0:00 พลังของการ manifest คุณเคยรู้สึกไหมครับว่าบางครั้งเราก็ เหมือนกำลังติดอยู่ในชีวิตที่ไม่ได้เลือก เองทำงานทุกวันแบบเดิมๆเจอปัญหาแบบเดิมๆ เหมือนชีวิตมันวนหลูบจนเราถามตัวเองว่า แล้วอนาคตของฉันจะต่างจากนี้จริงๆหรือ เปล่าหลายคนอาจเคยได้ยินคำว่าจักรวาลหรือ การดึงดูดสิ่งที่เราคิดผ่านหูมาบ้าง บางคนก็เชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริงบางคนก็ มองว่ามันคือเรื่องไร้สาระเป็นแค่ความ เชื่อเลื่อนลอยแต่หนังสือ manifest 7 ขั้นตอนสู่ทุกสิ่งที่ปรารถนาของRoอกี่ Naฟูเล่มนี้พยายามจะอธิบายให้เราเห็นว่า
0:47 การ manifest ไม่ใช่เรื่องลึกลับไม่ใช่ เวทมนตร์ไม่ใช่คาถาอะไรทั้งนั้นแต่มันคือ กระบวนการฝึกใจและปรับพฤติกรรมที่ทำให้ เราสามาสามารถเปลี่ยนชีวิตได้จริงๆ ทำไมหลายคนถึงไม่เคยได้สิ่งที่ตัวเองอยาก ได้ ลองสังเกตดูสิครับว่าเวลามีคนถามคุณว่า คุณอยากได้อะไรจากชีวิตส่วนใหญ่คำตอบที่ ได้จะกว้างและเบลอมากๆเช่น อยากรวยอยากมีความสุขอยากเจอความรักที่ดี อยากประสบความสำเร็จฟังดูดีใช่มั้ยครับ แต่ปัญหาคือมันยังคลุมคลุมเครือเกินไปมัน ไม่ชัดเจนพอที่จะทำให้สมองเราโฟกัสและไม่
1:33 เฉพาะเจาะจงพอที่จะทำให้เราลงมือทำอะไร บางอย่างจริงๆยิ่งไปกว่านั้นหลายครั้งเรา ยังปล่อยให้ความกลัวความสงสัยและความไม่ มั่นใจคอยถ่วงชีวิตเราอยู่เงียบๆในหัวเรา มีเสียงเล็กๆคอยบอกว่าเราไม่เก่งพอหรอก เราไม่คู่ควรหรอกเรื่องพวกนี้มันเป็นไป ไม่ได้หรอก สุดท้ายเราก็เลยวนอยู่กับความคิดเดิมๆ พฤติกรรมเดิมๆและได้ผลลัพธ์เดิมๆอยู่ตลอด การ manifest คืออะไร Roอกี่อธิบายว่า Manifestation หรือการ manifest คือกระบวนการเปลี่ยนความคิด ความเชื่อและการกระทำให้สอดคล้องไปในทิศ ทางเดียวกันจนมันดึงดูดสิ่งที่เราปรารถนา
2:21 เข้ามาในชีวิตจริงๆ พูดให้เข้าใจง่ายคือ 1 คุณต้องชัดเจนว่า ต้องการอะไร 2 คุณต้องเชื่อว่ามันเป็นไป ได้และคุณคู่ควรกับมัน 3 คุณต้องลงมือทำ ในแบบที่สะท้อนถึงความเชื่อนั้นและ 4 คุณ ต้องปล่อยวางให้จักรวาลจักเรียงทุกอย่าง ให้เหมาะสมเมื่อสิ่งเหล่านี้ทำงานร่วมกัน มันก็จะสร้างสนามพลังงานบางอย่างที่ทำให้ โอกาสคนสถานการณ์หรือแม้แต่แรงบันดาลใจ ใหม่ เข้ามาหาคุณอย่างน่าประหลาดใจ แต่ตรงนี้ต้องชัดนะครับ Manifestation ไม่ได้หมายถึงว่าคุณนั่งหลับตาฝันแล้ว เงินจะตกมาจากฟ้าไม่ใช่การนั่งภาวนาแล้ว
3:09 แฟนที่ใช่จะเดินเข้ามาหาโดยบังเอิญไม่ใช่ เวทมนตร์ที่ทำให้ทุกอย่างปรากฏขึ้นโดยที่ คุณไม่ต้องทำอะไรเลยแต่มันคือการทำงานของ จิตใต้สำนึกบวกกับการลงมือทำที่สอดคล้อง กันและนี่แหละครับที่ทำให้มันทรงพลัง ทำไมต้องเป็น 7 ขั้นตอน รอกซี่สรุปประสบการณ์และการเรียนรู้ของ เธอออกมาเป็น 7 ขั้นตอนที่ทุกคนสามารถทำ ตามได้ไม่ว่าคุณจะเป็นใครอายุเท่าไหร่มี ฐานะหรือการศึกษาระดับไหนคุณก็สามารถใช้ 7 ขั้นตอนนี้ในการเปลี่ยนแปลงชีวิตได้และ ที่สำคัญมันไม่ใช่เพียงวิธีดึงดูดสิ่งที่ คุณอยากได้เท่านั้นแต่มันยังเป็นวิธีฝึก
3:55 ใจให้คุณเติบโตเป็นคนที่คู่ควรกับสิ่งที่ คุณอยากได้ด้วย มุมมองที่คุณควรมีก่อนจะเริ่มต้น ก่อนที่เราจะไปทีละขั้นตอนมี 3 มุมมอง สำคัญที่คุณควรเตรียมใจไว้ 1 คุณต้องเป็น เจ้าของชีวิตตัวเองไม่มีใครมาเปลี่ยน ชีวิตแทนคุณได้ถ้าคุณไม่เริ่มเปลี่ยนเอง 2 คุณต้องยอมรับความจริงการ manifest ไม่ ได้แปลว่าคุณจะไม่มีอุปสรรคแต่ทุกอุปสรรค คือการทดสอบเพื่อให้คุณแข็งแกร่งขึ้น 3. คุณต้องมีศรัทธาไม่ใช่ศรัทธาแบบงมงาย แต่เป็นศรัทธาในศักยภาพของตัวเองและความ เป็นไปได้ที่ชีวิตจะเปลี่ยน
4:43 บทนำนี้กำลังจะพาคุณไปไหนหลังจากนี้ผมจะ เล่าให้คุณฟังทีละขั้นตอนจาก 7 ขั้นตอน ของroอกี่naฟูซี่แต่ละขั้นผมจะไม่เพียง แต่เล่าแนวคิดหลักแต่ยังจะขยายความด้วย ตัวอย่างจริงๆและวิธีที่คุณสามารถนำไปใช้ ในชีวิตประจำวันได้และถ้าคุณฟังจนจบไม่ ใช่แค่คุณจะเข้าใจวิธี manifest เท่านั้น แต่คุณจะได้กรอบความคิดใหม่ที่จะเปลี่ยน วิธีที่คุณมองชีวิตไปตลอด คุณพร้อมหรือยังครับที่จะค้นคบว่าคุณมี พลังในการสร้างชีวิตที่คุณอยากได้จริงๆ ถ้าพร้อมแล้วเรามาเริ่มที่ขั้นตอนแรกกัน เลย ขั้นตอนที่ 1 be clear in your
5:30 vision ชัดเจนกับสิ่งที่คุณต้องการ คุณลองนึกภาพตามนะครับสมมุติคุณเดินเข้า ไปในร้านอาหารและบอกพนักงานเสิร์ฟว่าขอ อาหารอะไรก็ได้ครับคุณคิดว่าผลลัพธ์จะออก มาเป็นยังไงใช่ครับคุณอาจจะได้อาหารจาน หนึ่งจริงๆแต่มีโอกาสสูงมากที่มันจะไม่ ใช่สิ่งที่คุณอยากกินเลยแม้แต่น้อยชีวิต ของเราก็เหมือนกันครับเวลาที่เราพูดกับ ตัวเองหรือกับจักรวาลว่าฉันอยากมีความสุข หรือฉันอยากประสบความสำเร็จมันก็เหมือน กับการบอกพนักงานว่าขออะไรก็ได้มันกว้าง เกินไปมันเบลอเกินไปแล้วมันไม่เฉพาะเจาะ จงพอที่จะทำให้พลังงานหรือแม้แต่สมองของ
6:16 เราโฟกัสไปที่เส้นทางที่ชัดเจนทำไมความ ชัดเจนจึงสำคัญroอกี่นาฟูซี่พูดชัดเจนมาก ว่าความชัดเจนคือรากฐานของการ manifest ทั้งหมดเพราะถ้าคุณยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า คุณต้องการอะไรคุณก็จะไม่รู้ว่าคุณควรจะ มุ่งหน้าไปทางไหนลองคิดดูสิครับถ้าคุณขับ รถออกไปโดยไม่มีจุดหมายปลายทางคุณจะรู้ ได้ยังไงว่าคุณถึงที่หมายแล้วหรือยังการ ไม่ชัดเจนก็เท่ากับการใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าเป้าหมายจริงๆคืออะไร สิ่งที่น่าสนใจคือคนส่วนใหญ่ไม่เคยหยุด ถามตัวเองจริงๆเลยด้วยซ้ำว่าฉันอยากได้ อะไรจากชีวิตเราอาจคิดว่าอยากรวยอยากมี
7:05 ชื่อเสียงอยากมีความสุขแต่พอถามต่อว่ารวย แค่ไหนชื่อเสียงในด้านอะไรความสุขแบบไหน เรามักจะตอบไม่ได้นี่คือเหตุผลที่หลายคน ใช้ทั้งชีวิตวิ่งตามสิ่งที่เบลอๆแล้วก็ ไม่เคยพอใจสักทีเพราะจริงๆแล้วเราไม่เคย นิยามให้ชัดเจนเลยว่าอะไรคือสิ่งที่ฉัน ต้องการจริง ตัวอย่างความไม่ชัดเจนยกตัวอย่างง่ายๆ สมมุติคุณบอกว่าฉันอยากรวยฟังดูเป็นเป้า หมายที่ดีใช่มั้ครับแต่ปัญหาคือมันกว้าง เกินไปรวยสำหรับคุณหมายถึงมีเงินเก็บกี่ บาทรวยจากแหล่งรายได้แบบไหนรวยภายในกี่ปี
7:50 รวยแล้วชีวิตของคุณควรจะมีหน้าตาแบบไหน ถ้าไม่มีคำตอบที่ชัดเจนคุณก็จะทำงานไป เรื่อยๆโดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่คือถึงเป้า หมายแล้วอีกตัวอย่างนึงสมมุติคุณบอกว่า ฉันอยากมีความรักที่ดีแต่คุณไม่เคยนิยาม เลยว่าคนแบบไหนคือคู่ที่ใช่สุดท้ายคุณก็ อาจจะเจอคนที่เข้ามาแต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่ ใช่แล้วก็ผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะจริง ๆแล้วคุณไม่เคยชัดเจนกับตัวเองตั้งแต่แรก การชัดเจนคือการสั่งออเดอร์กับจักรวาล roอกซี่ใช้คำเปรียบเปรียบเทียบที่น่าสนใจ ว่าการ manifest คือการสั่งออเดอร์กับ จักรวาลและถ้าคุณสั่งแบบเบลอๆคุณก็จะได้
8:37 ผลลัพธ์แบบเบลอๆแต่ถ้าคุณสั่งแบบชัดเจน เป็นรูปคำจักรวาลก็จะส่งสัญญาณนั้นกลับมา ในชีวิตคุณเช่นถ้าคุณอยากได้งานใหม่แทน ที่จะพูดว่าฉันอยากได้งานที่ดีกว่าให้คุณ เปลี่ยนเป็นฉันอยากได้งานที่ทำให้ฉันใช้ ความคิดสร้างสรรค์ได้ทาตอบแทนไม่น้อยกว่า 50,000 บาทต่อเดือนและทำให้ฉันมีเวลาใช้ ชีวิตกับครอบครัวปีละ 2 ครั้งหรือถ้าคุณ อยากเจอความรักที่ใช่แทนที่จะพูดว่าฉัน อยากเจอแฟนดีๆลองเปลี่ยนเป็นฉันอยากเจอคน ที่มีความซื่อสัตย์ใส่ใจครอบครัวมีความ ฝันและพร้อมเติบโตไปด้วยกันกับฉันพอคุณ
9:22 นิยามชัดเจนแบบนี้สมองของคุณก็จะเริ่ม โฟกัสและโอกาสที่ตรงกับคำอธิบายนั้นก็จะ เด่นชัดขึ้นมาในชีวิตเทคนิคสร้างความชัด เจนแล้วเราจะเริ่มยังไงดีล่ะroอกซี่แนะนำ ว่าให้เริ่มจากการเขียน 1 เขียนสิ่งที่ คุณต้องการลงไปไม่ต้องกลัวว่าจะดูเพ้อฝัน เกินไปให้เขียนออกมาเหมือนกำลังสั่ง ออเดอร์กับจักรวาล 2 ใช้ถ้อยคำที่เป็นรูป ธรรมแทนที่จะเขียนว่าอยากสุขภาพดีให้ เขียนว่าอยากวิ่งได้ 5 กม.เมตโดยไม่ เหนื่อยหรืออยากมีน้ำหนัก 60 กก.กรภายใน 6 เดือน 3 จินตนาการว่ามันเกิดขึ้นแล้วแทน ที่จะเขียนว่าฉันอยากมีบ้านให้เขียนว่า
10:10 ฉันมีบ้านหลังสวย 2 ชั้นที่มีสวนเล็กๆและ ห้องอ่านหนังสือที่เงียบสงบ 4 อ่านซ้ำทุก วันไม่ใช่แค่อ่านผ่านแต่ให้รู้สึกอินไป กับมันให้ภาพเหล่านี้ฝังลึกเข้าไปในจิต ใต้สำนึก การชัดเจนเปลี่ยนสมองได้อย่างไรจากมุมมอง ทางจิตวิถียาและสมองการชัดเจนช่วยให้ระบบ ที่เรียกว่า RAS หรือ Reticular Activating System ในสมองของเราเริ่มทำ งานระบบนี้เปรียบเสมือนตัวกรองที่จะทำให้ คุณสังเกตเห็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเป้า หมายได้ง่ายขึ้นเช่นเวลาเราคิดจะซื้อรถ รุ่นนึงจู่ๆเราก็มักจะเห็นรถรุ่นนั้นเต็ม ถนนไปหมดนั่นไม่ใช่ว่ามีรถรุ่นนั้นมาก
10:58 ขึ้นหรอกครับมันคือสมองของเรากำลังโฟกัส และสังเกตสิ่งที่เกี่ยวข้องการชัดเจนกับ ป้ายหมายก็เหมือนกันถ้าคุณบอกตัวเองทุก วันว่าฉันกำลังสร้างรายได้จากงานออนไลน์ เดือนละ 100,000 บาทสมองคุณก็จะเริ่มมอง หาโอกาสช่องทางหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้อง กับการทำรายได้ออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆตัว อย่างจากชีวิตจริงมีนักธุรกิจคนนึงที่ผม เคยอ่านเจอเขาเล่าว่าก่อนที่เขาจะประสบ ความสำเร็จเขาใช้เวลานั่งเขียนเป้าหมาย อย่างละเอียดมากเขาเขียนลงไปว่าในอีก 5 ปีฉันจะมีบริษัทที่ทำรายได้ 10 ล้านบาท ต่อปีมีพนักงานไม่เกิน 20 คนและฉันยังมี เวลาไปเที่ยวกับครอบครัวปีละ 2 ครั้งตอน
11:44 แรกมันฟังดูเหมือนฝันลมๆแล้งๆแต่เพราะเขา มีภาพที่ชัดเจนมากทุกการตัดสินใจของเขาใน แต่ละวันก็ถูกนำไปเชื่อมโยงกับเป้าหมาย นั้นสุดท้ายพ่อผ่านไป 5 ปีมันก็เกิดขึ้น จริงแทบจะใกล้เคียงเถียงกับสิ่งที่เขา เขียนไว้ทุกประการ ถ้าคุณยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรบาง คนอาจจะบอกว่าแล้วถ้าฉันยังไม่รู้เลยว่า ต้องการอะไรล่ะคำตอบก็คือคุณต้องเริ่มจาก การฟังตัวเองลองนั่งสงบสัก 10 นาทีแล้ว ถามตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ฉันรู้ สึกมีพลังอะไรคือสิ่งที่ทำให้ฉันตื่นเต้น อะไรคือสิ่งที่ถ้าฉันได้ทำฉันจะรู้สึกว่า ชีวิตมีความหมายมากขึ้นถ้ายังไม่เจอคำตอบ
12:31 ชัดๆก็ไม่เป็นไรครับเพราะบางครั้งความชัด เจนมันไม่ได้มาในทีเดียวมันอาจเริ่มจาก ภาพเบลอๆแต่ยิ่งคุณให้เวลายิ่งคุณจด บันทึกยิ่งคุณลองทำอะไรใหม่ๆภาพนั้นก็จะ เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆสรุปขั้นตอนที่ 1 ขั้นตอนแรกของการ manifest จึงเรียบง่าย แต่ทรงพลังที่สุดนั่นคือการชัดเจนกับสิ่ง ที่คุณต้องการถ้าคุณไม่ชัดเจนเจนชีวิตคุณ ก็จะเละเทะไปเรื่อยๆเหมือนเรือที่ลอยไป โดยไม่มีหางเสือแต่ถ้าคุณชัดเจนคุณจะ เหมือนคนที่กำหนดเส้นทางเองและจักรวาลก็ พร้อมจะส่งแรงสนับสนุนมาช่วยคุณดังนั้น คืนนี้ก่อนนอนลองหยิบสมุดสักเล่มมาเขียน
13:17 ดูครับเขียนสิ่งที่คุณต้องการออกมาให้ ละเอียดที่สุดแล้วคุณจะเริ่มเห็นความต่าง ในชีวิตตั้งแต่ก้าวแรก ขั้นตอนที่ 2 remove Fear and doubt กำจัดความกลัวและความสงสัยตอนนี้คุณเริ่ม มีภาพที่ชัดเจนแล้วว่าคุณอยากได้อะไรจาก ชีวิตแต่คุณเคยสังเกตไหมว่าแม้เราจะรู้ เป้าหมายของตัวเองแล้วแต่พอจะก้าวไปข้าง หน้ามักจะมีเสียงบางอย่างดังขึ้นมาในหัว เสียงที่บอกว่าฉันคงทำไม่ได้หรอกฉันไม่ เก่งพอหรอกมันเป็นไปไม่ได้หรอกสำหรับฉัน เสียงเหล่านี้แหละครับคือความกลัวและความ สงสัย Fear and Doubt และมันคือศัตรู ที่ใหญ่ที่สุดของการ manifest ความกลัว เกิดขึ้นได้ยังไงความกลัวส่วนใหญ่ไม่ได้
14:04 มาจากความจริงแต่มาจากการตีความของเราเอง เรามีประสบการณ์ในอดีตที่ผิดพลาดเราเคย ถูกปฏิเสธเคยล้มเหลวเคยโดนดูถูกแล้วสมอง ก็จัดจำสิ่งเหล่านั้นเอาไว้เป็นบทเรียน เพื่อจะได้ไม่ให้เราเจ็บปวดซ้ำอีกปัญหา คือแทนที่มันจะปกป้องเรามันกลับขังเราเอา ไว้ในกรอบแคบๆกลายเป็นว่าเรากลัวที่จะลอง สิ่งใหม่ใหม่เพราะกลัวความล้มเหลวจะกลับ มาอีกเราสงสัยในความสามารถของตัวเองทั้ง ที่ความจริงเรายังไม่เคยลองอย่างเต็มที่ ด้วยซ้ำความสงสัยบั่นทอนพลังงานอย่างไร การสงสัยตัวเองเปรียบเหมือนคุณกำลังขับรถ แต่ดึงเบรกมือไว้ตลอดเวลาคุณอาจจะเหยียบ คันเร่งเต็มที่แต่รถก็ไม่ไปไหนเพราะแรง มันถูกต้านด้วยเบรกที่คุณดึงค้างเอาไว้
14:52 roอกซี่บอกว่าการ manifest จะเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อคุณเชื่อว่ามันเป็นไปได้แต่ถ้า คุณยังมีความสงสัยอยู่ในใจเหมือนคุณกำลัง ส่งสัญญาณ 2 ทางออกไปจักรวาลก็เลยสับสน ว่าตกลงคุณอยากได้จริงๆหรือคุณไม่มั่นใจ ว่าคู่ควรวิธีจัดการกับความกลัวและความ สงสัย 1 แยกให้ออกว่าอะไรคือความจริงอะไร คือความกลัวตัวอย่างเช่นถ้าคุณอยากเป็น นักบินแต่คุณยังไม่ได้เรียนการบินอันนี้ คือความจริงที่ต้องจัดการแต่ถ้าในใจคุณ บอกว่าฉันคงไม่เก่นพอหรอกนี้ไม่ใช่ความ จริงแต่เป็นแค่ความกลัวที่สร้างขึ้นเอง เขียนความกลัวออกมาเวลาคุณปล่อยให้ความ กลัวอยู่ในหัวมันจะขยายใหญ่ขึ้นแต่ถ้าคุณ
15:38 เขียนออกมาว่าฉันกลัวว่าถ้าลงทุนแล้วจะ ขาดทุนคุณจะเริ่มเห็นมันชัดๆและสามารถหา วิธีรับมือได้ถามตัวเองว่าแล้วถ้าฉันไม่ กลัวล่ะคำถามนี้ทรงพลังมากเพราะมันเปิด ประตูให้คุณเห็นอีกด้านนึงของความจริงถ้า ฉันไม่กลัวเลยฉันจะทำอะไรตอนนี้ฝึกแทนที่ ความสงสัยด้วยการยืนยันเชิงบวก affirmation ทุกครั้งที่ความคิดลบโผล่มา เช่นฉันไม่คู่ควรให้คุณพูดออกมาว่าฉันคู่ ควรกับสิ่งดีๆในชีวิตทำซ้ำๆจนความเชื่อ ใหม่ฝังลงไปในจิตใต้สำนึกเรื่องเล่าที่ สะท้อนขั้นตอนนี้มีนักพูดชื่อดังคนนึงเคย เล่าว่าตอนที่เขาจะขึ้นพูดครั้งแรกต่อ หน้าคนพันเขากลัวมากจนแทบอยากหนีออกจาก
16:25 ห้องในหัวเขามีแต่เสียงบอกว่าคนจะหัวเราะ เยาะแน่ๆฉันไม่ดีพอแต่เขาตัดสินใจถามตัว เองว่าแล้วถ้าฉันไม่กลัวล่ะฉันจะทำอะไรคำ ตอบคือฉันจะขึ้นไปเล่าเรื่องราวของฉันให้ เต็มที่พอเขาเลือกที่จะทำแม้จะกลัวสุด ท้ายการพูดครั้งนั้นกลับเป็นจุดเปลี่ยน ที่ทำให้เขากลายเป็นนักพูดอาชีพที่มีชื่อ เสียงระดับโลกความกลัวเท่ากับบททดสอบแรก จากจักรวาลรอกซี่ชี้ให้เห็นว่าความกลัว และความสงสัยที่โผล่มาตอนคุณเริ่มชัดเจน กับเป้าหมายจริงๆแล้วมันคือบททดสอบแรกจาก จักรวาล จักรวาลกำลังถามคุณว่าคุณเอาจริงหรือ เปล่าถ้าคุณยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มมัน ก็เหมือนคุณตอบว่าฉันไม่ได้เอาจริงแต่ถ้า
17:13 คุณเผชิญหน้ากับมันแล้วเดินต่อแม้จะกลัว คุณก็จะส่งสัญญาณชัดเจนแล้วว่าฉันพร้อม แล้วการฝึกเล็กๆที่ช่วยลดความกลัวลองใช้ วิธีนี้ครับทุกครั้งที่คุณรู้สึกกลัวให้ เขียนออกมา 3 ข้อว่าสิ่งที่แย่ที่สุดที่ จะเกิดขึ้นคืออะไรจากนั้นเขียนอีก 3 ข้อ ว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่จะเกิดขึ้นคืออะไร คุณจะพบว่าความเป็นไปได้เชิงบวกมันมีค่า มากกว่าความกลัวเสมอสรุปขั้นตอนที่ 2 ดัง นั้นขั้นตอนที่ 2 ของการ manifest คือ กำจัดความกลัวและความสงสัยไม่ใช่เพราะคุณ ต้องแข็งแรงแบบไร้ความกลัว 100% แต่เพราะ คุณต้องเลือกที่จะไม่ปล่อยให้ความกลัว เป็นคนขับรถชีวิตของคุณคุณสามารถกลัวได้
17:59 แต่ยังคงก้าวไปข้างหน้าได้คุณสามารถสงสัย ได้แต่ยังคงเลือกที่จะเชื่อได้และเมื่อ คุณเลือกเชื่อคุณก็ได้ส่งสัญญาณชัดเจนไป ยังจักรวาลแล้วว่าฉันพร้อมที่จะรับสิ่ง ที่ฉันขอแล้ว ขั้นตอนที่ 3 Align your behavior ปรับการกระทำให้สอดคล่อง คุณเคยเจอไหครับคนที่พูดเก่งมากพูดว่า อยากรวยอยากสุขภาพดีอยากมีชีวิตใหม่ที่ดี กว่าแต่ถ้ามองไปที่พฤติกรรมในแต่ละวัน กลับไม่ต่างจากเดิมเลยแม้แต่นิดเดียวนี่ คือสิ่งที่roอกซี่นฟูซี่ย้ำหนักมากในขั้น ตอนที่ 3 ของการ manifest เพราะไม่ว่าคุณ จะเขียนเป้าหมายชัดเจนแค่ไหนไม่ว่าคุณจะ ยืนยันความเชื่อเชิงบวกกับตัวเองกี่ครั้ง
18:45 แต่ถ้าการกระทำของคุณสวนทางกับสิ่งที่คุณ บอกว่าต้องการจักรวาลก็จะไม่ตอบสนอง พฤติกรรมกรรมคือหลักฐานของความเชื่อที่ แท้จริงลองคิดดูนะครับสมมุติคุณบอกว่าฉัน อยากสุขภาพแข็งแรงแต่ทุกวันคุณยังนอนดึก กินfastฟู้ดไม่เคยออกกำลังกายแบบนี้ร่าง กายคุณก็จะสะท้อนสิ่งที่คุณทำจริงไม่ใช่ สิ่งที่คุณพูดหรือคุณบอกว่าฉันอยากมีเงิน ออมแต่พอได้เงินมาก็ใช้ซื้อของฟุ่มเฟือย ทั้งหมดไม่เคยเก็บไม่เคยลงทุนพฤติกรรมแบบ นี้คือการส่งสัญญาณตรงข้ามกับสิ่งที่คุณ ขอroอกซี่ที่บอกว่าพฤติกรรมคือหลักฐานของ ความเชื่อที่แท้จริงถ้าคุณเชื่อจริงว่า คุณคู่ควรกับสิ่งดีๆคุณก็จะเริ่มปฏิบัติ
19:31 ตัวเหมือนคนที่คู่ควรตั้งแต่วันนี้ทำไม เราถึงมักทำไม่สอดคล้องเหตุผลก็เพราะความ เคยชินครับสมองเราถูกตั้งโปรแกรมด้วย นิสัยเดิมๆมานานเราตื่นเวลาเดิมๆคิดแบบ เดิมๆทำงานแบบเดิมๆใช้เงินแบบเดิมๆจนต่อ ให้เรามีเป้าหมายใหม่แต่ถ้าไม่เปลี่ยน พฤติกรรมเราก็จะถูกดึงดึงกลับไปในร่อง เดิมเสมอนี่คือสิ่งที่เรียกว่า Habit Loop หรือวงจรนิสัยและวงจรนี่แหละที่เรา ต้องปรับใหม่ให้มันสอดคล้องกับสิ่งที่เรา ต้องการตัวอย่างความไม่สอดคล้องมีเพื่อน คนนึงบอกผมว่าเขาอยากมีธุรกิจของตัวเอง อยากลาออกจากงานประจำแต่ทุกครั้งที่กลับ จากงานเขากลับเอาเวลาไปนั่งดูซีรียส 4-5
20:17 ชมงทุกคืนไม่ได้เริ่มวางแผนไม่ได้หาความ รู้ไม่ได้ลองทำอะไรเลยพฤติกรรมนี้สะท้อน ว่าเขายังไม่พร้อมจริงๆเขาอาจจะอย่างมี ธุรกิจจริงแต่การกระทำมันบอกอีกอย่างว่า ฉันยังพอใจกับการที่อยู่ที่เดิมนี่คือ ความไม่สอดคล้องที่ทำให้จักรวาลไม่สามารถ ส่งโอกาสมาให้ได้วิธีทำให้การกระทำสอด คลอง 1 ถามตัวเองทุกวันวันนี้ฉันทำอะไร อย่างน้อย 1 อย่างที่พาฉันใกล้เป้าหมาย มากขึ้นถ้าคำตอบคือไม่ทำอะไรเลยแสดงว่า คุณกำลังตัดการเชื่อมต่อกับสิ่งที่คุณ ต้องการ 2 เริ่มเล็กๆคุณไม่จำเป็นต้อง เปลี่ยนชีวิตทั้งก้อนในวันเดียวถ้าอยาก สุขภาพดีเริ่มจากเดิน 10 นาทีต่อวันถ้า
21:04 อยากรวยเริ่มจากเก็บ 10% ของรายได้ทันที 3 สร้างสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนเก็บของกิน เล่นที่ไม่ดีต่อสุขภาพออกจากบ้านลบ แอปช้อปปิ้งออนไลน์ที่ทำให้คุณเผลือใช้ เงินหาหนังสือหรือคอร์สที่สอดคล้องกับ เส้นทางที่คุณเลือก 4 บอกจักรวาลด้วยการ ลงมือทำแค่การลงมือทำเล็กๆก็เป็นการส่ง สัญญาณว่าฉันเอาจริงและนั่นแหละที่ จักรวาลจะเริ่มตอบสนอง พลังของ action มีคำพูดที่ว่า Action is the bridge between the inner world and the outer world แปลว่าการกระทำ คือสะพานเชื่อมระหว่างโลกภายในกับโลกภาย นอกคุณอาจมีความคิดที่สวยงามมีความเชื่อ ที่มั่นคงแต่ถ้าไม่มีการกระทำทุกอย่างก็
21:52 จะยังอยู่ในโลกในหัวคุณเท่านั้นสิ่งที่จะ ทำให้มันข้ามมาในโลกความจริงคือการลงมือ ทำเท่านั้นเรื่องเล่าจากคนสำเร็จโอra วินฟรี่เคยพูดว่าเธอไม่ได้ manifest ความ สำเร็จด้วยการนั่งฝันแต่เธอแสดงความ ศรัทธาด้วยการทำในสิ่งที่ควรทำทุกวันทุก ครั้งที่เธอตัดสินใจเธอถามตัวเองว่าสิ่ง นี้สอดคล้องกับเป้าหมายใหญ่ของฉันหรือไม่ และนี่คือสิ่งที่ทำให้เธอไม่หลงทาง การกระทำเล็กๆที่เปลี่ยนชีวิตบางครั้งคุณ ไม่จำเป็นต้องทำอะไรใหญ่โตเช่นคุณอยากมี ชีวิตที่สงบมากขึ้นคุณอาจโทรศัพท์ 30 นาทีก่อนนอนหรือคุณอยากมีเงินเก็บก็อาจ เริ่มจากหยอดกระปุกวันละ 50 บาทสิ่งเล็กๆ
22:39 พวกนี้จะสะสมจนกลายเป็นแรงสั่นสะเทือน พลังงานที่ดึงดูดสิ่งใหม่เข้ามาในชีวิต คุณ สรุปขั้นตอนที่ 3 ขั้นตอนนี้คือการปรับ พฤติกรรมให้สอดคล้องกับสิ่งที่คุณบอกว่า ต้องการอย่าเพียงแต่พูดหรือเขียนแต่ให้ พิสูจน์ด้วยการกระทำเพราะพฤติกรรมที่คุณ เลือกทำทุกวันคือภาษาที่จักรวาลเข้าใจชัด เจนที่สุดและเมื่อการกระทำของคุณสอดคล้อง กับความเชื่อและเป้าหมายคุณก็ได้สร้าง สะพานที่จะพาคุณไปถึงสิ่งที่คุณปรารถนา จริงๆ ขั้นตอนที่ 4 Overcome Test from the universe ผ่านบททดสอบจากจักรวาล คุณเคยมีประสบการณ์แบบนี้มั้ครับพอคุณ ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเริ่มต้นใหม่อยากสร้าง
23:25 ชีวิตใหม่ให้ดีกว่าเดิมอยู่ก็มีอุปสรรค โผล่มาเหมือนจะขวางทางคุณทันทีตัวอย่าง เช่นคุณตัดสินใจว่าชั้งจะเลิกคบกับความ สัมพันธ์ที่เป็นพิษแต่ไม่กี่วันถัดมาคน เก่ากลับทักมาอีกครั้งพร้อมคำพูดหวานๆที่ ทำให้ใจคุณสั่นหรือคุณตั้งเป้าว่าฉันจะ เริ่มเก็บเงินทันใดนั้นก็มีโปรโมชั่นลด ราคาของที่คุณอยากได้มานานโผล่มาล่อตาล่อ ใจเต็มไปหมดหรือแม้แต่คุณบอกกับตัวเองว่า ฉันจะเริ่มธุรกิจของฉันเองแต่ทันทีที่คุณ เริ่มทำจริงๆปัญหานับถ้วนก็ถาโถมเข้ามา ตั้งแต่ลูกค้าไม่เข้าใจระบบมีปัญหาไปจน ถึงเงินหมุนไม่ทันนี่คือสิ่งที่roอกี่ นฟูซี่เรียกว่าบททดสอบจากจักรวาลและเธอ
24:13 บอกว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อขัดขวางคุณ แต่มันเกิดขึ้นเพื่อพิสูจน์ว่าคุณเอาจริง หรือไม่ทำไมบททดสอบจึงสำคัญลองคิดตามนะ ครับถ้าทุกอย่างที่คุณอยากได้มันได้มา ง่ายๆโดยไม่มีอุปสรรคเลยคุณจะไม่มีวัน เติบโตคุณจะไม่มีทางรู้จักคุณค่าของสิ่ง ที่คุณได้รับและคุณก็จะไม่แข็งแรงพอที่จะ รักษาสิ่งนั้นไว้ในระยะยาวบททดสอบคือสิ่ง ที่คัดกรองผู้คนออกไปคนที่ไม่เอาจริงจะ ถอยกลับทันทีที่เจออุปสรรคแต่คนที่เอา จริงจะเลือกก้าวต่อแม้จะเหนื่อยและท้อ จักรวาลจึงเหมือนกับครูที่กำลังถามคุณว่า คุณแน่ใจแล้วนะว่านี่คือสิ่งที่คุณ ต้องการจริงๆรูปแบบของบททดสอบ 1 การย้อน
25:01 กลับของสิ่งเก่าคนเก่าที่คุณพยายามจะตัด ใจกลับโผล่มาอีกครั้งพฤติกรรมเก่าๆที่คุณ อยากเลิกเช่นการผลัดวันประกันพรุ่งความ ขี้เกียจกลับมาเยือนอีกครั้ง 2 อุปสรรค ภายนอกนเงินเรื่องงานเรื่องคนรอบข้างที่ ดูเหมือนจะขวางคุณตลอดเวลา 3 เสียงในใจ ที่ดังขึ้นกว่าเดิมความกลัวความสงสัยใน ตัวเองมักจะชัดเจนขึ้นทันทีที่คุณเริ่ม เดินเส้นทางใหม่ตัวอย่างจากชีวิตจริงมี หญิงสาวคนหนึ่งที่อยากมีความสัมพันธ์ที่ ดีหลังจากที่ผ่านความสัมพันธ์แย่ๆมาหลาย ปีเธอประกาศกับตัวเองว่าฉันจะไม่ทนกับ ความสัมพันธ์ที่ไม่ให้เกียรติฉันอีกต่อไป
25:46 แต่ไม่นานนักแฟนเก่ากลับมาง้อเธออีกครั้ง เขาพูดทุกอย่างที่เธออยากได้ยินทำเหมือน กับว่าเปลี่ยนไปแล้วเธอรู้สึกสับสนมาก เพราะใจหนึ่งก็ยังมีเยื่อใหญ่นี่คือบททด สอบจากจักรวาลจักรวาลกำลังถามว่าคุณเอา จริงมยที่จะเดินออกจากสิ่งที่ไม่เหมาะสม เพื่อเปิดประตูให้สิ่งใหม่ที่ดีกว่าเข้า มาและเมื่อเธอตัดสินใจไม่กลับไปเธอจึงได้ พบกับความสัมพันธ์ใหม่ที่ตรงกับสิ่งที่ เธอเคยเขียนไว้ใน List manifest อย่าง ไม่น่าเชื่อเลยวิธีรับมือกับบททดสอบ 1 ตระหนักว่านี่คือการทดสอบไม่ใช่การลงโทษ นี่ไม่ใช่ว่าจักรวาลไม่เข้าข้างคุณแต่ เป็นการตรวจสอบว่าคุณพร้อมจริงๆหรือยัง 2
26:32 ทบทวนวิสัยทัศน์ของคุณย้อนกลับไปอ่านสิ่ง ที่คุณเขียนไว้ในขั้นตอนที่ 1 ถามตัวเอง ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้สอดคล้อง กับวิสัยทัศน์นั้นหรือไม่ 3 อย่ารีบถอดใจ จำไว้ว่าทุกอุปสรรคมีวันผ่านไปคนที่เดิน ต่อได้แม้จะเจอทางขรุขระคือคนที่จะไปถึง เส้นชัย 4 มองอุปสรรคเป็นการฝึกทุกปัญหา คือการฝึกความแข็งแกร่งภายในคุณอาจจะไม่ ได้เลือกปัญหาแต่คุณเลือกได้ว่าคุณจะตอบ สนองต่อปัญหานั้นอย่างไรเรื่องเล่าของนัก ธุรกิจ Howard Choose ผู้ก่อตั้ง Starbucks เล่าว่าตอนเ้าเริ่มต้นธุรกิจ ใหม่ๆเขาถูกปฏิเสธจากนักลงทุนกว่า 200
27:18 ครั้งทุกครั้งที่ถูกปฏิเสธมันคือบททดสอบ ว่าคุณจะถอดใจหรือไม่แต่เขาก็ยังคงเดิน ต่อจนในที่สุด Starbucks ก็เป็นแบรนด์ ระดับโลกลองคิดดูสิครับถ้าเขายอมแพ้ตั้ง แต่ครั้งที่ถูกปฏิเสธครั้งที่ 50 โลกนี้ อาจไม่มี Starbucks ในทุกมุมเมืองอย่าง ทุกวันนี้ก็ได้คำถามที่ช่วยผ่านบททดสอบ ทุกครั้งที่คุณเจออุปสรรค ลองถามตัวเองว่าถ้าฉันผ่านสิ่งนี้ไปได้ ฉันจะกลายเป็นคนแบบไหนนี่คือโอกาสในการ เรียนรู้อะไรสิ่งนี้กำลังสอนฉันเรื่อง อะไรเมื่อคุณเปลี่ยนมุมมองแบบนี้คุณจะ เริ่มเห็นว่าอุปสรรคไม่ใช่กำแพงแต่เป็น บันไดอีกขั้นที่ทำให้คุณสูงขึ้นสรุปขั้น
28:03 ตอนที่ 4 ดังนั้นขั้นตอนที่ 4 ของการ manifest คือการเรียนรู้ที่จะผ่านบททด สอบจากจักรวาลคุณจะถูกทดสอบเสมอไม่ว่าใน รูปแบบของคนเก่าสถานการณ์เก่าหรืออุปสรรค ใหม่แต่ทุกครั้งที่คุณเลือกก้าวผ่านมันไป คุณกำลังพิสูจน์ว่าฉันเอาจริงและเมื่อ จักรวาลเห็นว่าคุณจริงจังมันก็จะเปิดทาง ให้คุณก้าวเข้าใกล้สิ่งที่คุณปรารถนายิ่ง กว่าเดิม ขั้นตอนที่ 5 Embrace Gratitude ฝึก ขอบคุณในทุกสิ่งคุณลองสังเกตตัวเองดูมั้ ครับว่าเวลาคุณคิดถึงสิ่งที่อยากได้ชีวิต คุณมักโฟกัสไปที่สิ่งที่ยังไม่มีมากกว่า สิ่งที่มีอยู่แล้วเรามักจะบอกว่าเมื่อฉัน ได้เงินเดือนเพิ่มฉันจะมีความสุขเมื่อฉัน
28:50 ได้เจอแฟนที่ใช่ฉันจะรู้สึกดีขึ้นเมื่อ ฉันประสบความสำเร็จฉันถึงจะภูมิใจในตัว เองแต่ปัญหาก็คือถ้าคุณผูกความสุขเข้ากับ สิ่งที่ยังมาไม่ถึงคุณจะไม่มีวันมีความ สุขในปัจจุบันเลยและนั่นคือสิ่งที่ขัด ขวางการ manifest อย่างแรงที่สุดทำไมการ ขอบคุณถึงสำคัญroอกี่นาฟุบอกว่าการขอบคุณ คือแม่กุญแจที่เปลี่ยนพลังงานในใจของคุณ จากความขาดแคลนหรือแลกไปสู่ความอุดม สมบูรณ์หรือ abundance เมื่อคุณเลือกที่ จะขอบคุณในสิ่งที่คุณมีอยู่แล้วคุณกำลัง บอกจักรวาลว่าฉันมีฉันอุดมสมบูรณ์และ จักรวาลก็จะตอบสนองด้วยการส่งสิ่งดีๆเข้า มามากขึ้นในทางตรงกันข้ามถ้าคุณเอาแต่บ่น
29:35 ว่าขาดอะไรอยากได้อะไรแต่ไม่เคยพอใจกับ สิ่งที่มีคุณกำลังส่งสัญญาณว่าฉันยังไม่ พอฉันยังขาดจักรวาลก็เลยสะท้อนสิ่งนั้น กลับมาทำให้คุณยังคงอยู่ในภาวะของการขาด ไปเรื่อยๆจิตวิทยาของความกตัญญูนัก จิตวิทยาหลายการวิจัยพบว่าการฝึกขอบคุณ เป็นประจำมีผลต่อสมองจริงๆมันช่วยกระตุ้น สารโดพามินและซีโรโทนินซึ่งเป็นสารแห่ง ความสุขนอกจากนี้ยังช่วยลบความวิตกกังวล และเพิ่มพลังใจให้เราเผชิญอุปสรรคได้ดี กว่าเดิมพูดง่ายง่ายๆก็คือการขอบคุณไม่ ใช่เรื่องนำมาทำแต่เป็นเทคนิคทางจิตวิทยา ที่เปลี่ยนเคมีในสมองให้คุณมองโลกในแง่ บวกมากขึ้นแล้วจะเริ่มขอบคุณอย่างไร 1
30:23 เขียนบันทึกความขอบคุณหรือ gratitude journal ทุกเช้าหรือก่อนนอนเขียนอย่าง น้อย 3 สิ่งที่คุณรู้สึกขอบคุณไม่จำเป็น ต้องยิ่งใหญ่อาจแค่เป็นฉันขอบคุณที่วัน นี้ได้กินอาหารอร่อยหรือฉันขอบคุณที่มี เพื่อนที่คอยรับฟังก็ได้ 2 ขอบคุณสิ่งเล็กๆน้อยๆอย่ารอขอบคุณ เฉพาะตอนมีเรื่องใหญ่ๆเกิดขึ้นขอบคุณ เสียงนกยามเช้าอากาศที่เย็นสบายหรือแม้ แต่รอยยิ้มจากคนแปลกหน้าก็ได้ 3. พูดขอบคุณออกมาดังๆเวลามีใครทำอะไร ให้ไม่ว่าเล็กน้อยแค่ไหนให้พูดออกมาว่า ขอบคุณนะการพูดออกมาจะทำให้คุณรู้สึกถึง ความหมายมากกว่าการคิดในใจ 4. ขอบคุณแม้
31:09 กระทั่งอุปสรรคนี่คือระดับที่สูงขึ้นแทน ที่จะบ่นว่าทำไมปัญหานี้ถึงเกิดขึ้นกับ ฉันให้เปลี่ยนเป็นฉันขอบคุณที่ปัญหานี้ กำลังสอนบางอย่างให้กับฉัน เรื่องเล่าที่สะท้อนพลังการขอบคุณมีผู้ หญิงคนนึงที่ชีวิตเจอมรรสุมหนักทั้งการ เงินมีหนี้ความสัมพันธ์ก็ล้มเหลวสุขภาพก็ แย่เธออ่านเจอวิธีฝึกขอบคุณจึงลองเริ่ม จากสิ่งเล็กที่สุดทุกคืนเธอเขียนว่าวัน นี้ฉันยังมีลมหายใจอยู่วันนี้ฉันยังมี เตียงให้นอนวันนี้ฉันยังมีเพื่อนที่ส่ง ข้อความมาถามว่าเป็นไงบ้างตอนแรกมัน เหมือนฝืนใจแต่พอทำต่อเนื่องสมองของเธอ เริ่มเปลี่ยนแทนที่จะมองแต่สิ่งที่ไม่มี เธอเริ่มเห็นคุณค่าของสิ่งเล็กๆรอบตัวและ
31:55 ไม่กี่เดือนถัดมาชีวิตเธอเริ่มเปลี่ยน จริงๆเธอได้งานใหม่ได้เจอความสัมพันธ์ ใหม่และสุขภาพก็ดีขึ้นเรื่อยๆการขอบคุณทำ ให้การ manifest เร็วขึ้นการ manifest ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณพูดเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับพลังงานที่คุณส่งออกไปการ ขอบคุณคือวิธีที่เร็วที่สุดในการปรับพลัง งานของคุณให้สอดคล้องกับสิ่งดีๆเพราะคน ที่รู้จักขอบคุณสิ่งที่มีอยู่แล้วคือคน ที่พร้อมจะรับสิ่งที่มากขึ้นนึกถึงเวลา คุณให้ของขวัญกับใครสักคนนึงถ้าคนนั้นไม่ เห็นค่าไม่ขอบคุณเลยคุณจะอยากให้เขาอีก ไหมแต่ถ้าเขาขอบคุณจากใจคุณจะให้เขาอีก เรื่อยๆจักรวาลก็ทำงานแบบเดียวกันเทคนิค เสริม Visualization Plus gratitude
32:40 หนึ่งในเทคนิคที่ทรงพลังที่สุดคือการ จินตนาการพร้อมความรู้สึกขอบคุณลองทำแบบ นี้หลับตาแล้วนึกภาพว่าคุณได้สิ่งที่คุณ อยากได้แล้วรู้สึกเหมือนคุณกำลังใช้ชีวิต กับมันจริงๆแล้วโพดออกมาว่าขอบคุณขอบคุณ ขอบคุณเมื่อคุณทำแบบนี้จิตใต้สำนึกจะ เริ่มเชื่อว่าคุณมีแล้วและพลังงานแบบนั้น จะดึงดูดให้สิ่งที่คุณฝันใกล้เข้ามาเร็ว ขึ้น สรุปขั้นตอนที่ 5 ขั้นตอนนี้คือการฝึก ขอบคุณในทุกสิ่งไม่ว่าเล็กหรือใหญ่การ ขอบคุณจะเปลี่ยนวิธีที่คุณมองโลกจากการ มองขาดไปสู่การมองเห็นความอุดมสมบูรณ์และ เมื่อคุณมองเห็นความอุดมสมบูรณ์จักรวาลก็ จะส่งสิ่งที่มากขึ้นมาให้คุณดังนั้นคืน
33:27 นี้ก่อนคุณจะนอนลองหยิบปากกามาเขียนว่า วันนี้มีอะไร 3 สิ่งที่ฉันรู้สึกขอบคุณ แล้วคุณจะเห็นว่าความสุขจริงๆไม่ได้เริ่ม ตอนที่คุณได้ทุกสิ่งแต่เริ่มตอนที่คุณ เลือกที่จะขอบคุณสิ่งที่คุณมีอยู่แล้ว ขั้นตอนที่ 6 Turn Envy into inspiration เปลี่ยนความอิจฉาเป็นแรง บันดาลใจ ในยุคนี้เราทุกคนอยู่กับโซเชียลMedีดีย ตลอดเวลาเปิดโทรศัพท์ขึ้นมาเราเจอเพื่อน ที่ได้ไปเที่ยวต่างประเทศเจอคนรุ่นเดียว กันที่ซื้อรถใหม่บ้านใหม่เจอใครสักคนที่ มีแฟนดูดีมีชีวิตคู่ที่ดูสมบูรณ์แบบคุณ เคยรู้สึกมั้ครับว่าลึกๆแล้วมันทำให้เรา
34:13 หวั่นไหวเกิดความรู้สึกอิจฉาเล็กๆในใจไม่ ใช่ว่าเราอยากให้เขาล้มเหลวแต่เราอดถาม ตัวเองไม่ได้ว่าทำไมเขาทำได้แต่ฉันยัง อยู่ที่เดิม ความอิจฉาเป็นอารมณ์ที่ธรรมดามากมนุษย์ ทุกคนต้องเคยผ่านแต่ปัญหาคือถ้าเราไม่รู้ จักจัดการมันจะกลายเป็นพลังลบลบที่ถ่วง ชีวิตเราไว้ ความอิจฉาทำร้ายเราอย่างไร 1 มันขโมยพลัง งานแทนที่เราจะเอาพลังไปใช้สร้างสิ่งใหม่ ๆเรากลับเอามันไปหมกมุ่นกับการเปรียบ เทียบ 2 มันทำให้เรารู้สึกขาดตลอดเวลาเราโฟกัส แต่สิ่งที่เรายังไม่มีแทนที่จะชื่นชมสิ่ง ที่เรามีอยู่แล้ว
34:59 3 มันบั่นทอนความมั่นใจยิ่งเราเห็นคน อื่นสำเร็จมากเท่าไหร่เราก็ยิ่งรู้สึกว่า ตัวเองด้อย่า นี่คือเหตุผลที่หลายคนติดอยู่ในวงจรอิจฉา รู้สึกแย่ไม่ลงมือทำยิ่งห่างจากเป้าหมาย อิจฉามากขึ้น ร็อกซี่แนะนำให้เปลี่ยนมุมมองroอกซี่ นาฟูซี่เสนอวิธีคิดที่พงพลังมากนั่นคือ เปลี่ยนความอิจฉาเป็นแรงบันดาลใจแทนที่จะ ถามว่าทำไมเขามีแต่ฉันไม่มีให้เปลี่ยน เป็นเขาคือหลักฐานว่าสิ่งที่ฉันอยากได้ มันเป็นไปได้จริงความอิจฉาเกิดขึ้นเพราะ เราต้องการสิ่งนั้นจริงๆดังนั้นถ้าเราจับ
35:46 มันให้ถูกเราสามารถใช้มันเป็นเข็มทิศบอก ว่าหัวใจเราปรารถนาอะไร วิธีเปลี่ยนความอิจฉาเป็นแรงบันดาลใจ 1 ยอมรับว่าคุณอิจฉาไม่ต้องพยายามปฏิเสธแค่ บอกกับตัวเองว่าโอเคฉันรู้สึกแบบนี้เพราะ ฉันก็อยากได้แบบนั้น 2 เปลี่ยนคำถามใหม่จากทำไมเขามีเป็นฉัน จะเรียนรู้อะไรจากเขาได้บ้างจากฉันสู้ เค้าไม่ได้หรอกเป็นเค้าทำได้แปลว่าฉันก็ ทำได้เหมือนกัน 3 ใช้เป็นพลังผลักดันแทนที่จะนั่งดูรูป คนอื่นแล้วรู้สึกด้อย่าลุกขึ้นมาทำบาง
36:31 อย่างที่จะพาคุณไปใกล้สิ่งที่คุณอยากได้ 4 ขอบคุณแทนที่จะเกลียดลองเปลี่ยนจาก ชั้นเกลียดที่เขามีสิ่งนี้เป็นชั้นขอบคุณ ที่เขามาแสดงให้เห็นว่าสิ่งนี้เป็นไปได้ จริง เรื่องเล่าที่สะท้อนขั้นตอนนี้มีชายหนุ่ม คนหนึ่งที่อยากเป็นนักดนตรีอาชีพแต่ทุก ครั้งที่เห็นเพื่อนร่วมวงสำเร็จมีคนติด ตามมากขึ้นเขาก็รู้สึกอิจฉาจนท้อวันหนึ่ง เขาได้อ่านบทความเรื่องการเปลี่ยนความ อิจฉาเป็นแรงบันดาลใจเขาเริ่มบอกตัวเอง ว่าการที่เพื่อนฉันทำได้มันคือหลักฐานว่า ฉันก็ทำได้เหมือนกัน หลังจากนั้นเขาใช้ความอิจฉาเป็นเชื้อ เพลิงซ้อมหนักขึ้นลงทุนกับงานเพลงของตัว
37:17 เองมากขึ้นไม่กี่ปีต่อมาเขาก็เป็นนัก ดนตรีที่มีชื่อเสียงจริงๆ จิตวิทยาการเปรียบเทียบนักวิจัยบอกว่า มนุษย์มีแนวโน้มเปรียบเทียบตัวเองกับคน อื่นโดยอัตโนมัติมันเป็นกลไกที่เคยช่วย ให้เราเอาตัวรอดในอดีตเพราะทำให้เรารู้ ว่าตัวเองอยู่ตรงไหนในฝูงแต่ในโลก ปัจจุบันที่ทุกคนโชว์แต่สิ่งที่ดีที่สุด บนโซเชียลมีดียการเปรียบเทียบจึงบิดเบื้อ เราลืมไปว่าภาพที่เราเห็นคือไฮไลท์ไม่ใช่ ความจริงทั้งหมดดังนั้นถ้าจะเปรียบเทียบ ให้ใช้มันอย่างมีสติใช้เป็นแรงบันดาลใจ แทนที่จะใช้ทำร้ายตัวเอง แบบฝึกหัดง่ายๆ 1 ลิสสิ่งที่คุณอิจฉา
38:04 เขียนออกมาเลยว่าคุณอิจฉาใครเรื่องอะไร 2 หาสัญญาณสิ่งที่คุณอิจฉาบ่งบอกว่าคุณเอง ก็อยากได้สิ่งนั้น 3 เขียนเปลี่ยนเป็นแรงบันดาลใจเช่นถ้า คุณอิจฉาเพื่อนที่สำเร็จในเขียนว่าฉันได้ รับแรงบันดาลใจหาวิธีสร้างธุรกิจของตัว เอง สรุปขั้นตอนที่ 6 ขั้นตอนนี้คือการ เปลี่ยนความอิจฉาเป็นแรงบันดาลใจความ อิจฉาไม่ใช่เรื่องผิดมันคือสัญญาณว่ามี บางอย่างที่หัวใจคุณโหยหาแต่คุณจะเลือก จัดการกับมันอย่างไรต่างหากที่กำหนดว่า มันจะถ่วงคุณลงหรือผลักคุณขึ้นดังนั้น ครั้งหน้าที่คุณเห็นใครมีในสิ่งที่คุณ
38:49 อยากได้อย่าเกลียดเค้าให้บอกตัวเองว่า เค้าคือกระจกสะท้อนความฝันของฉันและถ้า เขาทำได้ฉันก็ทำได้เช่นกัน ขั้นตอนที่ 7 Trust in the universe วางใจในจักรวาล เรามาถึงขั้นตอนสุดท้ายของการ manifest แล้วนะครับนี่คือขั้นตอนที่หลายคนพลาดแม้ จะผ่านมาดีทุกข้อก่อนหน้านี้เพราะถึงแม้ คุณจะชัดเจนกับเป้าหมายแล้วคุณได้กำจัด ความกลัวและความสงสัยออกไปคุณได้ปรับ พฤติกรรมให้สอดคล้องคุณผ่านบุตรทดสอบจาก จักรวาลคุณฝึกขอบคุณในทุกสิ่งและคุณ เปลี่ยนความอิจฉาให้กลายเป็นแหล่งบันดาล ใจแล้วก็ตามแต่ถ้าคุณยังควบคุมทุกอย่าง เกินไปและไม่ยอมปล่อยวางมันก็จะกลายเป็น กำแพงที่ขวางสิ่งที่คุณอยากได้ไม่ให้เข้า
39:36 มาหาคุณ ทำไมการวางใจถึงสำคัญครับเพราะจักรวาลไม่ ได้ทำงานตามเวลาและแผนที่เรากำหนดเสมอไป หลายครั้งสิ่งที่เราต้องการมันช้ากว่าที่ คิดบางครั้งมันมาในรูปแบบที่ไม่คาดฝันและ บางครั้งสิ่งที่จักรวาลให้มาดีกว่าสิ่ง ที่เราขอซะอีกถ้าคุณมัวแต่เฝ้ารอแบบกระวน กระวายว่าทำไมมันยังไม่มาซะทีคุณกำลังส่ง พลังงานแห่งความขาดแคลนออก แต่ถ้าคุณเชื่อมั่นและวางใจคุณจะส่งพลัง งานแห่งความสงบและศรัทธาซึ่งจะดึงดูดสิ่ง ดีๆได้เร็วกว่าการวางใจไม่ใช่การนั่งรอนะ ครับตรงนี้หลายคนเข้าใจผิดครับวางใจไม่ ได้แปลว่าคุณหยุดทำอะไรแล้วนั่งรอ ปาฏิหาริย์แต่มันหมายถึงคุณทำหน้าที่ของ คุณให้เต็มที่แล้วปล่อยให้จักรวาลจัดการ ส่วนที่เหลือเหมือนการปลูกต้นไม้ครับคุณ
40:24 ปลูกเมล็ดรดน้ำไซปุ๋ยแต่คุณไม่สามารถไป ดึงต้นให้งอกเร็วขึ้นได้คุณต้องปล่อย ปล่อยเวลาให้มันทำงานสิ่งที่คุณทำได้คือ ดูแลมันอย่างสม่ำเสมอส่วนผลลัพธ์จะออกมา เมื่อไหร่ให้เป็นไปตามจังหวะธรรมชาติ ตัวอย่างจากชีวิตจริงJKโลิก่อนที่เธอจะ ได้ตีพิมพ์ Harry Poter เธอถูกปฏิเสธจาก สำนักพิมพ์นับ 10 แห่งถ้าเธอไม่วางใจและ ยอมแพ้เธอคงหยุดตั้งแต่ครั้งแรกที่ถูก ปฏิเสธแต่เธอเลือกเชื่อว่าเรื่องราวที่ เธอเขียนมีคุณค่าและสุดท้ายมันก็กลายเป็น หนังสือที่เปลี่ยนโลกทั้งใบได้นี่คือพลัง ของการวางใจเพราะถ้าเธอเร่งเร่งรัดหรือ ยอมแพ้เธอคงไม่เจอเวลาที่เหมาะสมที่ จักรวาลจัดไว้ให้วิธีฝึกวางใจในจักรวาล 1 หยุดถามว่าเมื่อไหร่ทุกครั้งที่คุณถามว่า
41:11 ทำไมมันยังไม่มาสักทีคุณกำลังส่งพลังงาน แห่งความไม่พอใจออกไปแทนที่จะถามเมื่อ ไหร่ให้พูดว่าฉันเชื่อว่ามันกำลังมาใน เวลาที่เหมาะสมที่สุด 2 โฟกัสกับสิ่งที่ ทำได้วันนี้ทำหน้าที่ของคุณให้ดีที่สุดใน แต่ละวันแล้วปล่อยผลลัพธ์ออกไปอย่าพยายาม พามควบคุมสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม 3. เชื่อว่าทุกสิ่งมีเหตุผลถ้ามีสิ่งที่คุณ อยากได้แต่ยังไม่ได้ให้เชื่อว่ามีเหตุผล บางอย่างที่คุณอาจักรวาล กำลังปกป้องคุณจากสิ่งที่ไม่เหมาะสม 4 ฝึกสมาธิหรือการหายใจลึกๆเพื่อทำให้ใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่านไม่กังวลจนเกินไป คำพูดที่เตือนใจนะครับมีคำพูดนึงที่ผมชอบ มาก Do your best and let the
41:57 universe do the rest ทำสิ่งที่ดีที่ สุดของคุณแล้วที่เหลือปล่อยให้จักรวาลจัด การนี่คือหัวใจของการวางใจคุณไม่ต้องรู้ ทุกอย่างคุณไม่ต้องแก้ปัญหาทุกข้อคุณ เพียงแค่ทำส่วนของคุณแล้วเชื่อว่าจักรวาล จะพาคุณไปยังที่คุณควรอยู่สัญญาณว่าคุณ ยังไม่วางใจจริงๆคุณรู้สึกกังวลตลอดเวลา ว่าเป้าหมายจะเป็นจริงไหมคุณเช็คตลอดว่า เมื่อไหร่จะเกิดขึ้นคุณเปรียบเทียบกับคน อื่นและรู้สึกว่าตัวเองล้าหลังคุณหมด กำลังใจเพราะผลลัพธ์ยังมาไม่ถึงถ้าคุณเจอ อาการเหล่านี้ให้กลับไปทบทวนว่าคุณกำลัง ควบคุมเกินไปแทนที่จะวางใจหรือเปล่าสรุป ขั้นตอนที่ 7 นะครับขั้นตอนสุดท้ายของการ manifest คือการวางใจในจักรวาลคุณต้อง เรียนรู้ที่จะทำเต็มที่ในสิ่งที่คุณควบ
42:44 คุมได้แล้วปล่อยสิ่งที่เหลือให้เป็นไปตาม เวลาและจังหวะของจักรวาลเพราะบางครั้ง สิ่งที่คุณอยากได้อาจออกไปบางครั้งมันอาจ จะช้าแต่เมื่อถึงเวลาคุณจะเข้าใจว่ามัน คุ้มค่าที่รอและบางครั้งสิ่งที่จักรวาล ให้มาอาจดีกว่าสิ่งที่คุณเคยขอซะอีกดัง นั้นปล่อยความกังวลออกไปหายใจลึกๆแล้วบอก ตัวเองว่าฉันทำดีที่สุดแล้วที่เหลือฉัน วางใจในจักรวาล บทสรุปใหญ่พลังการ manifest ที่เปลี่ยน ชีวิตเรามาถึงจุดสุดท้ายของการเดินทางใน หนังสือ manifest แล้วนะครับตลอดทั้งเล่ม roอกี่นาฟูิได้พาเราไล่เรียงทีละขั้นตอน จากการสร้างความชัดเจนในสิ่งที่เรา ต้องการไปจนถึงการวางใจและปล่อยให้
43:29 จักรวาลทำงานถ้าคุณฟังมาจนถึงตรงนี้ผม อยากให้คุณลองหันกลับไปทบทวนตัวเองอีก ครั้งวันนี้คุณกำลังใช้ชีวิตแบบปล่อยให้ สิ่งต่างๆพัดพาไปหรือกำลังใช้ชีวิตแบบคน ที่กำลังสร้างชีวิตขึ้นมาด้วยตัวเองเพราะ แก่นแท้ของการ manifest ไม่ได้อยู่ที่คุณ จะได้สิ่งนั้นเร็วหรือช้าแต่มันอยู่ที่ คุณกลายเป็นใครในระหว่างทางทบทวน 7 ขั้น ตอน 1 clear in your vision ชัดเจน กับสิ่งที่คุณต้องการถ้าคุณยังไม่รู้ว่า ต้องการอะไรก็เหมือนคุณขับรถโดยไม่มี แผนที่การชัดเจนคือการบอกจักรวาลอย่างตรง ไปตรงมาว่านี่คือสิ่งที่ฉันเลือก 2
44:17 Remove Fear and Doubt กำจัดความกลัว และความสงสัยศัตรูที่ใหญ่ที่สุดของเราไม่ ใช่คนอื่นแต่คือเสียงในหัวของเราเองเมื่อ คุณเลิกเชื่อในความเป็นไปได้คุณก็ปลดล็อค กำแพงแรกของการ manifest 3 aline your behavior ปรับการกระทำ ให้สอดคล้องพฤติกรรมคือภาษาที่จักรวาล เข้าใจคุณไม่สามารถขอสิ่งหนึ่งแต่ทำอีก สิ่งหนึ่งแล้วหวังว่าผลลัพธ์จะเปลี่ยนได้ 4 Overcome Test from the universe ผ่านกฎทดสอบจากจักรวาล อุปสรรคไม่ใช่การลงโทษแต่คือเครื่อง พิสูจน์ความจริงใจของคุณใครที่ผ่านไปได้ จะยิ่งแข็งแร่งและพร้อมรับสิ่งที่ต้องการ
45:05 จริงๆ 5. Embass gratitude ฝึกขอบคุณในทุก สิ่งการขอบคุณเปลี่ยนพลังงานจากความขาดไป สู่ความอุดมสมบูรณ์คนที่รู้จักขอบคุณคือ คนที่พร้อมจะรับสิ่งที่มากขึ้นเสมอ 6 Turn Envy into inspiration เปลี่ยนความอิจฉาเป็นแรงบันดาลใจความ อิจฉาคือสัญญาณว่าหัวใจคุณปรารถนาสิ่ง นั้นถ้าเปลี่ยนมุมมองมันจะกลายเป็นเชื้อ เพลิงที่ผลักคุณไปข้าง 5 7 Trust in the universe วางใจใน จักรวาลทำหน้าที่ของคุณให้ดีที่สุดแล้ว ปล่อยเวลาและจังหวะที่เหลือให้จักรวาล เพราะบางครั้งสิ่งที่จักรวาลเตรียมไว้ดี
45:52 กว่าสิ่งที่คุณเคยขอเสียอีกทำไมวิธีนี้ ถึงทรงพลังเพราะมันรวมเอาจิตวิทยาบวกพลัง ความเชื่อและการลงมือทำเข้าด้วยกันคุณไม่ ได้แค่คิดบวกปกนะครับแต่คุณกำลังฝึกให้ สมองมองหาโอกาสใหม่ๆคุณไม่ได้แค่ฝันกลาง วันแต่คุณกำลังสร้างนิสัยและพฤติกรรมใหม่ ๆคุณไม่ได้แค่ภาวนาแต่คุณกำลังปรับใจให้ พร้อมรับสิ่งที่ดีกว่าการ manifest จึง ไม่ใช่การนั่งรอปาฏิหาริย์แต่มันคือการ สร้างปาฏิหาริย์ด้วยมือของคุณเอง บทเรียนสำคัญจากหนังสือเล่มนี้ 1 ทุก อย่างเริ่มจากภาย ถ้าใจคุณยังเต็มไปด้วยความกลัวความสงสัย
46:40 หรือความอิจฉาคุณก็จะดึงดูดสิ่งเหล่านั้น เข้ามามากขึ้นแต่ถ้าใจคุณเต็มไปด้วยความ เชื่อความชัดเจนและความขอบคุณคุณก็จะดึง ดูดสิ่งดีๆเข้ามา 2 ชีวิตไม่เคยทดสอบคุณเกินกว่าที่คุณจะ รับได้ทุกอุปสรรคคือบทเรียนทุกปัญหาคือ การฝึกถ้าคุณเปลี่ยนมุมมองอุปสรรคจะกลาย เป็นบันไดที่พาคุณสูงขึ้น 3 คุณไม่ต้องควบคุมทุกอย่างคุณแค่ต้องทำ ในสิ่งที่คุณควบคุมได้แล้วปล่อยสิ่งที่ เหลือให้เป็นไปตามเส้นทางของจักรวาล แล้วคุณควรจะเริ่มต้นจากตรงไหนครับบางคน อาจจะคิดว่ามันเยอะไปมยฉันจะเริ่มยังไงดี
47:27 คำตอบก็คือเริ่มเล็กๆคืนนี้ลองนั่งลงแล้ว เขียนสิ่งที่คุณอยากได้ออกมา 3 ข้อชัดเจน ที่สุดแล้วถามตัวเองว่าวันนี้คุณทำอะไร ได้บ้างเพื่อเข้าใกล้สิ่งนั้น 1% พรุ่งนี้เช้าก่อนเริ่มวันใหม่ลองเขียน สิ่งที่คุณรู้สึกขอบคุณ 3 อย่างไม่ว่า เล็กน้อยแค่ไหนก็ตามและถ้าวันไหนคุณรู้ สึกอิจฉาคนอื่นลองถามตัวเองว่าสิ่งนี้ กำลังบอกอะไรเกี่ยวกับความฝันของฉันถ้า คุณเริ่มจากตรองนี้คุณก็กำลังเดินอยู่บน เส้นทางการ manifest แล้ว สุดท้ายนี้การ manifest ไม่ได้ทำให้คุณ เป็นคนที่ได้ทุกสิ่งที่อยากได้เสมอไปแต่
48:15 สิ่งที่แน่นอนคือมันจะเปลี่ยนให้คุณเป็น คนที่รู้ว่าอยากได้อะไรเชื่อมั่นในตัวเอง ลงมือทำขอบคุณสิ่งที่มีและวางใจในสิ่งที่ ยังไม่มาถึงและเมื่อคุณเป็นคนนั้นจริงๆ คุณจะพบว่าความฝันที่เคยดูไกลมันค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้จนกลายเป็นความจริงดังนั้น วันนี้ผมอยากชวนคุณลองถามตัวเองคำถามสุด ท้ายคุณพร้อมหรือยังที่จะเลิกปล่อยชีวิต ให้เป็นไปตามโชคชะตาแล้วเริ่มเป็นผู้ สร้างโชคชะตาของตัวเองเพราะถ้าคุณพร้อม แล้ว 7 ขั้นตอนนี้จะไม่ใช่แค่คำสอนใน หนังสือแต่มันจะกลายเป็นเครื่องมือที่ เปลี่ยนชีวิตคุณตลอดไป