สูตร 'โกงสมอง' ปิดดีลกับธุรกิจหมื่นล้าน เข้าใจการตัดสินใจของคนผ่านกลไกสมอง | TOMORROW

TODAY Bizview www.youtube.com

สรุปย่อ

วิดีโอนี้สรุปเทคนิคการนำเสนอไอเดีย (pitching) ให้ประสบความสำเร็จ โดยเน้นที่การทำความเข้าใจผู้ฟัง การสื่อสารที่ตรงจุด และการใช้ภาษากายที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีการแนะนำศาสตร์ NLP มาประยุกต์ใช้ในการสื่อสารเพื่อสร้างความมั่นใจและโน้มน้าวใจผู้ฟัง

  • การทำความเข้าใจผู้ฟังเป็นหัวใจสำคัญของการนำเสนอ
  • การสื่อสารต้องกระชับ ตรงประเด็น และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ฟัง
  • ภาษากายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือและความมั่นใจ
  • NLP สามารถนำมาใช้ปรับวิธีคิดและสร้างความมั่นใจในการนำเสนอ

Intro

วิดีโอเริ่มต้นด้วยการเน้นย้ำว่าการนำเสนอ (pitch) ที่มีประสิทธิภาพนั้นไม่ได้อยู่ที่การพูดในสิ่งที่เราอยากพูด แต่อยู่ที่การทำความเข้าใจผู้ฟังและตอบสนองความต้องการของพวกเขา การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพประกอบด้วยคำพูด (7%), โทนเสียง (38%) และภาษากาย (55%) ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญกับการพูดเพียงอย่างเดียว

รู้จักโค้ชแอม

โค้ชแอม ชัยวัฒนพงษ์ แนะนำตัวเองในฐานะ Communication Coach ที่เน้นการสื่อสารผ่านการทำงานของสมอง โดยสอนและให้คำปรึกษาด้านการสื่อสาร การนำเสนองาน และการโน้มน้าวใจ นอกจากนี้ยังมีการนำศาสตร์ NLP มาใช้ในการฝึกสัตว์เลี้ยงอีกด้วย

ศาสตร์ NLP คืออะไร?

NLP (Neuro-Linguistic Programming) เป็นศาสตร์ที่ศึกษาการทำงานของสมอง วิธีการใช้ภาษา และการโปรแกรมความคิดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ โดย NLP จะถอดแบบวิธีการที่ช่วยให้สื่อสารได้ดีขึ้นหรือเข้าใจวิธีคิดได้ดีขึ้นออกมาเป็นโมเดล แล้วนำโมเดลนั้นมาโปรแกรมในสมอง

NLP เกี่ยวอะไรกับ ‘ธุรกิจ’

องค์กรส่วนใหญ่มักจะเข้ามาปรึกษาโค้ชแอมในเรื่องการนำเสนองาน การปิดการขาย หรือการโน้มน้าวใจ ซึ่งศาสตร์ NLP เป็นพื้นฐานสำคัญที่นำมาใช้ในการพัฒนาทักษะเหล่านี้ การเข้าใจประเภทการสื่อสารและวิธีคิดที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล ช่วยให้การนำเสนองานคมขึ้นและตรงเป้าหมายมากขึ้น

สิ่งที่คนขายไอเดียมัก ‘พลาด’

สิ่งที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดในการนำเสนองานคือ การพยายามพูดทุกอย่างที่ตัวเองรู้และคิดว่าดี แต่ในความเป็นจริง การนำเสนองานคือการทำความเข้าใจผู้ฟังว่าเขาต้องการอะไร และสื่อสารในสิ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการนั้น การเข้าใจลูกค้าจะช่วยให้เราใช้กระสุน (ข้อมูล) ที่มีอยู่ได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ

ขายไอเดียตั้งแต่เจอครั้งแรก

เมื่อพบลูกค้าครั้งแรก ไม่ควรรีบขายของ แต่ควรสร้างความสัมพันธ์ที่ดีก่อน โดยการชวนคุยเรื่องอื่น ๆ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจและเปิดใจรับฟัง การสร้างความเชื่อมโยง (build rapport) สามารถทำได้ 2 แบบ คือ ผ่านหัวข้อที่สนใจเหมือนกัน หรือ Mirroring พฤติกรรม (ท่าทาง) ของคู่สนทนา

บริหารเวลาอย่างไร? ให้ผู้ฟังโฟกัส

สิ่งสำคัญก่อนการนำเสนอคือการทราบเวลาที่มีอยู่ และบริหารเวลาให้เหมาะสม โดยทั่วไป ควรถามเวลาที่มีอยู่ทั้งหมดก่อน ไม่ใช่เตรียมไปเองครึ่งชั่วโมงแล้วคิดว่าจะได้พูดครึ่งชั่วโมง ควรกำหนดสิทธิ์ในการพูดไม่เกิน 50% ของเวลาทั้งหมด โดยแบ่งเวลาส่วนหนึ่งไว้สำหรับการสร้างความสัมพันธ์ในช่วงต้น และการเก็บฟีดแบคหรือปิดการขายในช่วงท้าย

เวลา 5 นาที เล่ายังไงให้หมด?

การนำเสนอในเวลาจำกัด (3-5 นาที) ต้องเน้นที่เป้าหมายของการนำเสนอ และนำเสนอเฉพาะข้อมูลที่เป็น key content เท่านั้น เปรียบเสมือนการทำอาหารที่ต้องจัดจานให้สวยงามและน่ารับประทาน โดยนำเสนอเฉพาะสิ่งที่ทำให้ผู้ฟังอยากชิม (สนใจ) เท่านั้น

ขายไอเดียด้วย ‘อวัจนภาษา’

กฎแห่งการสื่อสาร (Rules of Communication) แบ่งองค์ประกอบของการสื่อสารเป็น 3 ส่วน คือ คำพูด (7%), โทนเสียง (38%) และภาษากาย (55%) ดังนั้น การฝึกใช้โทนเสียงและภาษากายให้สอดคล้องกับความรู้สึกที่ต้องการสื่อสารจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

แก้ปัญหาเรื่อง ‘ความกังวล’

การแก้ไขปัญหาความกังวลในการนำเสนอ สามารถทำได้โดยการทำความเข้าใจเนื้อหาที่จะพูด และฝึกเล่าเรื่องตามความเข้าใจของตัวเอง นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เทคนิคการแฮกสมอง (hack brain) โดยการปรับการหายใจให้ลึกขึ้น หรือยืนในท่าที่มั่นใจ เพื่อส่ง message ไปยังสมองว่าเรามั่นใจและพร้อม

ปรับวิธีคิดด้วย ‘Inner Self’

Inner Self หรือมุมมองที่เรามีต่อตัวเอง มีผลต่อ energy ที่เราส่งออกไปในการนำเสนอ หากเรามองว่าตัวเองเป็นผู้ที่พร้อมจะช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้า เราจะเข้าไปนำเสนอด้วยความมั่นใจและกระตือรือร้น

บทเรียนจากเคสจริง

มีการยกตัวอย่างเคสจริงของช่างในโรงงานที่สามารถนำเสนอไอเดียจนชนะการประกวดได้ เพราะเขาเล่าเรื่องด้วยความรู้สึกที่แท้จริง และเคสของลูกค้าที่สามารถปิดการขายกับบริษัทขนาดใหญ่ได้ เพราะเข้าใจความต้องการของผู้บริหารแต่ละคน และนำเสนอสิ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการนั้น

สูตรสำเร็จการเสนอไอเดีย

สูตรสำเร็จของการนำเสนอไอเดียให้ประสบความสำเร็จ ประกอบด้วย

  1. ค้นหา Pain Point: ทำความเข้าใจว่าผู้ฟังต้องการอะไร
  2. วิธีการสื่อสาร: นำเสนอโดยใช้สไลด์เพื่อประกอบการนำเสนอ ไม่ใช่ให้ผู้ฟังอ่านเอง
  3. บริหารจัดการ Session: ล็อกเป้าในสมองของผู้ฟังตั้งแต่เริ่มต้นว่าเราจะมาพูดเรื่องอะไร
  4. เนื้อหาต้องตอบโจทย์: Solution ที่นำเสนอต้องแก้ไขปัญหาและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ฟังได้จริง
Summarize any YouTube video in seconds

Get summaries like this one for any video, in your language, with the free Summ app.

Download on the Apple Store
Get it on Google Play

Transcript

YouTube Transcript Generator

0:00 การพีชมันมีตัวเลขที่คนมักจะใช้เรียกว่า ทั่วไปแต่โหดร้ายหน่อยก็คือ 3 นาทีอันนี้ คือpeีชแบบพวกStartอปกติหรือที่พีชผู้ บริหารตัวเลขที่พี่เจอในช่วง 2 ปีที่ผ่าน มาก็คือ 5 นาทีคนเรามีประเภทการสื่อสาร ไม่เหมือนกันบางคนอยากคิดด้วยภาพบางคน อยากได้ยินเสียงบางคนอยากได้ลองสัมผัสเอง บางคนต้องให้เวลาเขไปคิดมันมีสิ่งนึงที่ เรียกว่า Rules of Communication เราจะ สามารถสื่อสารแล้วมันเวิร์คแล้วกันใน 100% น่ะแบ่งเป็น 3 ช่องทางค่ะเป็นคำพูด 7% 38% เป็นโทนเสียง 55% เป็นภาษากายแล้ว แล้วสมองคนมันรับรู้แบบนี้อ่ะแต่คนเรามัก จะฝึกอะไร >> แค่การพูด >> เออคิดว่าสิ่งที่คนเข้าใจผิดเยอะที่สุด แล้วกันก็คือเราไปพูดทุกอย่างในสิ่งที่

0:47 เราคิดว่ามันดีไปพูดในสิ่งที่เรารู้ไปพูด เพื่อจะทำให้เขาเข้าใจเรื่องของเราแต่ใน ความเป็นจริงการไปพีชงานน่ะคือการไปเพื่อ จะทำความเข้าใจผู้ฟังทำความเข้าใจลูกค้า ว่าเขาต้องการอะไรทำความเข้าใจว่าเค้า อยากได้ยินอะไรจากนั้นสื่อสารในสิ่งที่ มันจะตอบโจทย์เค้า [เพลง] ก็วันนี้นะคะรายการ Tomorrow นะคะได้มา คุยกับพี่แอมนะคะก็ถือว่าเป็นโค้ชที่อยู่ เบื้องหลังของการพีชงานหลายๆโปรเจคของ หลากหลายธุรกิจเลยวันนี้มาคุยกับพี่แอม กันนะคะสวัสดีค่ะ >> สวัสดีค่ะ >> อันดับแรกอยากให้พี่แอมแนะนำตัวแล้วบอก หน่อยค่ะว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้างคะ >> ก็ชื่อแอมชัยวัฒนพงษ์นะคะปัจจุบันเป็น

1:35 คอมication coach ที่เจาะเรื่องโค้ชด้าน การสื่อสารผ่านระบบการทำงานของสมองโดย เฉพาะ >> โดยอาชีพค่ะก็จะเป็นสอนอันที่ 1 อันที่ 2 ก็จะเป็นโค้ชmนอร์ >> จะเจาะเรื่องการสื่อสารโดยเฉพาะเลยแล้ว ที่แอดมาปีนี้ค่ะก็คือเริ่มจะขยายศาสตร์ การสื่อสารในการสอนคนเอามาสอนแมว >> โอ้สอนสัตว์ด้วยสอนสัตวเลี้ยแฝฝึกแมวผ่าน การใช้หลัก NLP ค่ะ >> จริงๆคำว่า NLP เราได้ยินมาค่อนข้างนาน แล้วเนาะจริงๆศาสตร์นี้มันมันคืออะไรคะ พี่แอม >> NLP มันเป็นศาสตร์เรียกว่าศาสตร์เอ่อการ ทำความเข้าใจสมองประเภทนึงแล้วกันอธิบาย ให้เข้าใจง่ายตัว N ตัว N ย่อมาจากNeurโร ค่ะนวโรระบบประสาทการทำงานของสมองตัว L ย่อมาจาก linguistic วิธีการใช้ภาษาแล้ว

2:22 ก็ตัว P ย่อมาจากโปรแกรม >> มันคือการโปรแกรมวิธีคิดวิธีพูดเพื่อให้ เราได้ผลลัพธ์ที่ต้องการซึ่งมันเป็น ศาสตร์ที่เขาจะไปศึกษาว่าเอ่อมันมีวิธี การอะไรบ้างที่จะช่วยให้เราอาจจะสื่อสาร ได้ดีขึ้นหรือทำความเข้าใจวิธีคิดได้ดี ขึ้นจากนั้นมันจะถอดออกมาเป็นโมเดลค่ะ แล้วค่อยเอาโมเดลนั้นมาโปรแกรม >> ในสมองเราอ >> ถามนิดนึงว่าเอ๊ะแล้วศาสตร์ NLP มันไป เกี่ยวข้องกับธุรกิจได้ยังไงจริงๆต้องบอก แบบนี้นะว่าเวลาคนเข้ามาหาพี่อ่ะเค้าจะ ไม่ได้อย่างองค์กรจะไม่ได้วิ่งเข้ามาหา แล้วบอกว่าโค้ชแอมอยากให้โค้ชแอมไปสอน NLP ไม่ใช่เขาจะวิ่งเข้ามาหาด้วยการบอกว่าไป สอนพิชิหน่อย >> สอนพิชิหน่อย >> ไปสอนนำเสนองานปิดการขายแบบหวานล้อมคน โน้มน้าวคนหน่อยไปสอนวิธีการสื่อสารหน่อย

3:10 ไปสอนวิธีการวิเคราะห์แรงจูงใจของคนหน่อย >> ไอ้ทั้งหมดที่เขาอยากได้อ่ะศาสตร์ที่พี่ ใช้ใต้นั้นมันคือเป็น NLP ทั้งหมดเออทั้ง หมดปกติแล้วเวลาที่เราไปขายงานไปพีชงานใน ฐานะ BD อ่ะเราก็นั่งทำสไลด์แล้วเราก็เอา ไปพูดไปนำเสนอด้วยสไตล์ของเรา >> แต่พอมันเริ่มทำความเข้าใจว่า NLP อ๋อคน เรามีประเภทการสื่อสารไม่เหมือนกันคนเรา มีวิธีคิดไม่เหมือนกันคนนี้โชว์แบบนี้ อยากได้ยินแบบนี้บางคนอยากคิดด้วยภาพบาง คนอยากได้ยินเสียงบางคนอยากได้ลองสัมผัส เองบางคนต้องให้เวลาเขไปคิดเพราะพี่เริ่ม แอดเรื่องนี้เข้ามามันทำให้การไปพีชงาน ของพี่มันคมขึ้น >> จนมาวันนึงมีคนมาบอกว่าไอ้ที่ทำอยู่อ่ะ ถอดมาเป็น

3:55 >> บทเรียน >> บทเรียนแล้วเอามาสอนเป็นหลักสูตรได้มอยาก จะเข้าใจทั้งหมดพี่ก็เลยถอดทั้งหมดออกมา >> โอ >> ไอ้จากความรู้ NLP เอามาใช้พีชงานความรู้ NLP เอามาใช้ทำความเข้าใจคนความรู้ NLP เอามาใช้วิเคราะห์คนพี่ถอดออกมาทั้งหมด ออกมาเป็นคลาส >> อื >> มันก็เลยกลายมาเป็นหลักสูตรทุกวันนี้ >> ถ้าเกิดถามถึงส่วนของการพีชงานละกันที่ เราอาจจะคุยเป็นประเด็นหลักของคลิปนี้นะ คะอะไรที่คนเข้าใจผิดมากที่สุดว่าสิ่ง เนี้ยฉันทำดีแหละpeช ความเฟลที่เขาอาจจะไม่รู้ตัวถ้าเป็นคนไป พีชงานภายใต้คำว่าพีชงานคือไปขายงาน >> อ >> ในที่นี้คิดว่าสิ่งที่คนจะเรียกเข้าใจผิด ไม่ได้ว่าเขาทำผิดอ่ะแต่เรียกว่าเข้าใจ ผิดเยอะที่สุดแล้วกันก็คือเราไปพูดทุก

4:43 อย่างในสิ่งที่เราคิดว่ามันดีไปพูดในสิ่ง ที่เรารู้ไปพูดเพื่อจะทำให้เขาแต่ในความ เป็นจริงการไปพีชงานน่ะคือการไปเพื่อจะทำ ความเข้าใจผู้ฟัง ทำความเข้าใจลูกค้าว่าเขาต้องการอะไรทำ ความเข้าใจว่าเขาอยากได้ยินอะไรจากนั้น สื่อสารในสิ่งที่มันจะตอบโจทย์เขา >> อื >> เราไปเพื่อจะเข้าใจเขาไม่ได้ไปเพื่อให้ เขาเข้าใจเราอ่ะแล้วถ้าเราเข้าใจลูกค้า ได้ทีเนี้ยสมมุตินะเรามีแบบกระสุน 100 นัดอ่ะเราไม่ต้องยิง 100 นัดเลยอ่ะคือเรา ไปเพื่อจะเข้าใจเค้าแล้วก็เรารอจนเป้า นั้นมันชัดแล้วเราค่อยยิงกระสุนนัดเดียว เข้าเป้าอันนี้คือหลักการพีชงานของพี่ >> แล้วถ้าเกิดเราไม่รู้จักลูกค้ามาก่อนเรา จะรู้ได้ยังไงว่าลูกค้าเเป็นคนยังไง >> จริงๆมันผ่านการบรีฟผ่านการพูดคุยอ่ะค่ะ คือการพีชงานมันมีหลายรูปแบบอ่ะนะแต่ว่า

5:31 อันเนี้ยถ้าสมมุติว่าพี่ตอบพัทพี่ตอบใน บริบทของการอยู่สวัสดีลูกค้าเดินเข้าไปใน องค์กรนึงแล้วต้องไปเปิด >> เจอครั้งแรกเลย >> ไปเจอครั้งแรกสิ่งที่แนะนำนะเมื่อไปเจอ ลูกค้าครั้งแรกอย่าเพิ่งขายของเด็ดขาด >> อย่าเพิ่งใส่เลยอย่าเพิ่ง >> อย่าเพิ่งถ้าเป็นลูกค้าองค์กรบางคนบอกว่า เข้าไปถึงต้องเปิดสไลด์รอ >> แล้วมาถึงแบบสวัสดีค่ะแอมนะคะมาจากบริษัท I'm able จะมาทำไม่ต้องยังไม่ต้องดีที่ สุดของการเป็นเริ่มพิชนกับคนไม่รู้จักก็ คือทำให้เขาเปิดประตูแล้วเปิดหูเปิดใจจะ ฟังเราก่อนคือการชวนคุยเรื่องอื่น >> ออถามถ่ายเป็นยังไงบ้างคะสบายดีมั้ยใช่ มันเรียกว่าเป็นไซบreakingแล้วกันภาษา ภาษาโค้ชเราเรียกว่า build rap หมายความ ว่าเราทำให้เขารู้สึกสบายใจที่จะคุยเราทำ

6:18 ให้เขารู้สึกเชื่อมโยงกับเราบางอย่างซึ่ง บิพอมันทำได้ 2 แบบอ่ะแบบที่ 1 ก็คือผ่าน หัวข้อเดียวกัน >> ค่ะ >> เป็นชอบแมวเหมือนกันมคะ >> แล้วชอบสันเหมือนกันหรอคะ >> ใช่ค่ะชอบเหมือนกันค่ะก็จะ >> มันจะมีเรื่องคุยใช่ป่ะมีเรื่อง conect กันแล้ว >> แต่อีกแบบนึง NLP อ่ะ N มันคือneurโรใช่ ป่ะระบบประสาทระบบประสาทมันพูดถึงแบบทาง ร่างกายการเคลื่อนไหวสีหน้า 5 ทาง >> อื >> พอคือการ mirror เขาอ่ะ >> พาตั้งอย่างี้อยู่ๆพี่ก็นั่งแบบนี้พี่เอา ขาลง >> อ >> อือ >> สมองจะเริ่มรู้สึกว่าคนตรงข้ามเป็นมิตร โดยไม่รู้ตัว >> อื >> เพียงเพราะว่าเราทำท่าทางเหมือนกันกับเา >> ก่อนที่จะเริ่มพูดคุยกัน >> แต่ว่าถ้าสมมุติว่าเป็นการเข้าไปpeชงาน จริงๆแล้ววันนี้เรารู้จักกันแล้วแล้ววัน นี้เราต้องมาพีชสิ่งที่พี่มักจะทำก็คือ

7:05 เราเรียกว่าการบริหารเวลาในเessน่ะ >> ค่ะ >> สิ่งที่เราต้องรู้เสมอก่อนพีชคือวันนี้มี เวลาเท่าไหร่คะ >> สำคัญมาก >> สำคัญมากๆมันไม่ใช่ว่าฉันเตรียมมาพูด ครึ่งชั่วโมงแล้วฉันจะมีสิทธิ์พูดครึ่ง ชั่วโมง >> อื >> ไม่ใช่เราควรจะรู้ก่อนว่าวันนี้เค้ามี เท่าไหร่ถ้าเกิดสมมุติว่าเรามีเวลาจำกัด เนาะในการที่จะไปพีชงานโดยปกติแล้วเนี่ย มันควรจะอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ผู้ฟังยัง มีสมาธิจดจ่อโฟกัสกับเราได้พี่ใช้หลักการ อย่างนี้นะเวลาที่พี่คุยในคลาสอ่ะถ้า สมมุติว่าเค้ามีเวลาให้เรา 1 ใน 100% น่ะ >> ค่ะ >> ให้หารครึ่งค่ะหารครึ่งหมายความว่าเรามี สิทธิ์พูดไม่เกิน 50% ง่ายๆแบบนี้ก็คือ ถ้าเขามี 1 ช่มงเราพูดเรื่องของเราได้ไม่ เกินครึ่งชั่วโมงแล้วเราเก็บ 15 นาทีหัว

7:50 ท้ายเอาไว้ 15 นาทีแรกเอาไว้บอ >> อ่า >> ลดประตูกันก่อนไice breaking กันก่อนถาม pนp point เขาอีกสักหน่อยหาเป้าให้เจอ ก่อน >> อือๆ >> แล้ว 15 นาทีสุดท้ายเอาไว้เก็บฟีดแบคหรือ หาทางปิดการขายเป็นยังไงบ้างคะมีฟีดแบค ไหมคะ >> อื >> หรือว่า Next Step จะยังไงกันดีคะแล้ว ถ้าความยาวที่เท่าไหร่ที่จะทำให้คนโฟกัส ตอนปี 2018 17 18 ตามข้อมูลอ่ะนะประมาณ 15 นาที >> 15 นาทีเองเหรอคะ >> แต่ปีเนี้ย 2025 ค่ะ >> 2025 โฟกัสของคนมัน >> น้อยลง >> มันลดลงมากวิธีการก็คืออย่างงี้คนจะโฟกัส มาได้ระยะนึงแล้วพอโฟกัสตกเราก็ต้องหาจุด ที่จะเสยโฟกัสเขาขึ้นมาได้อีกแป๊บนึงแล้ว มันก็ตก >> อ >> ซึ่งค่าเฉลี่ยที่พี่ใช้อยู่ประมาณ 7 นาที

8:37 >> 7 นาทีน้อย >> เพราะอะไรว่าเออเพราะอะไรรู้ป่ะรู้มั้ย ว่าสมองคนเราอ่ะสมองเราอ่ะมันจะสามารถคิด เรื่องเดียวโดยไม่วอกแวกไปสิ่งอื่นเลยได้ ที่ความนานที่เท่าไหร่ >> ให้เดาใช่ม >> 3 อะไรคะ >> 3 นาที >> 3 จริงแต่ 30 วินาที >> หาะ >> จริง >> จริงกว่า 3 นาที >> ให้ลองนึกถึงตอนที่เรานั่งสมาธิแบบ >> 30 วินาที >> หายใจเข้าหายใจออก >> อือๆ >> เรา >> มีตั้งหลายเรื่องที่วึบวับวบๆๆเข้ามา เพราะว่ามันเป็นธรรมชาติ >> การทำงานของสมอง >> สมองเรามันพร้อมที่จะวอกแวกอ่ะ >> มันเป็นแบบนี้ดังนั้นเวลาที่ถ้าสมมุติว่า ต้องเข้าไปพีชจริงๆอ่ะในการpeachชมันมี มันมีตัวเลขที่คนมักจะใช้พวกพีชแบบเรียก

9:22 ว่าทั่วไปแต่โหดร้ายหน่อยก็คือ 3 นาที >> 3 นาทีเองอ่ะ >> พ 3 นาทีหมายความว่าต้องพูด 3 นาทีให้จบ อันนี้คือพีชแบบพวกStartอปกติ >> ค่ะ >> หรือที่พีชผู้บริหารตัวเลขที่พี่เจอใน ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาก็คือองค์กรแฮปปี้ที่ จะพีชด้วยตัวเลขเท่านี้ก็คือ 5 นาที >> โอ >> เล่าให้ผู้บริหารฟังให้จบ >> ภายใน 5 นาที >> ภายใน 5 นาทีแล้วจากนั้นค่อยไปถามตอบถ้า ที่ไหนได้ 7 นาที 10 นาทีอ่ะพี่ในฐานะนะ พิชิโค้ชอ่ะพี่แบบที่นี่ใจดีมาก >> ที่ให้แบบเวลาตั้งเยอะตั้ง 10 นาที >> 7 นาทีคุณทำอะไรได้ถมเท 10 นาทีคุณเล่า ถึงนู่นได้แล้วอะไรเงี้ยเออ >> โอแล้วทีนี้พอมัน 3 นาที 5 นาทีอย่าง เงี้ยเราจะเล่ายังไงให้หมดอ่ะพี่แอมเพราะ บางทีเราอาจจะมีแบบโหยฉันไปค้นคว้า รีเสิร์ชมาเยอะมากเลยทั้งคืนหลายคืนทำ

10:10 สไลด์มามันจะจบได้ยังไงคะในใน 3 นาที 5 นาที >> มันขึ้นอยู่กับเป้าของวันนั้นน่ะคือถ้า สมมุติว่ามันเป็นการพีชพี่ยกตัวอย่างที่ มันเริ่มเอ่อให้เห็นภาพมากขึ้นแล้วกันว่า ถ้าเราต้องมาเล่าธุรกิจไอเดียสมมุติพัท ต้องมาเล่าชีวิตของพัททั้งสิ้น >> อือ >> ใน 3 นาทีให้พี่ฟัง >> พัทจะไม่ต้องเล่าที่มาที่ไปพัททำอะไร มาเรียนที่มันก็จะตัดอะไรบางอย่างออกแล้ว ก็เหลืออะไรที่มันเป็นkey์ content เท่า นั้นดังนั้นหลักในการpeachชสำหรับพี่อ่ะ พี่อยากเปรียบเทียบให้มันเข้าใจง่ายมัน เหมือนทำอาหารน่ะ >> ค่ะ >> ใน 3 นาทีอ่ะควรจัดจานมาให้เสร็จแล้ว เสิร์ฟแค่เท่าที่เขาต้องได้กินใน 3 นาที แค่ทำให้เขารู้สึกว่าน่ากินจังเลยอ่ะอยาก จะลองชีพจังเลยอ่ะ >> ลองจานอะไรไม่ต้องเอามา >> อันนี้ประสบความสำเร็จแล้วนะ

10:56 >> ประสบความสำเร็จแล้วนะเพราะว่าพอเขาอยาก จะชิมอ่ะอยากจะกินน่ะ >> เดี๋ยวเขาพอมันหมด 3 นาทีอ่ะเขาจะถามต่อ >> มันทำมาจากไหนมันทำอะไรมา >> ค่ะ >> แล้วถ้าเขาอยากรู้เพิ่มมากกว่านั้นเรา ค่อยบอกว่าเราวัตถุดิบมันคืออะไรมันก็จะ ถอยลงไปเรื่อยๆpิชิ่งมันคือการจัดจานทำ ให้ทำให้ไอเดียของเรามันน่ากินเราไม่ จำเป็นต้องเล่าทั้งหมดเราแค่เล่าในสิ่ง ที่ทำให้เค้าอยากชิม >> ก็คือพูดในสิ่งที่คนฟังเขาอยากฟังนั่น แหละ >> ใช่ >> ใช่คือมันอันที่ 1 ก่อนที่จะมาบอกว่าเรา ลูกค้าต้องได้ข้อมูลครบถ้วนครบถ้วนแบบที่ เราอยากบอกหรือครบถ้วนที่เขาอยากรู้ให้ แยกจากกันก่อนดังนั้นต่อให้พี่ยกตัวอย่าง เคสพี่อ่ะพี่มีคอร์สoutไลนอะไรปกติของพี่

11:41 ใช่ป่ะแต่ว่าเวลาพี่ไปคุยกับลูกค้าพี่ เปิดคอร์สoutไลนพี่ขึ้นมาก่อนน้อยมากๆคือ ไอ้ Ou ของเรามันมีเก็บอยู่ในกระเป๋าเยอะ แยะไปหมดเลยอ่ะแต่ถ้าเราหยิบมาถึงแล้วเรา บอกว่าพัทพี่ทำได้ 18 อย่างค่อยๆฟังพี่ไป นะพัอาจจะจำไม่ได้แต่ถ้าพี่กลับด้านกัน แล้วถามพัทไม่ทราบว่ามี P point อะไรมั้ คะในเรื่องของการสื่อสารหรือว่าในเรื่อง ของทีมถึงอยากจะได้ข้อมูลจากแอมแอมจะได้ ดีไซน์ให้เป็นพิเศษแล้วพอเราได้ข้อมูลเขา มาพี่จะเลือกหยิบอ๋อ 18 อย่างที่มีฉัน หยิบแค่ 3 อย่างเนี้ยพอแล้วลูกค้าจัดซื้อ ก็ตอนที่ลูกค้ารู้สึกว่าเราแก้ปัญหาชีวิต ให้เขาได้ >> อืเป็นเหมือนกับว่าเราเราตอบโจทย์เขามั้ ในสิ่งที่เขาต้องการหรือว่าเผชิญกับปัญหา นั้นๆอยู่

12:27 >> ใช่ๆมีนะเตรียมสไลด์มาแต่พอเข้ามาถึงใน ห้องประชุมปึ๊บลูกค้าแบบบิดเรื่องไปนิด นึงแบบเออพอดีว่าตอนนี้ไปคุยกับทีมมาแล้ว requirement เปลี่ยน >> อื >> อ้าเปลี่ยนเนี่ยใจเราคือพร้อมปรับพอดีว่า สไลด์ที่แอมเตรียมมาอันนี้แมชกับ requirement ที่แล้วแอมขอคุยจาก requirement ปัจจุบันเลยไม่ต้องเสียดาย ในสิ่งที่ทำมาค่ะ >> ไม่ต้องเสียดายว่ามี 10 สไลด์เราไม่ได้ พูดครบ 10 >> อย่าเสียดาย >> อย่าเสียดายถ้าคุณจะไปขายงาน >> อื >> ไม่ต้องเสียดายก็คือบอกเขาไปคือมันสามารถ ข้ามได้เลย >> ค่ะ >> ไม่เป็นไรเพราะเรายึดที่ประโยชน์ลูกค้า เป็นหลัก >> แล้วมันมีเรื่องอื่นด้วยอีกมั้อย่างเช่น พวกอวจนภาษาเนาะบางคนแบบโอ้โหฉันพูดโอเค อยู่ในระยะเวลาแหละเอ๊ะลูกค้ารู้สึกว่า

13:12 ยังติดๆกับเราอยู่ด้วยอวจนภาษาอะไรบาง จริงๆเอิ่ม breakdown ให้อย่างงี้ค่ะใน หลักการสื่อสารน่ะมันมีสิ่งนึงที่เรียก ว่า Rules of Communication >> กฎแห่งการสื่อสารของAlberเบตtMariบanเขา แบ่งช่องทางการสื่อสารว่าสมองคนสมอง มนุษย์อ่ะเราจะสามารถสื่อสารแล้วมัน เวิร์คแล้วกันใน 100% น่ะแบ่งเป็น 3 ช่อง ทาง >> ค่ะ >> ช่องทางแรกเราเรียกว่าเป็น verbal เป็นคำ พูด 7% ซึ่งอันนี้มันคือ content มันคือ ไอ้ข้อมูลในสไลด์ >> ที่เราพูดไปเนี่ย >> ที่เราเตรียมมา 7% แต่อีก 93% น่ะเรา เรียกว่า nonverbal สิ่งที่ไม่ใช่ภาษาพูด ไม่ใช่คำพูด 38% เป็นโทนเสียง >> อ >> 55% เป็นภาษากาย >> โห >> ดังนั้นน่ะเวลาที่คนมาคุยกับพี่เรื่อง

13:59 Prชingอ่ะพี่มักจะบอกว่าช่วยเคลียร์ content ให้รู้เรื่องช่วยพูดให้รู้ เรื่องก่อนแล้วพูดให้น่าสนใจค่อยไปพูดที หลัง >> ในใน 7% นั้น >> 7% สำคัญมาก >> ค่ะ >> ช่วยพูดให้รู้เรื่องก่อนเพราะว่าถ้า 7% พูดไม่รู้เรื่องอ่ะมันเท่านั้นเองแล้วถ้า คุณได้ 7% ว่า content ที่คุณจะไปพชคือ อะไรเราจะมาฝึกไอ้ 93% นี้ด้วยกันซึ่งไอ้ 93% เนี่ยเวลาคำถามที่พัถามดีมากนะเพราะ ว่ามันใช้ได้ทั้งการคุยกับคน >> แบบในในห้องประชุมไพรเวทการคุยกับคนโดย ทั่วไปอ่ะแล้วก็ใช้กับบนเวทีด้วย >> อื >> ทั้งหมดมันคือ 93% ทนเสียง >> บางครั้งอ่ะเราทำคทentมาดีมากๆเลยเราเคย เจอไปต้องไปพีชผู้ใหญ่แล้วน้องเ้าไปเล่า

14:45 ว่าแล้วมันเป็นอย่างนี้นะคะอันนี้จะเป็น เซอิของเราค่ะ >> น้ำเสียง >> มันสื่ออะไรอ่ะ คือมันอนุญาตให้คนแบบเอ๊ะมันได้จริงๆใช่ มั้ยมันมั่นใจใช่มั้ยหรือบางคนขึ้นเวทีไป อ่ะแล้วถือไมค์แล้วแบบ >> ไหล่ตกแล้วก็บอกว่านี่เป็นไอเดียที่เรา มั่นใจมากๆนี่เป็นนวัตกรรมไมค์ครับ >> แต่ดูให้ไม่มั่นใจ >> 55% >> อือื >> เออดังนั้นทุกพอ่ะมันมันสัมพันธ์กัน >> ทั้งหมดค่ะก็เลยเน้นย้ำว่าเคลียร์ content ให้รู้เรื่องอ่ะเก็ทว่าลูกค้าต้องการอะไร แล้วตอบโจทย์ในสิ่งที่ลูกค้าจะเอาคือ 7% จากนั้นมาฝึกการใช้โทนเสียงค่ะเราอยากให้ ลูกค้ารู้สึกแบบไหนเราอยากให้ลูกค้ารู้

15:30 สึกมั่นใจ >> อื >> เสียงกระชับขึ้น >> ดังขึ้นชัดเจนขึ้น >> เราอยากให้ลูกค้ารู้สึกว่าเป็นมิตรจังเลย เสียงเย็นลงทนเบาลงอันนี้ >> อ่อนน้อมขึ้น >> ใช่อ่อนน้อมขึ้นเราอยากให้เอ่อลูกค้า เชื่อมั่นในตัวเราตอนพูดเราจะต้องสบตาลูก ค้าว่าสิ่งนี้เราคอมมิทำได้จริงๆ >> อื >> เราอยากให้ลูกค้าเฮ้ยแฟนมิตรจังเลยได้นะ คะอันนี้เดี๋แอมดูแลให้ค่ะทั้งหมดเกิด ขึ้นที่ 93% น่ะแล้วแล้วสมองคนมันรับรู้ แบบนี้อ่ะแต่คนเรามักจะฝึกอะไรอ >> แค่การพูดอืในส่วนนั้น >> อุ๊ยจริงๆอันนี้ดีมากเลยเนาะหลายคนพลาด ตรงนี้ไปเพราะว่าไม่รู้จริงๆว่าสิ่งที่

16:16 เป็นอวจนภาษาของเรามันเหมือนไปกระแทกตาคน น่ะตั้งแต่รับรู้ตั้งแต่จริงๆตั้งแต่ก้าว แรกที่เข้ามาในห้องพีชห้องประชุมหรือใดๆ ก็ตามแล้วแล้วพอคนรู้แบบนี้แล้วเนาะอะไร ที่ทำให้เขารู้สึกเป็นกังวลอย่างเช่นบาง คนอาจจะพูดไม่เก่งอ่าอยู่ต่อหน้า publicับลิคเยอะๆแล้วรู้สึกประหมาดไม่ มั่นใจแต่ว่าเฮ้ยฉันต้องพีชงานน่ะฉันต้อง นำเสนอสิ่งนี้กับผู้บริหารหรือว่าลูกค้า มีมีสิ่งที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้มั้คะ พี่แอม >> แก้ได้แน่นอนแก้ได้แน่นอนเวลาแก้เราแก้ หลายส่วนนะเราแก้อันที่ 1 ก็คือคุณไม่ มั่นใจเพราะอะไรถ้าไม่มั่นใจในเนื้อหาที่ พูดงั้นคุณไปทำความเข้าใจซึ่งเทคนิคที่มี ไว้ให้ก็คือช่วยเล่าตามความเข้าใจไม่แนะ นำให้ท่องให้อ่านคือเหมือนมาเล่าเรื่อง ให้เพื่อนฟังก็ฉันมั่นใจว่าเรื่องนี้มัน

17:02 ดีฉันเข้าใจว่ามันดีแล้วฉันอยากมาเล่าให้ เธอฟังเธอเล่าให้เพื่อนฟังแบบไหนล่ะอัน นี้คือพาร์ทแรกค่ะก็คือไปฝึกคทentถ้าไม่ มั่นใจคือไปฝึก content ว่าตัวเองเข้าใจ เรื่องที่พูดหรือยังถ้าไม่มั่นใจแบบที่ 2 พอเห็นคนเห็นไมค์แล้ว >> อื >> แล้วประมาเราแฮกสมองตัวเองได้ 2 วิธี >> อืมีวิธีแฮกด้วย >> เป็นวิธีแฮกค่ะคือเวลาที่เราตื่นเต้นใช่ ป่ะเราจะหายใจตื้นธรรมชาติคนตื่นเต้นน่ะ แล้วมันก็จะเริ่มสั่นเสียงเริ่มสั่นเบอร์ เริ่มสั่น >> หายใจไม่ทัน >> วิธีการแฮกผ่านร่างกายคือเอามือวางไว้ที่ ท้องค่ะแล้วหายใจให้มือรู้สึกให้ได้นี่ คือสageของตอนที่เราใจเย็นสจของตอนที่เรา นิ่งสageของตอนที่เรามีสมาธิ ก็คือให้เราสัมผัสให้ได้ว่าเราหายใจลึกไป

17:48 ถึงจุดจุดนี้แล้วนะแล้วมันจะค่อยๆดีขึ้น >> ใช่ใช่ >> อื >> มันเรียกว่าย้ายที่หายใจนี่คือความ มหัศจรรย์ของร่างกายและการหายใจอ่ะเรา สามารถปรับอารมณ์ได้จากการหายใจแล้วอีก แบบนึงที่เราแฮกผ่านร่างกายนี่ NLP อีก เหมือนกันก็คือเราให้ไปยืนเท้าเอวแบบ ยักษ์ไปยืนเท้าเอวเลยสักที่นึงแบบหายใจ เข้าลึกๆ >> อ >> แล้วลองลองพูดลองพูดตามพี่ได้นะแบบฉันไม่ มั่นใจเลยสักนิดเดียว >> ฉันไม่มั่นใจเลยสักนิดเดียว >> มันรู้สึกแบบนั้นป่ะ >> ไม่นะมันก็รู้สึกแบบ >> เพราะอะไรอยู่ประมาณ >> เพราะว่าร่างกายอ่ะบอดี้อ่ะชนะสมองเสมอ >> ออ >> บอดี้ชนะเบรเสมอ >> เหมือนกับเราอกผายไลพึ่งแล้วมันมันเหมือน เราเพิ่มความมั่นใจ >> ใช่ 55% อ่ะ >> อ่า

18:33 >> ภาษากายเรากำลังส่ง message ไปที่สมองว่า เธอมั่นใจเธอโอเค >> อือันนี้คือ บิดเอา NLP มามาใช้ตามสถานการณ์ต่างๆมี เคล็ดลับอื่นๆอีกมวิธีคิดหรืออะไรอย่าง เงี้ย >> Inner S >> อ่ายังไง >> เออ Inner Self คืออันนี้จะเริ่มลึกขึ้น มาอีก 1 Lอรคือมันขึ้นอยู่กับว่าเราอ่ะมี มุมมองกับตัวเองว่ายังไงตอนที่เราไปพีช งาน >> ค่ะ >> ถ้าสมมุติว่าเราเดินเข้าไปหาลูกค้าแล้ว เรามองว่าฉันแบบอยู่ใต้นี้วันนี้ฉันมา เพื่อจะมาขายงานมาแบบซัพพอร์ตยกยอเธอ enนerร์ตอนที่เราเดินเข้าไปอ่ะมันก็จะ อยู่ตรงนั้นแหละ >> เหมือนเราตัวเล็กเข้าไป >> เราตัวเล็กเราทำเราทำตัวเล็กเข้าไป >> อ >> แต่ถ้าอีกด้านนึงยกตัวอย่างนะเราต้องไป พีชผู้บริหารแล้วเราเข้าไปด้วย inner

19:20 self ฉันเป็นหนูที่มหาราชสีหเพราะฉันมี สิ่งดีๆที่จะซัพพอร์ตบางอย่างให้เธอได้ เราก็จะเข้าไปด้วยอีก energy นึง >> ว้าวบางครั้งของการเป็นเซลล์เวลาคนมาคุย กับพี่อ่ะพี่บอกว่าในชีวิตของการเป็นเซล์ อ่ะต่อให้ตำแหน่งชื่อเซลล์พี่ก็ไม่ได้มอง ว่าตัวเองเป็นเซล์อ้าแล้วพี่แล้วแบบแอม มองตัวเองเป็นไรอ่ะแบบแอมมองเป็น พารทเนอร์ของเขาอ่ะแอมมองเป็นคนมองตัวเอง เป็นคนที่เดินเข้ามาแล้วจะช่วยให้ธุรกิจ ช่วยให้งานของเขาอ่ะมันไปถึงที่เขา ต้องการน่ะ >> อืวิธีการมองโลกมันก็เปลี่ยนไปเลยนะคะ เปลี่ยนไป >> ใช่เวลาที่เราเดินเข้ามาหาชาวบ้าน >> ฉันจากที่แบบฉันมาให้เธอเลือกฉันแต่ไม่ รู้ว่าเธอจะเลือกฉันหรือเปล่ากับฉันมา เพราะฉันมั่นใจว่าฉันช่วยเหลืออยู่ได้มัน

20:08 ต่างกันใช่ฉันมั่น ฉันมี Sol เพราะว่าฉันได้ยิน P ของเธอชัด เจนมากฉันรู้ว่าปัญหาของเธอคืออะไรแล้ว วันนี้ฉันมาเพื่อจะแก้เรื่องนี้ให้เธอโดย เฉพาะพูดถึงแบรนด์หรือว่าบริษัทที่พี่แอม เคยไปช่วยเนาะมีเคสอะไรสนุกๆเล่าให้ฟัง ใหม่เช่นก่อนหน้าที่เราจะเข้าไปช่วยอ่า เรื่องของการสื่อสารการช่วยการโค้ชเรื่อง Peaching อะไรอย่างเงี้ยแล้วพอที่เขาได้ มาเรียนแล้วมันเปลี่ยนไปอย่างเห็นผลเลย จับต้องได้เลยอ่ะมีมีมาแชร์ให้ฟังบ้าง >> ส่วนตัวถ้าเป็นส่วนตัวนะประทับใจที่สุด อ่ะจริงๆพี่เขาเป็นช่างเป็นช่างคนนึงใน โรงงานน่ะ >> ค่ะ >> แล้วโครงการนั้นในองค์กรพลังงานแห่งหนึ่ง >> ค่ะ >> คือมันเป็นโครงการที่เอิ่มให้คนในองค์กร มาช่วยกันคิดนวัตกรรมบางอย่างเพื่อจะแก้

20:55 ปัญหาในงานตัวเอง >> ก็มีคนจากทีมวิศวะส่งการประกวดไอเดียเอ่อ ทีม operation ทีมหลายทีมส่งเข้ามาแล้วก็ มีคนนี้เป็นทีมช่างแล้วเขาก็ไม่ได้ทำ สไลด์เก่งอ่ะเก็ไปขอความช่วยเหลือจาก เพื่อนร่วมงานเขาที่พอจะทำได้เสร็จแล้ว วันที่เขามานั่งคุยกับพี่อ่ะโดยไอเดียเขา ดีมากๆไอเดียเขาบิดวิธีคิดนิดเดียวอ่ะเขา เซฟมูลค่าหลักหลายล้านให้องค์กรแต่คำถาม คือแล้วตอนเขาไปเล่าอ่ะเขาจะไปเล่ายังไง เลยถามพี่เสือว่าพี่เสือตอนที่พี่เสือคิด จะทำไอเดียเนี้ยพี่เสือเริ่มต้นคิดมาจาก ไหนอ่ะเขาบอกว่าผมสงสารเพื่อนครับผมเห็น ว่าเพื่อนต้องไปทำอันนี้แล้วมันอันตราย ผมก็เลยอยากคิดเรื่องเแล้วต่อจากเเพื่อน

21:40 ผมไม่ต้องไปตากแดดไม่ต้องอันตรายอีกต่อไป แล้วบอกพี่เสือนี่คือไอเดียที่โคตรแพง >> จริงๆมันดูเบสิคมากแต่มันคือรำลึกมาก >> เออเอาเรื่องนี้มาเล่าได้มั้ย >> อ >> เอามาเล่าบนเวทีเหมือนที่พี่เสือกำลัง เล่าให้แอมฟังอ่ะ >> อื >> ผลออกมาคือเขาได้ที่ 1 >> โอ้ >> ของโครงการ >> จากทีมวิศวะทีมทั้งบริษัท >> ใช่ใช่คือทุกทีมเก็ไอเก็ไอเดียดีแต่ อันเนี้ยคือผู้บริหารร้องไห้ >> โอ >> เ้าบอกว่าเารู้จักพี่เสือมาเนี่ย 20 ปีเา ไม่เคยคิดสักนิดว่า >> ว่าพี่เสือจะสามารถเดินขึ้นมาบนเวทีเรา เล่าได้ขนาดนี้อันนี้แบบหันมาร้องไห้แบบ กอดร้องไห้เลยอะไรเงี้ยแล้วเก็ชนะด้วย >> แล้วเขาก็ชนะด้วยคืออันนี้เป็นเคสที่ส่วน ตัวประทับใจ

22:26 >> แต่ว่าถ้าเป็นเคสอื่นๆที่มันเริ่มแบบ ธุรกิจ >> ค่ะ >> มากขึ้นค่ะก็จะมีเอิ่มเอาเคสที่แอมได้ เข้าไปนั่งในห้องพีชเองเลยกัน >> ค่ะลูกค้าแอมคนเนี้ยเขาจะต้องไปPช proposal นึงให้กับบริษัทที่ทำเกี่ยวกับ การเงินซึ่งมูลค่าของบริษัททั้งสิ้น บริษัทนั้นก็เป็นหมื่นล้านแล้วคนที่บินมา คือดูเอเชียทั้งหมด meeting นี้จะเป็น meติ้งที่สำคัญมากในการแบบทำความเข้าใจ ซึ่งแอมจะได้เข้าทั้งสิ้น 2 meติ้งกับเขา เข้าไปถึงในmeติ้งแรกค่ะคนหลายคนนั่งอยู่ ในห้องมี CEO มี COO มีเอ่อ Key Contact person ที่ต้องคุยกับทีมแบบfinteคแบบพวก เทคนิคalคุยกันในระหว่างที่ฟัง Peach ค่ะ โดยหน้าที่แอมอ่ะคือแอมเข้าไปนั่งด้วย แล้วสังเกตแต่ละคนโดยใช้ NLP ถอด

23:15 แพทเทิร์นการสื่อสารของเขาแล้วเราพบว่า อ๋อคุณ COO อ่ะเค้าใช้รูปคำที่เขาใช้อ่ะ กับท่าทางที่เขาใช้อ่ะเอ่อต้องแก้ปัญหาเ โฟกัสที่ปัญหาโฟกัสที่ปัญหาโฟกัสที่ราย ละเอียดโฟกัสแบบดีเทลมากๆในขณะที่ CE CEO ที่บินมาอันนั้นโฟกัสอะไรที่เป็นแบบ Big Picture แบบภาพรวมภาพใหญ่เอาวิสัยทัศน์ เอาภาพ >> แบบตอนจบว่าเขาจะได้อย่างที่จะใช้แบบจะ เอาใช่ไหมเราเข้าใจแบบเนี้ยตอนที่เรากลับ ไปพีชค่ะในห้องประชุมนั้นเราก็เลยวาง Strategy กันใหม่เราบอกว่าโอเคห้อง ประชุมนี้มีคนที่สนใจเรื่อง Big Picture แบบ High Level จัดกับคนที่สนใจแบบดีเทล แบบ

24:01 >> อืมาดูคนละขั้วกัน >> Teทนicalดังนั้นวิธีพีของเราก็คือเข้าไป ถึงอ่ะเราจะเล่าที่ภาพรวมตอนจบของโครงการ ก่อน >> ค่ะ >> Big Picture >> อื >> เสร็จแล้วเราจะเล่าช็อตถัดมาว่าในโครงการ เนี้ยเราวางแผนงานไว้อย่างไรแต่เรารู้มา ว่า CEO ต้องจัดการปัญหาให้ได้เราก็เลย ปิดว่าโครงการเนี้ย >> มันมีข้อคอนเซิร์นมีความเสี่ยงบางอย่างนะ ที่ที่เราสังเกตเห็นแล้วเราก็เตรียม Solution มาให้ด้วยก็จบที่ปิดงานได้อ่ะ ค่ะ >> ว้าว >> เออเพียงเพราะว่าเราเข้าใจคนที่เรากำลัง คุยด้วย >> ซึ่งสิ่งนี้มันสามารถที่จะสังเกตการได้ ระหว่างระหว่างการ peach ระหว่างที่เรา พรีเซนแล้วแผนมันอาจจะปรับเปลี่ยนณขนาด นั้นก็ได้ถ้าเราเห็นแล้วว่าคู่สนทนาของ

24:49 เราเป็นยังไงกลุ่มเป้าหมายของเราเโฟกัส อะไร >> ใช่ >> ดังนั้นถ้าเกิดว่าจะให้พี่แอมสรุปเป็น key success ของคนที่จะพีชงานผ่านละกันเป็น เหมือนสูตรรับอะไรสรุปให้แล้วสำหรับคนที่ กำลังจะต้องไปพีชงานขายงานพรีเซนงานลูก ค้าหรือว่าหัวหน้าถ้าอยากจะสำเร็จต้อง ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง >> อันที่ 1 เ้ามี Pint อะไรเอยากได้เอยาก ได้อะไรกันแน่เป้าคืออะไรพอหาสิ่งนั้นให้ เจอแล้วอันถัดมาคือเป็นเรื่องของวิธีการ สื่อสารการpeachชไม่จำเป็นต้องมีสไลด์ถ้า มันต้องมีสไลด์สไลด์เพื่อเอามา peach ไม่ ใช่สไลด์ for reading อ่ะไม่ใช่สไลด์ที่ ส่งให้เขาอ่านยิ่งเขาอ่านเขายิ่งไม่ฟัง อีกอันนึงที่แอมคิดว่าเอาไปเป็นเทคนิคที่ ใช้ได้นะเราเรียกว่าวิธีการบริหารจัดการ

25:34 sess มันคือการล็อคเป้าในสมองของคนเรา เรียกว่ามingอ่ะบอกว่าวันนี้ค่ะเราจะมา พูดเรื่องนี้เพื่อagจนด้านี้มันจะเป็นการ ล็อกเป้าสมองของคนฟังขั้นที่ 1 ว่าเารู้ และว่าเขาต้องทำอะไรแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เนื้อหาที่จะเอาไปพีชงานน่ะ >> ค่ะ >> มันยังจำเป็นต้องตอบโจทย์ >> อื >> เค้าได้จริงๆอ >> เออถ้าถ้าตอบโจทย์ไม่ได้ Solution ตอบ โจทย์ไม่ได้แก้ปัญหาไม่ได้บัdจetไม่ได้ เวลาไม่ไม่ได้คุณจะใช้อีกกี่เทคนิคมันก็ คือไม่ได้ค่ะก็คือยังไง content ก็ต้อง แน่นต้องตอบโจทย์จริงๆก่อนแล้วก็ใช้ เทคนิคอื่นๆที่พี่แอมเล่ามาเป็นส่วนเสริม >> ท้ายสุดแล้วกันค่ะอยากให้พี่แอมทิ้งท้าย บริการของตัวเองหน่อยนะคะว่าตอนนี้พี่แอม

26:20 อ่าช่วยให้คำปรึกษาหรือโคachชิ่งอะไรอยู่ บ้างเผื่อว่าองค์กรไหนใครที่สนใจอยู่ค่ะ หลักๆที่ทำอยู่ตอนนี้ก็จะมีหลักสูตรเอิ่ม คอร์สเรียนนะคะเรื่องของการสื่อสารทั้ง หมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ pitching พื้น ฐานการสื่อสารแบบคนเข้าใจคนหรือการ วิเคราะห์แพทเทิร์นการสื่อสารของคนที่เรา ฟังกันมาตลอดคลิปนะคะแล้วก็นอกจากหลัก สูตรในการเรียนแบบกรุ๊ปแล้วเนี่ยก็จะมี prเวท session คุยกันส่วนตัวอันนี้สามารถ ที่จะมาคุยกันนอกรอบได้ว่าติดอะไรมีปัญหา อะไรแล้วก็มาแก้กันเป็นจุดๆไปอันที่ 3 ก็ คือสามารถที่จะวิเคราะห์แพทเทิร์นในการ สื่อสารและแรงจูงใจให้ได้เป็น sess ส่วน ตัวจะทำแบบกรุ๊ปก็ได้เหมือนกันค่ะก็จะมี เป็นเทสให้ทำอันนี้จะเป็นหลักๆ 3 อย่าง ที่แอมทำอยู่ตอนนี้ก็สามารถไปดูได้ที่

27:08 www.amable.2to ค่ะ.to To ค่ะมาจาก I'm able to do anything I need ค่ะ >> อ้ายังไงก็ใครที่สนใจก็สามารถติดต่อพี่ แอมได้เลยนะ [เพลง] [ปรบมือ]

Share

YouTube Video Summaries