั่นแหละแต่นี้เรา ยกตัวอย่างสัมมาทิฏฐิแต่พระองค์ไม่ได้พูด

35:03 แต่สัมมาทิฏฐิอย่างเดียวพระองค์พูดองค์ มรรคอย่างอื่นๆประกอบอีกมากมายเพื่อให้ รู้ให้เห็นอริยสัจทั้งหลายเพราะนั้นปัญญา ที่เกิดขึ้นทวนอีกครั้งว่ามรรคนั้นมีความ หมายว่าเห็นอริยสัจนะทัสนัโถทัศนะแปลว่า เห็นความหมายของมรรคสัมมาทิฏฐิเป็นเรื่อง ของเห็นเห็นอะไรเห็นอริยสัจเนี่ยนะเมื่อ เห็นอริยสัจครั้งแรกเรียกว่าเป็นพระ โสดาบัน ทีนี้เมื่อเห็นแล้วอ่ะมรรคมรรคเนี่ยแบ่ง ออกเป็น 2 กลุ่มกลุ่มเห็นกับกลุ่มภาวนา เมื่อเห็นอริยสัจครั้งแรกแล้วภาวนาขึ้น เป็นสกทาคามีมรรค ภาวนาขึ้นให้เป็นอนาคามีมรรคภาวนาขึ้นให้ เป็นอรหัตมรรคมรรคจึงแบ่งเป็น 2 กลุ่ม มรรคที่มีความหมายว่าทัศนะเนี่ยนะทัสนะ

35:50 สัมปันโนพระโสดาปัตติมรรคเนี่ยเห็นส่วน ที่เหลือเป็นภาวนานันะก็ทั้งเห็นด้วยแล้ว ก็ภาวนาด้วยเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆเพราะงั้น พยายามเจริญกุศลแล้วทำบุญว่างั้นเถอะบุญ ไหนๆที่ทำไปเนี่ยก็ให้มันเป็นไปเพื่อรู้ เห็นอริยสัจมงั้นแม้กระทั่งว่ากิจกรรมไป ให้ทานทานที่ไหนอย่างไรเมื่อไหร่ก็ตามก็ ให้ตั้งความปรารถนาเพื่อให้เห็นอริยสัจ เถอะแต่ถ้าไม่นี้จริงๆเลยนะบอกอริยสัจ โอ้ยคิดแล้วปวดหัว เมื่อวานก่อนเจอชาวต่างประเทศเมาก็คุยกัน พูดภาษาเค้ายากแต่ฟังเค้าออกแต่เราพูดไม่ ได้ก็เลยให้ล่ามพูดไม่รู้จะพูดง่ายๆไงบอก ว่าคุณจะไปไหว้พระธาตุจะไปไหว้พระธาตุที่

36:36 ศรีลังกาหอบนะพาหมู่คณะไป 50 คนนันะอัน นี้แล้วกันไปไหว้พระบาทของพระพุทธเจ้า แล้วก็ตั้งความปรารถนาให้ตรัสรู้อริยสัจ พระพุทธเจ้านะหรือว่าบอกเอางั้นนะพระ พุทธเจ้าตรัสรู้อะไรก็ขอให้ได้ตรัสรู้ตาม เถอะเนี่ยนะบอกเจะไปเมืองแคนดี้ด้วยบอก เนี่ยพระธาตุของพระพุทธเจ้าเนี่ยนะอ่าใน อรรถกถามหาปรินิพพานท่านกล่าวไว้ว่า เป็นซี่ฟันที่เวลาพระพุทธเจ้าประกาศ อริยสัจต้องผ่านซี่ฟันอันนั้นผ่านพระ เขี้ยวแก้วเพราะฉะนั้นพระธรรมเหล่าใดที่ พระพุทธเจ้าสอนเปล่งวาจาออกมาทางพระโอษฐ์ เปล่งถ้อยคำออกมาทางพระโอษฐ ขอให้เรามีส่วนรู้เห็นเข้าถึงธรรมะที่พระ

37:23 องค์ประกาศแล้วด้วยพระองค์มีเจตนารมณ์ เหล่าใดแล้วประกาศธรรมออกมาขอให้เรามี ปัญญาที่เห็นธรรมอันนั้นด้วยขอให้ตรัสรู้ ธรรมเหล่านั้นด้วยอให้ให้พยายามตั้งไว้ อย่างนี้เถอะถ้าไม่ตั้งไว้อย่างนี้นะโยม เอ้ยไอ้ความรู้ในโลกเนี่ยมันมากจริงๆเลย มันมี 2 อย่างรู้แล้วพ้นทุกข์กับรู้แล้ว ดับทุกข์แต่โดยมากรู้ตามพระพุทธเจ้าเจ้า อย่างเดียวเท่านั้นแหละที่พ้นทุกข์ถ้ารู้ ตามอย่างอื่นนะมีแต่สร้างทุกข์อูยเรานี่ เราว่าเก่งมากเลยนะหลายคนที่เห็นว่าเก่งๆ จริงๆอ่ะนะแต่ความรู้ที่เค้าเก่งเค้ากล้า สามารถเชื่อมั้ยจบลงด้วยความทุกข์เนี่ยนะ เคยเห็นคนเก่งคนไหนบ้างที่ไม่ทุกข์โยมว่า มีมั้ยหายากมากเว้นแต่เห็นอริยสัจนั่น

38:09 แหละจึงจะพ้นทุกข์ทีนี้เห็นอริยสัจจำ อริยสัจมันก็ไม่เหมือนกัน เห็นอริยสัจนี่แปลว่ามีปัญญาเห็นเนี่ย อย่างเห็นคนในห้องนี่เห็นสัจจะเลยมั้ย เห็นความจริงเลยมั้ยถ้าเห็นความจริงคือ อริยสัจได้ก็พ้นจากทุกข์ได้ถ้าไม่เห็น ความจริงคืออริยสัจได้เนี่ยโอ้ยร้องไห้ ร้องไห้อีกนานว่างั้นน่ะเนืองเนาะเห็นแดด ก็บอกแหมต้องเอาผิวหนังไปสัมผัสกับแดดอีก นานเ่ะนะ เห็นดินก็โอ๊ยต้องนอนอีกนานแล้วก็สำคัญ ที่สุดเนี่ยนะว่าทำยังไงน้อจะศึกษาพระ ธรรมคำสอนให้รู้เห็นตามที่พระพุทธเจ้าสอน เราพยายามอย่าหลเข้าใจผิดตัวเองนะพยายาม อย่าเข้าใจตัวเองผิดๆว่าเราเนี่เข้าใจ แล้วเรานี่รู้แล้วถ้าเคยถ้าใครบอกแหมบาง

38:58 คนนี่เค้ามีคำพูดประเภทนี้บ่อยเหมือนกัน รู้แล้วเข้าใจแล้วรู้อะไร รู้ว่านี้ทุกข์มันทุกข์ยังไงอย่างเงี้นะ คือพยายามสอบสวนเหมือนกันในสมัยก่อนเอ่อ สมัยพุทธกาลเนี่ยพระองค์ให้สอบสวนตัวเอง ให้บ่อยๆเลยนะว่าที่เราเจริญเนี่ยเรา เจริญอะไรได้บ้างแล้วเจริญแล้วมันเติบโต ขึ้นมั้ยเพียงพอมั้ยพ้นทุกข์บ้างมั้ยที่ เราเจริญแล้วเจริญไปถึงไหนเป็นอย่างไร เนี่ยถามตัวเองบ่อยๆว่าที่เรารู้เราเข้า ใจนี้เราเข้าใจว่าอย่างไรแล้วก็เก็บความ เข้าใจแล้วก็ไปอ่านพระไตรปิฎกอีกทีนึง เอ๊ะให้เราเข้าใจตามนี้หรือเปล่าถ้าเรา เข้าใจไม่ตามเปลี่ยนความเข้าใจเราเถอะ อย่าไปเปลี่ยนคำสอนเปลี่ยนความเข้าใจ พยายามน้อมไปเพื่อจะเห็นคำสอนอย่าไปแก้คำ

39:45 สอนมาหาความเข้าใจของของเราให้แก้ความ เข้าใจของเราปรับตัวเข้าไปหาคำสอน ถ้าเราแก้คำสอนมาหาเราเราคือศาสดาผู้ยิ่ง ใหญ่เราคือคนไม่ปกติเนะไม่ปกติมีอยู่ 2 อย่างะนะแต่โดยมากก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ นะถ้าเราแก้คำสอนมาหาใจเราเชื่อเหอะคำสอน เนี่ยนะถ้าวิเคราะห์ตรวจสอบแล้วไม่แปลผิด ไม่พลาดไม่มีอะไรนะคำสอนถูกอย่างเดียวเรา เนี่ยเข้าใจผิดแต่ถ้าเอ่อนี้ก็มีคนถามว่า ถ้าต้องแก้คำสอนเนี่ใครศาสดาของใครกันแน่ เนี่ยนะเราสเรานับถือพระพุทธเจ้าหรือพระ พุทธเจ้านับถือเราพระพุทธเจ้าต้องแก้ไข

40:32 พระโอษฐให้มาเป็นไปตามเราเข้าใจหรือเรา แก้ความเข้าใจของเราไปหาคำสอนอันนี้ต้อง ต้องพยายามน้อมให้ดีๆเลยนี่คือสรณะล่ะ สระณังคัจฉามินะพุทธังสระณังคัจฉามเนี่ย มันอยู่ตรงนี้ว่าเราจะรู้ตามคำสอนหรือให้ พระพุทธเจ้ามาสอนเอาใจเราเนี่ยนะมันแบ่ง อยู่ตรงเนี้ยถ้าเราสอนเพื่อจะเ่อเราเรียน เพื่อจะรู้คำสอนให้เจริญยิ่งเจริญขึ้นเรา เชื่อว่ามีพระพุทธเจ้าเป็นสรณะแต่ถ้าหาก ว่าเอ่อพระพุทธเจ้าเนี่ยมันต้องมาตามใจ เราสิถ้าอย่างี้ห่างมานานแล้วนะเราไม่มี สรณะอะไรเลยดีไม่ดีกำลังจะทำลายของพระ พุทธเจ้าด้วยซ้ำไปกำลังจะทำลายคำสอนที่ บริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้าเพราะงั้นจะต้อง น้อมเราไปหาพระพุทธเจ้า

41:20 มันไปคิดยังไงก็เหอะเรานี่จบลงที่ความ ทุกข์แต่ของพระพุทธเจ้าจบลงที่ความพ้น ทุกข์น้อมใจของเราไปหาพระองค์หาสิ่งที่ พระองค์พยายามจะบอกแล้วก็สาวกของพระองค์ นั้นท่านตรัสรู้อะไรกันจับตรงนี้เอาไว้ ให้ดีคนที่ศึกษาพระไตรปิฎกโดยที่ไม่เบื่อ หน่ายในการศึกษาพระไตรปิฎกเนี่ยคือเขา ศึกษาเพื่อให้รู้คุณของพระรัตนตรัยศึกษา เพื่อให้เจริญปัญญาที่มีต่อพระรัตนตรัย ถ้าเอ่อคำพระสูตรสูตรหนึ่งที่พระพุทธเจ้า ถามพระสารีบุตรว่าดูก่อนสารีบุตรเธอเชื่อ หรือไม่ว่าอินทรีย์ 5 ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วเนี่ยเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้เพื่อพระนิพพานเชื่อมั้ย

42:07 ศรัทธาวิริยะสติสมาธิปัญญาเนี่ยนะ สัตินทรีย์ที่ในโสตาปฏิยังคธรรมธรรม 4 วิรยินทรีย์ที่ในสัมมประทาน 4 สตินทรีย์ ที่ในสติปัฏฐาน 4 สมาทินทรีย์ที่ในปัญญิ เอ่อฌาน 4 แล้วก็ปัญญินทรีย์ที่รู้ อริยสัจ 4 เนี่ยนะเธอเชื่อมว่าอินทรีย์ ทั้ง 5 ประการเนี่ยที่บุคคลเจริญแล้วทำ ให้มากแล้วทำให้บริบูรณ์เต็มเปี่ยมแล้ว หรือที่กำลังเจริญน่ะถ้าเจริญถูกต้องเป็น ไปเพื่อความรู้ยิ่งเพื่อความตรัสรู้และ เพื่อพระนิพพานเธอเชื่อมั้ยพระสารีบุตร บอกว่าไม่เชื่อพระเจ้าข้า นี้มีคำถามว่าทำไมพระสารีบุตรจึงไม่เชื่อ มีคำถาม่ะนะว่าทำไมพระสารีบุตรจึงไม่

42:53 เชื่อ บอกว่าพระสารีบุตรท่านเห็นว่าเป็นอย่าง นั้นจริงๆท่านยอมรับแล้วก็ท่านทำอย่าง นั้นจริงๆแล้วเบอกว่าไอ้คนที่ทำได้กับคน ที่ฟังแล้วเชื่อไหนประณีตกับกันก็บอกว่า คนที่ฟังแล้วเข้าใจทำได้ตามนั้นอย่างถูก ต้องอันนี้ไม่ต้องเชื่อ เพราะทำได้จริงๆส่วนบุคคลที่เหลือจำต้อง เชื่อทีนี้ของเราเนี่ยนะอ่าของเราเนี่ย ที่ยังเจริญอินทรีย์ 5 ไม่บริบูรณ์ สัทินทรีย์เนี่ยบริบูรณ์ที่โสดาปัตติมรรค สมาทินทรีย์นี้บริบูรณ์ที่อนาคามีมรรค ปัญญินทรีย์ที่บริบูรณ์จริงๆที่อรหัตมรรค เนี่ยนะทีนี้ ถ้าเรามีความเชื่อมีความเลื่อมใสว่า

43:38 ศรัทธาวิริยะสติสมาธิและปัญญาที่บุคคล เจริญเจริญแล้วทำให้มากแล้วทำอย่างถูก ต้องเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่งเพื่อความ ตรัสรู้เพื่อพระนิพพานเราจะไปหาแหล่ง แหล่งเพื่อให้ศรัทธาเจริญเนี่ยเราหาได้ จากที่ไหนเรารู้แล้วว่าศรัทธาเนี่ยนะถ้า เจริญมากให้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์เนี่ยบรรลุ มรรคผลได้แน่นอนแล้วเราจะไปหาแหล่งก่อให้ เกิดศรัทธามากที่สุดได้ที่ไหน หลายท่านก็บอกไหว้พระเจดีย์สิเบอกเชื่อ ว่าไหว้พระเจดีย์เนี่ยทำให้เกิดศรัทธา ระดับหนึ่งแต่ถ้าคุณเป็นพนักงานดูแล เจดีย์เมื่อไหร่แล้วคุณแทบไม่เหลือศรัทธา เลยนันะ อ่าถ้าเป็นพนักงานดูแลเจดีย์เมื่อไหร่ แล้วจะรู้ว่าแทบไม่ค่อยเหลือเลยเพราะอะไร

44:26 เพราะเรื่องยุ่งกับเรื่องการบูรณะซ่อมแซม เนี่ยนะโดยมากก็เชื่อเหอะไปดูเหอะคนอยู่ เฝ้าข้างๆเจดีย์โดยมากไม่ค่อยมีศรัทธาใน พระเจดีย์ที่เป็นอย่างนั้นน่ะเพราะอะไร เพราะงั้นแหล่งที่จะทำให้เราเกิดศรัทธา ที่สุดเนี่ยเราจะต้องทำยังไงั้นถ้าเทียบ เรียกไปแล้วเนี่ยเขามาว่าพระไตรปิฎกเนี่ย นะเป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดศรัทธามากที่สุด ถ้าเราอยากจะเจริญศรัทธาเนี่ยนะถ้าถือว่า ศรัทธานำออกจากทุกข์เนี่ยคำสอนของพระ พุทธเจ้านี่แหละที่สอนให้เราเกิดศรัทธา มากที่สุดทีนี้ถ้าเราจะขยันจะหมั่นจะ เพียรเนี่ยนะเราแหล่งที่จะทำให้เกิดความ เพียรมากที่สุดแหล่งอันนั้นน่ะจะหาได้จาก ที่ไหนก็ที่ในพระไตรปิฎกแต่เมีนะ สัตินทรีย์เนี่ยนะเป็นต้นเนี่ยอินทรีย์ 5

45:13 จริงๆเนี่ยจะเจริญโดยอาการ 15 จริงๆแล้วเจริญโดยอาการ 15 แต่นี่เราพูด ถึงในด้านนามธรรมก่อนว่าไปหา บ่อหรือแหล่งที่กำเนิดศรัทธาให้แหล่งพลัง งานของศรัทธาที่จะให้มากที่สุดเท่าพระ ไตรปิฎกก็ไม่มีแหล่งที่จะทำให้เกิดความ พากเพียรพยายามปฏิบัติตามเท่าในพระ ไตรปิฎกก็ไม่มีแหล่งที่จะทำให้เกิดสติ ระลึกได้ไม่เบลอไม่เลอะเลือนเท่ากับพระ ไตรปิฎกก็ไม่มีแหล่งที่จะทำให้ใจไม่ฟุ้ง ซ่านเท่ากับพระไตรปิฎกก็ไม่มีแหล่งที่จะ ทำให้เกิดปัญญาเช่นกับในพระไตรปิฎกก็ไม่ มีเพราะงั้นพระไตรปิฎกถ้าพูดถึงตำรับตำรา ในยุคนี้อันนะหลักการในยุคนี้พระไตรปิฎก

45:58 เป็นแหล่งที่ทำให้เจริญอินทรีย์ 5 ได้ดี ที่สุดอันนี้ในที่ 1 5 ข้อแล้วนะทีนี้ ข้อกลุ่มหนึ่งก็คือถ้าเราอยากมีศรัทธาเรา ต้องไปหาคบคนที่เ้ามีศรัทธา แล้วเอ๊ะเค้าเค้าคนเนี้ยมีศรัทธาเยอะเอ๊ะ เค้าศรัทธาอะไรกันแน่บางทีต้องไปแยกตรง นั้นอีกทีนึงเนี่ยนะเค้าศรัทธาอะไรกันแน่ นะตกลงเเอาไงกันแน่เหมือนกันเถอะเพราะ งั้นจริงๆแล้วถ้าเป็นสมัยสมัยที่พระ อริยเจ้าเยอะๆนะหลีกเลี่ยงคนไม่มีศรัทธา แล้วคบคนมีศรัทธาแล้วศรัทธาจะเจริญถ้าเรา จะเจริญความเพียรหลีกเลี่ยงคนเกลียดคร้าน คบคนมีความเพียรแล้วความเพียรจะเจริญถ้า จะเจริญสติเนี่ยนะหลีกเลี่ยงคนหลงลืมสติ แล้วก็คบหาสมาก้าวใกล้กับคนที่มีสติถ้า

46:44 เราอยากจะเจริญสมาธิหลีกเลี่ยงคนฟุ้งซ่าน แล้วก็ไปหาคบกับคนที่มีสมาธิถ้าเรา ปรารถนาจะเจริญปัญญาเราก็ต้องหลีกเลี่ยง คนที่ไร้ปัญญาและคบหาสมาคมกับบุคคลผู้มี ปัญญาตอนนี้เนี่ยนะถามว่าในโลกเนี้ยพร้อม ทั้งเทวโลกใครมีศรัทธาเข้าปรับพระ พุทธเจ้ามีมั้ย ไม่มีใครอยากจะเจริญศรัทธานะศึกษาเรื่อง ของพระพุทธเจ้าให้มากและแต่ที่สำคัญนะ ต้องต้องอาศัยตำรับตำราวิชาการที่ถูกต้อง นะอย่าไปศึกษาข้อมูลประยุกต์เพราะข้อมูล ประยุกต์เนี่ยคนเ้าบอกว่าตำราเมีอยู่ 2 กลุ่มเขียนตามที่เป็นกับเขียนตามที่ตัว เองอยากให้เป็น คือท่านว่าการศึกษาพระพุทธพุทธพระ พุทธประวัติหรือประวัติความเป็นไปของพระ

47:31 พุทธเจ้าพุทธคุณทั้งหลายเนี่ยเป็นตามที่ พระพุทธเจ้าเป็นหรือว่าพระพุทธเจ้าเป็น อย่างที่เราอยากให้เป็นแล้วก็มาแต่งสีสัน ในโลกแบบของเราเองเนี่ยนะทำสีซะใหม่ทำ อะไรซะใหม่เนี่ยนะกลายเป็นคนละเรื่องไป เลยก็ไม่เป็นอย่างที่พระองค์เป็นเพงั้น เราต้องศึกษาพุทธประวัติตามที่เป็นจริง ของพระองค์ไม่ใช่พระพุทธเจ้าในความเห็น ของบางคน อย่างตอนนี้เนี่ยนะเมีภาพยนตร์ออกมา เรื่องนึงพระพุทธเจ้าในความเห็นของกลุ่ม นั้นพระพุทธเจ้าในความเห็นของกลุ่มนั้น คืออะไรไล่ตวัธีทีปังกรมาเรื่อยพลาดตาก กับวทีปังกรจวบจนตรัสรู้ว่าผิดหมดเลยตกลง พระพุทธเจ้าอยากเป็นอะไรเป็นพระโสดาบัน ว่างั้นนะคนละเรื่องคนละเรื่องไป

48:17 คนละเรื่องกันเลยอ่ะนะมีอยู่เรื่องเดียว ที่มันดูเหมือนกับเออดูดีอ่ะนะก็คือ เรื่องไอเทวทูตเห็นเทวทูตเห็นคนแก่เห็นคน ป่วยเห็นคนตายตรงนั้นแหละดูดีหน่อยที่ เหลือนี่มันคนละเรื่องกับในคำสอนเพราะ งั้นแหมอยากมีศรัทธามากก็ไปดูพวกไอ้ ภาพยนตร์กลุ่มนั้นแล้วก็หมดศรัทธาแน่ เนี่ยนะหมดศรัทธาในพระพุทธพุทธเจ้าแน่ เพราะพระองค์ก็ไม่ต่างอะไรจากคนทั่วไป อะไรเลยเนี่ยนะการสร้างบารมีของพระองค์ก็ เป็นยังไงกลายเป็นว่าพระพุทธเจ้าใครเจ้า ชายขี้เมาคนนึงนั่นนะเจ้าชายขี้เมาคน หนึ่งย่ำเป๋อยู่นั่นแหละงั้นก็เลยคนละ เรื่องกันเลยเนี่ยนะเพราะงั้นข้อมูล เกี่ยวกับพุทธคุณของพระพุทธเจ้าเนี่ย เพราะงั้นไม่รู้ล่ะถ้าเราเข้าถูกข้อมูล

49:04 ที่ถูกต้องเราจะมีศรัทธามั่นคงในพระ พุทธเจ้าตลอดไปถ้าเรามีข้อมูลที่ไม่ถูก ต้องเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าในที่สุดเราจะ เริ่มดูหมิ่นพระพุทธเจ้า ถ้าเราดูหมิ่นพระพุทธเจ้าเราจะได้รับมรดก คือโลกุตตรของพระพุทธเจ้ามั้ยบอกไม่ใช่ ฐานะเป็นไปไม่ได้นะเพราะงั้นเราต้อง พยายามตรงเนี้ยข้อมูลแล้วข้อมูลเป็นที่ ตั้งแห่งความพากเพียรข้อมูลเป็นที่ตั้ง แห่งสติสมาธิและปัญญาเหมือนกันบุคคลที่จะ ทำให้เราเกิดศรัทธาวิริยะสติสมาธิและ ปัญญาก็เหมือนกันทบทวนพยายาม ทบทวนสอบสวนเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่งเพื่อ ความตรัสรู้เพื่อพระนิพพานมเพื่อถูกต้องม อะไรมั้ยเพราะงั้นในใจของเราที่ไปรับรู้

49:49 วันหนึ่งไม่รู้กี่ร้อยกี่พันกี่เรื่อง เนี่ยนะกี่เรื่องต่อกี่เรื่องต่อวันวันๆ หนึ่งใจเหล่าไหนหนอจะช่วยให้เราพ้นทุกข์ ข้อปฏิบัติเหล่าไหนหนอที่จะช่วยให้เราพ้น ทุกข์อย่าเเรียกว่าหลายท่านบอกแหมเค้ามี ความมั่นใจจริงๆคุณมั่นใจจริงตามคำสอน หรือว่าคิดว่าตัวเองมั่นใจเอาอะไรมาเป็น หลักประกันว่ามั่นใจเนี่ยนะ อย่างที่อย่างสมัยพุทธกาลเนี่ยอย่างที่ เราเรียนมัชฌิมนิกาย มูลปนาถจูสีหนสูตรบอกท่านเอาอะไรเป็นข้อ มั่นใจของท่านก็ที่ข้อมั่นใจของข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าเลื่อมใสอย่างไม่หวั่นไหวใน พระพุทธเจ้าข้าพเจ้ามีความเลื่อมใสไม่ หวั่นไหวในพระธรรมความเลื่อมใสของพระ ข้าพเจ้าในเอ่อสาวกทั้งหลายเนี่ยมี ข้าพเจ้ามีความเลื่อมใสอย่างยิ่งในศีล

50:37 เป็นต้นและที่สำคัญน่ะบุคคลนั้นต้องเห็น อริยสัจที่สำคัญคือเขาเห็นอริยสัจเพราะ งั้นเขาเห็นอริยสัจมีศรัทธาอันมั่นคงอ่ะ แบบที่เราสวดเมื่อกี้ ส่วนผู้ใดแลถึงพระพุทธเจ้าพระธรรมพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะสรณะเอ่อเป็นที่ไปในที่พึ่ง ที่ระลึกถึงที่ไปในเบื้องหน้าสรณะของ บุคคลนั้นแลเกษมปลอดภัยสรณะนั้นอุดมสูง สุดเพราะอะไรเพราะว่าเค้าเห็นอริยสัจ นะเพราะงั้นการเ่อเหเห็นพระพุทธคุณ ธรรมคุณสังฆคุณนั้นพื้นฐานที่สำคัญต้อง เป็นไปเพื่อการรู้เห็นอริยสัจขอให้เรา เนี่ยตั้งอัธยาศัยตั้งเจตนาตั้งเจตจำนง เพื่อให้เห็นอริยสัจซึ่งจริงๆแล้วตอนนี้ เนี่ยสัจจะทั้งหลายเี่ก็เปิดเผยหมดแล้ว

51:24 ความจริงทั้งหลายชาติชรามรณะก็เปิดเผยให้ เห็นหมดเยอะแล้วจะเห็นหรือไพร่อยากเห็น หรือไม่เชื่อมว่าเห็นอริยสัจแล้วพ้นจาก ทุกข์จริงเป็นต้นอันเนี้ยต้องพยายามปรับ ทัศนคติปรับความรู้ปรับความเข้าใจตั้ง เจตนารมณ์เอาให้ดีๆเนี่ยนะเพราะว่างานนี้ ถ้าพลาดแล้วยาวจริงๆพลาดแล้วยาวแค่ไหนก็ กว่าจะเจอพระพุทธเจ้าองค์ใหม่นั่นแหละ อเค้าเรียกว่าประมาณนี้ตอนนี้กำลัง จะทำยังไงให้เรามันเข้าใจความจริงที่สุด เท่าที่จะเข้าใจได้ตั้งทัศนคติอย่างไร เนี่ยนะปรับทัศนคติอย่างไรเพราะว่าคนที่ ศึกษาธรรมะเนี่ยนะต้องศึกษาปัจจัยที่หลัก ๆในชีวิตอยู่ 2 ปัจจัยด้วยกันอัน 1 เ

52:10 เรียกว่ากรรมปัจจัย 2 อุปนิสัยปัจจัยเรา กำลังเ่อโดยกรรมปัจจัยเนี่ยเรากำลังทำให้ ตัวเองได้รับผลอะไรต่อไปในอนาคตเราก็ต้อง มองว่าตอนเเราคือชาวสวนที่กำลังเพาะเมล็ด พันธุ์อยู่เราต้องรู้ว่าสิ่งที่เรากำลัง เพาะเนี่ยมันจะให้ผลออกมาเป็นอะไรในอนาคต เนี่ยเเรียกว่าโดยกรรมปัจจัย กำลังเพาะเหตุเพื่อให้มีผลอะไรอันนี้ อันดับที่ 1 นะสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ เนี่ยนั่งคัดเมล็ดนั่งกเจริญกายกรรม วจีกรรมมโนกรรมสวดมนต์อ่านพระไตรปิฎกทั้ง เรียนทั้งสาธยายทั้งตรึกทั้งโดยกายกรรม วจีกรรมมโนกรรมอยู่กับคำสอนเนี่ยเรากำลัง เพาะเมล็ดอันเนี้ยให้มันออกผลผลิตดอกออก ผลมาเป็นอะไรอันนี้เรียกว่าโดยกรรมปัจจัย

52:58 2 เราต้องการสร้างอัธยาศัยอะไรต่อไปใน อนาคตต่อไปเนี่ยเนี่ยนะชีวิตของเราต่อๆไป เว้นจากปาณาติบาตหรือเจตนาเพื่อการฆ่าอัน ไหนจะมากกว่ากันนะลองมาเช็คดูนะที่ที่เรา ศึกษาอยู่เนี่ยเราต้องคำนวณได้เลยว่า กายกรรมวจีกรรมมโนกรรมน่ะที่เรากำลังทำ อยู่เนี่ยเรากำลังสร้างอัธยาศัยอะไรให้ ตัวเองในอนาคตอนาคตของตัวเอง 1 โดยโดย กายกรรมวจีกรรมมโนกรรมเนี่ยนะ 1 เจตนาของ เราภัยเป็นไปเพื่อการฆ่ามีมั้ย เป็นไปได้มั้ยที่เราจะฆ่า ชาติเนี้ยตลอดชาติ 2 ชาติต่อไปข้างหน้า บอกโบ๊ยังไงเราก็ไม่ฆ่าเอาอะไรมารับรอง

53:46 เพราะทุกอย่างมันต้องมีข้อประกันใช่มั้ย มันต้องมีหลักประกันนะถามเอาอะไรมาหลัก ประกันว่าเราจะเว้นจากการฆ่าตลอดไป ถึงเขาโดยที่สุดแม้เค้ามาฆ่าเรา บอกว่าแหมมันถ้าเค้ามาฆ่าเราเราก็ต้องฆ่า เค้าก่อนสิถ้าอย่างนี้นะคุณกับโสดาบัน ห่างกันนักแลฟ้าก็เหวนั่นนะเพราะแม้แต่ ว่าความคิดที่จะให้มียังไม่มีเลยว่างั้น เถอะความคิดที่จะเป็นโสดาบันยังไม่มีเลย พระโสดาบันเนี่ยมีมั้ยเจตนาแห่งการฆ่า เจตนาอันนั้นพระโสดาบันมีมั้ยของเราถ้ามี เรื่องมารบกวนมีอันใดอันหนึ่งถูกกลั่น แกล้งโดยประการทั้งปวงเนี่ยนะสมมุติว่ามี ยุงอยู่ตัวหนึ่งมาบี้นว่อนอยู่นั่นแหละ ทั้งตาตอมตาก็แล้วตอมหูก็แล้วพอปิดหน้า

54:32 ผักผากเอ่อพอเปิดตรงไหนมันก็กัด่ะนะเปิด หน้าผากมันก็กัดหน้าผากมันตามอยู่งั้น แหละ คิดจะฆ่าหรือว่าคิดจะทำยังไงกับมัน ไม่ผิดกฎหมายด้วยนะคนอื่นเค้าก็ส่งเสริม ฆ่าเถอะฆ่าเถอะทำร้ายเถอะคือวิธีไล่ สมมุติว่าถ้ามีวิธีเดียวเนี่ยเราจะทำยัง ไง เอานะเอาไว้เออก็บินต่อไปลูกเอ้ยไปด้วย กันแล้วกันนะถือว่าเป็นสัตว์เลี้ยงตัว หนึ่งที่รักมากอย่างเงี้ยนะ อ่ะท้า 1 เจตนาแห่งการฆ่ามีมั้ย 2 เจตนา ที่จะรักเนี่ยเรามีมั้ยบางคนนะไอ้ที่ไม่ โกงเนี่ยเพราะ 5 บาท 10 บาทไม่ทำอยู่แล้ว บางคนเพราะร้อยเพราะพันเพราะหมื่นเพราะ แสนถ้าระดับแสนไม่ทำบางคนเนี่ยนะถ้าล้าน อาจจะทำบางคนเนี่ยถ้า 10 ล้านเนี่ยอาจจะ

55:19 ทำบางคนถ้า 100 ล้านอาจจะทำบางคนถ้าทำ เสร็จแล้วให้แผ่นดินได้แผ่นดินทั้งแผ่น ดินอาจจะทำเพราะตัวเองจะได้มาลอยอยู่ เหนือกฎหมายคนอื่นประทุษร้ายใช้อะไรตัว เองไม่ได้ถ้าแผ่นดินทั้งแผ่นดินอาจจะทำก็ ต้องดูว่าเจตนาที่จะไม่คดโกงเนี่ยนะเจตนา อันเนี้ยตัวนี้ของเราเนี่ยหนักแน่นแค่ไหน ก็ต่อไปกาเม นะถ้ามีได้ช่องได้โอกาสเป็นต้นเนี่ยทำไม ข้อต่อไปมุสาเราจะพูดความจริงมั้ยด้วย เหตุผลใดเราก็จะขอพูดแต่ความจริงมั้หรือ โดยที่สุดอยากหัวเราะเอ่อพูดมุสาเพื่อ หัวเราะเล่นถ้าต้องการแค่มุสาหาเพื่อจะ ให้คนอื่นขำแหมโจ๊กเก่งมากอ่ะนะ

56:05 เละเลยจริงๆล่ะชาติหน้าว่างั้นเถอะอกลาย เป็นโจ๊กเองแน่อนาคตว่างั้นเถอะเละแน่นะ เพราะพูดเอยากให้คนอื่นเ้าเป็นโจ๊กในที่ สุดตัวเองก็เป็นโจ๊กอนาคตอ่ะเพราะงั้นถูก เเอาไปทำโจ๊กแน่ เพราะอะไรเพราะเจตนาตัวนั้นเนี่ยนะแล้ว เจตนาที่จะดื่มสุราเนี่ยมีมั้ยก็ถามดู เจตนาแล้วเจตนาในกรรมบทแต่ละข้อแต่ละ ข้องั้นเจตนานาเนี่ยนะเรามาวัดใจเอาแล้ว เรากำลังสร้างอุปนิสัยอะไรให้แก่ตัวเองใน อนาคตเนี่ยนะงั้นถ้าถ้าเป็นคนที่ศึกษา ธรรมะแล้วหวังความเจริญโดยส่วนเดียวไม่มี ผิดอ่าไม่มีผิดไม่มีพลาดต้องคำนวณตัวเอง ในอนาคตว่าภายใน 3 วัน 7 วัน 2 ปี 3 ปี ข้างหน้าแนวความคิดของเรานี่จะเติบโตไป

56:53 อย่างไรที่จริงถ้าถ้าพูดถึงบอกโอ๊ยแล้วคน มันจะคำนวณได้ขนาดนี้เลยหรือจริงๆเชื่อ มั้ทางโลกเค้าคำนวณออกออกมาเป็นเรื่อง ปกติหมดแล้วเรื่องค้าเรื่องขายเรื่องทุก อย่างนะเค้าคำนวณออกมาหมดเค้าคาดการออกมา หมดแต่คนที่ศึกษาธรรมะนี่คาดการณ์บ้าง มั้ยว่าปีหน้าเราจะคิดอะไรแล้วความคิดเรา จะเติบโตว่าอย่างไรถ้าบอกโอ๊ยอะไรก็ไม่ แน่นอนสักอย่างแสดงว่าโลเลที่สุดกำลัง โลเลว่าไม่มีหลักการอะไรเป็นของตัวเองแม้ แต่นิดเดียวเนี่ยนะไม่มีความมั่นใจอะไร เลยถ้าไม่รู้เนี่ยนะหรือบางคนนะก็มาเพิ่ง เจอมาอันนั้นก็โออนัตตาก็มันไม่ใช่ตัวไม่ ใช่ตนเนี่เราจะไปอะไรมันบอกนั่นให้มาได้ อย่างนี้สิว่างั้นเพราะมันไม่ใช่ตัวไม่ ใช่ตน

57:40 เพราะงั้นเราจะไปสนใจมันทำไมใช่มั้ยอดีต มันก็หมดไปแล้วนะอดีตมันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ ตนบอกโอ๊ยเขามาทำเวรทำกรรมอะไรมาน้อเนี่ย นะต้องมาเจออย่างี้ มันไอ้คำว่าไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนเนี่ยนะเบอก ว่าคำสอนที่ผิดนำมาซึ่งทุจริตจริง สูตรที่ตั้งไว้ผิดโดยอัถะและโดยพยัญชนะนำ มาซึ่งการเรียนที่ผิดการเข้าใจที่ผิดการ ปฏิบัติก็เป็นไปเพื่อผิดๆแม้แต่คำสอนว่า ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนก็เหมือนกันเค้าพูด ระดับไหนมันต้องฟังแล้วมันทำความเข้าใจ ให้ดีๆ อ้าพ่อก็ไม่ใช่พ่อแม่ก็ไม่ใช่แม่เพราะ อนัตตาหมดเลยแล้วก็ดื่มเหล้าต่อไปอย่าง เงี้นะอะไรจะเกิดขึ้นเนี่ยคือความเสียหาย

58:25 ต้องพยายามศึกษาให้ดีๆว่าพระพุทธเจ้าก็ เอาคำสอนแต่ละอย่างมาใช้อย่างไรไม่อย่าง นั้นแทนที่จะเป็นยา ยารักษาโรคเนี่ยนะยาเพื่อความพ้นทุกข์ กลายเป็นยากลายเป็นคำสอนที่เพิ่มพูน ลัทธิชาทิฏฐิเนี่ย นะมันระวังให้ข้อควรระวังให้มากๆเลยในการ ศึกษาคำสอนสิ่งใดที่มีคุณมหาศาลสิ่งนั้น น่ะถ้าใช้ผิดก็มีโทษมหาศาล เทุกอย่างนะที่ให้คุณมหาศาลถ้าใช้สิ่ง นั้นผิดพลาดเมื่อไหร่ก็มีโทษมหาศาลแม้ กระทั่งเข้าของเครื่องใช้ในโลกนี้ใช่มั้ โดยที่สุดรถยนต์เนี่ยนะที่ใช้ดีๆมีราคา แพงถ้าใช้ถูกก็มีคุณมหาศาลถ้าใช้ผิดก็ถูก

59:10 เผาอยู่ตรงนั้นแหละในรถคันนั้นแหละ เครื่องบินก็เหมือนกันถ้าใช้ถูกก็ถึงจุด หมายปลายทางถ้าผิดก็ถูกเผาอยู่นั่นแหละ เละหมด่ะนะก็อะไรก็ตามแม้แต่คำสอนที่นำ ออกจากทุกข์เนี่ยพยายามต้องค่อยๆระวังอ่ะ นะค่อยๆมีความระมัดระวังพระองค์จึงเน้น ย้ำว่าเอ่อเน้นย้ำถึงความไม่ประมาทแล้ว สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดอยู่ที่ใจของเราเนี่ย นะเราตั้งไว้เลยว่าใจของเราเนี่ยจะเจริญ ด้วยอะไรเจริญด้วยศรัทธามั้ยเจริญด้วยศีล เจริญด้วยหิริโออุตตัปปะสุตจาคปัญญาเจริญ ด้วยอินทรีย์ 5 มั้ยต่อไปใจของเราจะเป็น อย่างไรเนี่ยนะพยายามกำหนดทิศทางของตัว เองให้ดีๆในท่ามกลางโลกที่บอด จริงๆเนี่ยนะตาเราก็มีแต่ตาเห็นสีมองเห็น

59:55 ถนนหนทางมองเห็นรูปแต่เราเี่บอดจริงๆเลย เราเคยเห็นอริยสัจมั้ย ไม่เคยมองเห็นอริยสัจเลยใช่มั้ยถ้าไม่มอง เห็นอริยสัจเค้าเรียกอะไรอ่ะ เก็เรียกว่าบอดนั่นแหละเ้ามีหูก็เหมือนหู หนวกไอ้จมูกลิ้นกายนะไม่มีประโยชน์เลยมี แต่ให้ภาระอย่างเดียวเนี่ยนะจมูกทวารที่ ไร้ประโยชน์จริงๆเลยที่พรหมเค้าไม่เอาเลย นะพรหมเ้าไม่มีหรอกจมูกลิ้นแล้วก็ร่างกาย ไม่เคยให้ประโยชน์ใดๆดังเดียวเวรไว้แต่ สร้างแต่ความทุกข์ทรมานให้สร้างแต่ความ เดือดร้อนให้คือทวารจมูกทวารลิ้นและร่าง กายเวรไว้แต่คนนั้นกำหนัดในในกามอ่ะนะแต่ ถ้าพูดถึงธรรมดาทั่วๆไปไม่สร้างประโยชน์ ใดๆให้แม้แต่นิดเดียวเอาความเจ็บปวดสร้าง

1:00:42 ประโยชน์อะไรให้บ้าง เวรไว้แต่คนที่ประกอบอาชีพบนความเจ็บปวด ของคนอื่นน่ะนะอ้าวได้มีรายได้กลับมาไง แต่ถ้าพูดโดยมวลมนุษยชาติมวลสรรพสัตว์ ทั้งหลายแล้วเนี่ยเนี่ยจมูกลิ้นร่างกาย ไม่มีประโยชน์อะไรเลยทวารตายังพอที่จะเอา ไว้ได้เห็นสื่อที่จะให้เห็นอริยสัจทวารหู ก็ยังพอได้ฟังสื่อสิ่งที่จะให้รู้อริยสัจ เนี่ยนะแล้วทวารใจล่ะ ใจของเราเนี่ยพยายามกำหนดสร้างอุปนิสัย แล้วก็สร้างอัธยาศัยแล้วก็สร้างกรรม ปัจจัยให้ตัวเองต่อไปในอนาคตเนี่ยนะเชื่อ เหอะถ้าเรากำหนดทิศทางแห่งสิ่งที่เราทำ ที่เราพูดแนวแนวความคิดไม่ได้เนี่ยนะ อันตรายมากอย่างพระพุทธเจ้าเนี่ยนะที่พระ

1:01:29 องค์มาเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ติดตั้งความ คิดเนี่ยนะถ้าพูดแบบภาษาใหม่ก็คือว่า เหมือนกับติดตั้งโปรแกรมอะไรสักอย่างนึง ความเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์เพิ่งคิดได้ ใช่มั้ยว่าพระองค์จะเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว มาทำกิจเหล่านี้พระองค์เพิ่งคิดขึ้นมาใช่ มั้ยบอกไม่ติดตั้งแนวความคิดที่จะเป็น เป็นไปตามแนวของความเป็นพระพุทธเจ้ามา ตลอด 4 อสงไขยแสนกับคนที่สร้างแนวของใจ ตัวเองเพื่อจะให้บรรลุเป็นพระโสดาบัน เนี่ยเตั้งมานานขนาดไหนแล้วของเราเนี่ยใจ ของเรามุ่งตรงต่อความเป็นพระอริยเจ้าขนาด ไหนมุ่งตรงต่อการกำหนดรู้ทุกข์ละสมุทัย ธรรมนิโรธให้แจ้งมุ่งตรงที่จะเจริญ อริยมรรคแค่ไหนและอย่างไรแล้วเราศึกษาข้อ

1:02:14 มูลข่าวสารอะไรที่เกื้อกูลต่อการรู้เห็น อริยสัจสำหรับเราบ้างเนี่ยนะเพราะงั้นเรา ก็ต้องพยายาม เอ่อมนสิการเอาไว้เถอะว่าการรู้เห็น อริยสัจนั้นเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์เพราะ ความรู้อริยสัจนั่นแหละเรียกว่าพุทธะ พุทธะนั่นนะพุทธะเนี่ยนี่เป็นชื่อของ ปัญญาที่รู้เห็นอริยสัจผู้รู้รู้อะไรรู้ อริยสัจตื่นตื่นจากกิเลสเพราะมีปัญญาเห็น อริยสัจเนี่ยนะเพราะรู้อริยสัจเนี่ยนะ เช่นขัดพร้อมที่เห็นอริยสัจละสกายทิฏฐิ วิจิกิจฉาและศีลภัตตปรามาสอันนี้ต่อไปถ้า ไล่สูงขึ้นไปอีกถ้ารู้เห็นอริยสัจ บรรลุคุณธรรมชั้นสูงต่อๆไปเพราะงั้นเราก็ ต้องตั้งเป้าหมายว่าพระพุทธเจ้าคือผู้รู้ อริยสัจปรารถนาจะเป็นพุทธสาวก

1:03:00 ผู้ฟังแล้วรู้อริยสัจพระพุทธเจ้าเรียกว่า พระพุทธสาวกนี้ต่อไปอีกนะแม้กระทั่งว่า สุตพุทธะก็ฟังอริยสัจพระปัจเจก็รู้อริยศั แต่รู้โดยลำพังของท่านเองเพราะท่านเป็น ผู้ที่มีบุญแล้วก็สั่งสมบุญเพงั้นเรา พยายามกำหนดทิศทางว่าใจของเราจะต้องไหลไป สู่อริยสัจเนี่ยนะอย่างอ่อถ้าใครอ่าน สังยุตตนิกายมหาวรวรรคเช่นสติปัฏฐาน สังยุตสัมมประทานสังยุทธอิทธิบาตสังยุต อินทรีย์สังยุตพลสังยุตโพชฌงค์สังยุต มัคคสังยุตพระพุทธเจ้าเปรียบเหมือน คุณธรรมเหล่านี้คือสติปัฏฐานสัมมประทาน อิทธิบาตอินทรีย์พละโพชฌงค์องค์มรรคเนี่ย

1:03:46 เหมือนกระแสแม่น้ำสายใหญ่ๆกระแสแม่น้ำสาย ใหญ่จริงๆในโลกเนี่ยไหลไปไหนไหลไปสู่ทะเล ฉันใดอริอ่อสติปัฏฐานสัมมประทานอิทธิบาท อินทรีย์พละโพชฌงค์และองค์มรรคที่เป็นไป ตามคำสอนไหลไปสู่พระนิพพานอย่างเดียว ศรัทธาของเราเนี่ยนะไหลไปสู่พระนิพพาน มั้ยพยายามมาเช็คที่ใจของเราเนี่ยนะบอก เอ๊ะรู้ได้ยังไงว่านี้เป็นไปเพื่อนิพพาน หรือไม่เป็นไปเพื่อนิพพานแล้วเราต้องการ อะไร จับอัธยาศัยของเราให้ดีกำหนดทิศทางของเรา ให้ดีว่าเราเนี่ยไหลไปที่ไหนไอ้การทำให้ ดีนั่นแหละเรียกว่าทำโดยสุจริตถ้าทำไม่ดี เรียกว่าทุจริตถ้าทำถูกเป็นสัมมาถูกต้อง

1:04:32 ถ้าทำผิดมิจฉามีทั้งสัมมาโลกนี้มีทั้ง มิจฉาทิฏฐิและสัมมาทิฏฐิโลกนี้มีทั้ง มิจฉาสังกัปปะและสัมมาสังกัปะโลกนี้มี ทั้งมิจฉาวาจาและสัมมาวาจามีทั้ง มิจฉามรรคและสัมมามรรคมิจฉามรรคเนี่ยเป็น มิจฉัตตนิยตาธรรมาเป็นความผิดพลาดที่แน่ นอนยากที่จะแก้ไขเรียกว่ามิจฉัตตนิยตา ธรรมาถ้ามักถูกเรียกว่าสัมมัตตนิยตาธรรมา อันนี้ถูกต้องแน่นอนไม่มีผิดอีกต่อไปและ แก้ไขไม่ได้ความถูกต้องอริยมรรคนี้แก้ไข ไม่ได้ส่วนที่เหลืออนิยตาธรรมาไม่มีอะไร แน่นอนสักอย่างเนี่ยนะไม่มีอะไรที่มั่นคง

1:05:17 ยั่งยืนและก็แน่นอนเราก็ไหลไปสู่ความแน่ แน่นอนได้มั้ยอย่างคนที่ฟังธรรมสมัย พุทธกาลเนี่ยนะเค้าฟังเพื่ออะไรฟังเพื่อ เพื่อให้เกิดความแน่นอน ที่เรียกว่ายังลงสู่ดเอ่อซึ่งอะไรนะ กุศลธรรมโดยถูกต้องสัมมัตกุศล สัมมัตตนิยามเค้าต้องการแทงตลอดกุศลที่ มันแน่นอนจริงๆเลยคืออริยมรรคเค้าฟังธรรม สมัยก่อนเขาก็ตั้งใจฟังเพื่อบทธรรมให้ อริยมรรคเพียบพร้อมบริบูรณ์และไม่เกิดการ เปลี่ยนแปลงอีกต่อไปเพราะงั้นการศึกษาพระ ธรรมเราต้องพยายามมาค่อยๆกำหนดทิศทางเรา ทั้งหลายซึ่งตอนนี้เนี่ยนะมันเป็นวิชา เรียนลายแทงเนี่ยนะเรียนพระไตรปิฎกเนี่ย

1:06:03 ก็ถ้าเปรียบเหมือนกับอะไรนะพินัยกรรมของ พระพุทธเจ้าก็ได้ฝากฝังอะไรนะฝากฝังให้ เราเนี่ยเป็นธรรมทายาทก็เลยเขียน พินัยกรรมเขียนมอบทรัพย์มรดกไว้ให้ในตาม พระไตรปิฎกนั่นแหละคือพินัยกรรมของพระ พุทธเจ้าเราก็มาอ่านว่าเราได้อริยทรัพย์ ของพระองค์ไปเท่าใดเนี่ยนะเราเป็นทายาท ผู้รับมรดกของพระองค์ได้มั้ยมีคุณสมบัติ ที่จะรับอริยทรัพย์ของพระองค์ได้มั้ยหรือ ไม่ก็บอกว่ารุ่นที่เรียกว่าเขียนจดหมายก็ ได้เนี่ยนะหรือว่าแบบถ้าเป็นแผนที่ก็ เนี่ยเหลือแผนที่ที่เป็นไปเพื่อความพ้น ทุกข์ติดตามพระพุทธเจ้าในยุคปัจจุบัน เนี่ยเหลือเท่านี้จริงๆในยุคสมัยใหม่ เนี่ยนะที่เกิดเราทั้งหลายเนี่ยเกิดมาใน ท่ามกลางที่สรรเสริญการทำปาณาติบับาทหา

1:06:50 ที่สุดไม่ได้เป็นสมัยที่ไม่น่าเชื่อว่า ยุคนี้สรรเสริญการทำปาณาติบาตอย่างแท้ จริงซึ่งมันเข้าไปทุกหย่อมทุกหญ้า เข้าไปทุกหนทุกแห่งเลยนะเกี่ยวกับเรื่อง ปาณาธิบาตบอกดูจากอะไรเช่นพวกเกมกฎทั้ง หลายเนี่ยก็คือฝึกฆ่าเล่นๆไปเรื่อยๆไล่ไป เรื่อยๆมันก็คือการฝึกฆ่าๆๆๆในที่สุด เนี่ยนะโลกก็จะเจริญด้วยมหาสงครามเนะก็ เล่ห์กลโกงทั้งหลายเี่ก็งัดกันมาใช้ สารพัดชนิดเครื่องมือสื่อให้ไหลไปสู่กามี สุมิจฉาจารย์ก็มาสารพัดอย่างก็แปลว่าเปิด ประตูนรกช่วยกันเปิดคนละ 10 บานร้อยบาน พันบานเพื่อให้ไหลไปสู่อบายทุคติวินิบาต นรกสมัยใหม่เป็นสมัยที่สรรอกุศลกรรมบท

1:07:36 แพร่หลายจริงๆเมื่อก่อนนี้ขอมามัวแต่นั่ง อะไรนะพูดง่ายๆว่ามัวแต่นั่งหลับหูหลับตา ไม่รู้เรื่องอะไรเลยแต่เพิ่งตอนนี้เข้าใจ แล้วว่าใช่แล้วมหาปานาติบาตจริงๆ ปาณาติบาตมีทุกข์หย่อมยากมีทุกผลทุกแห่ง มหาอทินนาทานมหากาเมสุมิจฉาจารย์ มหามุสาวาสมหาสุราเมรเนี่ยนะเป็นสมัยที่ มันท่วมทัพสมัยที่เอ่อยุยงเ่อเค้าเรียก ว่ามุสาวาสก็เต็มที่พูดส่อเสียดก็เต็มที่ พูดจาหยาบก็สุดยอดแล้วเนี่ยนะหมดแล้วไม่ มีอะไรมากกว่านี้เพ้อเจอกันชนิดว่าสุดๆ อภิชชากันอย่างจริงๆจังๆพยาบาทจองเวรกัน ชนิดเรียกว่าเป็นเเรียกว่าสาสืบทอดกันมา เลยแหละเนี่ยนะแล้วก็มิจฉาทิฏฐิที่ปฏิเสธ

1:08:22 การฆ่าว่าการฆ่าไม่มีผลการลักโกงไม่มีผล การผิดกาเมไม่มีผลปฏิเสธแม้กระทั่งว่าผล แห่งกายกรรมวจีกรรมและมโนกรรมทุกอย่าง เกิดลอยธรรมเหล่านี้ทำแล้วก็หมดแล้วไม่มี อะไรแล้วนะั้นอกุศลกรรมบทเนี่ยแพร่หลาย มาก เพราะงั้นในยุคอายุต่ำกว่า 100 ปีที่จะไป สู่สุคติโลกสวรรค์กลับโดยที่สุดแม้แต่ กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็ไม่ใช่ให้ของง่าย บางคนบอกแหมอย่าไปเกิดเป็นมนุษย์อย่าง นั้นอย่างนี้เนี่ยนะเมื่อกี้พูดแล้วนึก ถึงได้คำว่าฝังจิตของตัวเองให้ไป ฝังตัวในครรภ์ของคนอื่นเนี่ยทำยังไงเอ เนี่ยนะไปฝังปฏิสนธิจิตของเราเนี่ยนะบาง ดวงไปไว้ที่ครดผู้หนึ่งที่มดลูกของคนใดคน

1:09:10 หนึ่งเนี่ยถามว่ามันทำยังไงเอาที่จะกลับ มาเกิดเป็นมนุษย์อีกอ่ะนะแล้วมาเกิดแล้ว มาเกิดอยู่ในครรภ์ไหนนะอันนี้ก็ค่อยๆคิด เอาอีกทีนะว่าทำไงกันดีงั้นปัญหาที่ที่มา ที่เราพวกเรากำลังเป็นอยู่เนี่ยเป็นปัญหา เรียกว่าโหยิ่งใหญ่มากเลยนะยิ่งใหญ่มาก ยิ่งใหญ่จริงๆเพราะงั้นถ้าใครคิดว่า เรื่องเล็กเรื่องน้อยก็ก็ตามอัธยาศัยแล้ว เนี่ยนะเมื่อกี้ก็นั่งคิดไปว่าเออเราขอ เป็นชนส่วนน้อยถ้ามีอะไรนะมีฟาร์มสัตว์ เป็นฟาร์มๆแล้วเราเป็นคนอยู่คนเดียวก็ขอ เป็นคนเดียวก็ยอมนะขอให้มันหลุดหลุดไป เหอะยังไงก็ให้หลุดจากเค้าเรียกว่าถ้าไม่ มาเกิดเป็นมนุษย์ได้เนี่ยมันบุญหนักบุญ หนาแล้วว่างั้นเถอะแต่ถ้ามาเป็นมนุษย์อีก ก็โอยยเสี่ยงจริงๆแม้แต่มนุษย์เนี่ยถ้ามา

1:09:56 ศึกษากันโดยเหตุผลเอาเข้าจริงไม่ใช่ว่าจะ เกิดกันง่ายๆจะได้กลับมาเป็นมนุษย์อีกรอบ นึงเนี่ยนะคืออันนี้เราไม่พูดตามความ เชื่อพูดตามหลักเหตุผลจริงๆแม้แต่มนุษย์ อย่างยากเอางี้แล้วเทวดาล่ะ ถ้าไปเทวดาไปอยู่ได้กี่วันเชวน้อเนี่ยนะ บุญอะไรมันอยู่ได้กี่วันน้อออเหมือนกับ การไปจองโรงแรมดีๆ VIP ชั้น 1 ที่ว่ามาหา แพงที่สุดเนี่ยนะอยู่ได้กี่วันนะมันจะมี บุญได้อยู่ได้กี่วันเอา 2 บอกว่าพรหมโลกโอ๊ยพรหมวิหารทำท่าจาก แหมมันเเรียกว่าคนไม่มีบ้านอยู่บอกจะไป อยู่พรหมวิหารงั้นเนี่ยอะไรนะ เพราะอะไรก็ดูศรัทธามีแค่ไหนเอ้ยขออภัย เมตตาเรามีแค่ไหนอ่ะสร้างเมตตาขึ้นสำเร็จ มั้ยสร้างกรุณาขึ้นสำเร็จมั้ยสร้างมุทิตา

1:10:44 และอุเบกขาูดูด้วยเมตตากรุณาและอุเบกขา ถ้าพรหมวิหารเหล่านี้เป็นไปได้อพรหมโลกก็ หวังได้ล่ะนี่ก็มาไล่ดูนะมนุษย์สวรรค์ พรหมมนุษย์สวรรค์พรหมถ้าอย่างนี้เจริญไม่ ได้เบอกอูยเค้าไม่เอาหรอกมนุษย์สวรรค์ เค้าก็ไม่เอาพรหมเค้าไม่สนใจเนิพพานอย่าง เดียวบอกว่าถ้า ข้อปฏิบัติเนี่ยนะเมีลำดับอย่างนี้ว่า ข้ามอบายเพื่อให้เกิดในสุคติภพอ่าอ่ามรรค 8 เนี่ยเไล่มาตามลำดับอย่างนี้ว่าเจริญ อธิศีลเนี่ยนะเพื่อข้ามอบาย เรามีศีลคือเครื่องมือที่จะให้ข้ามอบาย เนี่ยเคือศีลศีลเป็นอุปกรณ์เพื่อข้ามอบาย

1:11:29 สมถะทั้งหลายเพื่ออุปกรณ์ข้ามกามภพ ปัญญานี้เป็นอุปกรณ์ข้าม วัฏฏะเนี่ยนะข้ามวัฏฏะทีนี้ 4 ปัญญาเนี่ย มันเป็นสิ่งที่อยู่อยู่อะไรนะเหมือนกับคม มีดเนี่ยนะมันถามว่ามันต้องอาศัยใบมีด มั้ยที่จะคมจริงต้องอาศัยหินลับมีดมั้ย บอกจะใช้แต่คมอย่างเดียวเลยนะก็บอกว่ามี เหล็กอยู่อันหนึ่งเนี่ยนะเป็นเหล็กที่ เรียกว่าหนาเป็นเเรียกว่าหนามากแล้วก็หนา เป็นตันๆเนี่ยนะถามว่ารับยังไงให้มันคม เอาพอที่จะไปตัดอะไรขาดมันหนาเป็นครืบๆ เนี่ยมันทื่อๆอย่างงั้นน่ะนะเพราะงั้นจะ ต้องมีองค์ประกอบเนี่ยนะจะต้องมารับให้ มันคมเพราะไอ้ปัญญาเนี่ยมันเป็นสิเป็นผล

1:12:15 ผลิตของศีลและสมาธิมันเป็นผลผลิตมันเป็น ผลของศีลสมาธิอีกครั้งหนึ่งแต่ต้องเป็น ศีลที่ประกอบด้วยปัญญาสมาธิที่ประกอบด้วย ปัญญาไอ้มัคคัญญาวิปัสสนาปัญญาเนี่ยมัน เป็นผลผลิตของศีลที่ประกอบด้วยปัญญาเป็น ผลผลิตของสมาธิที่ประกอบด้วยปัญญาจริงๆ เพราะงั้นถ้าเราคุณธรรมระดับล่างอ่อนอ่อน เค้าเรียกว่าคำว่าอ่อนเนี่ยแปลว่าเละอะ่ะ นะมันอ่อนแบบเต้าหู้อย่างงั้นน่ะถ้าอย่าง งั้นเนี่ยมันทำอะไรไม่ได้อยู่แล้วว่างั้น เถอะทำอะไรไม่ได้เจริญอะไรก็ไม่ได้เพราะ งั้นอย่าคิดว่าบางคนก็บอกอุ๊ยมนุษย์เค้า ก็ไม่เอาสวรรค์เค้าก็ไม่เอาเป็นต้นแต่ นิพพานอย่างเดียวนิพพานคืออะไรบอกไม่รู้ เหมือนกันเว่านิพพานแล้วมันดีเนี่ยนะมัน จะเป็นไปได้ยังไงน้อเนี่ยนะต้องพยายาม

1:13:01 ค่อยๆปรับความเข้าใจก็คือว่าธรรมะของพระ พุทธเจ้าถ้าถ้าคิดให้ดีๆระดับหนึ่งนะก็ บอกโอศึกษาพระไตรปิฎกเนี่ยมันยากบอกถ้า คุณคิดว่ายากเพื่อจะพูดให้ท้อเพราะว่าเออ เนี่ยที่ไม่ศึกษาก็เพราะมันยากแล้วกลาย เป็นความชอบธรรมไปถ้าอย่างนี้ก็สงสารคุณ มากว่าคุณปิดตัวเองสนิทจริงๆเว่างั้นถ้า เค้าเรียกว่าอะไรนะแหมในรูปในโลกเนี่ยมัน มีอะไรที่ละเอียดเยอะแยะทำตาให้บอดซะหมด เรื่องจะได้ไม่ใครจะได้ไม่ตำหนิเราว่าเรา เนี่ยผิดเพราะเรามองไม่เห็นเพราะเรามอง ไม่เห็นถ้าอย่างนั้นก็น่าสงสารจริงๆถ้าคน ที่คิดว่ายุ่งเหยิงเอ่อซับซ้อนละเอียดลึก ซึ้งแล้วก็บอกไม่ศึกษา แต่ถ้าบอกว่าคำว่าลึกซึ้งเป็นต้นเนี่ย เค้าเป็นคำผู้ที่ให้ใส่ใจแล้วก็มนสิการ

1:13:49 ว่านี้เป็นกิจที่เราควรทำด้วยความไม่ ประมาทด้วยความสุขุมรอบคอบจริงๆด้วยความ รอบรู้ด้วยการพิจารณาเพราะว่าผิดเนี่ยมัน แหมันผิดยาวเหมือนกันนะอย่างที่ว่าถ้าตก ไปสู่อบายแล้วก็ตายเป็นเต่าตาบอดทันที แล้วคราวนี้นะคือคือตอนเนี้ยมานึกกันโอ้ แสดงว่าบุญเก่ามาดีกันมากเลยนะพลอมาได้ เป็นมนุษย์ได้แต่ทีนี้แต่ถ้าไปอีกรอบนึง อ่ะถ้าไปสู่อบายแล้วก็ทำใจไว้เหอะเต่าตา บอดเนี่ยนะจะเอาคือในจำนวนมันเนี่ยช่วง เนี้ยเค้าฆ่าไก่ไปประมาณประเทศไทยเราฆ่า ไก่เฉพาะเหตุผลอันอันใหม่เนี่ยนะ 800,000 กว่าตัวประเทศเนี่ยฆ่าทั่วโลกแล้วอาจจะ เป็นเกือบล้านไปแล้วเออเป็นล้านไปแล้วเอา ถามว่าในไก่ประมาณเป็นล้านตัวกับเป็ดห่าน เป็นต้นหลายล้านตัวเนี่ยทำยังไงให้มัน

1:14:36 เกิดมาเป็นมนุษย์ได้ กำลังคิดหนักใจเหมือนกันนะทำไงดีโยมให้ ไก่พวกนั้นน่ะมากลับเป็นมนุษย์ได้อุทิศ ส่วนกุศลให้มันอนุโมทนามันก็ไม่รู้เรื่อง กับเราอีกนั่นแหละ โอ้ยากเหมือนกันนะคิดไปคิดมาบอกว่าตอนนี้ คนกลับมากินสุนัขอีกแล้วทำยังไงให้พวก สุนัขมาเกิดเป็นมนุษย์ให้ได้เนี่ยนะแล้ว ทำไงให้พวกมนุษย์ไปเกิดในสวสุคตีโลก สวรรค์เนี่ยนะคือเชื่อมั้ย้าปัญหาพวกเพศ เนี้ยแค่เราคิดตามง่ายๆอย่างนี้อย่างยาก แต่พระพุทธเจ้าท่านทำได้ท่านช่วยได้ช่วย กบให้มาเกิดเป็นมนุษย์ช่วยนาคช่วยงูให้มา เกิดเป็นมนุษย์ช่วยม้าช่วยช้างให้มาเกิด เป็นมนุษย์และช่วยพวกมนุษย์ให้บรรลุให้ เกิดในสวรรค์และช่วยพวกมนุษย์เนี่ยให้ เกิดในพรหมโลกช่วยมนุษย์ให้บรรลุมรรคผล

1:15:22 นิพพานช่วยเทวดาให้บรรลุมรรคผลนิพพานพอมา คิดลักษณะนี้เห็นเลยว่าพระองค์เเป็นศาสดา ของเทวดาและมนุษย์จริงๆเนี่ยนะก็เริ่ม เห็นพระพุทธคุณบทว่าสาถาเทวมนุสานัง เมื่อก่อนเราก็บอกเออพระองค์สอนแต่ว่า ความเข้าใจกว้างขวางไม่มากสักเท่าไหร่คือ ถ้าวิเคราะห์จากปัญหาที่เป็นจริงเนี่ยเรา ยอมรับว่าพระพุทธเจ้านั้นเป็นผู้ที่มีบุญ จริงๆเป็นผู้ที่มีความรู้มีความสามารถพระ องค์ไม่สั่งสมบุญมาขนาดนี้พระองค์จะช่วย ใครได้บ้างน้อดังนั้นเราก็พยายามที่จะเ่อ ปลูกฝังศรัทธาของเราให้มีกับพระองค์ให้ มั่นคงที่สุดอย่าลืมว่าเราเข้าใจพระคุณ ของพระองค์เท่าใดศรัทธาของเราก็มั่นคง เท่านั้นแต่ถ้าเราไม่เข้าใจในพระพุทธคุณ

1:16:09 เลยแล้วเราบอกว่าเรามีศรัทธาเชื่อเถอะ เป็นศรัทธาเป็นต้นไม้ที่ไม่มีรากเป็นต้น ไม้ที่เรียกว่าเอามาตั้งไว้เฉยๆถ้าลมพัด มาก็เป๋ไปแล้วแต่ถ้าความเข้าใจเป็นเหมือน กับรากเพราะปัญญานี่คือรากจริงๆความคิด เนี่ยรากคืออะไรคือปัญญานะกุศลธรรมเนี่ย นะความคิดที่เป็นกุศลมีอโลภะเป็นมูลรากมี อโทสะเป็นมูลรากแล้วก็มีอโมหะคือมีปัญญา เป็นมูลรากรากของความคิดที่มั่นคงและแน่ นอนพอที่จะพอเชื่อถือได้ก็คือปัญญาโดย เฉพาะปัญญาที่รอบรู้ในพระพุทธคุณทั้งหลาย ทำให้เราเนี่ยมั่นคงในพระพุทธเจ้าขึ้น เท่านั้นเท่านั้นเท่านั้น เมื่อวานไปไหว้พระที่พิษณุโลก

1:16:56 ก่อนเดินทางมาเนี่ยกำลังนึกถึงว่าคนที่ ไหว้พระเนี่ยนะไหว้สักครั้งหนึ่งของชีวิต กลับไหว้เพื่อให้ใจได้นึกถึงพระพุทธเจ้า ตลอดไปตลอดชีชีวิตเนี่ยนะตลอดชีวิตแล้วก็ ตลอดไปอันไหนมากกว่ากันยังว่าสักครั้ง หนึ่งในชีวิตให้ได้กราบพระพุทธรูปที่องค์ ที่สวยสักครั้งหนึ่งที่เขาถือว่า ศักดิ์สิทธิ์ กลับบอกการไหว้อันนี้ขอให้มีความรู้มี ความเข้าใจระลึกถึงพระพุทธเจ้าได้ตลอดไป ให้มีศรัทธาในพระพุทธเจ้าตลอดไปไหนมาก กว่ากัน ไหว้เพื่อให้ตัวเองมีศรัทธาในพระพุทธเจ้า ยิ่งๆขึ้นไปหรือไหว้เพื่อให้โชคดีโชค โดยมากก็ไหว้ขอให้โชคดีขอให้โอ๊ยขอๆๆที่

1:17:44 ไหนจะขอเป็นที่สถานที่ขอเท่าอย่างเงี้ไม่ มีอีกแล้วขอจริงๆเลยนะก็นั่งขอกันไอ้ที่ บอกอุ๊ยขมุบขมิบอยู่ครึ่งชั่วโมงบางคนนี่ ขอทั้งนั้นเลยเนี่ยนะไม่ได้สรรเสริญพระ พุทธเจ้าอะไรหรอกไปนั่งขออีกครึ่งชั่วโมง ไม่ได้ทำเหตุอะไรเลยไปถึงก็ขอๆๆๆ ยกมือไหว้นั่นแหละปนม 10 นิ้วขึ้นมาแล้ว ก็ขอๆๆโอ้ยวิญญาณน้อสงสารจริง นี่ต่อไปแล้วที่เ่อสมมุติว่าตั้งความ ปรารถนาเนี่ยนะเอขอเนี่ยไม่เป็นเรื่องที่ ผิดอะไรหรอกสมัยก่อนเค้าทำบุญเค้าก็ขอกัน ทั้งนั้นแหละอนะครับเค้าเรียกว่าตั้งความ ปรารถนาทีนี้ตั้งความปรารถนาให้ตัวเองมี ศรัทธายิ่งๆในพระองค์เนี่ยมีเยอะมยต่อไป แล้วมีสัตขอให้มีปัญญารู้เห็นคำสอนของพระ

1:18:30 องค์เนี่ยนะการตั้งความปรารถนาเหล่านั้น เนี่ยมีบ่อยมั้ยมีมากมยแล้วตั้งความ ปรารถนาให้ตรัสรู้ตามพระองค์เนี่ยมีเยอะ มยถ้าแม้แต่ต่อหน้าพระพุทธเจ้าที่เราเ่อ พระพุทธรูปที่เราถือว่าเป็นที่เคารพ สักการะถ้าเราไม่ตั้งความปรารถนาเพื่อให้ ตรัสรู้ตามเพื่อให้เห็นตามในสิ่งที่พระ องค์รู้เห็นและตรัสรู้เราเองไม่มีวี่แวว ที่จะบรรลุธรรมเลยนะถ้าไม่ตั้งความ ปรารถนาตั้งเจตนาเอาไว้ให้ดีๆเนี่ยนะไม่ มีวี่แววที่จะบรรลุธรรมเลย คำว่าธรรมในที่นี้เนี่ยนะเช่นว่าผู้มี ธรรมอันเห็นแล้วธรรมะตัวนั้นแปลว่า อริยสัจไม่มีวี่แววที่จะเห็นอริยสัจเลย บอกหลายคนบอกปรารถนาจะเห็นธรรมเห็นธรรม

1:19:16 ธรรมตัวนี้คืออริยสัจนันะไม่มีวี่แววที่ จะเห็นธรรมพระพุทธเจ้าสอนอริยสัจเองถ้า ไม่ทำบุญและตั้งความปรารถนาเพื่อจะเห็น อริยสัจ ไม่มีวิเวจะเห็นอริยสัจถ้าไม่มีวิแวว เนี่ยเราจะกำหนดรู้ทุกข์ที่ควรกำหนดรู้ ได้มยละสิ่งที่ควรละได้มั้ทำให้แจ้งสิ่ง ที่ควรทำให้แจ้งได้มยนี้เจริญในสิ่งที่ ควรเจริญได้ไหมบอกยากมากคือวันนี้ที่พูด ซะอ่าพูดซะยาวเลยเนี่ยนะก็เนื่องจากว่าไป เห็นแล้วก็คนที่ตั้งความปรารถนาเพื่อรู้ เห็นเพื่อเจริญตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เนี่ยมีน้อยมากโดยที่สุดว่าเไปไหว้พระ พุทธเจ้าเนี่ยพระพุทธเจ้าดีอย่างไรเจึง ไหว้ เค้าก็ไม่รู้อีกเนะเไม่รู้เลยเนี่ยนะไม่

1:20:04 ไม่รอบไม่รู้แม้กระทั่งคุณของพระพุทธเจ้า ก็เลยเกิดไอเดียขึ้นอันหนึ่งอันนี้เล่า ให้ฟังนะเล่าให้ฟังแต่เป็นสิ่งที่อยากจะ ทำในอนาคตเมื่อได้เหตุอันสมควร ก็คือว่าเอ่อคนไปไหว้พระพุทธเจ้าเนี่ยรู้ คุณของพระพุทธเจ้าเท่าไหร่กันน้อเนี่ยนะ ก็เลยเรียกว่าเออถ้าหากว่าได้พิมพ์เรียก ว่าอะไรนะบทเกี่ยวกับอิติปิโสเนี่ยไปวาง ไว้คือปกติเนี่ยก็คือมานั่งนบทบทวนเออ หลายคนก็ทำผ้าเนี่ยนะทำบุญด้วยผ้าปี 1 ใน ในกลุ่มที่ที่รู้จักกันเนี่ยกลุ่มปี 1 เฉลี่ยแล้วหมดหลายหมื่นเนี่ยนะในการทำผ้า เนี่ยนะต่อครั้งเนี่ยบางทีก็เป็นหมื่น แล้วล่ะแล้วก็ถ้าจำนวนสัก 10 ครั้งเนี่ย นะงั้นการห่มผ้าพระเจดีย์ก็เป็นน่าจะใช้

1:20:51 ทุนเป็นแสนเนะใช้ทุนเป็นแสนแล้วก็อันนี้ เกี่ยวกับผ้าอย่างเดียวแล้วก็ดอกไม้ใช้ ดอกไม้เป็นเครื่องบูชาเนี่ยนะดอกไม้จริง ดอกไม้ปลอมดอกไม้พลาสติกดอกไม้พันปีอะไร ก็ช่างเถอะแต่มูลภาคค่าดอกไม้เนี่ยใน ปริมาณจำนวนก็หมดหลายหมื่นเนี่ยนะต่อปี ค่าเฉลี่ยต่อปีจากหลายๆเรื่องทีนี้ถามว่า มานั่งนึกถึงว่าแล้วเค้าสิ่งเหล่านี้ เนี่ยผู้ใดไหว้ก็บุญของผู้นั้นไปเผู้ใด กราบผู้ใดไหว้ก็เป็นคุณของผู้นั้นไปนี้ ถ้าหากว่าเรามาอะไรนะจัดพิมพ์พระพุทธคุณ แล้วก็ภาพปกเป็นปกเกี่ยวกับพระพุทธรูป หรืออะไรก็ได้ที่สวยๆเนี่ยนะเป็นเครื่อง บูชาแทนเนี่ยนะว่าก็เลยเมื่อวานเอา

1:21:36 หนังสือบทสรรเสริญพระรัตนตรัยไปบูชาพระ พุทธชินราชก็เล่มสวยๆเออใครอยากอันนะมัน มีพระพุทธรูปหลวงพ่อเมตตาเออก็สวยดีเนี่ย เราแทนที่จะเป็นดอกไม้ทั่วๆไปใช่มั้เอา ภาพพระพุทธรูปเนี่ยที่งดงามแล้วเป็น หนังสือบทสรรเสริญพระรัตนตรัยแล้วก็บูชา เนี่ยนะก็เลยคิดว่าเออแล้วใครเอาไปอ่าน 1 คนนี้เราอ่านก็มีเด็กมาอ่านด้วยนะมาอรหัง สัมมาพร้อมกันงั้นคักก็บอกเอ้ยเป็น หนังสือเนี่ยนะคิดเค้าอิติปิสโสให้เรา 1 ครั้งก็ถือว่าคุ้มค่าแล้วล่ะน่ะนะก็ถือ ว่าคุ้มค่าแล้วก็เป็นบุญเป็นกุศลแล้วล่ะ ก็เลยมาคิดจริงๆแล้วใช้ต้นทุนไม่สูงถ้า เทียบกับทำบุญเรื่องอื่นๆนะใช้ทุนไม่สูง ด้วยนะต้นทุนไม่สูงและหนังสืออย่างน้อย มันอ่านกันได้เวียนกันเป็น 10 รอบเนี่ยนะ

1:22:21 และถ้าเป็นหนังสือที่มีภาพพระพุทธรูป ประกอบเ้าไม่ทิ้งขว้างแน่นอนและเราก็ต้อง เอาหนังสือเหล่าเนี้ยก็เหมือนกับว่าอะไร นะไปวางไว้ตามพระเจดีย์ต่างๆแล้วคนก็ไป เห็นไปอ่านเพราะคนถือว่าเป็นคนที่ อัธยาศัยดีอยู่แล้วไปถือไปอ่านเนี่ยนะมัน ก็เป็นการอะไรนะสรรเสริญพระพุทธคุณ ธรรมคุณและสังฆคุณก็เลยก็ต่อไปใครมาถามทำ บุญจะให้ทำอันนี้ะคือแต่ว่าก็คือแทนที่จะ ไปเน้นคือคือถ้าเน้นความสวยงามก็ทำพระ พุทธรูปองค์่ะนะแต่งในภาพในเล่มให้สวยงาม เป็นต้นแล้วก็เป็นเครื่องบูชาแล้วก็คือ สิ่งที่บูชาพระพุทธเจ้าเนี่ยอะไรก็ตามที่ เราไปบูชาพระองค์เนี่ยพระองค์ไม่ได้ฉัน ให้เราหรอกพระองค์ไม่ได้ใช้ให้เราหรอกแต่ มันเป็นสื่อของเราที่ไปบูชาพระองค์เท่า

1:23:08 นั้นน่ะตัวที่เป็นบุญจริงๆก็อยู่ที่ใจของ เรานี้ทำยังไงเป็นปัจจัยเกื้อกูลให้ใจของ คนอื่นเป็นบุญด้วยเนะเป็นบุญเป็นวาสนาให้ คนอื่นเนี่ยเเป็นบุญด้วยเขาจะได้รู้คุณ ของพระพุทธเจ้าหนักๆเข้าไม่รู้แม้กระทั่ง ว่าพระพุทธเจ้าคือใครไม่ทราบอรหันตคุณ เป็นต้นพระองค์เป็นพระอรหันต์ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เองทุกคนใช้เวลา ขมุบขมิบอยู่กับจริงๆแล้วบางทีเนี่ยนะลง ทุนลงแรงไปไกลไปเพื่อบูชาพระพุทธเจ้าไป ไหว้อรหังสัมมาสัมพุทโธภะควาถ้าเก่งกว่า นั้นอีกอิติปิโสขึ้นไปอีกนิดนึงที่เหลือ ขอหมดเลยใช้เวลาที่เหลือขอหมดเสร็จแล้วก็ เดินทางลงทุนลงรอนลงแรงเนี่ยมากมายมหาศาล เพื่อเอ้ยบูชาแค่เนี้ยแล้วก็ทำก็มัวแต่

1:23:56 ตื่นเต้นตกใจไหนเพื่อนข้างซ้ายเพื่อนข้าง ขวาข้างหน้าข้างหลังเหม็นกลิ่นธูปกลิ่น เทียนโอ้ยเอาไปเอามานะตัวกุศลกุศลจิตอาจ จะถึง 3 นาทีหรือเปล่าก็ไม่รู้มันถามว่า น่าสงสารขนาดไหน กุศลจิตเช่างเกิดแท้ไอ้สิ่งอื่นๆเนี่ยมัน ปลอกทั้งนั้นแหละมันไม่ใช่สาระคือพวกเรา ทั้งหลายเนี่ยนะชีวิตของพวกเรามันเปรียบ เหมือนต้นไม้อ่ะถ้าทำกุศลให้ไม่ดีระดับ หนึ่งมันเท่ากับสร้างเมล็ดที่ดีเอาไปเพาะ ปลูกต่อไปไม่ได้ทีนี้ในบรรดาคนที่มีเมล็ด พันธุ์เยอะๆมาคัดเมล็ดพันธุ์อันไหนหน้า เพาะปลูกในภพต่อๆไปในชาติต่อๆไปเนี่ยนะก็ เลยเล่าให้ฟังว่าถ้าใครปรารถนาจะเจริญ กุศลก็เจริญกุศลประเภทนี้ก็เ่อน่าทำไม่

1:24:41 ใช่น้อยเนี่ยนะไปไว้ตามพระเจดีย์ต่างๆ แล้วก็บางแห่งเนี่ยคนก็ไปไหว้ทั้งวัน อย่างน้อยเ้าก็ไปเอาไปอ่านไปสรรเสริญอรห เพราะเป็นบทอิติปิโสเป็นต้นก็เลยบอกว่า ถ้าทำนะอิติปิโสก็คือคำทำวัดเช้าเย็น เนี่ยนะทั้งบาลีและภาษาไทยอ่าเช่นพวก รัตนสูตรเมตตสูตรสูตรที่สำคัญสำคัญคำเ่อ อุทิศส่วนกุศลตั้งความปรารถนาพระปริตอะไร เป็นต้นเนี่ยนะซึ่งจริงๆแล้วค่าเฉลี่ย แล้วถ้าเราเทียบถึงว่าของของศาสนาอื่น เนี่ยนะเค้าทำสื่อประเภทแบบเนี้ยเผยแพร่ สูงมากถ้าเทียบกับของเราเนี่ยแพร่เผยแพร่ แต่องค์กรของตัวเองว่าฉันเนี่ยองค์กร เนี่ยทำสืบเผยแพร่องค์กรตัวเองเป็นส่วน ใหญ่เนี่ยนะซึ่งซึ่งส่วนใหญ่ไม่ค่อยเผย แพร่เกี่ยวกับเรื่องของพระพุทธเจ้าเท่า

1:25:28 ไหร่นักเพราะงั้นหนักๆเข้าก็คนก็จะลืมลืม พระพุทธเจ้าไปเรื่อยๆงั้นวิธีที่ให้พระ พุทธศาสนาเสื่อมก็ช่วยกันลืมพระพุทธเจ้า เนี่ยไม่รู้ว่าคุณของพระองค์เป็นอย่างไร แล้วพระองค์สอนอะไรแล้วสาวกทั้งหลายเป็น อย่างไรเพราะงั้นพระพุทธศาสนาเป็นวิชา เป็นเรื่องของความรู้ถ้าไม่มีความรู้ พุทธศาสนาหมดจากใจคนนั้นเรียบร้อยแล้ว จริงอยู่เขาอาจจะเดินป้วนเปี้ยนอยู่ใน เมืองที่เรียกว่าเมืองชาวพุทธก็ตามถ้าใจ เขาไม่รู้พุทธคุณธรรมคุณและสังฆคุณเนี่ย นะใจของเขาเสื่อมเริ่มจากพระพุทธศาสนา แล้วทีนี้องค์ของพระพุทธเจ้าเองเนี่ยนะ พระสรีรุณของพระองค์ก็แตกทำลายไปแล้วก็ เหลือแต่พระธรรมตอนนี้เนี่ยนะก็ว่าสมัย ก่อนที่คนฝักใฝ่ในพระธรรมใจก็คิดถึงพระ

1:26:16 ธรรมโดยคิดถึงพระพุทธคุณเป็นต้นก็ได้แต่ ตอนหลังหนักๆเข้าใจที่คิดถึงพระพุทธเจ้า คิดถึงพระพุทธคุณก็น้อยลงเมื่อน้อยลง เนี่ยพระพุทธเจ้าทวนอีกครั้งว่าพระองค์ ไม่มีเสื่อม เรานับถือพระองค์หรือไม่นับนับถือพระองค์ พระองค์ไม่เสื่อมแน่นอนพระพุทธเจ้าไม่มี ตกต่ำอีกแล้วเหมือนกับแสงสว่างแห่งดวง อาทิตย์นะเราหลับตาและลืมตามีผลอะไรต่อ ดวงอาทิตย์บ้างมั้ยไม่มีผลเลยเนี่ยนะถึง เราจะนั่งหลับตาปี๋ทั้งวันดวงอาทิตย์ก็ ไม่ได้สว่างขึ้นหรือลดความสว่างเนี่ยลดลง ไม่มีผลอะไรต่อดวงอาทิตย์เลยเราจะเดิน หรือไม่เดินแผ่นดินก็ยังคงเป็นแผ่นดินนะ เราจะอาบหรือไม่อาบน้ำก็ยังคงเป็นน้ำต้น ไม้ใบหย่าเราเข้าไปนั่งอาศัยร่มหรือไม่

1:27:02 เข้าไปอาศัยมันก็ยังคือต้นไม้ใบหญ้าฉันใด พุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ที่มีคุณที่สูง สุดทำยังไงใจของเราจะได้เอ่อมีคุณเเรียก ว่ามีคุณธรรมคิดถึงพระองค์แล้วบุญกุศล เหล่านี้จะเป็นไปเพื่อการตรัสรู้ตามพระ

…

Share

YouTube Video Summaries