เงียบสุดในยุโรปแต่รวยดัง! จนโลกต้องช็อก ด้วยนิสัยการเงินแปลกๆนี้? #เดินไปเล่าไป | เรื่องเล่า | Money

Kai Idea www.youtube.com

สรุปย่อ

วิดีโอสำรวจว่าทำไมชาวดัตช์ถึงขึ้นชื่อเรื่องความเข้าใจเรื่องการเงิน โดยเจาะลึกประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของเนเธอร์แลนด์ ตั้งแต่ยุคทองในศตวรรษที่ 17 ไปจนถึงวิกฤตการณ์ทางการเงินต่างๆ และวิเคราะห์ลักษณะนิสัยทางการเงินที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวดัตช์ เช่น ความประหยัด การไม่ชอบเป็นหนี้ การสอนเรื่องเงินแก่เด็กตั้งแต่เนิ่นๆ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อจัดการการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ

  • เนเธอร์แลนด์มีประวัติศาสตร์ที่ผันผวนทางเศรษฐกิจ ซึ่งหล่อหลอมให้ชาวดัตช์มีนิสัยทางการเงินที่ระมัดระวัง
  • ชาวดัตช์มีลักษณะนิสัยทางการเงินที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น การไม่ชอบเป็นหนี้ การแบ่งจ่าย (Going Dutch) และการสอนเรื่องเงินแก่เด็กตั้งแต่เนิ่นๆ
  • เนเธอร์แลนด์เป็นสังคมไร้เงินสดเกือบสมบูรณ์ และมีระบบป้องกันการเป็นหนี้ที่เข้มงวด

เกริ่นนำ

วิดีโอเริ่มต้นด้วยการแนะนำว่าเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศเล็กๆ ที่เคยล้มละลายในศตวรรษที่ 17 แต่กลับเป็นผู้ให้กำเนิดตลาดหุ้นแห่งแรกของโลก และสร้างระบบบริษัทมหาชนขึ้นมาก่อนใคร โดยวิดีโอจะสำรวจว่าทำไมชาวดัตช์ถึงเข้าใจเรื่องเงินดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จุดต่ำสุดทางเศรษฐกิจของพวกเขาคืออะไร และคนดัตช์มีนิสัยทางการเงินอะไรบ้างที่ทำให้พวกเขาสามารถอยู่รอดได้ในทุกยุคทุกสมัย

ความเปลี่ยนแปลง?

เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่เงียบสงบในยุโรป แต่กลับมาเป็นกระแสเมื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ประกาศว่าเป็นเกย์อย่างเปิดเผย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับคุณค่าของมนุษย์มากกว่าเพศหรือภาพลักษณ์ทางการเมือง นอกจากนี้ ชาวดัตช์ยังมีเงินออมเฉลี่ยสูงที่สุดในยุโรป ซึ่งเป็นผลมาจากประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวดที่ทำให้พวกเขาเรียนรู้บทเรียนจนกลายเป็นนิสัยการเงินที่น่าเหลือเชื่อ

ยุคทองของที่นี่

ในศตวรรษที่ 17 เนเธอร์แลนด์เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก โดยอัมสเตอร์ดัมเป็นเมืองที่รวยที่สุดในโลกตะวันตก ซึ่งเป็นผลมาจาก VOC (Dutch East India Company) บริษัทข้ามชาติแห่งแรกของโลกที่มีระบบหุ้นสมัยใหม่ ชาวดัตช์เริ่มมีชื่อเสียงเรื่องความเข้าใจในระบบเศรษฐกิจ พวกเขาคิดเป็นระบบ คำนวณความเสี่ยง และรู้จักการกระจายความเสี่ยงตั้งแต่ 400 ปีก่อนที่โลกจะใช้คำนี้เสียอีก

จุดต่ำสุด

ความมั่งคั่งนำไปสู่โศกนาฏกรรมทางการเงินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นั่นคือ Tulip Mania ฟองสบู่การเงินครั้งแรกของโลกในปี 1634 ชาวดัตช์เริ่มคลั่งไคล้ดอกทิวลิป ซึ่งเป็นดอกไม้แปลกใหม่จากอาณาจักรออตโตมัน ราคาของหัวดอกทิวลิปพุ่งสูงจนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งฐานะ แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1637 ฟองสบู่ดอกทิวลิปแตก ราคาดิ่งลงภายในไม่กี่สัปดาห์ พ่อค้าหลายคนล้มละลาย มิตรภาพแตกสลาย และความไว้วางใจในสังคมก็ถูกทำลาย

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดฟองสบู่ดอกทิวลิป ได้แก่ ความหายากและความหรูหราของดอกทิวลิป ความเชื่อว่าราคาจะขึ้นไปเรื่อยๆ การซื้อขายแบบสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Future Contracts) การที่คนทั่วไปแห่เข้ามาเก็งกำไรในช่วงท้ายๆ ข่าวลือและสื่อที่ทำให้ความบ้าคลั่งลามไว และความโลภบวกกับความกลัวพลาดโอกาส เมื่อมีคนขายมากกว่าคนซื้อ ทุกอย่างก็พังทันที

บทเรียนที่ได้จากเหตุการณ์นี้คือ ไม่มีอะไรที่ราคาจะขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้ามันไม่ได้สร้างมูลค่าจริงๆ เงินต้องมาพร้อมสติไม่ใช่อารมณ์ แม้ว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจไม่ได้รุนแรงอย่างที่คิด แต่บาดแผลทางจิตวิทยานั้นลึกมาก นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชาวดัตช์กลายเป็นคนที่หวาดระแวงเรื่องการลงทุนเก็งกำไร และหันมาคลั่งไคล้เรื่องความประหยัดอย่างมีวินัยแทน

วิกฤตการเงิน

วิกฤตยังไม่จบเพียงเท่านี้ ในช่วงก่อนปี 2008 เนเธอร์แลนด์ดูแข็งแกร่ง แต่เมื่อวิกฤตการเงินโลกเข้ามา ทำให้เศรษฐกิจหยุดนิ่งและ GDP หดตัวติดลบ เหตุผลที่ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็คือ มีระบบเศรษฐกิจแบบเปิดสูงมากเกินไป พึ่งพาการค้าโลกอย่างมาก ธนาคารดัตช์ให้กู้เงินกรีซและไอซ์แลนด์หลายหมื่นล้านยูโร หนี้จำนองบ้านสูงที่สุดในยุโรป และรัฐบาลใช้เงินจำนวนมากเพื่อนำไปช่วยระบบการเงินในประเทศ ทำให้หนี้รัฐบาลพุ่งสูงขึ้น

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ชาวดัตช์ตระหนักอีกครั้งว่าความระมัดระวังเรื่องเงินไม่ใช่เรื่องตลก หลังฟองสบู่แตก เนเธอร์แลนด์เรียนรู้บทใหญ่เรื่องความเสี่ยง พวกเขาจึงเริ่มสร้างระบบการเงินที่โปร่งใสและรอบคอบขึ้นมาใหม่ ธนาคารแห่งแรกของโลกที่มีระบบเก็บเงินและโอนเงินระหว่างประเทศก็ถือกำเนิดที่นี่ ทำให้เนเธอร์แลนด์กลายเป็นศูนย์กลางการเงินของยุโรปในศตวรรษที่ 17-18

แม้ต่อมาจะเสียตำแหน่งให้กับอังกฤษ แต่พวกเขายังคงรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจไว้ได้ด้วยนิสัยสำคัญอย่างหนึ่งคือ ใช้เงินอย่างมีสติ รู้คุณค่าของทุกยูโร เนเธอร์แลนด์มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งด้วยปัจจัยหลายด้าน ได้แก่ ทำเลที่ตั้งและโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจเปิดและการค้าโลก นวัตกรรมเทคโนโลยีและการเกษตรที่มีประสิทธิภาพ และโครงสร้างภาษีและสภาพแวดล้อมธุรกิจที่ดึงดูดนักลงทุน

นิสัยการเงิน

นิสัยการเงินของชาวดัตช์มีเอกลักษณ์และไม่เหมือนใคร ได้แก่

  1. คำว่าหนี้เท่ากับความผิด: ชาวดัตช์เกลียดบัตรเครดิต ส่วนใหญ่ใช้แค่บัตรเดบิต เพราะถือว่าการใช้เงินที่ยังไม่มีเป็นบาป กฎเหล็กของพวกเขาคือ "Own it then spend it"
  2. Dutch จริงจัง แยกบิล: ชาวดัตช์ตรงไปตรงมาเรื่องเงิน และนิยมแยกจ่าย (Going Dutch) แม้แต่จำนวนเงินเล็กน้อยก็ตาม โดยใช้แอปที่ชื่อว่า Tikkie ซึ่งกลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม การแยกบิลไม่ใช่เรื่องตระหนี่ แต่เป็นเรื่องของความยุติธรรม
  3. สอนเด็กเรื่องเงินตั้งแต่เล็กมาก: เด็กดัตช์ได้รับเงินออมตั้งแต่อายุน้อย พ่อแม่จะสอนให้ลูกบันทึกรายรับรายจ่าย ออมเงิน และทำงานพิเศษด้วยตัวเอง หลักการคือพึ่งตัวเอง (Self Reliance)
  4. ประเทศที่ไม่ใช้เงินสด: เนเธอร์แลนด์เป็นสังคมไร้เงินสดเกือบสมบูรณ์ การจ่ายด้วยบัตร การ์ด หรือมือถือเป็นเรื่องปกติ เพราะระบบธนาคารดิจิทัลที่นี่ล้ำหน้ามาก ติดตามรายจ่ายได้ง่าย ประหยัดเวลา และมีระเบียบ
  5. ออมเงินได้สูงที่สุดในยุโรป แต่รู้จักสนุกกับการใช้ชีวิต: ชาวดัตช์มีเงินออมเฉลี่ยสูงที่สุดในสหภาพยุโรป แต่ก็ยินดีที่จะใช้เงินไปกับการท่องเที่ยว การศึกษา และสิ่งที่มีคุณค่าจริงๆ หลักคิดคือ "Normal is crazy enough" พวกเขาไม่โชว์ความมั่งคั่ง ไม่อวดรวย เพราะมรดกแบบคาวินิสที่เน้นความเรียบง่าย การออมอย่างพอดี การไม่โอ้อวด และมีระเบียบวินัย

นอกจากนี้ เนเธอร์แลนด์ยังมีระบบป้องกันการเป็นหนี้ที่เข้มงวดที่สุดในโลก โดยไม่มีระบบ Credit Score แบบอเมริกา แต่มี BKR (Dutch Credit Registration Office) ระบบจดทะเบียนหนี้ส่วนกลาง ซึ่งทำให้เกือบเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้เงินเกินตัว

ส่งท้าย ชวนคิดต่อ

จากประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 400 ปีของชาวดัตช์ เราได้บทเรียนว่า ความระมัดระวังเกิดจากประสบการณ์ วินัยทางการเงินเริ่มจากวัฒนธรรม เทคโนโลยีช่วยจัดการการเงินได้ดี การออมที่ไม่ขัดกับความสุข และความโปร่งใสและความยุติธรรม นิสัยของชาวดัตช์สอนเราว่าความมั่งคั่งไม่ได้มาจากโชค แต่มาจากวินัย ความคิด และความซื่อสัตย์ต่อเงินของตัวเอง

Summarize any YouTube video in seconds

Get summaries like this one for any video, in your language, with the free Summ app.

Download on the Apple Store
Get it on Google Play

Transcript

YouTube Transcript Generator

0:00 ถ้าพูดถึงคนรวยในยุโรปหลายคนก็อาจจะนึก ถึงสวิสหรือเยอรมันแต่ถ้าพูดถึงคนที่เข้า ใจเรื่องเงินที่สุดในโลกชื่อหนึ่งที่มัก ถูกพูดถึงคือชาวดัชหรือคนเนธเอร์แลนด์ ประเทศเล็กๆที่เคยล้มละลายในศตวรรษที่ 17 แต่กลับเป็นผู้ให้กำเนิดตลาดหุ้นแห่งแรก ของโลกและสร้างระบบบริษัทมหาชนขึ้นมาก่อน ใครอีกด้วยในวันนี้ครับเราจะไปดูกันว่า ทำไมเนเธอร์แลนด์ถึงเข้าใจเรื่องเงินดี เป็นอันดับต้นๆของ จุดต่ำสุดทางเศรษฐกิจของพวกเขาคืออะไรและ คนดัชมีนิสัยทางการเงินอะไรบ้างที่ทำให้ พวกเขาอยู่รอดได้ทุกยุคทุกสมัยพร้อมแล้ว ไปชมกันเลยครับ

0:46 ประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่ เงียบที่สุดในยุโรปเศรษฐกิจนิ่งการเมือง นิ่งจนแทบจะไม่มีข่าวอะไรให้โลกภายนอกตาม เลยก็ว่าได้แต่ล่าสุดประเทศที่เงียบเกิน ไปนี้ก็กลับกลายเป็นกระแสขึ้นมาทันที เพราะนายกรัฐมนตรีคนใหม่ชื่อว่า Rob Jeton ประกาศว่าตัวเองเป็นเกยอย่างเปิด เผยต้องยอมรับว่าเนธเอร์แลนด์คือหนึ่งใน ประเทศแรกๆของโลกที่สนับสนุนความหลากหลาย ทางเพศอย่างจริงจังตั้งแต่การแต่งงานเพศ เดียวกันไปจนถึงสิทธิเท่าเทียมแต่การที่ ผู้นำสูงสุดของประเทศยืนขึ้นมาบอกว่าผม เป็นเกยและผมภูมิใจในตัวเองนี่แหละครับ คือสัญลักษณ์ของประเทศที่ให้ความสำคัญกับ คุณค่าของมนุษย์มากกว่าเพศหรือภาพลักษณ์

1:31 ทางการเมืองและทำให้ทั้งโลกต้องหันกลับมา มองว่าประเทศเงียบๆที่ชื่อเนธเอร์แลนด์ กำลังส่งสัญญาณอะไรบางอย่างเกี่ยวกับ เสรีภาพความเท่าเทียมและความเป็นผู้นำใน ยุคใหม่นี้ คุณผู้ชมรู้หรือไม่ว่าชาวมีเงินออมเฉลี่ย ถึง 152,520 ยูโรสูงที่สุดในยุโรปทั้งหมดแต่เบื้อง หลังความประหยัดอย่างมีระเบียบนี้กลับมี ประวัติศาสตร์สุดแสนเจ็บปวดที่ทำให้พวก เขาเรียนรู้บทเรียนจนกลายเป็นนิสัยการ เงินที่น่าเหลือเชื่อ ในศตวรรษที่ 17 Netเธอร์แลนด์คือมหาอำนาจ ทางเศรษฐกิจของโลกเลยนะครับอัมสเตอร์ดัม เนี้ยเป็นเมืองที่รวยที่สุดในโลกตะวันตก มี GDP ต่อหัวมากกว่าปารีสถึง 4 เท่าทั้ง

2:20 หมดนี้เกิดจาก VOC Dutch East India Company บริษัทข้ามชาติแห่งแรกของโลกที่ มีระบบหุ้นสมัยใหม่มูลค่าสูงสุดถึง 8.2 2 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อแทบต่อค่าเงินใน ปัจจุบันเกือบเท่ากับ GDP รวมของเยอรมนี อังกฤษและฝรั่งเศสในยุคนี้รวมกันเลยล่ะ ครับเมืองอัมสเตอร์ดัมกลายเป็นศูนย์กลาง การเงินและชาวดัชก็เริ่มมีชื่อเสียง เรื่องความเข้าใจในระบบเศรษฐกิจพวกเขาคิด เป็นระบบคำนวณความเสี่ยงและรู้จักการ กระจายความเสี่ยงตั้งแต่ 400 ปีก่อนที่ โลกจะใช้คำนี้เสียอีกครับ และแล้วความมั่งคั่งก็พาไปสู่โศกนาฏทาง การเงินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ จุดต่ำสุดของที่นี่ก็ได้เกิดขึ้นทิป

3:07 manนiaฟองสบู่การเงินครั้งแรกของโลกในปี 1634 ชาวดัชเริ่มคั่งคล้ดอกทิวลิปเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นดอกไม้แปลกใหม่จากอาณาจักร ออตโตมันราคาของหัวดอกทิวลิปพุ่งสูงจน กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งฐานะเรียกได้ว่าใคร มีดอกทิวลิปปลูกไว้ที่บ้านฉันรวยมากว่า งั้นราคาของหัวดอกทิวลิปอย่างเช่นหัวอัสั 1 หัวมีค่าเท่ากับที่ดิน 5 เฮคต้าหัวไ 1 หัวแลกได้กับตะกร้าสินค้ามูลค่า 2,500 Florin หัวดอกไม้บางราคาสูงกว่าบ้าน 1 หลังอีกด้วยครับในตอนนั้นผู้ค้าขายทิวทำ กำไรได้ถึง 60,000 flลินต่อเดือนเทียบ เท่าประมาณ 61,700 ดอลลาร์ในปัจจุบันแต่

3:56 สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นในเดือน กุมภาพันธ์ปี 1637 ฟองสบู่ดอกทิวลิปแตกราคาดิ่งลงภายในไม่ กี่สัปดาห์พ่อค้าหลายคนล้มละลายมิตรภาพ แตกสลายความไว้วางใจในสังคมก็ถูกทำลาย สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดฟองสบู่ดอกทิปข้อ ที่ 1 ดอกทulิipเป็นของหรูที่ใหม่และหา ยากมากในยุคนั้นทิปเป็นดอกไม้จากตุรกีไม่ ใช่พืชท้องถิ่นช่วงที่ถูกนำเข้ามายุโรป ใหม่ๆมันแปลกตาหรูหราและถือเป็นสั สัญลักษณ์ของชนชั้นสูงยิ่งสีแปลกเช่นลาย แตกหรือมีลวดลายเฉพาะจากไวรัสในหลอดดอก เรียกว่า Broken Tulip ยิ่งทำให้ราคาแพง มหาศาลของหายากบวกกับดูดีทำให้คนอยากได้

4:41 มากขึ้นเรื่อยๆข้อที่ 2 ความเชื่อว่าราคา จะขึ้นไปเรื่อยๆคนเริ่มเชื่อว่าทิวคือสิน ทรัพย์ปลอดภัยเพราะราคาขึ้นทุกปีจนเกิด ความคิดที่ว่าซื้อวันนี้พรุ่งนี้ขายได้ แพงกว่าแน่ๆนี่คือพฤติกรรมที่เรียกว่า เก็งกำไรแบบฝูง HT Behavior คนซื้อเพราะไม่อยากพรากไม่ ใช่เพราะต้องการจริงๆข้อที่ 3 การซื้อขาย แบบสัญญาซื้อขายล่วงหน้า Future Contracts นี่คือจุดที่ทำให้มันพังเลย ล่ะครับคนในยุคนั้นเริ่มซื้อสัญญาว่าจะ ซื้อทลิปในอนาคตแม้จะยังไม่มีดอกจริงก็ ตามเหมือนซื้อขายราคาอนาคตของหุ้นตัว อย่างเช่นวันนี้จ่ายเงินจองรออีก 6 เดือน ดอกออกแล้วค่อยรับของแต่ระหว่างนั้น สามารถขายสัญญาให้คนอื่นได้นี่ทำให้เกิด

5:27 การเก็งกำไรมากเกินจริงมันคือการซื้อขาย บนความหวังมันคล้ายซื้อขายใบสัญญามากกว่า ซื้อดอกไม้จริงๆข้อที่ 4 คนทั่วไปแห่เข้า มาเก็งกำไรช่วงท้ายๆไม่ใช่แค่คนรวยเท่า นั้นที่ซื้อนะครับแต่รวมไปถึงช่างไม้ชาว นาพ่อค้าเล็กๆทุกคนเริ่มขายของขายบ้านที่ ตัวเองมีเอาเงินไปซื้อสัญญาทิวลิปเพราะ คิดว่าราคาจะขึ้นไม่หยุดนี่คือสัญญาณ อันตรายของฟองสบู่ที่เกิดขึ้นในทุกยุคทุก สมัยข้อที่ 5 ข่าวลือและสื่อในยุคนั้นทำ ให้ความบ้าคลั่งลามไวมากถึงแม้ว่าในยุค นั้นจะไม่มีอินเทอร์เน็ตแต่มีตลาดนัดกลาง เมืองและโรงเล้าที่คนรวมตัวกันข่าวลือแบบ นี้แพร่เร็วมากๆเช่นมีคนพูดว่าคนเพิ่งขาย ทิวลิปแล้วรวยภายในคืนเดียวราคาจะเพิ่ม

6:13 อีกเท่าตัวในปีหน้าความคาดหวังเกินจริงทำ ให้ตลาดโฟกัสแต่ราคาลอยๆไม่ใช่ราคาจริง ข้อที่ 6 ความโลภบวกกับความกลัวพรากคน ซื้อเพราะกลัวว่าไม่ซื้อวันนี้พรุ่งนี้ อาจซื้อไม่ได้แล้วเป็นพฤติกรรมทาง จิตวิทยาที่เกิดขึ้นในทุกฟองสบู่เหมือน บitcoinปี 2017 หรืออสังหาบางประเทศและ ข้อที่ 7 เมื่อมีคนขายมากกว่าคนซื้อทุก อย่างพังทันทีวันหนึ่งมีคนกลุ่มเล็กๆ เริ่มรู้สึกว่าราคาแพงเกินไปแล้วเลยขาย ทุกราคาเพื่อทำกำไรเมื่อราคาหยุดขึ้นและ เริ่มตกคนอื่นก็รีบขายตามสัญญาซื้อขาย ล่วงหน้าแตกและล้มเป็นdomมิโนราคาเหลือ 0 ภายในไม่กี่สัปดาห์คนที่ซื้อตอนปลายฟอง

6:58 สบู่ก็เจ๋งและหมดตัวตามๆกันไป และนี่คือบทเรียนการเงินแรกของโลกพิสอน ว่าไม่มีอะไรที่ราคาจะขึ้นไปเรื่อยๆถ้า มันไม่ได้สร้างมูลค่าจริงๆเงินต้องมา พร้อมสติไม่ใช่อารมณ์ถึงแม้ว่านัก ประวัติศาสตร์สมัยใหม่จะบอกว่าผลกระทบทาง เศรษฐกิจไม่ได้รุนแรงอย่างที่คิดแต่บาด แผลทางจิตวิทยานั้นลึกมากครับนี่คือจุด เริ่มต้นที่ทำให้ชาวดัชกลายเป็นคนที่หวาด ระแวงเรื่องการลงทุนเก็งกำไรและหักมา คลั่งไล้เรื่องความประหยัดอย่างมีวินัย แทนชาวดัชจึงเริ่มพัฒนาแนวคิดเรื่องความ มั่นคงทางการเงินและการไม่ใช้เงินตาม กระแส และวิกฤตก็ยังไม่จบจากฟองสบู่ทิวลิป กระโดดมาศตวรรษที่ 21 ก่อนปี 2008

7:45 เนเธอร์แลนด์ดูแข็งแกร่งหนี้รัฐบาลต่ำงบ ประมาณเกินดุลการว่างงานก็น้อยมากๆแต่พอ วิกฤตการเงินโลกเข้ามาทำให้ในปี 2008 เศรษฐกิจหยุดนิ่งปี 2009 GDP หดตัวติดลบ 3.9% 9% ปี 2015 เข้าสู่ภาวะถดถอย 2 รอบ Double DIP resession ยาวนานถึง 7 ปีเหตุผลที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็คือ มีระบบเศรษฐกิจแบบเปิดสูงมากเกินไปที่นี่ พึ่งพาการค้าโลกอย่างมากธนาคารดัชให้กู้ เงินกรีซและไอแลนด์หลายหมื่นล้านยูโรหนี้ จำนองบ้านสูงที่สุดในยุโรปและรัฐบาลใช้ เงิน 90,000 ล้านยูโรคิดเป็น 15% ของ GDP เพื่อนำไปช่วยระบบการเงินในประเทศทำให้

8:30 หนี้รัฐบาลพุ่งจาก 45% เป็น 60% ของ GDP ภายในไม่กี่ปีครั้งนี้ทำให้ชาวดัชอีก ครั้งว่าความระมัดระวังเรื่องเงินไม่ใช่ เรื่องตลกจากความพังสู่ระบบการเงินที่ มั่นคงที่สุดในยุโรปหลังฟองสบู่แตก เนเธอร์แลนด์เรียนรู้บทใหญ่เรื่องความ เสี่ยงพวกเขาจึงเริ่มสร้างระบบการเงินที่ โปร่งใสและรอบคอบขึ้นมาใหม่ธนาคารแห่งแรก ของโลกที่มีระบบเก็บเงินและโอนเงิน ระหว่างประเทศก็ถือกำเนิดที่นี่ชื่อว่า Amsterdam Whistle Bank ระบบนี้ทำให้ เนเธอร์แลนด์กลายเป็นศูนย์กลางการเงินของ ยุโรปในศตวรรษที่ 17-18 และแม้ต่อมาจะเสียตำแหน่งให้กับอังกฤษแต่ พวกเขายังคงรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ไว้ได้ด้วยนิสัยสำคัญอย่างหนึ่งคือใช้

9:18 เงินอย่างมีสติรู้คุณค่าของทุกยูโรในปี 2025 เนธเอร์แลนด์มีจำนวนประชากรโดย ประมาณ 18.3 3 ล้านคนมี GDP ต่อหัวข้อ มูลในปี 2024 อยู่ที่เป็นประมาณ 68,000 ดอลลาร์สหรัฐอะไรทำให้เนเธอร์แลนด์รวยและ ที่นี่มีรายได้มาจากอะไรเนธเอร์แลนด์มี เศรษฐกิจแข็งแกร่งด้วยปัจจัยหลายด้าน 1 ทำเลที่ตั้งและโครงสร้างพื้นฐานตั้งอยู่ ในยุโรปตะวันตกมีพอร์ตสำคัญอย่าง Port of Rotterdam Rotardัซึ่งถือเป็นหนึ่งในท่า เรือที่ใหญ่สุดของยุโรปจึงเป็นศูนย์กลาง ด้านการค้าระบบคมนาคมทั้งทางบกทางน้ำและ ทางอากาศมีประสิทธิภาพทำให้สามารถเชื่อม โยงกับตลาดยุโรปได้อย่างรวดเร็ว 2 เศรษฐกิจเปิดและการค้าโลกเนเธอร์แลนด์

10:05 เน้นการส่งออกเป็นหลักมีบริษัทต่างชาติ จำนวนมากตั้งสำนักงานใหญ่ยุโรปที่นี่และ มีแรงงานหลายภาษาที่พร้อมรองรับเศรษฐกิจ ของประเทศมีลักษณะขนาดเล็กแต่ได้ผล Small Country Open Economy คือพึ่งพาการค้า การลงทุนต่างประเทศและการให้บริการระดับ สูง 3 นวัตนวัตกรรมเทคโนโลยีและการเกษตร ที่มีประสิทธิภาพประเทศนี้มีฐานนวัตกรรม สูงมีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกในเมือง อัมเตอร์ดัมและมีการผสมผสานระหว่างภาครัฐ เอกชนมหาวิทยาลัยให้เกิดความร่วมมือทาง นวัตกรรมด้านเกษตรและแปรรูปอาหาร Agry Food ก็เป็นจุดแข็งสำคัญของประเทศโดยมี การผลิตส่งออกพืชผลสินค้าเกษตรแปรรูปใน

10:50 ระดับโลก 4. โครงสร้างภาษีและสภาพแวดล้อม ธุรกิจที่ดึงดูดนักลงทุนมีสิทธิประโยชน์ ด้านธุรกิจโดยเฉพาะการดึงดูดบริษัทข้าม ชาติให้มาตั้งที่นี่พร้อมแรงงานที่มี ทักษะมีหลายภาษาและมีโครงสร้างพื้นฐานรอง รับระบบความมั่นคงของประเทศดีเครดิต ประเทศจัดอันดับสูงจึงสร้างความเชื่อมั่น ให้กับนักลงทุน ต่อมาก็มาถึงคำถามที่หลายคนสงสัยว่าแล้ว นิสัยการเงินของชาวดัเป็นยังไงบอกเลยว่า แปลกและไม่เหมือนใครจริงๆครับนิสัยการ เงินที่ 1 คำว่าหนี้เท่ากับความผิดในภาษา ในภาษา Dutch คำว่า shoot มีความหมาย 2 อย่างหนี้สิน Death หรือบาป Guilt เพราะ

11:38 ฉะนั้นสำหรับชาวดัชการมีหนี้เท่ากับรู้ สึกผิดพวกเขาเกลียดบัตรเครดิตส่วนใหญ่ใช้ แค่บัตรเดบิตซุเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งบัตร เครดิตเลยเพราะถือว่าการใช้เงินที่ยังไม่ มีเป็นบาปกฎเหล็กของพวกเขาคือ own it then spend it เรื่องที่คนไม่ค่อยรู้นิสัยคุยเรื่องเงิน ตรงไปตรงมาต่างจากหลายประเทศที่อายหรือ เลี่ยงการพูดเรื่องเงินแต่คนดัชกลับตรงไป ตรงมามากถ้าคุณไปกินข้าวกับเพื่อนชาวดัช คุณอาจจะได้ยินคำว่า Let's go Dutch ซึ่งหมายถึงแชร์จ่ายคนละครึ่งนั่นไม่ใช่ ความงกแต่คือความยุติธรรมในมุมมองของพวก เขาพวกเขาเชื่อว่าเราทุกคนรับผิดชอบชีวิต ตัวเองและเงินไม่ควรเป็นเรื่องที่ต้องปิด บัง ทำให้เกิดเป็นนิสัยการเงินที่ 2 Dutch

12:25 จริงจังแยกบินถึงแม้จะแค่ 2 ยูโรก็ตามคำ ว่า Going Dutch แยกจ่ายกันเองมันเริ่ม จากแอปที่ชื่อว่าติกกี้กลายเป็น ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมติี้คือแอปโอนเงิน ของเงินผ่านลิงก์ที่ได้รับความนิยมมากใน ประเทศเนเธอร์แลนด์พัฒนาโดย ABN Bankง 1 ในธนาคารใหญ่ของประเทศใช้กันเยอะมากจน กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของชาว Dutch ติคือแอปที่ให้คุณส่งลิงก์ให้ เพื่อนจ่ายเงินกลับมาแชร์บินหารค่าใช้ จ่ายเก็บเงินกลุ่มจ่ายเงินด้วยการกดลิงก์ ง่ายๆคน Dutch จะพูดกันบ่อยๆว่า I send you a ticky แปลว่าเดี๋ยวส่งลิงก์ให้ จ่ายมากลับนะในปี 2020 มีการส่งคำขอเงิน มากกว่า 10,000 รายการต่อวันสำหรับยอดที่ ต่ำกว่า 2 ยูโรส่งไปที่ติกกี้แม้แค่ค่า

13:13 ช็อกโกแลต 1.20 20 ยูโรก็ถือว่าเป็น เรื่องปกติการแยกบินไม่ใช่เรื่องตระหนี่ แต่เป็นเรื่องของความยุติธรรมคุณจ่ายใน สิ่งที่คุณใช้ไม่ต้องเป็นหนี้บุญคุณใคร ไม่รู้สึกผิดนี่คือปรัชญาแบบชาวดัชนั่น เองครับนิสัยการเงินที่ 3 สอนเด็กเรื่อง เงินตั้งแต่เล็กมาก Zelt เด็ก Dutch ได้ รับ Z เงินออมตั้งแต่อายุน้อยมากๆพ่อแม่ จะสอนให้ลูกบันทึกรายรับรายจ่ายออมเงิน เป็นส่วนแบ่งต้องทำงานพิเศษด้วยตัวเอง เช่นแจกหนังสือหรือพิมพ์หรือทำงาน ซุเปอร์มาร์เก็ตหลักการคือพึ่งตัวเอง Self Reliance เมื่อโตขึ้นพวกเขาไม่คาดหวัง ให้ใครดูแลแม้แต่พ่อแม่เองซึ่งต่างจาก หลายวัฒนธรรมและเอเชียที่เน้นการพึ่งพา ครอบครัว

13:59 นิสัยการเงินที่ 4 ประเทศที่ไม่ใช้เงินสด เนเธอร์แลนด์เป็นสังคมไร้เงินสดเกือบ สมบูรณ์สถิติคือในปี 2017 จ่ายด้วยบัตร แซงหน้าเงินสดปัจจุบันมีเพียง 20% ของ ธุรกรรมที่ยังใช้เงินสดอยู่ร้านหลายแห่ง ไม่รับเงินสดเลยแม้แต่กาแฟที่มหาวิทยาลัย การ์ด้วยมือถือ contactless payment เป็นเรื่องปกติแม้แต่รถโดยสารสาธารณะก็ แตะจ่ายสะดวกรวดเร็วเหตุผลคือระบบธนาคาร ดิจิตอลที่นี่ล้ำหน้ามากติดตามรายจ่ายได้ ง่ายประหยัดเวลามีระเบียบแต่ชาวต่างชาติ ที่มาใหม่มักงงเพราะยังจะหยิบเงินสดจ่าย แต่คนดัชจะมองว่าคุณแปลก และนิสัยการเงินที่ 5 ออมเงินได้สูงที่

14:45 สุดในยุโรปแต่รู้จักสนุกกับการใช้ชีวิต ข้อมูลจากเว็บไซต์ IO Plus รายงานว่าชาว ดัชมีเงินออมเฉลี่ย 152,520 ยูโรต่อคนหรือประมาณ 5,741,000 บาทซึ่งเป็นการออมที่สูงที่สุดในสหภาพ ยุโรปพวกเขาออมในรูปแบบที่หลากหลายไม่ว่า จะเป็นเงินสดในธนาคารพันธบัตรหุ้นกองทุน กองทุนบำเหน็จบำนาญส่วนตัวแต่ความประหยัด นี้ไม่ได้หมายถึงตระหนี่เพราะพวกเขาเองก็ ยินดีที่จะใช้เงินไปกับการท่องเที่ยวการ ศึกษาและสิ่งที่มีคุณค่าจริงๆหลักคิดคือ Normal is crazy enough ความธรรมดาก็ พอแล้วไม่เห็นต้องฟุ่มเฟือยพวกเขาไม่โชว์ ความมั่งคั่งไม่อวดรวยเพราะมรดกแบบ

15:31 คาวินิสที่เน้นความเรียบง่ายการออมอย่าง พอดีการไม่โอ้อวดและมีระเบียบวินัยนี่คือ ความสุขที่แท้จริงของพวกเขาที่นี่มีระบบ ป้องกันการเป็นหนี้เข้มงวดที่สุดในโลกพูด ง่ายๆคือใครจะเป็นหนี้ไม่ได้เป็นกันง่าย นะครับสิ่งที่น่าสนใจมากๆเลยก็คือ Netherland ไม่มีระบบ Credit Score แบบ อเมริกาแต่มี BKR Dutch Credit Registration Office ระบบจดทะเบียนหนี้ ส่วนกลางวิธีทำงานของระบบนี้ก็คือถ้าคุณ จ่ายบินตรงเวลามีรายได้มั่นคงเท่ากับว่า คุณมีความน่าเชื่อถือแต่เมื่อใดก็ตามที่ คุณผิดนัดชำระเท่ากับว่าคุณเข้าบัญชีดำ BKR มาทันทีแล้วเมื่อคุณไปขอสินเชื่อไม่ ว่าจะเป็นซื้อบ้านซื้อรถธนาคารจะรู้ทุก

16:17 อย่างไม่ว่าจะเป็นหนี้สินทุกประเภทที่คุณ มีสัญญาเช่ารถยนต์ที่เหลือแม้แต่สัญญาการ ซื้อมือถือก็นับด้วยนะครับพูดง่ายๆคือ รัฐบาล Dutch ทำให้เกือบเป็นไปไม่ได้ที่ จะใช้เงินเกินตัวจากประวัติศาสตร์อันยาว นานกว่า 400 ปีของชาวดัชเราได้บทเรียน อะไรบ้างบทเรียนที่ 1 ความระมัดระวังเกิด จากประสบการณ์จากิปเนียและวิกฤต 2008 สอน ให้รู้ว่าฟองสบู่ทางการเงินมีจริงและ อันตรายน่ากลัวกว่าที่คิดบทเรียนที่ 2 วินัยทางการเงินเริ่มจากวัฒนธรรมสอนลูก ตั้งแต่เล็กสร้างนิสัยการเงินที่ดีตั้ง แต่เนิ่นๆบทเรียนที่ 3 เทคโนโลยีช่วยจัด การเงินได้ดีระบบดิจิตอลที่ดีทำให้ติดตาม รายจ่ายง่ายประหยัดได้มากขึ้นบทเรียนที่ 4

17:02 การออมที่ไม่ขัดกับความสุขชาว Dutch มี คุณภาพชีวิตดีแฮปปี้ได้แม้จะประหยัดก็ตาม บทเรียนที่ 5 ความโปร่งใสและความยุติธรรม Going Dutch ไม่ใช่ความตระหนี่แต่เป็น ความซื่อสัตย์ต่อกัน มาดู comment of the day กันครับ >> นิสัยการเงินของชาว DUT ไม่ใช่เรื่อง บอนเอิญมันคือผลลัพธ์จากประวัติศาสตร์ที่ เจ็บปวดวัฒนธรรมที่เคร่งครัดและการเรียน รู้จากความล้มเหลวจากประเทศที่เคยมีฟอง สบู่การเงินครั้งแรกของโลกกลายเป็นประเทศ ที่จัดการเงินเก่งเก่งที่สุดในยุโรปครั้ง หน้าที่คุณได้รับทิกกี้จากเพื่อน Dutch อย่าคิดว่าเขาตระหนี่เขาแค่กำลัง Going Dutch ดูแลความสัมพันธ์แบบ Dutch ที่

17:49 เน้นความยุติธรรมและความเท่าเทียมนั่นเอง ครับเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่อยู่ต่ำ กว่าน้ำทะเลแต่ไม่เคยยอมให้ชีวิตอยู่ต่ำ กว่าใครเพราะพวกเขาเข้าใจว่าสิ่งสำคัญไม่ ใช่จะมีเงินมากแค่ไหนแต่คือจัดการมัน อย่างไรวันนี้พวกเขากลายเป็นหนึ่งใน ประเทศที่ระบบการเงินมั่นคงที่สุดในยุโรป นิสัยของชาวดัชจึงสอนเราว่าความมั่งคั่ง ไม่ได้มาจากโชคแต่มาจากวินัยความคิดและ ความซื่อสัตย์ต่อเงินของตัวเองแล้วคุณผู้ ชมล่ะครับชอบนิสัยการเงินของชาวดัข้อไหน มากที่สุด ถ้าชอบเนื้อหาแบบนี้ฝากกดติดตามช่องขาย ไอเดียและกดกระดิ่งไว้ด้วยนะครับขอบคุณ ครับ

Share

YouTube Video Summaries