หน่วยที่ 3 แนวคิดทางรัฐประศาสนศาสตร์ยุคบุคเบิกและยุคคลาสสิก

DrTheppasak B. www.youtube.com

สรุปย่อ

วิดีโอนี้จะมาพูดถึงแนวคิดและทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์ในยุคบุกเบิกและยุคคลาสสิก โดยจะแบ่งออกเป็น 5 ช่วงใหญ่ๆ ตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ จีนโบราณ กรีกโบราณ โรมัน จนถึงยุคกลาง และจะเน้นไปที่ยุคบุกเบิกซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นของรัฐประศาสนศาสตร์อย่างเป็นทางการ และยุคคลาสสิกที่มีบุคคลสำคัญ เช่น Max Weber, Frederick Taylor และ Henri Fayol ที่มีบทบาทในการพัฒนารัฐประศาสนศาสตร์ให้มีความเป็นระบบและมีหลักการมากยิ่งขึ้น

  • ยุคบุกเบิก: จุดเริ่มต้นของรัฐประศาสนศาสตร์อย่างเป็นทางการ โดย Woodrow Wilson เน้นการแยกการเมืองออกจากการบริหาร
  • ยุคคลาสสิก: มีบุคคลสำคัญ 3 ท่าน ได้แก่ Max Weber (ระบบราชการ), Frederick Taylor (การจัดการแบบวิทยาศาสตร์) และ Henri Fayol (การบริหารเชิงกระบวนการ)

แนวคิดรัฐประศาสนศาสตร์ในยุคบุกเบิก

ในยุคบุกเบิกซึ่งเป็นยุคก่อนที่จะมีองค์ความรู้ด้านรัฐประศาสนศาสตร์อย่างเป็นทางการ (ก่อนปี ค.ศ. 1887) แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการบริหารมักจะพูดถึงในประเด็นของการจัดทำแผน การจัดหาสิ่งของและบุคลากร และการควบคุมการประสานแผน ในสมัยอียิปต์โบราณจะเน้นเรื่องการจัดทำแผนและการจัดหาทรัพยากร ส่วนในสมัยจีนโบราณจะให้ความสำคัญกับการคัดเลือกคนเข้าทำงาน ในสมัยกรีกโบราณจะเริ่มให้ความสำคัญกับบทบาทของผู้บริหารที่มีต่อสังคมและการวางแผน ในสมัยโรมันจะให้ความสำคัญกับเรื่องผู้นำและเทคนิคการบริหาร ในช่วงสมัยกลางก่อนปี ค.ศ. 1700 ได้เกิดกลุ่มนักบริหารกลุ่มแรกของโลกขึ้นมาคือกลุ่ม Cameralists ซึ่งเป็นนักบริหารชาวเยอรมันและออสเตรียที่รวมกลุ่มกันเพื่อเน้นความสำคัญของการบริหาร

การก่อกำเนิดรัฐประศาสนศาสตร์อย่างเป็นทางการ

รัฐประศาสนศาสตร์อย่างเป็นทางการเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1887 จากบทความเรื่อง "The Study of Administration" โดย Woodrow Wilson ซึ่งเป็นอดีตผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซีย์ ในบทความนี้ Wilson ชี้ให้เห็นว่าการบริหารงานภาครัฐที่สำคัญคือประสิทธิภาพและเหตุผล โดยเนื้อหาสำคัญคือการแยกการเมืองออกจากการบริหาร Wilson เห็นว่าการแยกการเมืองจะทำให้การบริหารงานเป็นไปอย่างมีเหตุผลและมีประสิทธิภาพ และสามารถสร้างหลักการบริหารที่ดีที่ใช้ได้กับรัฐบาลทั่วโลกได้ ด้วยเหตุนี้ Wilson จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งรัฐประศาสนศาสตร์

ยุคคลาสสิก: ระบบราชการของ Max Weber

ยุคคลาสสิกมีบุคคลสำคัญ 3 ท่าน ได้แก่ Max Weber, Frederick Taylor และ Henri Fayol Max Weber เป็นผู้ที่นำเสนอการจัดโครงสร้างองค์กรที่มีระเบียบแบบแผนที่เป็นทางการ หรือระบบราชการ Weber มองว่าองค์กรต้องมีกฎระเบียบที่ชัดเจน มีการจัดสายการบังคับบัญชา และกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบที่ชัดเจน ผู้ที่ทำงานในตำแหน่งต่างๆ ต้องมีคุณสมบัติทางเทคนิคเฉพาะด้าน แนวคิดนี้เป็นต้นกำเนิดของการจัดองค์กรแบบระบบราชการทั่วโลก

ยุคคลาสสิก: การจัดการแบบวิทยาศาสตร์ของ Frederick Taylor

Frederick Taylor เป็นวิศวกรที่นำวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้กับการจัดการ โดยเน้นการทดลองเพื่อค้นหาวิธีการทำงานที่ดีที่สุด (one best way) Taylor เสนอว่าเมื่อค้นพบวิธีการที่ดีที่สุดแล้ว จะต้องนำวิธีนี้มาใช้ในการคัดเลือกคนเข้าทำงาน และพัฒนาคนเดิมให้สามารถทำงานตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้ นอกจากนี้ Taylor ยังเน้นการสร้างบรรยากาศการร่วมมือในการทำงานระหว่างฝ่ายนายจ้างกับฝ่ายลูกจ้าง Taylor ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของการจัดการแบบวิทยาศาสตร์

ยุคคลาสสิก: การบริหารเชิงกระบวนการของ Henri Fayol

Henri Fayol เป็นชาวฝรั่งเศสที่นำเสนอแนวคิดเรื่องหน้าที่ทางการจัดการ (functions of management) ซึ่งประกอบด้วย การวางแผน (planning), การจัดองค์กร (organizing), การสั่งการ (commanding), การประสานงาน (coordinating) และการควบคุม (controlling) หรือที่เรียกว่า POSDCORB นอกจากนี้ Fayol ยังเสนอหลักการบริหาร 14 ข้อ Fayol ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของการจัดการสมัยใหม่

อำนาจและความชอบธรรมตามแนวคิดของ Max Weber

ก่อนที่จะเสนอทฤษฎีระบบราชการ Max Weber ได้สำรวจแหล่งที่มาของอำนาจที่ทำให้คนเกิดการยอมรับและปฏิบัติตาม ซึ่งพบว่ามี 3 แหล่งที่สำคัญ ได้แก่ อำนาจที่มาจากบารมี (charismatic power), อำนาจตามประเพณี (traditional power) และอำนาจตามกฎหมาย (legal power) Weber วิเคราะห์ว่าอำนาจที่ทำให้เกิดความชอบธรรมมากที่สุดคืออำนาจตามกฎหมาย เพราะเป็นอำนาจที่เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรและกำหนดหน้าที่ไว้อย่างชัดเจน

องค์ประกอบของระบบราชการตามแนวคิดของ Max Weber

หัวใจสำคัญของระบบราชการตามแนวคิดของ Max Weber มีดังนี้:

  1. การจัดลำดับชั้นสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน
  2. อำนาจหน้าที่มาจากตำแหน่งงานที่กำหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
  3. กฎระเบียบต่างๆ ถูกเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
  4. ผู้บริหารต้องวางตัวเป็นกลาง แยกเรื่องส่วนตัวออกจากเรื่องงาน
  5. การทำงานในองค์กรเป็นอาชีพที่มีความมั่นคง
  6. องค์กรมีความคงทนถาวรต่อเนื่อง
  7. องค์กรมีลักษณะเป็นระบบปิด

การจัดการแบบวิทยาศาสตร์: การค้นหาวิธีที่ดีที่สุด (One Best Way)

Frederick Taylor ได้เขียนหนังสือ "Principles of Scientific Management" โดยนำวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับการจัดการ Taylor เน้นการทดลองเปรียบเทียบวิธีการทำงานแบบเดิมกับแบบใหม่ เพื่อค้นหาวิธีที่ดีที่สุด (one best way) เมื่อค้นพบแล้ว จะต้องนำวิธีนี้มาใช้ในการคัดเลือกคนเข้าทำงาน และพัฒนาคนเดิมให้สามารถทำงานตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้

การต่อยอดแนวคิดการจัดการแบบวิทยาศาสตร์

Frank และ Lillian Gilbreth ได้ต่อยอดแนวคิดการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ โดยเสนอแนวคิดเรื่อง Motion Study หรือการศึกษาการเคลื่อนไหว Gilbreth ใช้วิธีการถ่ายภาพยนตร์เพื่อศึกษาการเคลื่อนไหวของคนทำงาน และวิเคราะห์เพื่อหาขั้นตอนที่สูญเปล่า นอกจากนี้ Henry Gantt ยังได้นำเสนอ Gantt Chart หรือแผนภูมิแท่ง เพื่อบันทึกกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องทำในช่วงเวลาต่างๆ และนำเสนอระบบการจ่ายโบนัส

หน้าที่ทางการจัดการและหลักการบริหาร 14 ข้อของ Henri Fayol

Henri Fayol นำเสนอหน้าที่ทางการจัดการ 5 ข้อ ได้แก่ การวางแผน (planning), การจัดองค์กร (organizing), การสั่งการ (commanding), การประสานงาน (coordinating) และการควบคุม (controlling) นอกจากนี้ Fayol ยังเสนอหลักการบริหาร 14 ข้อ ได้แก่ การแบ่งงานกันทำตามความชำนาญ, การกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบที่สมดุล, การมีระเบียบวินัย, การบังคับบัญชาตามลำดับชั้น, เอกภาพในการบริหาร, การยึดประโยชน์ส่วนรวม, การกำหนดค่าตอบแทนที่เหมาะสม, การรวมอำนาจ, สายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน, ระเบียบคำสั่ง, ความเสมอภาค, ความมั่นคงในอาชีพ, การส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และการส่งเสริมความสามัคคี

POSDCORB: หน้าที่และบทบาททางการบริหารของ Luther Gulick และ Lyndall Urwick

Luther Gulick และ Lyndall Urwick ได้เสนอหน้าที่และบทบาททางการบริหารที่เรียกว่า POSDCORB ซึ่งประกอบด้วย การวางแผน (planning), การจัดองค์กร (organizing), การสรรหาบุคลากร (staffing), การสั่งการ (directing), การประสานงาน (coordinating), การรายงาน (reporting) และการจัดทำงบประมาณ (budgeting)

Summarize any YouTube video in seconds

Get summaries like this one for any video, in your language, with the free Summ app.

Download on the Apple Store
Get it on Google Play

Transcript

YouTube Transcript Generator

0:04 [เพลง] ที่เกี่ยวกับต่างรับมาจากจะไปแล้วครับตลอดจนถึงพระจาการสภาพแล้วครับขอบเขตของทางลัดและศาสนศาสตร์ครับมาครั้งนี้ก็จะมามาคุยกันนะครับว่าด้วยเรื่องของแนวคิดและชุดสีและปราสาทในยุคบุกเบิกประยุกต์คลาสสิคในยุคบุกเบิกอย่างก็จะเป็นยุคที่ก่อนเริ่มต้นขององค์ความรู้ด้านและภาษาอาจจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการก็คือก่อนปีคศ 1 887 ครับที่อุดมสินสรรค์เป็นคนเริ่มต้นที่เขียนบทความเรื่องเดี๋ยวซ่าที่ of Administration หน้าโดยการศึกษาเรื่องการบริหารเนื้อที่มีข้อเสนอแนะเรื่องของการแยกการเมืองจากปอกจากการบริหารในการยุคบุกเบิกนั้นนะครับเจ้าจะเรียง

1:06 มีอาการขององค์ความรู้ทางด้านนภาสาดแล้วเนี่ยนะครับก็จะเห็นได้ว่าถ้ามันจะแบ่งออกเป็น 5 ช่วงใหญ่ๆนะครับช่วงที่แรกก็เป็นช่วงที่โดยสมัยอียิปต์โบราณในยุคนั้นนะครับแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับทางด้านการบริหารนะครับที่ในสมัยนั้นยังไม่เรียกคำว่ารับประสาทนะครับก็เป็นแนวคิดอยู่ที่ว่าอยู่เรื่องเกี่ยวจะด้านการไปหาเนี่ยก็จะมักจะมีการพูดกันในประเด็นในหัวข้อเรื่องของการจัดทำแผนหน้าเรื่องของการจัดหาวสุอุปกรณ์และคนมาใช้ในการทำงานด้านหน้าเป็นหลักใหญ่นะครับแล้วก็เรื่องของการควบคุมการเล่นการประสานแผนอันนี้ก็คือในช่วงในสมัยอียิปต์โบราณนะครับชั้นๆในสมัยของจีนโบราณนะครับก็จะให้ความสำคัญต่อโฟกัสหนึ่งในเรื่องการบริหารคือคือเรื่องของการคัดเลือกคนเข้าทำงานมันชราดูในหนังจีนนะครับเราก็จะพบว่ามีการอ่ะ

2:36 ก็หายเข้าสอบในตำแหน่งของจองหวนนะครับนี่ก็จะเป็นแนวคิดทางการบริหารที่ให้ความสำคัญมากในยุคนั้นในสมัยของจีนโบราณนะครับแต่มาในสมัยกรีกโบราณนี้จะไม่เคยโบราณเนี่ยก็จะเริ่มต้นที่จะมาให้ความสำคัญต่อบทบาทของผู้บริหารนะครับที่มีต่อสังคมนะครับแล้วก็การให้ความสำคัญต่อเรื่องของการวางแผนหน้ามาในสมัยของโรมันนะครับก็ให้ความสำคัญกับเรื่องเพราะผู้นำกันแล้วก็เรื่องเทคนิคต่างการบริหารแล้วก็มาในช่วงสมัยกลางนาเกาะนเจอไปทางมาถึงก่อนประมาณปีคริสต์ศักราชที่ 1700 ครับจะได้เกิดกลุ่มนะพญาชีพการบริหารกลุ่มแรกของโลกขึ้นมาก็คือกลุ่มคำในลิสต์ในกลุ่มเข้านี่คือกลุ่มที่เป็นนักบริหารชาวเยอรมันและออสเตรเลียนะครับก็ได้มารวมกลุ่มกันนะครับในการที่จะมาให้เห็นความสำคัญต่อการบริหารนะครับนะครับเป็นเปลี่ยนพัฒนาการนะ เต็มในสิ่งที่เกิดขึ้นในก่อนยุคระบบเปิดที่มาเพราะมันจะยุคบุกเบิกในยุคระเบิดก็จะเป็นยุคที่เริ่มต้นของรัตนศาสตร์จีกะเป็นการก่อกำเนิดของสัตว์ที่เป็นทางการของรัฐบาล Sound ตรงๆก็คือในปีคอยพิจิตรปีที่ฉลาดที่ 1887

3:29 นะครับจากคนที่สำคัญนะครับชื่อว่าวุฒิโรบินสันนะครับซึ่งเป็นอดีตไปหาดีของซับในกานะครับเค้าจะเขียนบทความเรื่องอย่างชื่อว่าจะทราบที่ of Administration เช็คในบทความนี้นะครับได้ชี้ให้เห็นว่าว่าการบริหารงานภาครัฐนั้นสิ่งสำคัญก็คือจะมีประสิทธิภาพมีเหตุมีผลได้อาจจะต้องอ่า

4:22 เนื้อหาให้อะไม่ให้การเมืองเข้ามาจบกล้องนะครับแนะแนวคิดของผู้เรามีสัตว์เนี่ยก็จึงไปสู่การนำเสนอเรื่องของการบริหารแยกออกจากกันเมืองหรือการเมืองเหย้าจากการบริหารนั่นเองนะครับจะโดยหัวเราะมีสัญญามีความเห็นว่าถ้าเราแยกการเมืองออกมาแล้วเนี่ยมันจะทำให้การบริหารงานยังเป็นไปอย่างมีเหตุมีผลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพนะครับและมานั้นเราสามารถจะสร้างหลักการบริหารที่ดีให้เป็นสามคนที่ใช้กับรัฐบาลทั่วโลกใดนะครับอันด้วยเหตุนี้เนี่ยจากการที่โรบินสันจะได้เขียนบทความเรื่องอย่า sadia แบบมีฉันจะพานี้เป็นเรื่องการบริหารที่อยู่ในองค์กรภาครัฐเองนะครับนั้นจึงทำให้โรบินสันอย่างเนี้ยจึงถือว่าเป็นคนแรกนะครับที่เป็นบุกเบิกองค์ความรู้จ้างรับประสาทอย่างเป็นทางการและก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นบิดาแห่งรัฐประศาสนศาสตร โน้ท มีพระจักยุคบุกเบิกนะครับก็เป็นยุคคลาสสิคอย่ายุคค้าสิทธิ์เนี่ยก็จะมีคนที่เป็นผู้นำหน้าที่สำคัญสำคัญมียามที่จำเป็นสำคัญนะครับอยู่ 3 ส่วนใหญ่ๆจนที่ 1 ก็คือพิธีการจัดระเบียบแบบแผนขององค์กรที่เป็นทางการเยอะมาที่เราเรียกกันสั้นๆว่าที่ 4 ระบบราชการนะครับซึ่งก็มีบุคคลที่เป็นใครวะเนี่ยที่อือที่เป็นคนที่จุดเริ่มต้นนะครับก็คือแม็กช่วยเบอร์นะครับซึ่งเป็นคนที่นำเสนอการจัดโครงสร้างองค์กรที่มีระเบียบแบบแผนที่เป็นทางการนะครับถึงแม้เซเบอร์เองก็เป็นนักสังคมวิทยาชาวเยอะเดียวมันนะครับที่เขามองว่าองค์กรหน้ามาจะต้องมีรูปมันจะต้องมีกฎระเบียบที่ไปล่างสอนนะมันจะต้องมีเรื่องของการจัดสายการบังคับบัญชาที่เราปล่อยน้ำลงมานะครับแล้วก็จะมีหรือว่าเรื่องของการกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบนะครับหรือคนที่มา

6:08 ทำงานในตำแหน่งหน้าที่เนี่ยก็ต้องมีคุณสมบัติทางเทคนิคหน้าเฉพาะด้านนะครับนี้ก็ถือว่าเป็นคนแรกที่จุดประกายเรื่องของการจัดโครงสร้างองค์กรที่มีระเบียบแบบแผนทางการและซึ่งก็ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของการจัดองค์กรแบบระบบราชการหน้าทั่วโลกนะครับที่ไม่เพียงแค่แค่ในชนบทชกานต์เท่านั้นเอกชนก็เช่นเดียวกันนะครับก็จะมีการนำเอาเอาที่ 4 ของ mashable เนี่ยนะครับไปใช้ในการจัดโครงสร้างองค์กรหน้าเช่นเดียวกันนะครับเพียงแต่ว่าจะมีความยืดหยุ่นมีสายตาเหมือนการบัญชาที่ที่ฉันกว่าในระบบราชการหน้าที่ชีที่ 2 ที่เกิดขึ้นในยุคคลาสสิกก็คือการจัดการแบบวิทยาศาสตร์นะครับก็คือโดยที่คนที่เป็นผู้ที่ริเริ่มก็คือเพื่อจะเล็กจะไม่อยู่น่าจะเริ่มซึ่งเป็นวิศวกรนะครับซึ่งจะเลยเองก็ได้นำเอาวิธีการทางวิทยาศาสตร์เนี่ยมาใช้กับสัญญาณการจัดการเอาศาสตร์ 2 สาดอย่ามาโดยอากาศด้วยกันนะครับโดยสิ่งที่เค้าพูดการด้วยกัน

7:16 ก็คือเอาวี่ยหลักเบี้ยศาสตร์อย่างก็คือต้องได้จะค้นพบเนี่ยจะได้จัดการทดลองอย่างอาจารย์เขาก็เอาการทดลองมาใช้กับทางด้านการจัดการนะก็คือโดยการเปรียบเทียบวิธีการทำงานแบบเจิมกับวิธีการทำงานแบบใหม่นะครับแล้วอยู่ว่าผลผลิตของการทำงานแบบวิธีการแบบเดิมกับวิธีการแบบใหม่แบบไหนที่ได้ผลผลิตที่มากกว่ากันนะครับซึ่งมันก็เป็นเรื่องของการใช้วิธีการทดลองนะครับซึ่งผลการทดลองจะเลิกก็จะบอกว่าเราจะค้นหาอ่าวันพีช Base หรือวิธีการที่ดีที่สุดได้นะครับได้จากได้จากการทดลองโดยเหตุผลนี้จึงถือว่าก็อยากจะเลยเนี่ยนะครับเข้าจึงเป็นบุคคลแรกนะครับที่เอาเอาหลักการยศาสตร์อย่างมาประยุกต์ใช้ในด้านการจัดการจึงทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ จะมีส่วนของที่ 4 ที่ 3 เมื่อคือที่ 4 กับและการบริหารแบบเชิงกระบวนการนะคะมันก็จะเป็นที่ 4 ที่ให้ความสำคัญต่อเนื้อหาเรื่องกับกระบวนการด้านหน้าที่อย่างการบริหารนะครับซึ่งก็จะมีวันที่มีเป็นจุดเริ่มต้นนะครับในส่วนของในยุคคลาสสิคเนี่ยนะครับก็คือให้รีบมาอยู่นะครับอันนี้ fiio

8:10 เนี่ยถือว่าเป็นคนที่มีการนำเสนอในส่วนที่เป็นนายหน้าที่ทำการบริหารหมายที่ประกอบไปด้วยหน้าที่จะการบริหารและก็คือเรื่องของการบางแถมอย่างเดียวคือ planning เรื่องการจัดองค์กรคืออ่อการย้ายออกการไอซิ่งงานเรื่องของของคอมมายิ่งนานก็คือเรื่องของการสั่งการนั่นด้วยการมอบหมายงานแต่ละเรื่องของโคใหญ่จริงนั้นการประสานงานและเรื่องของคอนเฟิร์มอิงนะครับหรือเรียกกันย่อๆว่า po 3 4 นะครับนอกนั้นแล้วก็จะมีการเสนอแต่สิ่งที่เราเรียกว่าหลักการบริหาร 14 ข้อนะครับของ fiio และมาถึงอยากจะพูดถึงต่อไปน่าจะการที่ fiio จะให้ความสำคัญต่อเรื่องของการบริหารจึงกระบวนการที่เองนะครับก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สมัยใหม่มากในช่วงเวลานั้นๆจึงทำให้เรียกว่าโยโย่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของ DC

8:56 ของการจัดการสมัยใหม่นานหรือฝาเจอเอา Version Application Are เราจะมาดูเรื่องที่ 4 ระบบราชการนะครับหรือที่ 4

9:42 การจัดองค์กรที่มีแบบแผนที่เป็นทางการนะครับก็มาจากคนที่สำคัญนะคือนัดเช็คเบอร์นะครับที่เป็นนักสังคมวิทยาชาวเยอรมันนะครับโดยก่อนที่แม็กซ์เซเบอร์อยากได้เสนอที่ซีของการจัดกลุ่มกรที่มีระเบียบแบบแผนที่เป็นทางการหรือที่เราเรียกว่าชื่อกชกานต์นั้นก็เริ่มต้นจากการที่แม่เซเบอร์เนี่ยก็ได้ไปสำรวจนะครับไปเริ่มจากการตำรวจว่าอ่าพอพูดอย่างอำนาจที่มันจะทำให้คนเกิดการยอมรับได้ปฏิบัติตามมันมีแหล่งที่มาออการแช่อำนาจเนี่ยได้กี่แลนด์หน้าซึ่งจากแมกซ์ไม่เซอร์เวอร์ก็จะพบว่ามันจะมีได้ทั้งหมดจาก 3 แหล่งที่สำคัญนะครับอันที่ 1 คืออำนาจที่มาจากประหมี่และเรียกว่าคาริสเมติก Power ขึ้นไปทำหน้าที่เกิดจากบุคคลเนี้ยนะครับได้มีการสั่งสมขึ้นมาแล้วทำให้คนเกิดการยอมรับนะครับในตัวเขาขึ้นมานะ รู้จักป่ะมีน่าจะช้าจะยกตัวอย่างอะที่เป็นรูปมาทำก็อย่างเช่นมาจะมาทันทีนะครับถ้าเป็นตัวอย่างของผู้นำที่มีอำนาจจากประมีนะครับซึ่งท่านเองก็ไม่ได้เป็นแม่จะเป็นไปทำที่ไม่เป็นนายกฟรีนะคะเป็นประชาชนทั่วไปนะครับแต่ดีอ่ะอำนาจพอดีที่ทำให้คนอินเดียนะครับทั้งประเทศเนี่ยเชื่อถือนะครับแล้วก็ฟังนะท่านนะครับในจะไปในการใช้การต่อสู้โดยใช้หลักอีสานนะครับในการเรียกร้องเป็นเรียกร้องเอกราชจากประเทศตาจากหรือประเทศอันเป็นครับอันนี้ก็เป็นหน้าที่เกิดจากกรณีที่แบบหน้าที่เกิดขึ้นจากบุคคลอย่างที่ได้สร้างขึ้นมาแล้วทำให้คนเกิดการยอมรับอย่างที่สองเขื่อนน่าจะประเพณีน่าจะเพลเยอะคือเป็นอำนาจที่สึกต่อกันตามขนบธรรมเนียมประเพณีหน้าที่ผ่านมานะครับจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่งนะครับเนี่ยเป็นเรียกว่าอำนาจจะประเพณีนะครับอันที่สามก็คืออำนาจตามกฎหมายมาแล้วก็หมายคือแบบนาดที่ได้มีการจุก

11:09 ที่บัญญัติไว้เป็นข้อกฎหมายนะครับในการให้อำนาจหน้าที่กับกับองค์กรหรือหน่วยงานต่างๆไปนะครับซึ่งจากแหล่งที่มาทั้ง 3

11:58 ประเภทนี้นะครับแม่เจอเบอร์ก็ได้มาวิเคราะห์นะครับแล้วก็สุขให้เห็นว่าอำนาจที่มันจะทำให้เกิดความชอบธรรมมากที่สุดนะครับก็คืออำนาจตามกฎหมายนะครับเพราะจะเป็นอำนาจที่มันจุเขียนไว้เป็นและรับสอนหน้าที่หาชัดเจนนะคะจากการที่เขาเริ่มต้นจากการที่มองว่าอำนาจที่ชอบธรรมที่สุดก็คืออำนาจตามกฎหมายแมคเซฟเวอร์ก็เลยเอาแนวคิดของอำนาจตามกฎหมายเนี้ยมาเสนอเรื่องของการจัดองค์กรที่มีระเบียบแบบแผนที่เป็นทางการนะครับหรือเราเรียกว่าที่ซีระบบราชการและข้าสิพ่อไปโรงเรียนจริงอ่ะเที่ยวรี่นะครับด้วยหัวใจสำคัญที่แน็ทเซเบอร์ที่นำเสนอเนี่ยนะครับก็มีสาระสำคัญที่สำคัญคือประการแรกนะครับไม่ใช่บอกว่าองค์กรที่มีระเบียบแบบแผนที่เป็นทางการหรือที่ 4 ระบบราชการนะครับจ คะอันนี้ต้องมีคือการจัดลำดับชั้นสายการบัญชาหรือให้รักขี้ที่ลดหลั่นคนเนาะกันลงมาให้เห็นอย่างชัดเจนนะครับว่าใครเป็นผู้ชายสูงสุดนะครับใครสามารถสั่งการใครได้ใครต้องรายงานต่อไปนะครับวันนี้ใน 3 ชายเนี่ยก็จะเห็นการรบกันของระดับชั้นหน้าของทุกคนในองค์กรนะครับหลักข้อที่ 2 ที่ที่น่าเชื่อว่าจะพูดถึงก็คืออำนาจนะครับมันหายมากจะมาจากไหนมาจากการที่กำหนดให้ตำแหน่งให้กับตำแหน่งงานนั้นทุกตำแหน่งงานก็จะถูกเขียนอำนาจหน้าที่ไว้เอาให้มีอำนาจหน้าที่อะไรนะที่เป็นลายลักษณ์อักษรนะครับที่วันที่กำหนดไปอันที่สามก็คือกฎระเบียบต่างๆในระเบียบแบบแผนต่างๆขององค์กรจะต้องถูกเก็บไว้แล้วเป็นละสอนมาเพื่อให้มีความเป็นทางการในการปฏิบัตินะครับแค่ช่วยอำนาจมันเกิดความถูกต้องให้กับจะให้มันเกิดความชัดเจนและก็ทุกคนจะติบัตร

13:01 โป้แนวตรงกันอันที่ 3 อาทิตย์ 4 นะครับก็คือตัวเขาจัดการเจ้าที่ทำงานเนี่ยต้องวางตัวเป็นกลางไม่ต้องแยกเรื่องส่วนตัวกับเรื่องอ่าน่าจะออกจากกันนะครับมันจะไม่ต้องจะไม่เอาเรื่องส่วนตัวค่ะมันจะมีลักษณะของการทำงานที่อาศัยความเป็นทางการขององค์การจะได้ประการที่ 5 นะครับก็คือการเท่ารับราชการในการทำงานองค์กรเนี้ยจากต้องถือว่าอยากเป็นเป็นอาชีพที่มีความมั่นคงนะครับคืนมาเข้ามาแล้วเนี่ยนะครับก็คือมีหลักประกันความมั่นคงในการทำงานให้กับคนที่เข้ามาทำงานและประการที่หกก็คือองค์กรที่มีการจัดระเบียบแบบแผนทางที่เป็นทางการระบบราชการเนี่ยรักจากสำคัญคือว่าจะมีความคงทนถาวรต่อเนื่องนะครับก็คือหมายถึงว่าไม่ไม่มีไม่มีที่จุดในการทำงานตามพันธกิจต่างๆที่ที่ขดหมายอาญากำหนดขึ้นมานะครับแล้วก็ประกันสุดท้ายก็คือว่าใน

14:28 ข้าราชการหรือองค์กรที่มีเป็นแบบแผนและจัดแบบนี้นะครับมีแนวโน้มที่มีเพชรจะมีลักษณะที่เป็นระบบปิดนะคือหมายถึงว่าเป็นเป็นระบบที่คนภายนอกเนี่ยอาจจะไม่ค่อยรู้ข้อมูลเรื่องราวต่างจากรถเก็บเรื่องภายในเพราะการทำงานต่างๆก็เป็นเรื่องของการที่สั่งการตามสายการบังคับบัญชาช้าอำนาจหน้าที่ตามรายลักษณ์อักษรนะครับนี้ก็เป็นแนวคิดเบื้องต้นในสมัยนั้นที่แม่เสียบเอ้อเนี่ยได้เสนอที่ 4 ระบบราชการนะครับ 5 ขึ้นมานะครับถ้าจ่ายทั้งนี้เนี่ยระบบปิดยังไม่มาเพราะว่าเป็นระบบที่ไม่ให้ความสำคัญชอบและต้องอาจจะเพี้ยนแต่ว่าสิ่งที่แม่เซเบอร์มองในในเวลานั้นก็คือว่ารักษาของการทำงานมันเป็นเรื่องของการทำงานภายในองค์กรเป็นหลักการสำคัญที่พุ่มชาก็มีการสั่งการตามสายห้องชามาตามนาจหน้าที่ก็ทำตามและสอนที่ถูกเก็บไว้นะครับอย่างนี้คือความหมายระบบติดตามแนวคิดของแม็กเวเบอร์ อิอิ นี้นะครับอีก C1 ที่อยู่อายุคลาสสิคก็คือที่ซีการจัดการแบบยาศาสตร์นะครับโดยมีขวดที่เป็นผู้นำสำคัญก็คือเฟสเจอเหล็กจะไม่อยู่ Taylor

15:14 นะครับซึ่งเป็นวิศวกรเทคนิคนำ you tell เนี่ยได้เขียนหนังสือนะครับเล่มหนึ่งขึ้นมานะครับการที่เราเห็นปรากฏหน้าจอนะครับที่ว่าจะพี่ซุปเปอร์ of สายทิพย์อิก Match เม้นนะครับก็คือหลักการของการจัดการทางตาม Wizard นะครับโดยโดย Taylor อย่างนะครับในฉะนั้นจะเป็นวิศวกรนะครับเขาก็ได้เอาเอาวิธีการระเบียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับอาจารย์กันการจัดการนะครับโดยใช้สำคัญที่เจเลอร์งามพยายามมองก็คือว่าทำยังไงถึงจะให้องค์กรอย่างนะครับมีประสิทธิภาพสูงสุดนะครับผลผลิตออกมาสูงสุดนะครับก็เลยมองว่าเลยถ้าเราเอาวิธีการทดลองมาใช้กับด้านการจัดการน่าจะก็จะทำให้เราสามารถที่จะค้นหาวิธีที่ดีที่สุด

16:01 ออกมาได้นะครับที่เขาเรียกว่า one best Way นะครับงั้นอันนี้ก็เป็นหัวใจสำคัญที่เป็นการเอาศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์นะครับมาผสมกับศาสตร์ด้านการจัดการนะครับได้ยังได้อย่างลงตัวนั้นก็จะเป็นชั้นอย่างที่ทำให้เจเลอร์เองนะครับจะทำอะไรก็ตามก็เริ่มต้นจากการทดลองเปรียบเทียบระหว่างวิธีการทำงานแบบเดิมกับวิธีการทำงานแบบใหม่ทำวิธีการทำงานแบบใหม่ผมจะการทดลองพบว่าได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นนะครับก็จะเอาวิธีที่จะทดลองใหม่นะครับจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดนะครับที่จะเอามาใช้ในการทำงานอันนี้ประการที่สองในจะสำคัญสำหรับการจัดการแบบยศาสตร์เงินอาจจะเรียบร้อยในเมื่อเราค้นพบแล้วว่าวิธีการที่ดีที่สุดเนี่ยอาจจะที่ได้จากการทดลองแล้วเนี่ยนะครับว่าเป็นเป็นวิธีนี้นะครับหลังจากนั้นเนี่ยเราจะต้องเอาวิธีนี้มาใช้ในการคัดเลือกคนเข้าทำงานนะครับเพื่ออยู่ว่าคนที่มาเข้าทำงานในองค์กรนั้นสามารถปฏิบัติได้ตามวิธีนั้นที่เราได้คน

17:04 นี้นะครับเป็นพูดว่าจ้าวิธีกอไก่ค้นพบว่า 1 ชั่วโมงก็ต้องทำงานได้ 50 ชิ้นงานถ้าใครทำได้ 50 ชิ้นโอเคเราจะคัดคนนั้นเข้ามาทำงานก่อนนะครับอย่าคือการคัดเลือกคนก็อาศัยหลักการต่างเวียร์ศาสตร์ประธานที่สามที่ Taylor มองก็คือว่าแล้วคนเดิมที่มีอยู่นะครับก็ต้องพัฒนาเขาด้วยนะครับโดยการพัฒนาเนี่ยก็พัฒนาให้เขายังสามารถทำงานตามหลักการถนนวิทยาศาสตร์ก็คือตามสิ่งที่องค์กรจะค้นพบ one best Way หรือวิธีการที่สุดนั่นเองนะครับก็คือพวกนาคแล้วก็พยายามจะยกระดับทักษะของคนที่ทำงานเดิมนะครับให้สามารถทำงานได้มีผลพริกนะครับตามที่เราได้ค้นพบได้จากการทดลองนะครับแล้วก็กำลังจะท้ายที่ Taylor ได้มีการนำเสนอหรือว่าอาจจะเริ่มมองว่าความสำเร็จนะครับของการบริหารจัดการอย่างจะหน้านั้นในองค์กรมันจะต้องมีการสร้างบรรยากาศการร่วมมือในการทำงานระหว่างฝ่ายนายจ้างกับฝ่ายลูกจ้างนะครับอัน

18:06 จะเป็นแนวคิดสำคัญสำคัญที่อยู่ในอ่านหนังสือเรื่องหลักของการจัดการต่าง Wizard นะครับเหตุวันนี้เองนะครับทั้งหมดจริงจึงทำให้เซเลอร์เนี่ยนะครับเป็นยาการยกย่องว่าเป็นบิดาของการจัดการธรรมศาสตร์นะครับซึ่งถือเป็นคนแน่ที่เอาระเบียบวิธีการธรรมศาสตร์ในการทดลองมาใช้กับทางด้านการจัดการนะครับซึ่งในที่ที่การการจัดการแบบยศาสตร์เนี่ยก็ไม่อย่างนั้นไม่ได้หมายความว่าเป็นที่ซีที่ร่างสมัยนะครับซึ่งในอ่าปัจจุบันครับที่ 4 การจัดการแบบวิทยาศาสตร์ก็ยังถูกใช้อยู่กับอย่างเราจะพบเห็นมากก็คือในโรงงานทั่วโลกนะครับก็จะมีมีกลุ่มงานนึงนะครับที่อาจจะเรียกว่าเป็นวิศวกรสาหการครับเนี่ยก็จะมีทำหน้าที่ในการที่คอยวิเคราะห์นะครับที่จะค้นหาวิธีการพริกใหม่ๆนะครับน่าดูวิธีการทำงานใหม่ๆหน้าที่มันจะทำให้ผลติดต่อชั่วโมงของโรงงานอย่างสูงขึ้นนะครับหรือทำให้ต้นทุนการผลิตเนี้ยอ่ะ

19:21 ออกกำลงนะครับเค้าจะใช้วิธีการทดลองทางวิทยาศาสตร์เจอกันมาเปรียบเทียบนะครับโดยถ้าถ้าโรงงานค้นพบว่าวิธีใหม่เนี่ยทำงานแล้วให้ผลผลิตต่อชั่วโมงอย่างสูงหรือเปล่าหรือให้ต้นทุนใครจ่ายต่อหน่วยที่ต่ำกว่าเยอะให้เกิดความชุฉีในการปิดน้อยกว่าไงก็คือสิ่งที่เราเรียกว่าเป็นวัน West Bay นะครับนั้นแนวคิดของที่จัดการจัดการปรับยาศาสตร์เนี่ยก็ยังก็ยังใช้อยู่นะครับแต่ก็จะเน้นการใช้เป็นในในโรงงานในหลักใหญ่สำคัญนะครับหลังจากที่พระ 7 เทเลอร์อยากได้เสนอที่ชื่อหลักหาด้านการจัดการแบบยศาสตร์แล้วก็มีนะครับผู้ที่มาสับ 0 แนวคิดของการจัดการแบบ Wizard นะครับต่อก็คือก็คือแพงอือเบ็ดนะครับแล้วก็เรียนเล่นที่ 11 โดยโดยทีเด็ดอันคือเบ็ดเนี่ยนะครับก็ได้เป็นคนที่ต่อยอดมาจากแนวคิดของการจัดการธรรมศาสตร์ที่เพศเธอจะมี เขียนโดยเสนอนะครับก็คือมาจะนำเจอแนวคิดในการหนึ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมานะเราเรียกว่า

20:06 Motion ทรัพย์ยี่ในการศึกษาการเคลื่อนไหวโดยแนวคิดของ Cubase and ทิเบตจะมองว่าถ้าเราจะทำให้คนงานอย่างไรในโรงงานอย่าทำงานอย่างมีประสิทธิภาพแล้วเนี่ยนะครับเราควรจะต้องศึกษาจถึงการเคลื่อนไหวในอารยาเยอะอริยบทหน้าของคนทำงานนะครับว่ามีการเคลื่อนไหวอย่างไรบ้างในการทำงานนะครับด้วยเหตุผลนี้ก็จึงจำให้กิลแบบแกสทิเบตเนี่ยก็ใช้วิธีหนึ่งก็คือใช้วิธีการทำภาพยนตร์หน้าถ่ายแสดงการเคลื่อนไหวของการทำงานนะครับตั้งแต่เริ่มต้นยนต์นั่งถึงถึงขั้นตอนสุดท้ายนะครับหลังจากหลังจากที่ถ่ายทำเป็นภาพยนตร์ฉะนั้นเนี่ยนะครับก็จะเอาเอาภาพยนตร์นะนะครับมาทำการวิเคราะห์นะเพื่อดูว่าในขั้นตอนไหนในกระบวนการไหนหรือวิธีการทำงานไหนที่มันเกิดความสูญเปล่าอะที่รับเควสนะครับหรือความสูญเสียหายที่เกิดขึ้นนะที่มันไม่

21:31 ถ้าเกิดผลพริกใช่มาจะใช้เวลาระยะเวลานานเกินไปในการทำงานขั้นตอนนี้หรือมันใช้ระยะเวลาในการรอคอยอ่าวัตถุดิบต่างอย่างนะครับเพื่อที่จะให้เจริญการนะผลิตตอบนะครับหรือมารอคอยเพื่อมาแก้ไขปัญหาอะไรต่างนะครับเป็นใกล้เป็นอันอย่างที่อยู่แบทแก่ทิเบตมาเสริมเติมตอบนะครับรึยังมีป้อมมาสำคัญก็คือว่าการแยกผมจากที่สูงสุดนะความมีประสิทธิภาพสูงสุดนะครับเพราะก็เลยมาต่อยอดจากแนวคิดของก็จะกันอยู่ Taylor นะครับในส่วนของแนวคิดที่เรียกว่า Motion ชาติดีหรือการศึกษาการเคลื่อนไหวนะครับนอกจากจุดเด่น 11 แล้วนะครับอีกคนหนึ่งที่มาต่อยอดนะครับเอามาต่อยอดในส่วนที่เป็นด้านการจัดการธรรมศาสตร์ก็คือแฮร์รี่เอากันนะตัวเองให้เดียวกันเนี่ยเป็น Witch เบนซ์วิชากรนะครับเช่นเดียวกันนะครับโดยผลงานสำคัญของนี้อาการเนี่ยนะครับก็จะมีสองส่วนที่สำคัญสำคัญ

22:43 นะครับส่วนที่หนึ่งก็คือการนำเสนอที่แล้วการการชาร์จนะครับคือตามชื่อของของพริกอันนั่นเองนะครับอ่าน้ำทุนเข้ามาตั้งเป็นชื่อชาร์จและว่ากันชาตินะครับหรือเราจะแต่อีกเรือนี่เรียกชื่อหนึ่งคือบ่าชาร์จนะหรือแผนการภูมิแท่งนะครับเนี้ยอ่าในหน้าจอจะก็จะเป็นตัวอย่างนะของจริงนะครับที่อันนี้กันอยากได้เอาเอามาใช้นะครับได้มีการบันทึกกิจกรรมต่างๆก็จะกำลังๆจ้องจะต้องทำในช่วงเวลาไหนนะฮะในช่วงเวลาไหนแล้วครับแล้วก็ในแต่ละสัปดาห์ที่ผ่านมาผลงานเราเนี่ยเราสะสมมาได้ผลผิดตัวเลขจะถ้าเท่าไหร่แล้วบ้างนะครับอันนี้ก็เป็นเรียกว่ากันชาร์จหรือ Bar chart จะซึ่งปัจจุบันเนี่ยเราก็เอาแนวคิดของแกนชาร์จหรือว่าชาร์จเนี่ยมาใช้กันทั้งภาครับและก็ภาพจนนะครับได้มากันมาทำให้เห็นว่าในปีงบมาอย่างเราจะมีกิจกรรมอะไรบ้างที่ต้องทำในกิจกรรมในต้องทำในช่วงเดือนไหน อีกนิดหนึ่งที่สองอย่างที่ 3 วันที่ 4 ถึงเดือนที่ 12 นะเราก็ลากเช่นนะครับอาศัยผู้รับผิดชอบหรืออยากจะใส่งบประมาณต่างๆก็ไปหาในการเป็นจุดเริ่มต้นที่เราใช้แผนเหมือนงานหน้าชั้นแปลงต่างนะครับนะครับ 9 ต้นกำเนิดขึ้นมาจากมาจากคนเนี่ยนะครับก็คือเห็นที่แถวแก๊สง่ายมากอย่างนี้แล้วเนี่ยนะครับกันก็ได้นำเสนออ่าอีกเรื่องหนึ่งคือระบบการจ่ายโบนัสน่ะอันนี้ก็เป็นต้นกำเนิดของการก่อการกำเนิดโบนัสของใหญ่ภาคธุรกิจเอกชนนะครับโดยแกเนี่ยก็ได้มีการมีการสรุปผลการดำเนินงานของพนักงานหลายคนครับเป็นตัวอย่างของชิงชี่ที่อาจารย์ได้ให้เอามาให้ให้พอเห็นนะครับก็จะมีการใส่รายชื่อของแต่ละคนจะละคนในการทำงานนะครับไปนะครับแล้วว่าเราจะได้กลับมาอยู่ว่าอยากจะรักคนเก่งทำงานได้ผลงานเท่าไหร่นะครับในเท่าไหร่นะครับส่วนเกินที่องค์กรตั้งตั้งไว้นะครับเขาทำได้เกินมาเท่าไหร่นะส่วนใหญ่ก็จะเป็นส่วนที่

24:19 มีจำนวนหน้าเพื่อนำไปสู่การจ่ายโบนัสต่อนะครับอันนี้ก็จะเป็นผู้อีกคนนึงนะครับที่สับสนแนวคิดการจัดการแบบยาศาสตร์โดยมีเป้าหมายก็คือต้องการให้ผลผลิตเนี่ยสูงสุดนะครับไม่ต้องการให้เกิดประสิทธิภาพนะสมเจ็บหน้าของการทำงานนะครับ ETC หนึ่งที่เราจะว่าอยู่ในยุคของพระจิกก็คือที่ซีการบริหารเชิงระบวนการนะครับแต่ว่าเป็นชาวช่องเศษนะชื่อว่าอองรีฟาโยล audiophile เนี่ยนะครับมีการนำเสนอแนวคิดสำคัญอยู่สองตัวนะครับตัวแรกก็คือว่าด้วยเรื่องของหน้าที่ทางการจัดการนะครับน่ารักๆที่ทำหน้าที่ต่างจากอาจจะชวนอย่างคือเป็นกระบวนการของการจัดการหน้าที่การจัดการเพราะว่าศุกร์เป็นอยู่ในภาษาอังกฤษอยู่กับ 5 ตัวนายเร็วๆ to cc โดย P ตัวแรกก็คือเป็นเรื่องของการวางแผนและแผนยิงนะครับอันนี้ซึ่ง plyo มองว่าในการบริหารงานของก่อน

25:22 ก็อันดับแรกที่จะเป็นหน้าที่แรกที่ต้องทำเลยก็คือแพนนิ่งในการวางแผนหน้าที่องค์กรจะมีการวางแผนในอนาคตหน้าไปข้างหน้านะครับเพราะเกรงว่าจะมีวัตถุประสงค์เป้าหมายอะไรจะต้องทำกิจกรรมอะไรบ้างในต่างนะครับอ่าทำในช่วงไหนบ้างใครเป็นผู้รับผิดชอบเป็นเรื่องของด้านแผ่นยิ่งกว่าการวางแผนเพราะการวางแผนเสร็จแล้วก็จะมีหน้าที่ที่ 2 ที่ตามมาคือมาจัดหาองค์การหน้ากลับมาจากรูปแบบของหน่วยงานต่างๆในการทำงานว่ามันควรจะออกแบบหน่วยงานต่างๆกี่หน่วยงานแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่ความรับผิดชอบยังไงเรารวมเรียกว่าอ่อการให้ซิ่งนะครับพอมีรูปแบบโครงสร้างขององค์กรนะของการทำงานแล้วแล้วก็มีหน้าที่ที่ 3 ที่ตามมาก็คือคอมมายิ่งคือการสั่งการก็จัดการที่ผู้บักมันบังคับบัญชาเนี่ยมีการสั่งการตามลำดับชั้นลดหลั่นกันลงมานะครับเพื่อจะมีการมอบหมายงานณรงค์มาให้ให้ผู้ตามวิชาอยากได้มีการปฏิบัตินะครับเน้นการทำการหลังจากเมื่อ ตัวอย่างการปัดแล้วหน้าที่ที่ 4

26:26 ที่กระเทียมตามมาก็คือผู้มันหายเองก็จะต้องมีทำหน้าที่ในการประสานงานและเรียกว่าโคโยติ้งนะครับก็คือเป็นหน้าที่ที่จะทำให้ทุกส่วนนะครับอ่าทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้องอ่านเยอะบุคลากรทุกคนที่เกี่ยวข้องทำงานไปอยู่ในทิศทางเดียวกันนะไปสู่เป้าหมายร่วมกันของหน่วยงานนี้ของพระองค์กรนะครับแล้วก็น่าที่สุดท้ายที่ไฟที่ fiio บอกว่ามันจะทำให้เราสามารถรู้ได้ว่าการการบริหารงานของเรานะครับอ่าและประสบความเร็จหรือไม่นะครับเป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามเป้าหมายที่วางแผนหรือไม่ก็จะมีหน้าที่ที่ 5 ก็คือหน้าที่เรื่องของการควบคุมหน้าชั้นการควบคุมเขาจะเป็นตัวอย่างที่จะช่วยทำให้เราเห็นผลงานจริงที่เกิดขึ้นและช่วยปกก็แหมเนี่ยมาเทียบกับตัวถ้าเก็บเดี๋ยวเป้าหมายที่วางไว้นะครับถ้าผลการเปรียบเทียบแล้วพบว่าผลงานจริงได้ตามแผนที่วางไว้ก็ถือว่าเราประสบเม็ดอ่าในการไปหานะ มีแต่ถ้าเราพกมาเอาผลงาน jig

27:32 ที่เกิดขึ้นจริงไปเป๊ะเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่วางไว้แล้วยังยังๆต่างๆหรือต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้แล้วก็จะเป็นกับหน้าปีช่องมีมีพื้นที่ของช่องว่างของการทำงานไม่ได้ตามเป้าหมายนะครับอันนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความทันสมัยมากในช่วงเวลานั้นนะครับเพราะว่าโชคร้ายนั้นยังไม่มีใครเฉยเรื่องของด้านการหน้าที่ด้านการจัดการอย่างเป็นระบบเลยนะครับก็จะมีองค์ที่ไฟล์โอเคนะครับเป็นผู้ที่นำเสนอนะครับที่เมืองเราไฟฟังก์ชันเอา of management นอกจากนอกจากเสนอในส่วนที่เป็นหน้าที่ทางการจัดการแล้วเขาว่าเสนอหลักการจัดการนะครับ 14 ข้อที่เราเรียกว่าโฟร์ทีนพิชิตเปิ้ล of Harry fiio นะครับก็ประกอบไปด้วยอะไรบ้างนะครับจะได้ไม่รักตั้งฝั่งซ้ายคือ division of work ก็คือในการไปหางานที่ดีเนี่ยต้องมีการแบ่งงานกันทำตามความชำนาญเฉพาะด้านครับไม่เราไม่สามารถจะให้ทำให้ทุกคนอย่าทำงานมันเหมือนกันได้นะครับงั้นเราจะแบะ ทำงานอย่าตามความจำนานจากปรัชญานี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการที่เราเห็นทุกหน่วยงานครับมันมีการแบ่ง Department

28:23 อยู่ดิวิชั่นแรงต่างนะครับหน่วยงานต่างๆก็จะเป็นเพราะอ่าไม่ว่าจะเป็นกรมกองสำนักแหล่งต่างๆนะคะจะมีการแบ่งงานตามตามลักษณะงานตามความชำนาญเฉพาะด้านหน้าเป็นหลักใหญ่นะฮะเป็นอยากใหญ่นะครับในหลักที่ 2 ก็คือการกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบนะครับโดยหน้าที่ก่อนรับผิดชอบเนี่ยก็กำหนดให้มีความสมดุลกันที่มีอำนาจหน้าที่มากความผิดเล่าความรับผิดชอบก็ยิ่งต้องมากน่าตามไปด้วยอันนี้คือหลักการในข้อที่สองนะครับและความสมดุลระหว่างอำนาจหน้าที่กับความรับผิดชอบหาที่ 3 คือชิปปิ้งนะครับก็คือการที่องค์กรจะต้องมีการกำหนดดูแลครับนะครับให้มีการทำให้มีระเบียบที่ใหญ่นะครับเพื่อจะเป็นกฎเกณฑ์กฎกติกาให้คนในองค์กรในการทำงานแล้วก็หลักข้อที่ 4 นะครับก็คือหลักของ มีอาการช่องกาอาระหลักของการบังคับบัญชายู่ยี่ of Command

29:13 นะก็จะมีการสั่งการตามระดับชั้นของการบังคับบัญชานะครับต้องมานะหลักการข้อที่ 5 นะครับก็คือเอกภาพในการบริหารและอยู่ที่ of Direction ก็คือรายการที่จะเอาเอาเรื่องหรือกิจกรรมที่มีความคล้ายคลึงอาการมารวมอยู่ที่ผู้บริหารคนใดคนหนึ่งเพื่อที่จะให้การบริหารงานได้เป็นไปในทางทิศทางเดียวกันนะครับเป็นเช่นนาเอาเรื่องของไอ้ชาย M ด้านการบริหารชอบความมนุษย์กับเรื่องการพระเจ้าทรัพย์ประเมิน HR ดีมารวมเข้าด้วยกันมาเป็นฝ่าย Spore บุคคลนะเนี่ยเป็นเรื่องของเรียกว่าอยู่ที่ of จะได้เช่นเดียวให้เกิดเอกภาพในการบริหารนั่นเองนะครับเป็นท่ารับปล่อยให้ให้รักสั่งงานอย่างที่มันฉีกขาดออกไปแล้วไปอยู่ก็ละหน่วยงานหน่วยงานอย่างนะครับก็จะเกิดปัญหาเรื่องของความมีความมีเอกภาพ

30:08 ก็จะกินยาจีนนะครับการทำงานก็จะต้องก็จะมีปัญหามากขึ้นถัดไปก็คือในหลักการข้อที่ 6 ก็คือ interracial การทำงานจะต้องยึดประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ของส่วนบุคคลนะครับแล้วก็หลักการข้อที่เจ็บนะครับก็คือการกำหนดค่าตอบแทนที่เหมาะสมนึกว่ารีวิวเรชั่นหลักการข้อที่ 8 นะก็คือในการบริหารการจัดการจะต้องมีการผมนาดครับซึ่งในสมัยนั้นเนื่องจากว่าเป็นเป็นองค์กรที่ยังขนาดเล็กนะครับไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากเหมือนในในปัจจุบันนะครับซึ่งควาย ryo ก็มองว่าเราจะสำคัญที่องค์กรต้องมีคือการเช่นอะไรนะเพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพในการพาไปหางานนะครับถ้าได้ก็คือเรื่องของรัชกาลราดใช้เองคือเรื่องของสายการบังคับบัญชาหน้าที่ต้องต้องมีการกำหนดให้ให้เห็นอย่างชัดเจนนะรถบ่อนละมาๆครับเป็นผู้วิชาใครทำเป็นผู้แต่งชาใครใครสั่งการใครได้ใครต้องรายงานต่อต่อไข่

31:12 นี้นะครับแต่คือต้องมีออเดอร์ก็คือระเบียบคำสั่งนะครับต่างๆนะที่จะใช้ในการปฏิบัติงานองค์กรนะครับแล้วก็รักกันแต่ก็จะไปคือ 1 mpg นะครับก็คือการบริหารงานจะต้องยึดถือเรื่องของความเสมอภาคและความเป็นธรรมหน้าที่จะต้องมองรักงานทุกคนอย่างเท่าเทียมกันนะครับประการจะไปคือเรื่องของ Chaps จะไปที่ of กินเอ้อก็คือประการที่ให้หลักประกันกับความมั่นคงในอาชีพนะครับของคนที่เข้ามาทำงานในองค์กรแต่ละกันข้อ 13 คือเรื่อง Ichi ติบนะครับคือเรื่องการส่งเสริมให้คนเนี่ยมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการทำงานและหลักการข้อที่ 14 เขาสุดท้ายก็คือ HP เดียวขอบก็คือการที่ใบ /

31:58 จะประสบความเร็จนั้นนะครับคือจะต้องมีการส่งเสริมให้เกิดความสามัคคีนะครับจากการที่ฝ่ายโอ้ะได้เสนอหน้าที่ต่างการจัดการนะ 5 ข้อที่ประกอบไปด้วย อีกด้วย po4 และหลักการจัดการ 14 ข้อนั้นซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสมัยใหม่มากในยุคเวลานั้นนะครับก็จึงทำให้คอง fio เองนะครับได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของการจัดการสมัยใหม่นะครับแล้วก็จะไฟล์เจอร์ออฟบ่เต้นแม่ฉันไม่ใช่เล่นนะครับซึ่งในส่วนของหน้าที่หลักการจัดการที่เอาดีกว่าเยาว์เฉยๆนะครับก็ได้มีบทบาทสำคัญที่พริกทำให้การบริหารงานขององค์กรต่างๆจะเริ่มมีความเป็นระบบมากขึ้นนะเริ่มมีหลักการที่จะต้องได้นะครับมากขึ้นนะครับนอกจากโรงไฟฟาโยลแล้วนะครับอีก 2 คนที่จัดอยู่ในกลุ่มที่ 4 ด้านการบริหารเชิงระบนการก็คือลูเธอร์กูลิคและลินดอลนะโอเคเราเรียกกันสั้นว่ากูริกะเออร์วิคงานด้วยคุยกับโอบิเนี่ยได้เสนอหน้าที่และบทบาททางการบริหารที่เรียกว่าพอร์ชขอบนะครับก็จะเป็นที่รู้จักกันมากนะครับมาในการเรียนด้านการต่างทางลัด

33:17 มีอากาศยังด้านบริหารธุรกิจเองก็ตามน่าจะพอสอบเนี่ยก็มาจากภาษาอังกฤษนะครับอ่าคำจะละคำในทุกที่จะแรกก็คือการวางแผนนะครับนี่ก็คือมองเหมือนกับตัวของมีค่าอยู่นะครับเหมือนกันว่าบอกว่าหน้าที่หรือบทบาททางการไปหาหน้าที่แรกที่มันจะต้องมีก็คือตัว P ก่อนคือการวางแผนเจอกันคิดถึงอนาคตไปทำนานะครับในเรื่องของการวางแผนนี่เพราะพี่หยิบเพราะพี่จะเข้าไปโชว์ 6 อันใหญ่ซิ่งคือการจัดองค์กรซึ่งเราจะต้องมาออกแบบการทำงานการแผนงานยังๆของเทว่าจะมีการแบ่งเป็นกี่หน่วยงานหน่วยงานจะมีหน้าที่ความรับผิดชอบยังไงบ้างครับพอทำหน้าที่จะ O7 หน้าที่ที่ 3 ถัดมาคือตัว S ก็คือหาคนเข้าทำงานในตำแหน่งงานต่างๆตามโครงสร้างที่เราได้ได้วางไว้หน้าเรียกว่าสาว phing เพราะมีคนเข้าทำงาน 7 ก็จะเป็นตัวดีนะเราคือการได้แล็คกิ้งหรือการสั่งการการอ่านบริการอาการที่ก็คือการที่ผู้วิชานั้นมีการสั่งการในการทำบริการนะครับเพื่อจะมอบหมายงานลงมาตาม

34:03 อีกระดับฉันแต่ก่อนหน้าที่ตัว T เสร็จเข้าไปหน้าที่จัดไปคือ co ก็คือมาจากค**จริงอยากโดยที่ผู้บริหารเองเนี่ยนะครับก็จะต้องมีหน้าที่ในการประสานงานให้บุคลากรทุกส่วนงานนะครับได้ทำงานไปในทิศทางเดียวกันเรื่องของการประสานงานมาทำมาจากงานเสร็จงานก็จะต้องจะรู้ได้ไงว่ามีผลงานอะไรขึ้นบ้างก็มีตัว R คือพอจริงคือต้องมีการระบบการรายงานมาเพื่อจะให้ผู้บังคับบัญชาเนี่ยได้เห็นความก้าวหน้าและความสำเร็จของงานที่เกิดขึ้นรวมทั้งปัญหาบริษัทหน้าที่เกิดขึ้นนะครับรับ 3

34:53 จุดท้ายในหน้าที่และบทบาททางการบริหารก็คือว่าต้องมีโชคดีคือผ้าเช็ดติ้งก็คือด้านการเข้ามานะครับเพราะการทำงานและจะต้องมีอาศัยเรื่องของพวกมันค่าใช้จ่ายนะครับในการดำเนินงานอันนี้ก็เลยเราเรียกกันย่อๆว่าพอจะของนะครับแล้วก็เป็นอยู่ในกลุ่มที่ 4 ด้านการบริหารในเชิงการกระบวนการนะครับอันนี้คือเนื้อหาทั้งหมดนะครับใน มีอะไรที่ 3 นะครับที่เป็นแนวคิดชี Time รับประสาทในในยุคนะครับในยุคบุกเบิกทำนะครับแล้วก็ในยุคราคาซิกข์ [เพลง]

Share

YouTube Video Summaries