0:00 คุณเคยรู้สึกไหมครับว่าวันนี้เราทำงาน หนักมาทั้งวันมือระวิงตอบแชทไลนไม่หยุด ประชุมซ้อนประชุมแบบมาราธอนแต่พอกลับถึง บ้านทิ้งตัวลงบนโซฟากลับจำไม่ได้เลยว่า วันนี้เราทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเสร็จไป บ้างถ้าคำตอบคือเคยเชื่อเถอะครับว่าคุณ ไม่ใช่คนเดียวที่กำลังเจอกับความรู้สึก ว่างเปล่านี้ลองนึกภาพตามดูนะครับเช้ามา เราตื่นพร้อมกับเสียงแจ้งเตือนไลineกลุ่ม ที่ทำงานที่เด้งเตือนเรื่องด่วนตั้งแต่ ยังไม่แปลงฟัน พอทิ้งออฟฟิศระหว่างรอลิฟตขึ้นตึกเราก็ เผลือไถฟีด Facebook หรือ Instagram ค่า เวลาจนติดเป็นนิสัยพอเริ่มงานได้ไม่ทันไร ก็ต้องคอยสตนบายตอบข้อความเจ้านายทักมา ต้องรีบตอบลูกค้าถามมาต้องรีบพิมพ์เรา กำลังตกอยู่ในกับดักที่น่ากลัวที่สุดของ
0:47 คนทำงานยุคนี้ครับนั่นคือการที่เราเสพติด ความยุ่งจนลืมมองหาผลงานที่แท้จริงแค Newport ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เรียก ปรากฏการณ์นี้ว่า Business proxy for productivity หรือการที่เรา ใช้ความยุ่งเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จเรา พยายามทำตัวให้ดูยุ่งตลอดเวลาเพื่อให้รู้ สึกว่าเรากำลังทำงานคุ้มค่าจ้างแต่ในความ เป็นจริงเราอาจจะกำลังทำงานแบบฉาบฉวยหรือ shallow work ที่ไม่ได้สร้างคุณค่าอะไร ที่ยั่งยืนเลยถ้าคุณกำลังรู้สึกว่าตัวเอง เป็นหนูถีบจักรที่วิ่งเร็วแค่ไหนก็ยัง อยู่ที่เดิมนี่คือสัญญาณอันตรายที่คุณ ต้องหยุดฟังครับเพราะสิ่งที่คุณกำลังจะ ได้ฟังต่อไปนี้อาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่ปลด
1:35 ล็อคศักยภาพการทำงานของคุณให้ดำดิ่งลึกลง ไปเจอกับเพชรเม็ดงามที่ซ่อนอยู่ยินดีต้อน รับเข้าสู่โลกของ Deep Work ครับสวัสดี ครับและยินดีต้อนรับทุกท่านกลับเข้าสู่ รายการเล่มล่าสุดฟังหนังสือเปลี่ยนชีวิต กันอีกครั้งนะครับพื้นที่ที่จะเปลี่ยนการ อ่านหนังสือเล่มหนาให้เป็นการฟังที่ย่อย ง่ายเพลิดเพลินและที่สำคัญคือนำไปปรับใช้ พลิกชีวิตได้จริงก่อนที่เราจะไปดำดิ่งสู่ เนื้อหาที่เข้มข้นกันต่อผมขอฝากเพื่อนๆกด Subscribe หรือกดติดตามช่องของเราไว้สัก นิดนะครับเพื่อคุณจะได้รับแจ้งเตือนเนื้อ หาดีๆแบบนี้ก่อนใครและไม่พลาดโอกาสที่จะ พัฒนาตัวเองในทุกๆตอนครับและสำหรับใครที่ ฟังแล้วรู้สึกอินอยากได้หนังสือเล่มจริง ฉบับภาษาไทยมาครอบครองไว้อ่านทบทวนหรือ
2:22 ขีดเส้นใต้ข้อความโดนๆผมได้แปะลิงก์สั่ง ซื้อหนังสือฉบับลิขสิทธิ์ถูกต้องไว้ให้ใน คำบรรยายด้านล่างเรียบร้อยแล้วนะครับลอง กดเข้าไปดูกันได้เลยเอาล่ะครับมาเข้า เรื่องกันต่อจากกับดักความยุ่งที่เราคุย กันไปเมื่อครู่หนังสือเล่มนี้ Deep Work ไม่ได้แค่จะบอกให้เราเลิกเล่นมือถือหรือ ให้เราหนีไปอยู่ป่าเพื่อตัดขาดโลกภายนอก นะครับแต่มันกำลังจะบอกเล่าถึงทักษะทักษะ หนึ่งที่ผมกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่ามันคือ Power หรือพลังวิเศษเพียงอย่างเดียวที่ จำเป็นและสำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 21 นี้ ครับทำไมผมถึงกล้าพูดแบบนั้นลองจินตนาการ ดูนะครับในยุคเศรษฐกิจสารสนเทศแบบนี้ใครๆ ก็เข้าถึงข้อมูลได้เหมือนกันหมดเทคโนโลยี ก็เปลี่ยนวัยชนิดที่ว่าไล่ตามกันแทบไม่
3:08 ทันสิ่งที่เคยมีค่าในอดีตอาจจะถูกแทนที่ ด้วย AI หรือโปรแกรมอัตโนมัติได้ง่ายๆแต่ สิ่งหนึ่งที่หุ่นยนต์ยังทำแทนไม่ได้และ เป็นสิ่งที่หายากขึ้นทุกวันในหมู่มนุษย์ ด้วยกันนั่นคือความสามารถในการโฟกัสครับ ในขณะที่คนส่วนใหญ่ในโลกการทำงานกำลังลอย ชายไหลไปตามกระแสของอีเมล Line กลุ่มและ การแจ้งเตือนที่เด้งเตือนทุกๆ 5 นาที เหมือนเรือที่ลอยเท้งเต้งอยู่บนผิวน้ำ ตื้นๆแต่คนที่ครอบครองพลังวิเศษนี้จะ สามารถดำดิ่งลงไปในมหาสมุทรแห่งความคิด เพื่อสร้างสรรค์งานที่ซับซ้อนงานที่มี มูลค่ามหาศาลและงานที่ยากจะหาใครมาเลียน แบบได้ความลับของหนังสือเล่มนี้คือการจะ เปลี่ยนคุณจากพนักงานออฟฟิศทั่วไปหรือคน
3:54 ทำงานที่รู้สึกว่าตัวเองย่ำอยู่กับ ให้ก้าวกระโดดขึ้นไปเป็นบุคลากรระดับท็อป เทียเป็นคนที่ตลาดแรงงานต้องการตัวมากที่ สุดและที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือคุณสามารถ สร้างผลงานระดับมาตพีceเหล่านี้ได้โดยที่ ไม่จำเป็นต้องโหมงานหนักไม่ต้องทำโotจน ดึกดื่นหรือต้องแลกมาด้วยเวลาพักผ่อนส่วน ตัวเลยด้วยซ้ำฟังดูดีจนเหมือนเรื่องโกหก หรือคำโฆษณาเกินจริงใช่ไหมครับแต่เชื่อ ไหมครับว่าแนวคิดนี้ได้รับการพิสูจน์มา แล้วด้วยชีวิตจริงของผู้เขียนเองชายผู้ ที่กล้ายืนหยัดสวนกระแสโลกดิจิทัลชายผู้ ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในหน้าที่การ งานทั้งๆที่เขาปฏิเสธสิ่งที่คนทั้งโลกขาด ไม่ได้เขาชื่อแค New ครับผู้ชายคนนี้ไม่
4:40 ใช่ฤาษีที่หนีความวุ่นวายไปบวชอยู่ในถ้ำ ไม่ใช่คนที่ตกยกหรือตามเทคโนโลยีไม่ทันใน ทางตรงข้ามเลยครับเขาคือศาสตราจารย์ด้าน วิทยาการคอมพิวเตอร์หรือคอมพิวเตอร์ Science ประจำมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง George Town University เขาคือคนที่เข้าใจกลไกของโลกดิจิทอลและ ต่างๆดีกว่าพวกเราหลายคนเสียด้วยซ้ำแต่ สิ่งที่ทำให้แค Newport กลายเป็นบุคคลที่ น่าสนใจจนผมต้องหยิบยกเรื่องราวของเขามา พูดถึงคือความย้อนแย้งที่ชวนให้เราต้อง ฉุกคิดครับลองจินตนาการดูนะครับชายผู้ที่ ทำงานอยู่ในแวดวงเทคโนโลยีระดับสูงผู้ที่ น่าจะเสพติดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมาก ที่สุดกลับเลือกที่จะเป็นมนุษย์พันธุ์หา ยากในศตวรรษที่ที่ 11 ด้วยการประกาศตัว
5:26 ว่าผมไม่มีโซเชียล Media ใช่ครับฟังไม่ ผิดครับเขาไม่มีบัญชี Facebook ให้กดไลค ไม่เล่น Twitter หรือ X ให้รweetไม่มี Instagram ไว้อัปเดตชีวิตและแน่นอนว่า คุณจะไม่เห็นเขาเต้นอยู่ใน TikTok การที่ เขาเลือกที่จะตัดขาดจากการเชื่อมต่อตลอด เวลาหรือปฏิเสธวัฒนธรรม Always on ไม่ ใช่เพราะเขาเป็นคนขวางโลกหรือเกลียดชัง เทคโนโลยีนะครับแต่เพราะในฐานะนัก วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร เขารู้ทันครับเขารู้ดีว่าแพลตฟอร์มเหล่า นี้ถูกออกแบบมาเพื่อแย่งชิงสมาธิซึ่งเป็น ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดและแพงที่สุดในการ ทำงานยุคปัจจุบันแค Newport เลือกที่จะ ปฏิเสธสิ่งรบกวนเหล่านั้นเพื่อรักษาความ สามารถในการคิดวิเคราะห์เรื่องยากๆเพื่อ
6:12 ปกป้องพื้นที่สมองไว้สำหรับการทำงานที่ ซับซ้อนและผลลัพธ์จากการทำแบบนั้นมันไม่ ใช่แค่ความสงดทางใจครับแต่มันคือ ประสิทธิภาพการทำงานที่น่าเหลือเชื่อแค้ว Newport ผิดพิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วครับ ว่าแนวคิดของเขาถูกต้องเพราะในขณะที่เขา มีเวลาว่างไปทานข้าวเย็นกับครอบครูทุกวัน เขาสามารถตีพิมพ์งานวิจัยทางวิชาการที่ ยากและซับซ้อนได้ปีละหลายฉบับซึ่งถือเป็น ปริมาณที่มหาศาลมากสำหรับคนในแวดวง วิชาการแถมเขายังเจียดเวลามาเขียนหนังสือ ระดับ New York Times Bests Seller ได้อีกหลายเล่มรวมถึงเล่ม Deep Work ที่ กำลังเขย่าวงการ Productivity ทั่วโลก อยู่ในขณะนี้ความสำเร็จทั้งหมดนี้ไม่ได้ เกิดจากพรสวรรค์เหนือมนุษย์แต่มันเกิดจาก การที่เขาเข้าใจและเชี่ยวชาญในทักษะที่
6:58 เรียกว่า Deep work อย่างท่องแท้ คำถามสำคัญคือแล้วไอ้เจ้า Deep work ที่ ทำให้ศาสตราจารย์คนนี้ก้าวหน้าไปกว่า เพื่อนร่วมรุ่นมันต่างจากการที่เรานั่งทำ งานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันตรงไหนมันมี เส้นแบ่งบางๆอะไรที่กั้นกลางระหว่างคนที่ ยุ่งตลอดเวลากับคนที่สร้างผลงานเปลี่ยน โลกเพื่อจะเข้าใจเรื่องนี้เราต้องมารู้ จักคู่ปรับตลอดกาลของมันก่อนครับสิ่งที่ แค Newport เรียกว่า Sharow work หรือ งานตื้นเขินซึ่งผมเชื่อว่าหลายท่านอาจจะ กำลังทำมันอยู่ตอนนี้โดยที่ไม่รู้ตัวเลย ด้วยซ้ำครับเรามาเริ่มกันที่คำๆนี้ครับ Shallow work หรือถ้าแปลเป็นไทยให้เห็น ภาพชัดๆก็คืองานที่ตื้นเขินแค Newport
7:44 นิยามคำนี้ไว้ว่ามันคืองานที่ไม่ต้องใช้ สมองขบคิดอะไรซับซ้อนเป็นงานเชิงธุรการ เป็นงานlogิical ที่เรามักจะทำไปพร้อมๆกับการวอกแวดได้ลอง นึกภาพตามนะครับการนั่งตอบอีเมลที่ไหล เข้ามาไม่หยุดหย่อนการนั่งจัดหน้าเอกสาร Word ให้สวยงามหรือการเข้าประชุมที่ไม่ มีวาระชัดเจนนั่งฟังไปพยักหน้าไปแต่ไม่ ได้เนื้อหาสาระอะไรกลับมาสิ่งเหล่านี้ แหละครับคือ Sharow work ถ้าจะเปรียบ เทียบให้เห็นภาพแบบไทยๆมันเหมือนกับการ จ่ายตลาดครับสมมุติว่าหน้าที่ของคุณคือ การทำผัดกะเพราที่อร่อยที่สุดในโลกการที่ คุณวิ่งวุ่นไปตลาดซื้อหมูซื้อใบกระเพรา ซื้อพริกคุณอาจจะรู้สึกเหนื่อยมากเหงื่อ แตกท่วมตัวคุณรู้สึกว่าวันนี้ฉันขยันจัง
8:33 เลยแต่ความจริงก็คืออาหารยังไม่เสร็จครับ เพราะคุณแค่วิ่งซื้อของคุณยังไม่ได้ลงมือ ปรุงเลยด้วยซ้ำและนี่คือกับดักที่คนทำงาน ส่วนใหญ่ติดอยู่เราเสพติดความยุ่งเราเสพ ติดความรู้สึกที่ได้ขีดค่า to do งาน เล็กๆน้อยๆจนเราหลงลืมไปว่านั่นไม่ใช่ผล งานที่แท้จริงในทางตรงกันข้ามครับ Deep Work หรืองานที่ดำดิ่งคือกิจกรรมทาง วิชาชีพที่ต้องใช้สมาธิขั่งสูงแบบไร้สิ่ง รบกวนมันคือช่วงเวลาที่คุณต้องเค้น ศักยภาพสมองออกมาจนถึงขีดสุดเพื่อสร้าง สิ่งที่มีมูลค่ามหาศาล ถ้า Shallow work คือการจ่ายตลาด Deep Work ก็คือวินาทีที่คุณยืนอยู่หน้าเตาไฟ ควบคุมความร้อนสะบัดกระทะปรุงรสชาติมัน
9:20 คือขั้นตอนที่ต้องใช้ฝีมือและความจดจ่อ ถ้าคุณคุยโทรศัพท์ไปผัดกะเพราไปรสชาติมัน ก็คงไม่ได้เรื่องจริงไหมครับตัวอย่างของ Deep Work ก็เช่นโปรแกรมเมอร์ที่กำลัง เขียนโค้ดเพื่อแก้บัที่ซับซ้อนที่สุดนัก เขียนที่กำลังร้อยเรียงพลอตนิยายบทสำคัญ หรือนักการตลาดที่ต้องวางแผนกลยุทธ์ระดับ องค์กรที่ต้องวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลงาน พวกนี้ทำไปเล่นมือถือไปไม่ได้ครับมัน ต้องการความเงียบและความต่อเนื่องแต่ ปัญหามันอยู่ที่ค่านิยมของสังคมเรานี่ แหละครับโดยเฉพาะสังคมการทำงานในบ้านเรา เรามักจะให้ค่ากับความไวมากกว่าความลึก ลองสังเกตดูสิครับในออฟฟิศส่วนใหญ่ พนักงานที่ตอบ Line กลุ่มบริษัททันทีภาย ใน 3 วินาทีคนที่อีเมลเด้งปุ๊บตอบปั๊บมัก จะได้รับคำชมเป็นคนขยันเป็นคน Active
10:06 เป็นคนที่เข้าถึงได้ง่ายในขณะที่คนที่หาย เงียบไป 3-4 ช่โมงเพื่อไปนั่ง deep work เพื่อไปคิดโปรเจคใหญ่ให้บริษัทกลับถูกมอง ด้วยสายตาหวาดระแวงว่าหายไปไหนอู้งานหรือ เปล่าหรือทำไมติดต่อยากจังแควนิวปอรด เตือนเราไว้เลยครับว่านี่คือกับดักที่ อันตรายที่สุดเพราะเรากำลังให้รางวัลกับ การตอบสนองที่ผิวเผินมากกว่าผลงานที่ลึก ซึ้งเรากำลังวัด productivity จากความ เร็วในการพิมพ์แชทไม่ใช่จากคุณภาพของงาน ที่ออกมาแล้วทำไมเรื่องนี้ถึงน่ากลัวทำไม การที่เราแค่ตอบอีเมลเร็วๆหรือยุ่งกับการ ประชุมทั้งวันถึงอาจจะไม่ใช่เรื่องดีเสมอ ไปคำตอบมันไม่ได้อยู่ที่ความเหนื่อยครับ
10:52 แต่อยู่ที่มูลค่าของสิ่งที่เราทำลองถาม ตัวเองดูนะครับว่างานที่เราทำจนหัวหมุน อยู่ทุกวันนี้หุ่นยนต์ทำแทนได้ไหมหรือ จ้างเด็กฝึกงานมาทำแทนได้หรือเปล่าถ้าคำ ตอบคือใช่หรือเริ่มจะไม่แน่ใจผมอยากให้ คุณฟังช่วงต่อไปนี้ดีๆครับเพราะกฎทาง เศรษฐศาสตร์กำลังจะบอกเราว่าในโลกยุคใหม่ ที่เต็มไปด้วย AI และเทคโนโลยีชะตาของคน ทำงาน Shadow Work กับ Deep Work กำลัง จะแยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิงและนี่คือจุด ที่กฎทางเศรษฐศาสตร์เข้ามาทำงานอย่างโหด ร้ายครับแค New Port นี้ว่า The New Economy หรือระบบ เศรษฐกิจใหม่ในอดีตการเป็นคนขยันมาเช้า กลับดึกคอยตอบรับคำสั่งเจ้านายว่าได้ครับ
11:40 พี่ดีครับผมอาจจะเพียงพอที่จะทำให้เรามี ความมั่นคงในหน้าที่การงานแต่ในยุคยุค ปัจจุบันยุคที่ AI พัฒนาไปเร็วอย่างก้าว กระโดดและระบบออโตมชัเข้ามาแทนที่งานซ้ำ ซากจำเจความขยันแบบเดิมอาจจะไม่มีความ หมายอีกต่อไปครับทำไมนะครับเพราะงาน ประเภท Sharow work หรืองานตื้นเขินที่ เราคุยกันไปเมื่อครู่อย่างการขี่ข้อมูล การจัดตารางนัดหมายการตอบคำถามพื้นฐานซ้ำ ๆหรือการรวบรวมเอกสารงานพวกนี้เป็นงานที่ มีมูลค่าน้อยในเชิงเศรษฐศาสตร์เพราะมันหา ง่ายและแทนที่ได้ง่ายถ้าไม่ใช่จ้างเด็กจบ ใหม่มาทำแทนได้อีกไม่กี่ปีซอฟต์แวร์หรือ AI ก็จะทำแทนได้ทั้งหมดแถมทำได้เร็วกว่า
12:26 ถูกกว่าและไม่บ่นเหนื่อยด้วยครับในทาง กลับกันสิ่งที่จะมีมูลค่ามหาศาลและกลาย เป็นของหายากหรือที่แ New เรียกว่า Rare and Valuable คือความสามารถในการทำ Deep Work ครับความสามารถในการเรียนรู้เรื่อง ยากๆให้เข้าใจได้อย่างรวดเร็วและความ สามารถในการผลิตผลงานระดับกับมาสตพีซที่ ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ขั้นสูงเพื่อให้ เห็นภาพชัดขึ้นผมอยากให้ลองจินตนาการ เปรียบเทียบดูนะครับระหว่างพนักงานอุ่น อาหารเวฟในร้านสะดวกซื้อกับเชฟomาระดับ มิชิน งาน shallow work ก็เหมือนการอุ่นอาหาร เวฟครับฉีกซองกดปุ่มรอเสียงติ๊งเสิร์ฟใคร ๆก็ทำได้ครับฝึกแค่ 15 นาทีก็ทำเป็นแล้ว
13:11 แต่ deep work คือวิถีของเชฟโอากาเสะ ครับที่ต้องใช้เวลาบ่มเพาะทักษะนับ 10 ปี ต้องรู้วิธีแล่ปลาที่ซับซ้อนต้องเข้าใจ วัตถุดิบอย่างลึกซึ้งต้องมีความคิดสร้าง สรรค์ในการปั้นซูชิแต่ละคำให้เป็นงาน ศิลปะนี่คือทักษะที่ AI ยังเลียนแบบได้ ยากและเป็นทักษะที่ใครก็มาทำแทนคุณไม่ ง่ายคำถามสำคัญที่ผมอยากชวนให้คุณถามตัว เองอย่างจริงจังในตอนนี้เลยก็คืองานที่ คุณทำอยู่ทุกวันนี้ 8 ชมงต่อวันคุณกำลัง ทำหน้าที่เป็นคนอุ่นอาหารเวฟหรือกำลังฝึก ฝนเพื่อเป็นเชฟโอมาเสะกันแน่ถ้าคำตอบทำ ให้คุณเริ่มใจหายถ้าคุณพบว่าวันทั้งวัน หมดไปกับการตอบแชทประชุมเรื่องเดิมๆและ เคลียร์งานเอกสารที่หุ่นยนต์น่าจะทำได้ดี
13:57 กว่าคุณต้องรีบปรับตัวแล้วครับเพราะในโลก ยุคใหม่เส้นแบ่งระหว่างผู้ชนะกับผู้แพ้ใน ตลาดแรงงานจะขีดเส้นแบ่งกันตรงนี้แหละ ครับระหว่างคนที่ทำงานลึกซึ้งเป็นกับคน ที่ทำได้แค่งานผิวเผินดังนั้นการฝึก deep work จึงไม่ใช่แค่ทางเลือกสำหรับคนอยาก เท่หรืออยากดูโปรทีนะครับแต่มันคือทักษะ เพื่อการอยู่รอดในศตวรรษที่ 21 เลยที เดียวแต่ผมเข้าใจครับว่าพูดมันง่ายกว่าทำ หลายคนคงกำลังคิดในใจว่าก็อยากจะดำดิ่งทำ งานสำคัญหรอกนะแต่บริบทชีวิตมันไม่อำนวย นี่น่ะอยู่ออฟฟิศก็วุ่นวายอยู่บ้านลูกก็ กวนเจ้านายก็ตามงานตลอดจะเอาเวลาที่ไหนไป ใจเย็นๆครับแคว New ไม่ได้แค่ขู่ให้เรา
14:44 กลัวแล้วจากไปแต่เขาได้เตรียมทางออกไว้ ให้เราแล้วครับในหนังสือเล่มนี้เขาได้นำ เสนอโมเดลการทำงานแบบ Deep Work ไว้ 4 รูปแบบเพื่อให้เราเลือกยิบไปใช้ให้เหมาะ กับจริตและวิถีชีวิตของแต่ละคนไม่ว่าคุณ จะเป็นคนที่สามารถตัดขาดโลกภายนอกได้ เหมือนพระป่าหรือเป็นมนุษย์ออฟฟิศที่มี ตารางงานรัดตัวจนแทบขยับไม่ได้เชื่อไหม ครับว่ามันมีวิธีจัดตารางเวลาเพื่อสร้าง ช่วงเวลาดำดิ่งในแบบของคุณเองได้เสมอ และหนึ่งในนั้นเป็นวิธีที่ผมคิดว่าเวิร์ค มากๆสำหรับคนไทยอย่างเราแล้วคุณล่ะครับ เหมาะกับวิธี Deep Work แบบไหนเดี๋ยวเรา มาค้นหาคำตอบไปพร้อมกันในช่วงหน้าครับแบบ แรก C Newport เรียกว่า The Monastic Philosophy หรือแบบพระครับชื่อก็บอกอยู่
15:32 แล้วนะครับว่าเหมือนการไปบวชหรือปลีก วิเวกคือตัดขาดการติดต่อจากโลกภายนอกไป เลยไม่มีอีเมลไม่รับโทรศัพท์หายตัวไปทำ งานเงียบเงียบคนเดียวนานเป็นเดือนๆหรือ เป็นปีในหนังสือเขาเปรียบเทียบกับนัก เขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดังอย่าง news สีฟensonที่พี่แกเล่นไม่มีช่องทางติดต่อ เลยเพื่อที่จะเขียนนิยายระดับรางวัลให้ เสร็จแต่เนั่นแหละครับสำหรับพวกเราส่วน ใหญ่ที่เป็นมนุษย์เงินเดือนขืนใช้วิธีนี้ หายไปสักอาทิตย์นึงกลับมาโต๊ะทำงานอาจจะ หายไปพร้อมเก้าอี้แล้วก็ได้นะครับ แบบที่ 2 เรียกว่า The Byodal Philosophy หรือแบบ 2 โหมดครับอันนี้จะ ประณีประนอมขึ้นมาหน่อยคือแบ่งชีวิตเป็น 2 ช่วงชัดเจนช่วงหนึ่งดำดิ่งแบบสุดๆอีกช่วง
16:19 หนึ่งก็ใช้ชีวิตแบบคนปกติอาจจะแบ่งเป็น ปลีกวิเวก 4 วันแล้วกลับมาเข้าออฟฟิศ 3 วันหรือระดับอาจารย์มหาวิทยาลัยที่สอน เทอมนึงแล้วอีกเทอมนึงบินไปหมกตัวทำวิจัย ต่างจังหวัดตัวอย่างคลาสสิคของแบบนี้คือ เข่ายังจิตแพทย์ชื่อดังที่มีหอคอยหินส่วน ตัวไว้หนีไปเขียนงานพอเสร็จงานก็กลับมา รักษาคนไข้ในเมืองฟังดูดีนะครับแต่สำหรับ คนทำงานออฟฟิศในกรุงเทพฯที่ต้องตอกบัตร ทุกวันวิธีนี้ก็อาจจะยังดูไกลเกินฝันไป นิดนึงมาถึงแบบที่ 3 ครับซึ่งเป็นแบบที่ แค Newport แนะนำมากที่สุดและผมเองก็คิด ว่าเหมาะกับจริตคนไทยและมนุษย์ออฟฟิศ อย่างเราที่สุดนั่นคือ The Rhythmic Philosophy หรือแบบเป็นจังหวะครับหัวใจ ของวิธีนี้คือการสร้างนิสัยหรือรูทีนครับ
17:07 ไม่ต้องรออารมณ์ศิลปินไม่ต้องรอวันว่าง แต่ล็อคเวลาเดิมๆในทุกๆวันเพื่อให้งาน เดินเปรือบเหมือนนักดนตรีที่ต้องซ้อมทุก วันหรือคนที่ออกกำลังกายเป็นกิจวัตรลอง นึกภาพตามนะครับสำหรับคนไทยที่รถติดมหา โหดเราอาจจะตื่นเช้าขึ้นสักหน่อย 5:00 น. หรือ 18:00 น.ช่วงที่ลูกยังไม่ตื่นลาย กลุ่มยังไม่เด้งถนนยังไม่วุ่นวายเราล็อค เวลานี้ไว้สัก 1-2 ชั่วโมงเพื่อทำงานชิ้น มาสเตอร์พีซของเราทุกวันทำแบบนี้ติดต่อ กันเหมือนวิธีchนเม็ดสัตของjerี่ sfil ตลกชื่อดังที่กากบาทปฏิทินทุกวันที่ได้ เขียนมุกตลกห้ามให้โซ่นั้นขาดวิธีนี้แหละ ครับที่จะเปลี่ยนคนธรรมดาให้มีผลงานระดับ โลกได้โดยไม่ต้องลาออกจากงานประจำและแบบ สุดท้าย The Journalistic Philosophy
17:54 หรือแบบนักข่าวอันนี้คือขั้นเทพครับตั้ง ชื่อตาม Walter Isacon นักเขียน ชีวประวัติระดับโลกที่สามารถสับสวิตช์ เข้าสู่โหมด Deep Work ได้ทันทีมีเวลา ว่างขอแค่มีเวลา 20-30 นาทีระหว่างรอ สัมภาษณ์หรือรอนัดประชุมเขาสามารถยิบงาน ขึ้นมาทำแล้วดำดิ่งได้เลยแต่แค้ว Newport เตือนไว้นะครับว่าวิธีนี้ยากที่สุดต้อง เป็นคนที่ฝึกสมาธิมาจนแกร่งกล้าแล้วเท่า นั้นมือใหม่หัดขับอย่างเราถ้าลองทำแบบนี้ มักจะจบลงที่การไถฟีด Facebook หรือตอบ Line เรื่องสัพเพเหระแทนซะมากกว่า ฟังมาถึงตรงนี้คุณผู้ฟังพอจะเห็นภาพมั้ ครับว่าตัวเองเหมาะกับสายไหนไม่ว่าคุณจะ เลือกแบบพระแบบ 2 โหมดแบบเป็นจังหวะหรือ แบบนักข่าวเป้าหมายมีอย่างเดียวครับคือ
18:41 การสร้างช่วงเวลาคุณภาพให้สมองได้ทำงาน จริงๆแต่เดี๋ยวก่อนครับต่อให้เราจัดตาราง เวลาดิบดีแค่ไหนศัตรูตัวฉะกาดที่สุดของ การ deep work อาจจะไม่ใช่ตารางเวลาแต่ มันคือความคันในใจเราเองครับเคยสังเกตมั้ ครับเวลาเรารอรถไฟฟ้าหรือต่อคิวจ่ายเงิน ที่เซเว่นมือเรามักจะล้วมหยิบมือถือขึ้น มาโดยอัตโนมัติทั้งที่ไม่ได้มีแจ้งเตือน อะไรอาการทนเบื่อไม่ได้นี่แหละครับคือ อุปสรรคใหญ่หลวงที่ขัดขวางการทำงานลึก ซึ้งแล้วเราจะแก้ปัญหานี้ยังไงต้องหักดิบ เลิกเล่นมือถือเลยหรือเปล่าคำตอบอยู่ใน หัวข้อถัดไปที่ชื่อว่าโอบกอดความน่าเบื่อ ครับรับรองว่าวิธีคิดนี้จะเปลี่ยนวิธีการ มองช่วงเวลาว่างของคุณไปตลอดกาลจะเป็นยัง ไงนั้นเดี๋ยวกลับมาคุยกันต่อในช่วงหน้า
19:28 ครับกลับมาคุยกันต่อครับกับแนวคิดที่ผม เกริ่นไว้ก่อนพักนั่นคือเรื่อง Embrace Bardom หรือการโอบกอดความน่าเบื่อฟังดู ย้อนแย้งใช่ไหมั้ครับเรากำลังพูดเรื่อง การทำงานให้มีประสิทธิภาพการสร้างผลงาน ระดับมาสเตอร์พีซ Newport ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้กลับบอก ว่ากุญแจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตอนเราทำงาน เพียงอย่างเดียวครับแต่มันอยู่ที่ตอนเรา ไม่ได้ทำอะไรเลยด้วยคุณผู้ฟังลอง จินตนาการภาพตามผมนะครับเช้าวันทำงานที่ แสนวุ่นวายบนสถานีรถไฟฟ้า BTS สยามหรือ อโศกในขณะที่เรายืนรอรถไฟเทียบชานชลาสิ่ง แรกที่เราเห็นคืออะไรครับทุกคนก้มหน้าแสง
20:14 ไฟวูบวาบจากหน้าจอมือถือสะท้อนเข้าตานิ้ว โป้งไถฟีดข่าวหรือติTokไปเรื่อยๆหรือแม้ แต่ตอนที่เราต่อคิวรอจ่ายเงินที่เซเว่น แค่ช่วงเวลาสั้นๆที่พนักงานยิงบาร์โคดมือ เรามันไวเหลือเกินครับล้วนหยิบโทรศัพท์ ขึ้นมาเช็คไลineเช็คแจ้งเตือนทั้งที่ เมื่อกี้เพิ่งจะเก็บใส่กระเป๋าไปเองแคว นิวพอร์ตบอกว่าพฤติกรรมเหล่านี้แหละครับ คือตัวทำลายความสามารถในการทำDeepวิร อย่างรุ้นแรงที่สุดเพราะสมองของเราถูกฝึก ให้เสพติดโดปามีนจากสิ่งเร้าใหม่ๆตลอด เวลาเราเสพติดความบันเทิงระยะสั้นจนเรา สูญเสียความสามารถในการทนต่อความเบื่อ หน่ายประเด็นมันอยู่ตรงนี้ครับถ้าสมองของ คุณถูกฝึกให้หนีความเบื่อด้วยการหยิบมือ ถือมาดูทุกครั้งที่มีเวลาว่างแม้เพียง 5
21:01 วินาทีสมองของคุณจะถูกรีวหรือปรับโครง สร้างใหม่ให้เป็นสมองที่ไม่สามารถจดจอก กับอะไรนานๆได้เลยเปรียบเทียบง่ายๆแบบนี้ ครับสมมุติคุณเป็นนักกีฬามืออาชีพที่อยาก จะวิ่งมาราธอนแต่ในเวลาพักหรือเวลาที่คุณ ไม่ได้ซ้อมวิ่งคุณกลับนั่งกินแต่ของหวาน กินแต่จังฟู้ดตลดตเวลาพอถึงเวลาลงสนาม จริงคุณจะหวังให้ร่างกายฟิเปรี๊ยะวิ่งได้ อึดถึกทนมันก็เป็นไปไม่ได้ใช่ไหมครับสมอง ก็เหมือนกล้ามเนื้อครับถ้าในเวลาปกติเรา ป้อนขยะทางความสนใจให้มันตลอดเวลาพอถึง เวลาที่เราจัดตารางไว้ทำDeepวิร์คเวลาที่ เราต้องการสมาธิขั้นสูงสมองมันจะไม่ยอมทำ งานให้เราครับมันจะงอแงมันจะเรียกร้องหา สิ่งเร้าเพราะมันไม่เคยถูกฝึกให้อยู่กับ
21:49 ความนิ่งดังนั้นคำแนะนำของแคน Newport ใน บทนี้อาจจะฟังดูแปลกแต่ทรงพลังมากครับเขา บอกว่าให้เราฝึกโอบกอดความน่าเบื่อดูบ้าง ครั้งหน้าที่คุณรอรถไฟฟ้าหรือรอคิวซื้อ กาแฟลองท้าทายตัวเองดูครับอย่ายกมือถือ ขึ้นมาลองยืนเฉยๆมองดูผู้คนมองดูบรรยากาศ รอบข้างหรือปล่อยให้สมองมันว่างเปล่าไป เลยปล่อยให้ความเบื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็ อยู่กับมันให้ได้นี่ไม่ใช่การเสียเวลา เปล่านะครับแต่นี่คือการ training ให้กับ สมองเป็นการฝึกกล้ามเนื้อสมาธิให้แข็ง แกร่งขึ้นเพื่อที่ว่าเมื่อถึงเวลาต้องทำ งานสำคัญจริงๆสมองของคุณจะได้พร้อมที่จะ ดำดิ่งลงไปในเนื้องานโดยไม่กระสับกระส่าย
22:35 แต่ก็นั่นแหละครับพอพูดถึงเรื่องการวาง มือถือหรือการลดละเลิกพฤติกรรมติดจอทำหาม ยอดฮิตที่ตามมาในยุคนี้ก็คือแล้วต้องถึง ขั้นลบแอปทิ้งเลยไหมต้องเลิกเลี่ยน โซเชียลมีดีไปเลยหรือเปล่าในเมื่อโลกทุก วันนี้งานการติดต่อสื่อสารมันผูกติดกับ โซเชียลไปหมดแล้วถ้าเลิกเล่นเราจะกลาย เป็นคนตกข่าวไหมจะคุยกับเพื่อนไม่รู้ เรื่องหรือเปล่าหรือจริงๆแล้วเราแค่หาข้อ อ้างให้กับความเสพติดของตัวเองกันแน่ผู้ เขียนเขามีเกณฑ์การตัดสินใจเรื่องนี้ที่ น่าสนใจมากครับไม่ใช่การหักดิบแบบไร้เหตุ ผลแต่เป็นการเลือกใช้เครื่องมือแบบช่างฝี มือแนวคิดนี้จะช่วยให้เราตัดสินใจได้เด็ด ขาดว่าแอปไหนควรอยู่และแอปไหนควรไปหลัก การคัดกรองที่ว่านี้คืออะไรเดี๋ยวช่วง
23:22 หน้าเรามาเจาะลึกเรื่องนี้กันครับ
29:53 กลับมาต่อกันที่ประเด็นเรื่องโซเชียล Media นะครับหลายคนกังวลว่าถ้าจะทำ Deep Work ให้สำเร็จต้องถึงขั้นตัดขาดจากโลก ออนไลน์เลยหรือเปล่าต้องกลายเป็นฤาษีที่ ปลีกวิเวกไปเลยมยคำตอบจากคุณแคนNewิวผู้ เขียนหนังสือเล่มนี้น่าจะทำให้หลายท่าน โล่งใจครับเขาบอกว่าไม่จำเป็นต้องเลิก ถาวรครับถ้ามันอย่างจำเป็นต่อชีวิตหรือ งานของคุณแต่สิ่งที่คุณต้องเปลี่ยนไม่ใช่ แค่การลบแอปแต่คือวิธีคิดในการเลือกใช้ เครื่องมือต่างหากครับในหนังสือผู้เขียน เปรียบเทียบวิธีคิดของคนทั่วไปกับคนทำงาน ระดับมืออาชีพไว้อย่างน่าสนใจคนส่วนใหญ่ มักจะติดกับดักความคิดแบบที่เรียกว่า Any benefit mindset หรือแนวคิดที่ว่าถ้า มันมีประโยชน์สักนิดเดียวก็ใช้ไปเถอะเรา มักจะบอกตัวเองว่าเอาหน้าเก็บ Facebook
30:41 ไว้เผื่อเพื่อนสมัยประถมทักมาหรือเล่น Twitter ไว้หน่อยเผื่อมีข่าวด่วนอะไรจะ ได้รู้ทันชาวบ้านเห็นมั้ครับว่าเรามักจะ หาเหตุผลเล็กเล็กๆน้อยๆมาสนับสนุนการมี อยู่ของสิ่งรบกวนเหล่านี้เสมอแต่ในทางตรง กันข้ามครับคนที่จะประสบความสำเร็จในยุค Deep Work เขาจะใช้แนวคิดแบบ The Craftman Approach หรือแนวคิดแบบช่างฝี มือครับลองนึกภาพช่างไม้ฝีมือเยี่ยมหรือ เชฟระดับโลกดูนะครับเขาจะไม่เก็บเครื่อง มือทุกอย่างที่หาได้มาไว้ในห้องทำงาน เพียงเพราะมันอาจจะได้ใช้แต่เขาจะเลือก เฉพาะเครื่องมือที่ทรงผลดีอย่างมหาศาลต่อ ผลงานหลักของเขาเท่า ดังนั้นโจทย์ของคุณคือต้องถามตัวเองอย่าง ตรงไปตรงมาครับว่าเป้าหมายสูงสุดในอาชีพ ของคืออะไรและแอปพลิเคชัที่คุณกำลังไถ
31:28 อยู่วันละหลายชั่วโมงนี้มันช่วยให้เป้า หมายนั้นสำเร็จขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญหรือ ไม่ถ้าคำตอบคือก็ช่วยนิดหน่อยนะแต่เสีย เวลาเยอะกว่าตามหลักการของฉากฝีมือแล้ว เครื่องมือชิ้นนั้นสอบตกครับและควรถูก กำจัดทิ้งไปฟังดูโหดร้ายนะครับแต่ผลลัพธ์ มันคุ้มค่ามากทีนี้ถ้าคุณรู้สึกว่ายังตัด ใจลบ Account ทิ้งไม่ได้จริงๆผู้เขียนแนะ นำให้ทำสิ่งที่เรียกว่า Digital Detox ในระดับเริ่มต้นก่อนครับนั่นคือการลบ แอปพลิเคชียล Media ออกจากมือถือให้หมด ย้ำนะครับว่าลบออกจากมือถือแต่ไม่ได้เลิก เล่นถ้าคุณอยากจะเช็ค Facebook หรือดู Instagram ให้ทำผ่านคอมพิวเตอร์เท่านั้น กุศโลบายของวิธีนี้คือการเพิ่มความยากใน
32:15 การเข้าถึงครับจากเดิมที่เราเคยชิน ว่างปุ๊บล้วงมือถือมาไถปั๊บพอไม่มีแอปใน มือถือเราต้องรอให้ถึงบ้านหรือรอเวลาพัก เพื่อเปิดคอมพิวเตอร์ล็อกอินเข้าไปดูความ ลำบากที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยนี้แหละ ครับจะช่วยกรองการใช้งานที่ไร้สาระออกไป ได้เยอะมากคุณจะพบว่าเรื่องบางเรื่องที่ เราเคยคิดว่าต้องรู้เดี๋ยวนี้พอผ่านไปสัก พักเรากลับไม่ได้อยากรู้มันขนาดนั้นแล้ว และนั่นคือเวลาที่คุณได้คืนมาเพื่อเอาไป ดำดิ่งกับงานที่สร้างมูลค่าได้จริง พอเราเริ่มจัดระเบียบเครื่องมือสื่อสาร เริ่มมีสมาธิที่มั่นคงขึ้นแล้วอุปสรรค ด่านต่อไปที่มักจะขัดขวางการทำDeepวิของ เราก็คืองานจุกจิกครับงานตอบอีเมลงาน เอกสารหรือการประชุมที่แทรกเข้ามาตลอด
33:02 ทั้งวันสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนไขมัน ส่วนเกินที่เกาะกินเวลาการทำงานของเราทำ ให้เรายุ่งทั้งวันแต่กลับไม่ได้เนื้องาน ที่เป็นชิ้นเป็นอันเลยช่วงหน้าผมจะพาทุก ท่านไปดูเทคนิคที่ชื่อว่า Drain the Shadows หรือการรีดไขมันออกจากเวลางาน เราจะมาดูกันว่าการจัดตารางเวลาแบบที่ กำหนดทุกนาทีของชีวิตกับการบังคับตัวเอง ให้เลิกงานตรงเวลาอย่างเคร่งครัดมันจะ ช่วยให้เราทำงานเสร็จได้มากขึ้นในเวลาที่ น้อยลงได้อย่างไรเตรียมปากกามาจดเทคนิค นี้ไว้ได้เลยครับเพราะมันเปลี่ยนชีวิตการ ทำงานของผมมาแล้วยินดีต้อนรับกลับมาครับ อย่างที่ผมทิ้งท้ายไว้เมื่อครู่เมื่อเรา จัดการกับเทคโนโลยีที่คอยกวนใจเราได้แล้ว ศัตรูตัวฉะกาดด่านต่อไปที่เราต้องจัดการ เพื่อเปิดทางให้ Deep Work ก็คืองาน
33:49 จุกจิกหรือที่แ Newport เรียกว่า Shallow Work นั่นเองครับในส่วนนี้ของหนังสือเขา ใช้ชื่อบทว่า Drain the Sharows หรือ แปลให้เห็นภาพง่ายๆคือการระบายงานที่ตื้น เขินทิ่งไปเหมือนการขุดลอกคลองไม่ให้มี อะไรมาขวางทางน้ำไหลครับซึ่งหัวใจสำคัญ ของการจัดการงานพวกนี้ไม่ใช่การหนีงาน เอกสารหรือเลิกตอบอีเมลโดยสิ้นเชิงนะครับ เพราะในโลกความจริงเราทำแบบนั้นไม่ได้แต่ เทคนิคที่หนังสือแนะนำคือการควบคุมมันให้ อยู่หมัดด้วยวิธีการที่เรียกว่า Time Loging ครับ Time Loging คืออะไรพูด ง่ายๆคือการวางแผนทุกนาทีของวันลงในตาราง หลายท่านอาจจะแย้งว่าโหแค่ทำงานก็เครียด แล้วต้องมากำกับทุกนาทีเลยหรอมันจะไม่ ยิ่งกดดันหรอแต่เชื่อไหมครับว่าแคน
34:34 Newport บอกว่าการทำแบบนี้แหละคือ อิสรภาพที่แท้จริงเพราะคนส่วนใหญ่มักทำ งานตามอารมณ์หรือทำตามลิสต์ที่เรียงหย่าว เหยียดใครทักมาก็ทำอันนั้นก่อนผลก็คือเรา จะถูกงานแทรกงานด่วนหรืองานของคนอื่นขโมย เวลาเราไปจนหมดวันแต่ถ้าเราทำถามล็อกกิ้ง เราจะกำหนดไว้เลยว่า 9:00 น. - 10:00 น. จะตอบอีเมล 10:00 น.ถึงน.จะทำวิชิ้นสำคัญ ถ้ามีใครมาแทรกเราจะเห็นทันทีว่าตารางเรา เต็มและเราต้องขยับอะไรออกไปมันทำให้เรา รู้ต้นทุนของเวลาจริงๆครับไม่ใช่ใช้ไป เรื่อยๆทีนี้พอเราจัดตารางเวลาแล้วเทคนิค ที่ทรงพลังมากอีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากให้ ทุกคนลองเอาไปใช้คือสิ่งที่เรียกว่า fixed schedule productivity หรือการกำหนด เวลาเลิกงานที่แน่นอนครับในหนังสือแค
35:22 Newport ยกตัวอย่างตัวเขาเองเลยครับเขา เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่งานยุ่งมาก เขียนหนังสือวิจัยปีละหลายเล่มแต่เขาเลิก งาน 17:30 น.ทุกวันไม่แบกงานกลับบ้าน เสาร์อาทิตย์ไม่แตกงานหลักการคือแทนที่จะ ทำงานให้เสร็จแล้วค่อยกลับบ้านให้เปลี่ยน วิธีคิดเป็นฉันจะกลับบ้านเวลานี้ฉะนั้น ฉันต้องทำทุกอย่างให้เสร็จก่อนเวลานี้ ความมหัศจรรย์มันจะเกิดขึ้นตรงนี้ครับพอ เรามีเส้นต่ายที่ขยับไม่ได้สมองเราจะ เริ่มตัดสิ่งไร้สาระออกไปเองโดยอัตโนมัติ เราจะไม่เสียเวลาเดินไปชงกาแฟบ่อยๆเราจะ ไม่เม้ามอยเรื่องละครหลังข่าวในเวลางาน นานเกินไปเพราะเรารู้ว่าเวลาทุกนาทีมีค่า ถ้าไม่รีบทำเราจะไม่ได้กลับบ้านตรงเวลา นี่คือการบีบอัดให้งาน Shadow work
36:08 เหลือน้อยที่สุดเพื่อให้งานสำคัญเสร็จได้ จริงและสุดท้ายสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นจุด เด่นที่สุดของบทนี้และผมเองก็ใช้ทุกวัน คือShutdดาว Ritual หรือพิธีกรรมปิดงาน ครับคุณเคยเป็นมั้ครับกลับถึงบ้านแล้วตัว อยู่บนโซฟาแต่ใจยังวงเรื่องงานเอ๊ะเมื่อ กี้ส่งไฟล์ครบหรือยังนะพรุ่งนี้ต้องทำ อะไรต่อนะอาการงานนี้ทางจิตวิทยาเรียกว่า Zigonic effect คือสมองจะจดจำงานที่ยัง ค้างขาได้ดีกว่างานที่เสร็จแล้วมันเลยวน เวียนอยู่ในหัวเราไม่หยุดวิธีแก้ที่ หนังสือแนะนำคือก่อนคุณจะลุกจากเก้าอี้ ตอนเย็นให้ใช้เวลาสัก 10-15 นาทีทำ พิธีกรรมปิดงานครับเช็คอีเมลครั้งสุดท้าย ดูตารางงานของวันนี้และที่สำคัญที่สุดจด ที่ต้องทำในวันพรุ่งนี้ลงไปให้หมดวางแผน
36:56 คร่าวๆไว้เลยเพื่อให้สมองมั่นใจว่าทุก อย่างถูกบันทึกไว้แล้วไม่ต้องจำจากนั้น แควนิพพอร์ตแนะพูดประโยคผิดท้ายกับตัวเอง ครับอย่างของเขาจะพูดว่า schedule shutdown complete หรือคุณอาจจะพูดง่าย ๆว่าจบงานแล้วหรือปิดจ๊อบฟังดูตลกนะครับ แต่การสั่งสมองด้วยคำพูดแบบนี้มันช่วยสับ สวิตช์ให้เราเข้าสู่โหมดพักผ่อนได้จริงๆ การทำแบบนี้จะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิต กับครอบครัวดูหนังฟังเพลงหรือนอนหลับได้ อย่างสนิทใจโดยไม่ต้องสะดุ้งตื่นมากลาง ดึกเพราะเรื่องงานเพราะการพักผ่อนที่มี คุณภาพคือเชื้อเพลิงที่ดีที่สุดสำหรับการ ทำ Deepwork ในวันรุ่งขึ้นครับเห็นไหม ครับว่า Deep Work ไม่ใช่แค่เรื่องของ การนั่งสมาธิทำงานยากๆอย่างเดียวแต่มัน ครอบคลุมถึงการบริหารจัดการชีวิตทั้งระบบ
37:42 เพื่อให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นซึ่งพอ เราทำได้ทั้งการตัดสิ่งรบกวนการโฟกัสและ การจัดการเวลาแล้วสิ่งที่เราจะได้กลับมา มันมีค่ามากกว่าแค่ผลงานครับแต่มันคือ ความหมายของการมีชีวิตอยู่ในช่วงหน้าผมจะ พาทุกท่านไปสู่บทสรุปสุดท้ายเราจะมาขมดปม กันว่าทำไมการใช้ชีวิตแบบ deep merิkถึง เป็นปรัชญาที่คนยุคนี้ต้องการมากที่สุด และเราจะเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตัวเองตั้ง แต่วันนี้ทีละเล็กทีละน้อยได้อย่างไรอย่า เพิ่งเปลี่ยนช่องไปไหนนะครับบทสรุปสำคัญ รออยู่ในช่วงหน้าครับกลับมาสู่ช่วงสุด ท้ายของรายการกันนะครับหลังจากที่เราเดิน ทางผ่านเทคนิคต่างๆมากมายตั้งแต่การฝึก สมาธิการตัดสิ่งรบกวนไปจนถึงการจัดตาราง เวลาผมอยากชวนทุกท่านถอยออกมามองภาพกว้าง กันสักนิดครับความจริงแล้วสิ่งที่หนังสือ
38:31 Deep Work พยายามจะบอกเรามันไม่ใช่แค่ เคล็ดลับในการทำงานให้เสร็จเร็วขึ้นหรือ โรยขึ้นเพียงอย่างเดียวนะครับแต่มันคือ ปรัชญาการใช้ชีวิตแค Newport ผู้เขียน หนังสือเล่มนี้ได้หยิบยกแนวคิดที่น่าสนใจ มากๆเรื่องหนึ่งขึ้นมาเขาบอกว่า A deep life is a good life หรือชีวิตที่ ลึกซึ้งคือชีวิตที่ดีครับในโลกที่ทุก อย่างหมุนไปไวฉาบฉวยและเต็มไปด้วยเสียง แจ้งแงเตือนการที่เราสามารถดึงตัวเองออก มาแล้วจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ อย่างแท้จริงมันคือความรู้สึกอิ่มเอมใจใน ระดับจิตวิญญาณคล้ายๆกับความรู้สึกของ ช่างฝีมือโบราณหรือศิลปินที่ทุ่มเทแกะ สลักผลงานฉิเอกความสุขของพวกเขาไม่ได้
39:17 เกิดขึ้นตอนที่งานเสร็จแล้วมีคนมาชื่นชม เท่านั้นนะครับแต่มันเกิดขึ้นในระหว่าง ที่พวกเขากำลังจดจ่ออยู่กับเนื้องานตรง หน้ามีประโยคหนึ่งในหนังสือที่ผมชอบมากมา จากคุณวินเฟรดgagอรนักเขียนด้านจิตวิทยา เธอบอกว่าตัวตนของคุณคือสิ่งที่คุณให้ ความสนใจถ้าวันๆเราสนใจแต่เรื่องดราม่าใน โซเชียลข่าวลือหรืออีเมลขยะชีวิตของเราก็ จะกลายเป็นสิ่งเหล่านั้นคือมีความวุ่นวาย และตื้นเขินแต่ถ้าเราเลือกโฟกัสกับงานที่ มีคุณค่าการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆหรือช่วง เวลาคุณภาพกับครอบครัวชิชีวิตของเราก็จะ มีความหมายและมีคุณค่าตามสิ่งที่เราโฟกัส
40:02 ครับฟังมาถึงตรงนี้หลายท่านอาจจะรู้สึก ฮึกเหิมแต่อีกใจนึงก็อาจจะกังวลว่าจะทำ ได้จริงเหรอผมขอบอกเลยครับว่าไม่จำเป็น ต้องหักดิบครับการสร้างนิสัยฟิวิก็เหมือน กับการสร้างกล้ามเหนือเราไม่สามารถเดิน เข้ายิมวันแรกแล้วยกน้ำหนัก 100 กลได้ฉัน ใดเราก็ไม่สามารถนั่งสมาธิทำงาน 4 ช่โมง รวดได้ในวันแรกฉันนั้นครับลองเริ่มทีละ นิดดูนะครับอาจจะเริ่มจากแค่ปิดมือถือวัน ละ 30 นาทีเพื่อทำงานสำคัญหรือลองทำตาม พิธีกรรมปิดงานที่เราคุยกันไปเมื่อช่วง ที่แล้วค่อยๆปรับค่อยๆจูนให้เข้ากับวิถี ชีวิตของคุณแล้วคุณจะค่อยๆสัมผัสได้เอง ครับว่าสมองของคุณโล่งขึ้นและผลงานของคุณ
40:50 คมขึ้นอย่างเห็นได้ชัดสำหรับท่านไหนที่ ฟังแล้วรู้สึกว่าอยากเจาะลึกรายละเอียด มากกว่านี้อยากเห็นกรณีศึกษาหรือเทคนิค ย่อยๆที่ผมอาจจะไม่ได้หยิบยกมาเล่าทั้ง หมดผมแนะนำให้ลองหาหนังสือฉบับเต็มมาอ่าน ดูนะครับหนังสือ Deep Work ดำดิ่งท่าม กลางสิ่งรบกวนเป็นหนังสือที่คุ้มค่าแก่ การครอบครองและหยิบมาอ่านทวนซ้ำๆมากครับ ผมแปะลิงก์พิกัดหนังสือไว้ให้ในคำบรรยาย ด้านล่างแล้วลองเข้าไปดูกันได้ครับและถ้า คุณไม่อยากพลาดการสรุปหนังสือดีๆที่จะ ช่วยยกระดับความคิดและชีวิตของคุณแบบนี้ อีกอย่าลืมกด Subscribe กดกระดิ่งแจ้ง เตือนช่องช่องของเราไว้นะครับเพื่อที่เรา จะได้มาเรียนรู้และเติบโตไปด้วยกันในตอน หน้าสุดท้ายนี้ผมขอฝากไว้ว่าในโลกที่เต็ม
41:35 ไปด้วยคนทำงานแบบตื้นเขินหรือ shallow work คนที่สามารถทำงานแบบ Deep Work ได้คือคนที่มีพลังพิเศษครับและพลังนั้น อยู่ในมือของคุณแล้วครับขอให้ทุกท่านมี ความสุขกับการดำดิ่งและค้นพบความหมายใน สิ่งที่ทำครับสำหรับวันนี้สวัสดีครับ