0:00 ถ้าพูดถึงคนรวยในยุโรปหลายคนก็อาจจะนึก ถึงสวิสหรือเยอรมันแต่ถ้าพูดถึงคนที่เข้า ใจเรื่องเงินที่สุดในโลกชื่อหนึ่งที่มัก ถูกพูดถึงคือชาวดัชหรือคนเนธเอร์แลนด์ ประเทศเล็กๆที่เคยล้มละลายในศตวรรษที่ 17 แต่กลับเป็นผู้ให้กำเนิดตลาดหุ้นแห่งแรก ของโลกและสร้างระบบบริษัทมหาชนขึ้นมาก่อน ใครอีกด้วยในวันนี้ครับเราจะไปดูกันว่า ทำไมเนเธอร์แลนด์ถึงเข้าใจเรื่องเงินดี เป็นอันดับต้นๆของ จุดต่ำสุดทางเศรษฐกิจของพวกเขาคืออะไรและ คนดัชมีนิสัยทางการเงินอะไรบ้างที่ทำให้ พวกเขาอยู่รอดได้ทุกยุคทุกสมัยพร้อมแล้ว ไปชมกันเลยครับ
0:46 ประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่ เงียบที่สุดในยุโรปเศรษฐกิจนิ่งการเมือง นิ่งจนแทบจะไม่มีข่าวอะไรให้โลกภายนอกตาม เลยก็ว่าได้แต่ล่าสุดประเทศที่เงียบเกิน ไปนี้ก็กลับกลายเป็นกระแสขึ้นมาทันที เพราะนายกรัฐมนตรีคนใหม่ชื่อว่า Rob Jeton ประกาศว่าตัวเองเป็นเกยอย่างเปิด เผยต้องยอมรับว่าเนธเอร์แลนด์คือหนึ่งใน ประเทศแรกๆของโลกที่สนับสนุนความหลากหลาย ทางเพศอย่างจริงจังตั้งแต่การแต่งงานเพศ เดียวกันไปจนถึงสิทธิเท่าเทียมแต่การที่ ผู้นำสูงสุดของประเทศยืนขึ้นมาบอกว่าผม เป็นเกยและผมภูมิใจในตัวเองนี่แหละครับ คือสัญลักษณ์ของประเทศที่ให้ความสำคัญกับ คุณค่าของมนุษย์มากกว่าเพศหรือภาพลักษณ์
1:31 ทางการเมืองและทำให้ทั้งโลกต้องหันกลับมา มองว่าประเทศเงียบๆที่ชื่อเนธเอร์แลนด์ กำลังส่งสัญญาณอะไรบางอย่างเกี่ยวกับ เสรีภาพความเท่าเทียมและความเป็นผู้นำใน ยุคใหม่นี้ คุณผู้ชมรู้หรือไม่ว่าชาวมีเงินออมเฉลี่ย ถึง 152,520 ยูโรสูงที่สุดในยุโรปทั้งหมดแต่เบื้อง หลังความประหยัดอย่างมีระเบียบนี้กลับมี ประวัติศาสตร์สุดแสนเจ็บปวดที่ทำให้พวก เขาเรียนรู้บทเรียนจนกลายเป็นนิสัยการ เงินที่น่าเหลือเชื่อ ในศตวรรษที่ 17 Netเธอร์แลนด์คือมหาอำนาจ ทางเศรษฐกิจของโลกเลยนะครับอัมสเตอร์ดัม เนี้ยเป็นเมืองที่รวยที่สุดในโลกตะวันตก มี GDP ต่อหัวมากกว่าปารีสถึง 4 เท่าทั้ง
2:20 หมดนี้เกิดจาก VOC Dutch East India Company บริษัทข้ามชาติแห่งแรกของโลกที่ มีระบบหุ้นสมัยใหม่มูลค่าสูงสุดถึง 8.2 2 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อแทบต่อค่าเงินใน ปัจจุบันเกือบเท่ากับ GDP รวมของเยอรมนี อังกฤษและฝรั่งเศสในยุคนี้รวมกันเลยล่ะ ครับเมืองอัมสเตอร์ดัมกลายเป็นศูนย์กลาง การเงินและชาวดัชก็เริ่มมีชื่อเสียง เรื่องความเข้าใจในระบบเศรษฐกิจพวกเขาคิด เป็นระบบคำนวณความเสี่ยงและรู้จักการ กระจายความเสี่ยงตั้งแต่ 400 ปีก่อนที่ โลกจะใช้คำนี้เสียอีกครับ และแล้วความมั่งคั่งก็พาไปสู่โศกนาฏทาง การเงินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ จุดต่ำสุดของที่นี่ก็ได้เกิดขึ้นทิป
3:07 manนiaฟองสบู่การเงินครั้งแรกของโลกในปี 1634 ชาวดัชเริ่มคั่งคล้ดอกทิวลิปเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นดอกไม้แปลกใหม่จากอาณาจักร ออตโตมันราคาของหัวดอกทิวลิปพุ่งสูงจน กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งฐานะเรียกได้ว่าใคร มีดอกทิวลิปปลูกไว้ที่บ้านฉันรวยมากว่า งั้นราคาของหัวดอกทิวลิปอย่างเช่นหัวอัสั 1 หัวมีค่าเท่ากับที่ดิน 5 เฮคต้าหัวไ 1 หัวแลกได้กับตะกร้าสินค้ามูลค่า 2,500 Florin หัวดอกไม้บางราคาสูงกว่าบ้าน 1 หลังอีกด้วยครับในตอนนั้นผู้ค้าขายทิวทำ กำไรได้ถึง 60,000 flลินต่อเดือนเทียบ เท่าประมาณ 61,700 ดอลลาร์ในปัจจุบันแต่
3:56 สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นในเดือน กุมภาพันธ์ปี 1637 ฟองสบู่ดอกทิวลิปแตกราคาดิ่งลงภายในไม่ กี่สัปดาห์พ่อค้าหลายคนล้มละลายมิตรภาพ แตกสลายความไว้วางใจในสังคมก็ถูกทำลาย สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดฟองสบู่ดอกทิปข้อ ที่ 1 ดอกทulิipเป็นของหรูที่ใหม่และหา ยากมากในยุคนั้นทิปเป็นดอกไม้จากตุรกีไม่ ใช่พืชท้องถิ่นช่วงที่ถูกนำเข้ามายุโรป ใหม่ๆมันแปลกตาหรูหราและถือเป็นสั สัญลักษณ์ของชนชั้นสูงยิ่งสีแปลกเช่นลาย แตกหรือมีลวดลายเฉพาะจากไวรัสในหลอดดอก เรียกว่า Broken Tulip ยิ่งทำให้ราคาแพง มหาศาลของหายากบวกกับดูดีทำให้คนอยากได้
4:41 มากขึ้นเรื่อยๆข้อที่ 2 ความเชื่อว่าราคา จะขึ้นไปเรื่อยๆคนเริ่มเชื่อว่าทิวคือสิน ทรัพย์ปลอดภัยเพราะราคาขึ้นทุกปีจนเกิด ความคิดที่ว่าซื้อวันนี้พรุ่งนี้ขายได้ แพงกว่าแน่ๆนี่คือพฤติกรรมที่เรียกว่า เก็งกำไรแบบฝูง HT Behavior คนซื้อเพราะไม่อยากพรากไม่ ใช่เพราะต้องการจริงๆข้อที่ 3 การซื้อขาย แบบสัญญาซื้อขายล่วงหน้า Future Contracts นี่คือจุดที่ทำให้มันพังเลย ล่ะครับคนในยุคนั้นเริ่มซื้อสัญญาว่าจะ ซื้อทลิปในอนาคตแม้จะยังไม่มีดอกจริงก็ ตามเหมือนซื้อขายราคาอนาคตของหุ้นตัว อย่างเช่นวันนี้จ่ายเงินจองรออีก 6 เดือน ดอกออกแล้วค่อยรับของแต่ระหว่างนั้น สามารถขายสัญญาให้คนอื่นได้นี่ทำให้เกิด
5:27 การเก็งกำไรมากเกินจริงมันคือการซื้อขาย บนความหวังมันคล้ายซื้อขายใบสัญญามากกว่า ซื้อดอกไม้จริงๆข้อที่ 4 คนทั่วไปแห่เข้า มาเก็งกำไรช่วงท้ายๆไม่ใช่แค่คนรวยเท่า นั้นที่ซื้อนะครับแต่รวมไปถึงช่างไม้ชาว นาพ่อค้าเล็กๆทุกคนเริ่มขายของขายบ้านที่ ตัวเองมีเอาเงินไปซื้อสัญญาทิวลิปเพราะ คิดว่าราคาจะขึ้นไม่หยุดนี่คือสัญญาณ อันตรายของฟองสบู่ที่เกิดขึ้นในทุกยุคทุก สมัยข้อที่ 5 ข่าวลือและสื่อในยุคนั้นทำ ให้ความบ้าคลั่งลามไวมากถึงแม้ว่าในยุค นั้นจะไม่มีอินเทอร์เน็ตแต่มีตลาดนัดกลาง เมืองและโรงเล้าที่คนรวมตัวกันข่าวลือแบบ นี้แพร่เร็วมากๆเช่นมีคนพูดว่าคนเพิ่งขาย ทิวลิปแล้วรวยภายในคืนเดียวราคาจะเพิ่ม
6:13 อีกเท่าตัวในปีหน้าความคาดหวังเกินจริงทำ ให้ตลาดโฟกัสแต่ราคาลอยๆไม่ใช่ราคาจริง ข้อที่ 6 ความโลภบวกกับความกลัวพรากคน ซื้อเพราะกลัวว่าไม่ซื้อวันนี้พรุ่งนี้ อาจซื้อไม่ได้แล้วเป็นพฤติกรรมทาง จิตวิทยาที่เกิดขึ้นในทุกฟองสบู่เหมือน บitcoinปี 2017 หรืออสังหาบางประเทศและ ข้อที่ 7 เมื่อมีคนขายมากกว่าคนซื้อทุก อย่างพังทันทีวันหนึ่งมีคนกลุ่มเล็กๆ เริ่มรู้สึกว่าราคาแพงเกินไปแล้วเลยขาย ทุกราคาเพื่อทำกำไรเมื่อราคาหยุดขึ้นและ เริ่มตกคนอื่นก็รีบขายตามสัญญาซื้อขาย ล่วงหน้าแตกและล้มเป็นdomมิโนราคาเหลือ 0 ภายในไม่กี่สัปดาห์คนที่ซื้อตอนปลายฟอง
6:58 สบู่ก็เจ๋งและหมดตัวตามๆกันไป และนี่คือบทเรียนการเงินแรกของโลกพิสอน ว่าไม่มีอะไรที่ราคาจะขึ้นไปเรื่อยๆถ้า มันไม่ได้สร้างมูลค่าจริงๆเงินต้องมา พร้อมสติไม่ใช่อารมณ์ถึงแม้ว่านัก ประวัติศาสตร์สมัยใหม่จะบอกว่าผลกระทบทาง เศรษฐกิจไม่ได้รุนแรงอย่างที่คิดแต่บาด แผลทางจิตวิทยานั้นลึกมากครับนี่คือจุด เริ่มต้นที่ทำให้ชาวดัชกลายเป็นคนที่หวาด ระแวงเรื่องการลงทุนเก็งกำไรและหักมา คลั่งไล้เรื่องความประหยัดอย่างมีวินัย แทนชาวดัชจึงเริ่มพัฒนาแนวคิดเรื่องความ มั่นคงทางการเงินและการไม่ใช้เงินตาม กระแส และวิกฤตก็ยังไม่จบจากฟองสบู่ทิวลิป กระโดดมาศตวรรษที่ 21 ก่อนปี 2008
7:45 เนเธอร์แลนด์ดูแข็งแกร่งหนี้รัฐบาลต่ำงบ ประมาณเกินดุลการว่างงานก็น้อยมากๆแต่พอ วิกฤตการเงินโลกเข้ามาทำให้ในปี 2008 เศรษฐกิจหยุดนิ่งปี 2009 GDP หดตัวติดลบ 3.9% 9% ปี 2015 เข้าสู่ภาวะถดถอย 2 รอบ Double DIP resession ยาวนานถึง 7 ปีเหตุผลที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็คือ มีระบบเศรษฐกิจแบบเปิดสูงมากเกินไปที่นี่ พึ่งพาการค้าโลกอย่างมากธนาคารดัชให้กู้ เงินกรีซและไอแลนด์หลายหมื่นล้านยูโรหนี้ จำนองบ้านสูงที่สุดในยุโรปและรัฐบาลใช้ เงิน 90,000 ล้านยูโรคิดเป็น 15% ของ GDP เพื่อนำไปช่วยระบบการเงินในประเทศทำให้
8:30 หนี้รัฐบาลพุ่งจาก 45% เป็น 60% ของ GDP ภายในไม่กี่ปีครั้งนี้ทำให้ชาวดัชอีก ครั้งว่าความระมัดระวังเรื่องเงินไม่ใช่ เรื่องตลกจากความพังสู่ระบบการเงินที่ มั่นคงที่สุดในยุโรปหลังฟองสบู่แตก เนเธอร์แลนด์เรียนรู้บทใหญ่เรื่องความ เสี่ยงพวกเขาจึงเริ่มสร้างระบบการเงินที่ โปร่งใสและรอบคอบขึ้นมาใหม่ธนาคารแห่งแรก ของโลกที่มีระบบเก็บเงินและโอนเงิน ระหว่างประเทศก็ถือกำเนิดที่นี่ชื่อว่า Amsterdam Whistle Bank ระบบนี้ทำให้ เนเธอร์แลนด์กลายเป็นศูนย์กลางการเงินของ ยุโรปในศตวรรษที่ 17-18 และแม้ต่อมาจะเสียตำแหน่งให้กับอังกฤษแต่ พวกเขายังคงรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ไว้ได้ด้วยนิสัยสำคัญอย่างหนึ่งคือใช้
9:18 เงินอย่างมีสติรู้คุณค่าของทุกยูโรในปี 2025 เนธเอร์แลนด์มีจำนวนประชากรโดย ประมาณ 18.3 3 ล้านคนมี GDP ต่อหัวข้อ มูลในปี 2024 อยู่ที่เป็นประมาณ 68,000 ดอลลาร์สหรัฐอะไรทำให้เนเธอร์แลนด์รวยและ ที่นี่มีรายได้มาจากอะไรเนธเอร์แลนด์มี เศรษฐกิจแข็งแกร่งด้วยปัจจัยหลายด้าน 1 ทำเลที่ตั้งและโครงสร้างพื้นฐานตั้งอยู่ ในยุโรปตะวันตกมีพอร์ตสำคัญอย่าง Port of Rotterdam Rotardัซึ่งถือเป็นหนึ่งในท่า เรือที่ใหญ่สุดของยุโรปจึงเป็นศูนย์กลาง ด้านการค้าระบบคมนาคมทั้งทางบกทางน้ำและ ทางอากาศมีประสิทธิภาพทำให้สามารถเชื่อม โยงกับตลาดยุโรปได้อย่างรวดเร็ว 2 เศรษฐกิจเปิดและการค้าโลกเนเธอร์แลนด์
10:05 เน้นการส่งออกเป็นหลักมีบริษัทต่างชาติ จำนวนมากตั้งสำนักงานใหญ่ยุโรปที่นี่และ มีแรงงานหลายภาษาที่พร้อมรองรับเศรษฐกิจ ของประเทศมีลักษณะขนาดเล็กแต่ได้ผล Small Country Open Economy คือพึ่งพาการค้า การลงทุนต่างประเทศและการให้บริการระดับ สูง 3 นวัตนวัตกรรมเทคโนโลยีและการเกษตร ที่มีประสิทธิภาพประเทศนี้มีฐานนวัตกรรม สูงมีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกในเมือง อัมเตอร์ดัมและมีการผสมผสานระหว่างภาครัฐ เอกชนมหาวิทยาลัยให้เกิดความร่วมมือทาง นวัตกรรมด้านเกษตรและแปรรูปอาหาร Agry Food ก็เป็นจุดแข็งสำคัญของประเทศโดยมี การผลิตส่งออกพืชผลสินค้าเกษตรแปรรูปใน
10:50 ระดับโลก 4. โครงสร้างภาษีและสภาพแวดล้อม ธุรกิจที่ดึงดูดนักลงทุนมีสิทธิประโยชน์ ด้านธุรกิจโดยเฉพาะการดึงดูดบริษัทข้าม ชาติให้มาตั้งที่นี่พร้อมแรงงานที่มี ทักษะมีหลายภาษาและมีโครงสร้างพื้นฐานรอง รับระบบความมั่นคงของประเทศดีเครดิต ประเทศจัดอันดับสูงจึงสร้างความเชื่อมั่น ให้กับนักลงทุน ต่อมาก็มาถึงคำถามที่หลายคนสงสัยว่าแล้ว นิสัยการเงินของชาวดัเป็นยังไงบอกเลยว่า แปลกและไม่เหมือนใครจริงๆครับนิสัยการ เงินที่ 1 คำว่าหนี้เท่ากับความผิดในภาษา ในภาษา Dutch คำว่า shoot มีความหมาย 2 อย่างหนี้สิน Death หรือบาป Guilt เพราะ
11:38 ฉะนั้นสำหรับชาวดัชการมีหนี้เท่ากับรู้ สึกผิดพวกเขาเกลียดบัตรเครดิตส่วนใหญ่ใช้ แค่บัตรเดบิตซุเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งบัตร เครดิตเลยเพราะถือว่าการใช้เงินที่ยังไม่ มีเป็นบาปกฎเหล็กของพวกเขาคือ own it then spend it เรื่องที่คนไม่ค่อยรู้นิสัยคุยเรื่องเงิน ตรงไปตรงมาต่างจากหลายประเทศที่อายหรือ เลี่ยงการพูดเรื่องเงินแต่คนดัชกลับตรงไป ตรงมามากถ้าคุณไปกินข้าวกับเพื่อนชาวดัช คุณอาจจะได้ยินคำว่า Let's go Dutch ซึ่งหมายถึงแชร์จ่ายคนละครึ่งนั่นไม่ใช่ ความงกแต่คือความยุติธรรมในมุมมองของพวก เขาพวกเขาเชื่อว่าเราทุกคนรับผิดชอบชีวิต ตัวเองและเงินไม่ควรเป็นเรื่องที่ต้องปิด บัง ทำให้เกิดเป็นนิสัยการเงินที่ 2 Dutch
12:25 จริงจังแยกบินถึงแม้จะแค่ 2 ยูโรก็ตามคำ ว่า Going Dutch แยกจ่ายกันเองมันเริ่ม จากแอปที่ชื่อว่าติกกี้กลายเป็น ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมติี้คือแอปโอนเงิน ของเงินผ่านลิงก์ที่ได้รับความนิยมมากใน ประเทศเนเธอร์แลนด์พัฒนาโดย ABN Bankง 1 ในธนาคารใหญ่ของประเทศใช้กันเยอะมากจน กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของชาว Dutch ติคือแอปที่ให้คุณส่งลิงก์ให้ เพื่อนจ่ายเงินกลับมาแชร์บินหารค่าใช้ จ่ายเก็บเงินกลุ่มจ่ายเงินด้วยการกดลิงก์ ง่ายๆคน Dutch จะพูดกันบ่อยๆว่า I send you a ticky แปลว่าเดี๋ยวส่งลิงก์ให้ จ่ายมากลับนะในปี 2020 มีการส่งคำขอเงิน มากกว่า 10,000 รายการต่อวันสำหรับยอดที่ ต่ำกว่า 2 ยูโรส่งไปที่ติกกี้แม้แค่ค่า
13:13 ช็อกโกแลต 1.20 20 ยูโรก็ถือว่าเป็น เรื่องปกติการแยกบินไม่ใช่เรื่องตระหนี่ แต่เป็นเรื่องของความยุติธรรมคุณจ่ายใน สิ่งที่คุณใช้ไม่ต้องเป็นหนี้บุญคุณใคร ไม่รู้สึกผิดนี่คือปรัชญาแบบชาวดัชนั่น เองครับนิสัยการเงินที่ 3 สอนเด็กเรื่อง เงินตั้งแต่เล็กมาก Zelt เด็ก Dutch ได้ รับ Z เงินออมตั้งแต่อายุน้อยมากๆพ่อแม่ จะสอนให้ลูกบันทึกรายรับรายจ่ายออมเงิน เป็นส่วนแบ่งต้องทำงานพิเศษด้วยตัวเอง เช่นแจกหนังสือหรือพิมพ์หรือทำงาน ซุเปอร์มาร์เก็ตหลักการคือพึ่งตัวเอง Self Reliance เมื่อโตขึ้นพวกเขาไม่คาดหวัง ให้ใครดูแลแม้แต่พ่อแม่เองซึ่งต่างจาก หลายวัฒนธรรมและเอเชียที่เน้นการพึ่งพา ครอบครัว
13:59 นิสัยการเงินที่ 4 ประเทศที่ไม่ใช้เงินสด เนเธอร์แลนด์เป็นสังคมไร้เงินสดเกือบ สมบูรณ์สถิติคือในปี 2017 จ่ายด้วยบัตร แซงหน้าเงินสดปัจจุบันมีเพียง 20% ของ ธุรกรรมที่ยังใช้เงินสดอยู่ร้านหลายแห่ง ไม่รับเงินสดเลยแม้แต่กาแฟที่มหาวิทยาลัย การ์ด้วยมือถือ contactless payment เป็นเรื่องปกติแม้แต่รถโดยสารสาธารณะก็ แตะจ่ายสะดวกรวดเร็วเหตุผลคือระบบธนาคาร ดิจิตอลที่นี่ล้ำหน้ามากติดตามรายจ่ายได้ ง่ายประหยัดเวลามีระเบียบแต่ชาวต่างชาติ ที่มาใหม่มักงงเพราะยังจะหยิบเงินสดจ่าย แต่คนดัชจะมองว่าคุณแปลก และนิสัยการเงินที่ 5 ออมเงินได้สูงที่
14:45 สุดในยุโรปแต่รู้จักสนุกกับการใช้ชีวิต ข้อมูลจากเว็บไซต์ IO Plus รายงานว่าชาว ดัชมีเงินออมเฉลี่ย 152,520 ยูโรต่อคนหรือประมาณ 5,741,000 บาทซึ่งเป็นการออมที่สูงที่สุดในสหภาพ ยุโรปพวกเขาออมในรูปแบบที่หลากหลายไม่ว่า จะเป็นเงินสดในธนาคารพันธบัตรหุ้นกองทุน กองทุนบำเหน็จบำนาญส่วนตัวแต่ความประหยัด นี้ไม่ได้หมายถึงตระหนี่เพราะพวกเขาเองก็ ยินดีที่จะใช้เงินไปกับการท่องเที่ยวการ ศึกษาและสิ่งที่มีคุณค่าจริงๆหลักคิดคือ Normal is crazy enough ความธรรมดาก็ พอแล้วไม่เห็นต้องฟุ่มเฟือยพวกเขาไม่โชว์ ความมั่งคั่งไม่อวดรวยเพราะมรดกแบบ
15:31 คาวินิสที่เน้นความเรียบง่ายการออมอย่าง พอดีการไม่โอ้อวดและมีระเบียบวินัยนี่คือ ความสุขที่แท้จริงของพวกเขาที่นี่มีระบบ ป้องกันการเป็นหนี้เข้มงวดที่สุดในโลกพูด ง่ายๆคือใครจะเป็นหนี้ไม่ได้เป็นกันง่าย นะครับสิ่งที่น่าสนใจมากๆเลยก็คือ Netherland ไม่มีระบบ Credit Score แบบ อเมริกาแต่มี BKR Dutch Credit Registration Office ระบบจดทะเบียนหนี้ ส่วนกลางวิธีทำงานของระบบนี้ก็คือถ้าคุณ จ่ายบินตรงเวลามีรายได้มั่นคงเท่ากับว่า คุณมีความน่าเชื่อถือแต่เมื่อใดก็ตามที่ คุณผิดนัดชำระเท่ากับว่าคุณเข้าบัญชีดำ BKR มาทันทีแล้วเมื่อคุณไปขอสินเชื่อไม่ ว่าจะเป็นซื้อบ้านซื้อรถธนาคารจะรู้ทุก
16:17 อย่างไม่ว่าจะเป็นหนี้สินทุกประเภทที่คุณ มีสัญญาเช่ารถยนต์ที่เหลือแม้แต่สัญญาการ ซื้อมือถือก็นับด้วยนะครับพูดง่ายๆคือ รัฐบาล Dutch ทำให้เกือบเป็นไปไม่ได้ที่ จะใช้เงินเกินตัวจากประวัติศาสตร์อันยาว นานกว่า 400 ปีของชาวดัชเราได้บทเรียน อะไรบ้างบทเรียนที่ 1 ความระมัดระวังเกิด จากประสบการณ์จากิปเนียและวิกฤต 2008 สอน ให้รู้ว่าฟองสบู่ทางการเงินมีจริงและ อันตรายน่ากลัวกว่าที่คิดบทเรียนที่ 2 วินัยทางการเงินเริ่มจากวัฒนธรรมสอนลูก ตั้งแต่เล็กสร้างนิสัยการเงินที่ดีตั้ง แต่เนิ่นๆบทเรียนที่ 3 เทคโนโลยีช่วยจัด การเงินได้ดีระบบดิจิตอลที่ดีทำให้ติดตาม รายจ่ายง่ายประหยัดได้มากขึ้นบทเรียนที่ 4
17:02 การออมที่ไม่ขัดกับความสุขชาว Dutch มี คุณภาพชีวิตดีแฮปปี้ได้แม้จะประหยัดก็ตาม บทเรียนที่ 5 ความโปร่งใสและความยุติธรรม Going Dutch ไม่ใช่ความตระหนี่แต่เป็น ความซื่อสัตย์ต่อกัน มาดู comment of the day กันครับ >> นิสัยการเงินของชาว DUT ไม่ใช่เรื่อง บอนเอิญมันคือผลลัพธ์จากประวัติศาสตร์ที่ เจ็บปวดวัฒนธรรมที่เคร่งครัดและการเรียน รู้จากความล้มเหลวจากประเทศที่เคยมีฟอง สบู่การเงินครั้งแรกของโลกกลายเป็นประเทศ ที่จัดการเงินเก่งเก่งที่สุดในยุโรปครั้ง หน้าที่คุณได้รับทิกกี้จากเพื่อน Dutch อย่าคิดว่าเขาตระหนี่เขาแค่กำลัง Going Dutch ดูแลความสัมพันธ์แบบ Dutch ที่
17:49 เน้นความยุติธรรมและความเท่าเทียมนั่นเอง ครับเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่อยู่ต่ำ กว่าน้ำทะเลแต่ไม่เคยยอมให้ชีวิตอยู่ต่ำ กว่าใครเพราะพวกเขาเข้าใจว่าสิ่งสำคัญไม่ ใช่จะมีเงินมากแค่ไหนแต่คือจัดการมัน อย่างไรวันนี้พวกเขากลายเป็นหนึ่งใน ประเทศที่ระบบการเงินมั่นคงที่สุดในยุโรป นิสัยของชาวดัชจึงสอนเราว่าความมั่งคั่ง ไม่ได้มาจากโชคแต่มาจากวินัยความคิดและ ความซื่อสัตย์ต่อเงินของตัวเองแล้วคุณผู้ ชมล่ะครับชอบนิสัยการเงินของชาวดัข้อไหน มากที่สุด ถ้าชอบเนื้อหาแบบนี้ฝากกดติดตามช่องขาย ไอเดียและกดกระดิ่งไว้ด้วยนะครับขอบคุณ ครับ