MB683-11 Advertising and R&D (10 May 2025)

Winai Homsombat www.youtube.com

สรุปย่อ

สรุปเนื้อหาสำคัญของวิดีโอเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ของการโฆษณาและการวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงความเชื่อมโยงระหว่างการโฆษณาและ R&D กับโครงสร้างตลาดที่แตกต่างกัน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • การโฆษณามีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้าและวัตถุประสงค์ของการโฆษณา
  • บริษัทขนาดใหญ่มีแนวโน้มที่จะโฆษณามากกว่าบริษัทขนาดเล็ก เพื่อรักษาอำนาจเหนือตลาด
  • โครงสร้างตลาดที่แตกต่างกันส่งผลต่อความสามารถและแรงจูงใจในการทำ R&D ของบริษัท
  • บริษัทในตลาดแข่งขันสมบูรณ์มีแรงจูงใจในการทำ R&D สูงกว่าบริษัทในตลาดผูกขาด
  • การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (เช่น สิทธิบัตร) มีความสำคัญต่อการส่งเสริมการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

บทนำ

อาจารย์กล่าวทักทายและแจ้งว่าเป็นเลคเชอร์สุดท้ายของวิชานี้ โดยเนื้อหาจะเกี่ยวกับโฆษณา (Advertising) และการวิจัยและพัฒนา (R&D) อาจารย์ยังพูดถึงความเข้มข้นของการเรียนในปี 1 และการเตรียมตัวสำหรับวิชา IS (Independent Study) สำหรับนักศึกษาบางคนที่ต้องทำ

การโฆษณาและบริษัท

อาจารย์เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่าการโฆษณาดีหรือไม่ดีในทางเศรษฐศาสตร์ โดยมีการอธิบายถึงข้อดีของการโฆษณา เช่น การส่งเสริมการขาย การสร้างการรับรู้ถึงแบรนด์ (Brand Awareness) และข้อเสีย เช่น ต้นทุนที่สูงขึ้น และผลกระทบต่อพฤติกรรมผู้บริโภคในสินค้าที่ไม่ดีต่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างการโฆษณาและโครงสร้างตลาด โดยเฉพาะพฤติกรรมของบริษัทที่มีอำนาจเหนือตลาด

หน่วยผลิตรายใหญ่กับการโฆษณา

อาจารย์ตั้งคำถามว่าหน่วยผลิตรายใหญ่ที่มีอำนาจเหนือตลาดมีแนวโน้มที่จะโฆษณาหรือไม่ ซึ่งในทางทฤษฎีแล้วมีแนวโน้มที่จะโฆษณามากขึ้น เพื่อรักษาอำนาจเหนือตลาดและป้องกันการเข้ามาของคู่แข่งรายใหม่ โดยใช้ Price Leadership Model อธิบายว่าบริษัทใหญ่ต้องรักษาความแตกต่างของผลิตภัณฑ์เพื่อป้องกันบริษัทเล็ก ๆ เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด

R&D ภายใต้โครงสร้างตลาดที่ต่างกัน

อาจารย์เปลี่ยนหัวข้อมาที่การวิจัยและพัฒนา (R&D) โดยตั้งคำถามว่าหน่วยผลิตภายใต้โครงสร้างตลาดที่ต่างกัน มีความสามารถและแรงจูงใจในการทำ R&D ต่างกันหรือไม่ ซึ่งมีการอธิบายว่าบริษัทขนาดเล็กในตลาดแข่งขันสมบูรณ์อาจมีแรงจูงใจในการทำ R&D มากกว่า เพื่อสร้างความแตกต่าง แต่มีความสามารถน้อยกว่าเนื่องจากมีกำไรน้อย

Advertising ดีหรือไม่ดี

อาจารย์อธิบายว่าการโฆษณาสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ Informative Advertising (โฆษณาที่ให้ข้อมูล) และ Persuasive Advertising (โฆษณาที่เน้นโน้มน้าว) โดย Informative Advertising ช่วยลดราคาและยกระดับคุณภาพสินค้า ในขณะที่ Persuasive Advertising อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคม แต่ก็มีประโยชน์สำหรับสินค้าประเภท Experience Good (สินค้าที่ต้องลองใช้ก่อนถึงจะรู้ว่าดีหรือไม่ดี)

ต้นทุนและผลกระทบทางสังคมของการโฆษณา

อาจารย์กล่าวถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการโฆษณา และแนวโน้มการโฆษณาที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 ที่ผู้คนอยู่บ้านมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการอธิบายว่า Persuasive Advertising อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคม เนื่องจากมีการให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน

Advertising กับโครงสร้างตลาด

อาจารย์กลับมาที่คำถามเดิมว่าหน่วยผลิตที่มีอำนาจเหนือตลาดสูง มีแนวโน้มที่จะโฆษณามากกว่าหรือไม่ โดยใช้โมเดลของ Dorfman-Steiner มาอธิบายว่าบริษัทที่มีอำนาจเหนือตลาดสูง จะมีแนวโน้มที่จะโฆษณามากกว่า เพื่อรักษาอำนาจเหนือตลาด

การพิสูจน์แนวคิดด้วยฟังก์ชัน Demand และ Profit

อาจารย์ใช้ฟังก์ชัน Demand และ Profit มาพิสูจน์ว่าบริษัทที่มีอำนาจเหนือตลาดสูง จะมีแนวโน้มที่จะโฆษณามากกว่า โดยมีการคำนวณและอธิบายถึงความยืดหยุ่นของอุปสงค์ (Elasticity of Demand) และ Lerner Index ซึ่งเป็นตัววัดอำนาจตลาด

การเลือกปริมาณการโฆษณาที่เหมาะสม

อาจารย์อธิบายถึงวิธีการเลือกปริมาณการโฆษณาที่เหมาะสม เพื่อให้ได้กำไรสูงสุด โดยใช้การคำนวณทางคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์

ความยืดหยุ่นของการโฆษณา

อาจารย์อธิบายถึงความยืดหยุ่นของการโฆษณา (Advertising Elasticity) ซึ่งเป็นตัววัดว่าการเพิ่มงบประมาณการโฆษณาขึ้น 1% จะทำให้ปริมาณขายเปลี่ยนแปลงไปกี่เปอร์เซ็นต์

Value Proposition Canvas และการโฆษณา

อาจารย์อธิบายถึง Value Proposition Canvas ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ผลิตเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้า และนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีการยกตัวอย่างธุรกิจ Refinance ที่ใช้ Value Proposition Canvas ในการพัฒนาธุรกิจ

R&D และ Technology Change

อาจารย์กลับมาที่หัวข้อ R&D โดยอธิบายว่า R&D นำไปสู่ Technology Change ซึ่งส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และนำไปสู่ Competitiveness ที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงทฤษฎี Creative Destruction ของ Joseph Schumpeter ที่เสนอว่าการพัฒนาเศรษฐกิจควรเน้นที่บริษัทขนาดใหญ่ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมแบบก้าวกระโดด

Basic Research และ Applied Research

อาจารย์อธิบายถึงความแตกต่างระหว่าง Basic Research (การวิจัยพื้นฐาน) และ Applied Research (การวิจัยประยุกต์) โดย Basic Research มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้าง Knowledge ในขณะที่ Applied Research มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้ในเชิง Commercialize

ความสามารถและแรงจูงใจในการทำ R&D

อาจารย์กลับมาที่คำถามเดิมว่าหน่วยผลิตภายใต้โครงสร้างตลาดที่ต่างกัน มีความสามารถและแรงจูงใจในการทำ R&D ต่างกันหรือไม่ โดยใช้ Arrow Model มาอธิบายว่าบริษัทในตลาดแข่งขันสมบูรณ์มีแรงจูงใจในการทำ R&D มากกว่าบริษัทในตลาดผูกขาด

Arrow Model และการวัดแรงจูงใจ

อาจารย์อธิบายถึง Arrow Model ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวัดแรงจูงใจในการทำ R&D โดยมีการคำนวณและเปรียบเทียบกำไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากการทำ R&D ในตลาดแข่งขันสมบูรณ์และตลาดผูกขาด

Time to Invent และโครงสร้างตลาด

อาจารย์อธิบายถึง Time to Invent ซึ่งเป็นตัววัดว่าหน่วยผลิตภายใต้โครงสร้างตลาดแบบไหนที่จะทำการคิดค้นนวัตกรรมก่อน โดยใช้ Net Present Value มาพิจารณาว่าโครงสร้างตลาดแบบไหนที่ Optimal Time มีค่ามากน้อยกว่ากัน

Dominant Firm as Fast Second Innovator

อาจารย์อธิบายถึงโมเดล Dominant Firm as Fast Second Innovator ซึ่งอธิบายว่าต่อให้เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความสามารถในการพัฒนานวัตกรรม แต่ก็มักจะเป็น Fast Second Innovator เท่านั้น ต้องรอให้มีบริษัทขนาดเล็กเข้ามาสั่นคลอนบัลลังก์ก่อน ถึงจะเร่งกระบวนการพัฒนา

Economics of Patent System

อาจารย์อธิบายถึง Economics of Patent System ซึ่งเป็นระบบที่ให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อส่งเสริมการลงทุนและการพัฒนานวัตกรรม โดยมีการคำนวณและพิจารณาถึงระยะเวลาที่เหมาะสมในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละประเภท

ทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทย

อาจารย์ยกตัวอย่างทรัพย์สินทางปัญญาประเภทต่าง ๆ ในประเทศไทย และระยะเวลาในการคุ้มครอง เช่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ความลับทางการค้า เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และอนุสิทธิบัตร

สรุป

อาจารย์สรุปเนื้อหาทั้งหมด และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนถามคำถาม

Summarize any YouTube video in seconds

Get summaries like this one for any video, in your language, with the free Summ app.

Download on the Apple Store
Get it on Google Play

Transcript

YouTube Transcript Generator

0:59 สวัสดี ครับสุดท้ายละสำหรับวิชานี้นะครับอ่า อากาศน่านอนมากเลยเนาะอ่ะสไลด์ดูเหมือนจะ เยอะนะครับแต่คีย์ takeaway มีอยู่แค่นิด เดียวแค่นั้นเองนะครับ อ่าเป็นยังไงบ้างเทอมนี้ถาม ไทยฝนที่ตกทางโน้นเทอมนี้เป็นยังไงบ้าง ครับไหวอยู่มั้ฮะไม่ไหว ถ้าเทอมนี้ไม่ไหวเดี๋ยวเทอม หน้าไม่ไหว กว่าจริงๆมันหนักเท่าเดิมแหละครับปีหน้า เพียงแต่ว่าเราจะชิน ขึ้นอ่าแล้วเราจะรู้สึกถึงความด้านช้าไม่

1:49 ใช่อ่ะจริงๆจริงๆจะบอกว่าเทอมปี 1 มันจะ อารมณ์ ประมาณแน่นๆด้วยความที่มันจะอัดเอ่อเนื้อ หานิดนึงอะไรอย่างเงี้ยครับเทอม 2 ก็ จะแน่นกว่าด้วยความที่เรียนเหมือนเดิม แล้วก็จะมีพวกเ่อหรือว่า IS สำหรับบางคน ด้วยสำหรับบางคนที่จะทำก็ต้องควรที่จะวาง แผนเตรียมตัวด้วยนะอ่าสำหรับคนที่ทำisนะ ครับต้องระวังนิดนึงด้วยความที่มันเป็น 12 หน่วยกิจถูกมั้ยฮะนั่นหมายความว่าเราไม่ จำเป็นจะต้องเรียนวิชาเลือก 2 วิชาเอ๊ะอาจารย์ที่ปรึกษาเขาได้มาคุยกับ เราบ้างมั้ ยังมงยังใช่มั้ครับอ่ะเดี๋ยวเราต้อง เดี๋ยวต้องต้องมาเจอกันบ้างแล้วแหละนะ เกรดเป็นยังไงกันบ้างอย่างเงี้ยเอออ่า

2:34 Anyway เดี๋ค่อยเดี๋ค่อยเดี๋ค่อยว่ากัน เรามีประธานรุ่นยัง ครับอ่า โอเคนั่นแหละถ้างั้นก็ห้อยคอกันไป 2 คนนะ เนาะอ่ะโอเคอย่างน้อยเรามีประธานรุ่นเนาะ ก็อ่ะย้อนกลับมาถ้าใครทำถ้าใครทำเราไม่ ต้องเรียนวิชาเลือก 2 วิชาดูเบาเนาะจะได้ เอาเวลาไปทำงานแล้วก็ทำตีอย่างเงี้ยครับ แต่จากประสบการณ์ นะแต่จากประสบการณ์คือบางคนถึงกับลาออก เพื่อที่จะมาทำต่อให้เสร็จเพราะว่ามันจะ มีอีกหนึ่งระดับของความเข้มข้นแล้วก็ จำเป็นจะต้องมีการเผยแพร่ผลงานวิจัยเช่น ไปประชุมวิชาการแล้วหรือไม่ก็ตีพิมพ์ อย่างเงี้ยครับถ้าตีพิมพ์มันก็จะใช้ระยะ เวลานานหน่อยนะครับเพราะฉะนั้นเราต้อง

3:20 เตรียมตัวเยอะกว่าคนอื่นเลยสมมุติว่าถ้า คนอื่นทำ IS อย่างเงี้ยครับเนี่ยเค้าก็ เตรียมตัวจะสอบกันแล้วสำหรับเดือนนี้แต่ ถ้าเราทำนะเราต้องนู่นเลยฮะมกราคมต้นปี อย่างเงี้ยหรือกุมภาพันธ์จะต้องเสร็จละ เล่มเพราะจะต้องเตรียมหาแล้วครับconferร เพื่อไปเผยแพร่อย่างเงี้ยนะเพราะฉะนั้น เราจะต้องไอ้ 2 ไอ้ 2 วิชาที่ไม่ได้เรียน ไปเนี่ยไม่ได้หมายความว่าเราจะเอาแบบไป ชิลนะแต่คือมันเป็น 2 วิชาที่เอาไปเผื่อ ให้เวลาเราทำงานกับมันมากขึ้นนะครับจะได้ ไปเผยแพร่ทำให้เสร็จเร็วกว่าชาวบ้านชาว ช่องเขาอะไรประมาณนี้นะครับอ่ะประมาณนั้น เดี๋ยวถ้ามีเวลาเนาะถ้ามีเวลาค่อยว่ากัน เอ่อเลคเชอร์สุดท้ายนะครับเอ่อหลังจากไป นับweคดูแล้วเราได้อยู่เนาะได้อยู่เดี๋ยว

4:06 จะมีอะไรมาสารภาพบาปเดี๋ยวขออนุญาตไปต้น ค่าพวกเราวอร์มเครื่องเตรียมตัวบ่นผมได้ เลยนะนะวอร์มเครื่องเดี๋ยววันนี้เดี๋ยว วันนี้จะเปิดเปิดให้เปิดให้บ่นนะอ่ะและ อันสุดท้ายนะครับ advertising กับ R&D นะ ฮะอ่าโอเคเนื้อหาของมันก็จะเป็นอ่อ เลคเชอร์สุดท้ายแล้วขออภัยใส่ box ผิดนะ ครับจริงๆเราเราอยู่ตรงนี้อ่าเราอยู่ตรง นี้ครับ advertising R&D อ่า Data Analytic ตรงนี้เราพูดกันไปแล้วนะครับ แล้วแถมมีบวก Risk Management Enterprise Risk Management เข้ามา ด้วยนะครับเอ่อมาย้อนกลับมาเป็นพทฤษฎีนิด นึงนะครับแต่มันยังมีความเชื่อมโยงกับทาง ฝั่งของกลยุทธทางธุรกิจอยู่นะฮะหลักๆคือ อย่างที่บอกเนาะเราบอกว่าวิชาเนี้ยครับ เราพูดถึงกลยุทธ์ก็จริงนะครับแต่ท้ายที่ สุดสิ่งที่เราอยากรู้อ่ะครับว่าเวลาเราจะ ทำอะไรสักอย่างนึงเนี่ยฮะมันมีทฤษฎีมันมี

4:53 ที่มาเอามาใช้ในการพู สิ่งที่มันเป็น basic understanding ของ เรามากน้อยแค่ไหนนะฮะเพราะฉะนั้นก็เลย ย้อนกลับมาถ้ามองว่าเป็นทฤษฎีก็ได้นะครับ แต่จริงๆมันคือเป็นอะไรที่เรามัน make sense นะครับประมาณนั้นนะครับเพราะ ฉะนั้นสิ่งที่จะเป็นเช็คลิสนะครับสำหรับ อ่า lecture นี้ก็คือ 1 เอ๊ะ advertising กับ firm เนี่ยครับมันมีความเชื่อมโยงกัน ยังไงนะครับกับ 2 ครับถ้าดูถึง incentive นะครับแนวโน้มของการพัฒนาตัว ผลิตภัณฑ์แล้วก็ดูถึงความเชื่อมโยงไปยัง ตัวโครงสร้างตลาดอ่าภายใต้ตลาดนู่นนั่น นี่ที่หน่วยผลิตอยู่เนี่ยครับคำถามที่ก็ คือมันมีความสัมพันธ์หรือมันมีความเชื่อม โยงกันยังไงนะฮะถ้าลองสรุปเนาะถ้าลองสรุป คร่าวๆนะครับเอ่อเราอยากรู้ครับในทาง

5:41 เศรษฐศาสตร์เนาะคิดว่าการโฆษณาดีหรือไม่ ดี ครับดีมยดียังไง ครับส่งเสริมการขายยอดขายจะได้มากขึ้นดี ยังไงครับมีแบรนด์ awareness ทำให้ลูกค้า มายึดติดกับเรามีอะไรอีก ฮะแล้วไม่ดีมีมั้ย ครับต้นทุนมันมากขึ้นถูกมยถ้าโฆษณากับ อุตสาหกรรมสินค้าที่มันไม่ดีเช่นเล่า บุหรี่ต่อให้มาโฆษณาคุณปุ๊ก็ยังอ้าไม่ใช่ ไม่ใช่เล่าบุหรี่อะไรอย่างเงี้ยครับเนาะ คือถ้ามันเป็นโฆษณาสินค้าที่มันไม่ค่อย เวิร์คเท่าไหร่อย่างเงี้ยครับมันก็จะไป เอ่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคนะ แล้วท้ายที่สุดคือสุขภาพเอยอะไรเอยมันก็

6:28 ไม่ดีแล้วก็จะตกมาเป็นภาระของของรัฐบาล อีกอยู่ดีนะครับแต่คราวนี้คำถามนะอันนั้น เดี๋ยวเรามาย้อนดูกันนะครับเอ่อคือเราจะ ก็จะตั้งหลักดูว่าเอ๊ะโฆษณานี้มันดีไม่ดี กับกับอุตสาหกรรมในภาพรวมนะถ้ามองในภาพ รวมของทั้งอุตสาหกรรมเลยเพราะฉะนั้นทาง ฝั่งโฆษณาเขาก็เลยมีพวกการติดเรทให้เค้า มีการกำกับดูแลด้วยเหมือนกันอย่างนี้เป็น ต้นนะครับแต่สิ่งหนึ่งที่เราอยากทราบอ่ะ ครับว่าเอ๊ะเนี่ยนะการโฆษณา นานะกับโครงสร้างตลาดเนี่ยเป็นยังไงผมใช้ คำว่าเป็น firm behavior นะครับอารมณ์ ประมาณว่าอ่าหน่วยผลิตคำถามของเรานะครับ หน่วยผลิตราย ใหญ่อือฮึหรือมีอำนาจเหนือ

7:16 ตลาด ลืมเนี่ยพอเค้าบอกว่าเนี่ยแกเป็นคนเป็น เป็นหน่วยผลิตรายใหญ่อยู่ละมีอำนาจเหนือ ตลาดอยู่แล้วนะครับคำถามที่ตามมาคือเอ๊ะ เค้ามีแนวโน้มจะโฆษณาอยู่ม ครับคำถาม คือยังมีแนว โน้มโฆษณา อยู่ มั้ยคิดว่ายังจะโฆษณาอยู่มั้ครับเช่นปตท. เป็นเจ้าใหญ่ที่อยู่ในตลาดเช่น CP เป็น เจ้าใหญ่ที่อยู่ในตลาดมีใครอีก

8:04 เอ่อ ติ๋งบิ๊กซีเซ็นทรัลเค้ายังจะโฆษณาอยู่ มั้ย ครับผมใช้คำว่าแนวโน้มเนาะเอ๊ะแนวโน้มมัน นจะเพิ่มขึ้นหรือมันจะลดลง ครับก็ยังทำอยู่แหละเนาะทุกเจ้ายังทำอยู่ แหละแต่คราวนี้คือเอ้ยถ้ามีอำนาจยิ่งสูง เงี้ยฮะอำนาจเหนือตลาดสูงหรือว่ามีเอ่อ เป็นผลิตรายใหญ่อยู่แล้วเนี่ยครับคำถาม คือเค้ายังจะเค้ายังจะโฆษณาอยู่มั้ยแนว โน้มเค้าจะเป็นยังไงครับเพิ่มขึ้นหรือลด ลงเดาๆาดาวล้วนๆเลยอ่ะลงทำไม อ่ะก็ใหญ่ แล้วผูกขาดแล้วอ่ะติดตลาด

8:55 แล้ว ดาวคุณ ยุ้ยก็น่าจะเออก็ก็ใหญ่แล้วจะแบบเอาเอา คอรสมาจมไว้กับตรงนี้ได้ยังไงแต่ความพีค คือคำตอบคือมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเพราะ เอ่อในทางในทางเอ่อทฤษฎีพูดว่าอย่างนี้ แล้วกันนะครับเอ่อเราบอก ว่ามันจะมีโมเดลนึงครับที่เราไม่ได้คุย กันนะเค้าเรียกว่าเป็นเป็น price leadership Model เค้าบอกว่าหน่วยผลิต รายใหญ่ๆนะที่อยู่ในตลาดเดิมเนี่ยครับ เค้าใหญ่ได้ยังไงเใหญ่เพราะว่าเา้ามีความ แตกต่างของตัวผลิตภัณฑ์คราวนี้มันก็จะมี หน่วยผลิตรายเล็กๆพวกเนี้ยครับที่ทยอย เข้ามาละนะฮะยกตัวอย่างเช่นถ้าเราพูดถึง แพลตฟอร์มขายของออนไลน์เจ้าใหญ่ๆตอนนี้

9:43 คือ Lazada กับ Shopee ถูกมั้ยครับเนี่ย สมมุติว่าเจ้าใหญ่ตรงนี้เป็นเป็น Shopee แล้วกันไวซึ่ง Lazada นะมีความสามารถใน การแข่งขันดีมากนู่นนั่นนี่เยอะแยะไปหมด เลย Shopee โฆษณาเขาสูงมสูงเยอะมากเลยด้วย เนาะเพราะอะไรอ่ะเฮ้ยมันมีเจ้าใหม่ๆเขมา ใน ตลาดนะในทางในทางเศรษฐศาสตร์นะบอกว่าถ้า เจ้าใหญ่ไม่ทำอะไรเลยเจ้าเล็กเนี่ยครับจะ มาสั่นคลอนบัลลังก์นะนอกจาก Shopee Lazada พวกเราเคยได้ยินเทพอะไรนะ เทพชอปเกิดทันหรือเปล่า อ่ะมันยังมีอยู่ใช่มั้ยฮะเออบางเออบางบาง อย่างแบบไม่มีขายในShopeปe Lazada ผมก็ไป ซื้อจากเทพ Shop เหมือนกันนะรู้จักรู้จัก

10:30 สะสมมั้ยครับรู้จักแอแอปสะสมมยอ่าคุ้นๆ ที่แบบว่าอยากได้พวกแบรนด์ inend อะไรพวก เนี้ยเนาะหรือมีพวกเซ็นทรัเอยมีแอปของตัว เองเอยอะไรพวกเนี้ยครับบอกว่าถ้าเจ้าใหญ่ ไม่ทำอะไรเลยนะพวกเนี้ยก็จะไซส์มันก็จะ ค่อยค่อยใหญ่คือเผลอๆเจะเหมิดกันเองใน ตลาดเงี้ยครับแล้วท้ายที่สุดคือจะกลาย เป็นเจ้าใหญ่ในท้ายที่สุดถ้าอีนี่ไม่ทำ อะไรเลยแล้วก็จะจากเดิมที่เป็นเจ้าใหญ่ก็ จะกลายเป็นเจ้าเล็กไปโดยปริยายนะครับ เพราะฉะนั้นอันเนี้ยเาเรียกว่าทุกลองโน้ต ไว้ดูก็ได้นะครับเาเรียกเป็น competitive fringe firm หรือว่าเป็นเป็น price leadership model นะคราวนี้โน้ตวนไว้นะ ครับว่าอ่ะเดี๋ยวเราลองมาดูกันนะไอเดีย

11:17 คือถ้าเจ้าใหญ่ไม่ทำอะไรเลยเขาจะเจ้าเล็ก ลงเล็กลงแล้วก็อาจจะสูญหายตายจากไปในจาก ตลาดไปได้โดยปริยายนะครับเพราะฉะนั้นเรา บอกว่าอ่าหน่วยผลิตรายใหญ่หรือมีอำนาจ เหนือตลาดเนี่ยครับแนวโน้มของเขาค้านะ advertising เนี่ย ครับก็ยังคงมีอยู่และก็จะสูงตามไปด้วย ครับเพื่อรักษาอำนาจเหนือตลาดของ เขานะเดี๋เรามาดูกันนะว่าอีเนี่ยจะพูยัง ไงนะครับกับคำถามที่ 2 ครับบอก ว่าอ่ะหน่วยผลิตเราพูดถึง R&D ละภายใต้โครงสร้างตลาดต่าง

12:09 ๆภายใต้โครงสร้างตลาดต่างกันนะคำถามย่อย คืออันแรกบอกว่าเอ๊ะจะมีความ สามารถ และเอ่อแรงจูงใจหรือว่า incentive เนี่ย ครับในการทำ R&D ต่างกันมั้ ครับเจะมีแรงจูงใจและความสามารถในการทำ โฟกัสคือโครงสร้างตลาดเนาะเนาะความสามารถ และแรงจูงใจในการทำ R&D เนี่ยครับต่างกัน

12:56 มคิดว่าต่างกันมั้ ครับไม่ต่าง เพราะ อ่าแล้วใช้คำว่าโครงสร้างตลาด เจ้าเล็กคือแข่งขันสมบูรณ์เนาะเจ้าใหญ่ คือตลาดผูกขาดคุณไกดบอกว่าเอ่อไม่น่าจะ ต่างกัน ครับมีไอเดียอื่นมั้ครับคุณคุณปาล์ม ครับเออเดาๆาใช่ต่างเพราะอะไร

14:00 ครับอันนี้คือมองในมุมของ กำไรเนาะอ่ะคุณปุ๊ครับ ตื่นตัก เหมือนหรือต่างกัน ครับ เพราะอวนเหรอหยอกคุณสาธินีครับต่างกัน มั้ยครับต่างเพราะอะไร ครับเพราะ อะไรอ่ะคุณต้นคุณ ต้นต้นใช่มั้ยอ่าครับ ยุ้ยอ่ะคุณ

14:47 นูคุณนูรีใช่มั้ครับไม่ใช่นูะ นี่เชื่อนูริยาใช่มครับไม่ใช่ หน้า แดงครับคุณ ีราไปผ่านแล้วกันไปคำถามต่อไปเลยคือให้ มองอย่างงี้ครับคือเราเราพูดถึงความ สามารถเนาะความสามารถแสดงว่ามันมันต้องมี กำไรอย่างเงี้ยครับนะฮะกำไรว่ามากน้อยแค่ ไหนเค้าถึงจะสามารถได้คราวนี้เราพูดถึง

15:32 โครงสร้างตลาดต่างกันแบบแบบที่เพื่อนบอก เลยครับคุณปาล์มบอกเนาะถ้าถ้าเป็นเจ้า เล็กๆอย่างเงี้ยครับคือคือมันนัมันมัน ต่างกันครับเพราะเราพูดถึงความสามารถคือ เจ้าเล็กๆจำได้มั้ยเราพูดว่าอันเนี้ยอยู่ ในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ท้ายที่สุดในระยะยาว กำไรเค้าเป็นไงครับ 0 เค้าไม่มีอำนาจใน การแบบอ่าเหนือตลาดอ่ะเค้าไม่มีอำนาจ เหนือตลาดกำหนดราคาเหนือตลาดถ้าในขณะที่ หนึ่งเดียวในตลาดตลาดผูกขาดอย่างเงี้ย ครับกำไรของเขาค้าแบบว่ามากกว่าศูนย์ มหาศาลถูกมยเพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงความ สามารถเนาะถามว่าใครที่มีความสามารถมาก กว่าแสดงว่าก็หนึ่งเดียวในตลาดหรือตลาด ผูกขาดเนี่ยมีความสามารถมากกว่านะครับ ส่วนอันเนี้ยความสามารถค่อนข้างจะน้อยแต่ ถ้าถามว่าใครมีแรงจูงใจมาก

16:17 กว่าใครอยากมีแรงจูงใจมากกว่าเออน่าจะ ข้างบนมากกว่าครับแข่งขันสมบูรณ์เพราะว่า ไม่อยากขายของเหมือนชาวบ้านชาวช่องเาไม่ อยากมีกำไรแบบเท่ากับ 0 อย่างเงี้ยฮะ เพราะฉะนั้นเพราะฉะนั้นก็เลยมีแรงจูงใจ ที่จะดึงตัวเองออกมานะครับให้ผลิตภัณไม่ เหมือนกับชาวบ้านชาวช่องเค้านะอันนี้คือ เหมือนกับก็ make sense อยู่เนาะนะครับ คราวนี้อีก 1 คำถามครับอ่ะคราวนี้พูดถึง ความสามารถพูดถึงแรงจูงใจคีย์เวิร์ดคือ ตรงนี้ความสามารถกับแรงจูงใจอีกอันนึงคือ แล้วเมื่อไหร่ที่จะพัฒนาถ้าเราพูดถึงระยะ เวลานะครับ Time to invent อย่างเงี้ย ครับใครจะคิดใครจะทำ R&D มากกว่ากัน

17:03 ครับเอ้ยก่อนกันก่อนกันพูดอย่างงี้ดี กว่าเจ้า ใหญ่เจ้าใหญ่หรือเจ้าเล็ก ครับใช่อ่ะอ้าแล้วพูดถึงโครงสร้างตลาด เดี๋ยวอ่าถูกแข่งขันสมบูรณ์หรือตลาดผูก ขาดใครทำก่อน กันแข่งขันสมบูรณ์ทำไม ครับเราต้องรีบใช่มยในการสร้างความแตก ต่างไม่อย่างงั้นคือตอนเนี้ยกำหนดราคาก็ น้อยทำไมผูกขาด ครับเค้ามีทุนอยู่แล้วเค้าทำได้เลย อ้าซึ่งในความเป็นจริงคืออ่าอันเดี๋ยวๆ

17:52 Make it clear ก่อนว่าใครทำก่อนหลัง เนาะใครทำก่อนทำหลังซึ่งในความเป็นจริง เ้าบอก ว่าไอ้คนที่มีแรงจูงใจมากกว่าครับจะคิด ค้นก่อนชาวบ้านชาวช่องเขาก็คือคนที่เป็น หน่วยเล็กๆเนี่ยครับจะมีจะมีแรงผลักให้ ตัวเองทำ R&D แล้วมีการเติบโตอย่างก้าว กระโดดมากกว่าเจ้าใหญ่นะเดี๋ยวพวกเนี้ย เดี๋ยวเราลองไปดูกันนะว่าเราจะมีโมเดล อะไรที่จะเอามา prove พวกนี้นะคำถามหลักๆ มีอยู่ 3 คำถามด้วยกันครับสำหรับเลคเชอร์ นี้อ่าโอเคเดี๋ยวเอานี้เป็นอันที่ 3 แล้วะ

18:38 กันหึก่อนกับหลังมีความสามารถในคทำ R&D ต่างกันยังไงเรามี 3 คำถามหลักๆตรงนี้ ครับนะเจ้าเล็กมีแนวโน้มที่จะก่อนเพราะ ว่าอยากดึงตัวเองออกมาจากความไม่เหมือน กับชาวบ้านชาวช่องเขาก่อนกับเเดี๋ยวเรามี ดูซิว่ามีโมเดลมา prove ตรงนี้ยังไงนะ ครับซึ่งอย่างที่บอกครับว่าอย่าไปเชื่อ มัน 100% มันอาจจะเป็นแบบที่เราพูดก็ได้ เพียงแต่ว่า argument เอ่อเราเราต้องหา แนวทางที่จะ prove ไปแย้งกับไอ้ทฤษฎีที่ มันมีมาก่อนหน้านี้นะครับเพราะฉะนั้นก็ เลยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกันน่ะนะครับก็ คือ 1 พูดถึงตัว advertising ก่อนที่จะไป พูดถึงตัว R&D ภายใต้ 3 คำถามหลักๆของเรา เมื่อสักครู่นี้นะครับเมื่อกี้ผมถามมานะ

19:24 ครับว่าเอ๊ะอันนี้ไปเร็วเร็วได้เนาะ Advertising ดีไม่ดีนะ ครับดีเนาะมาดูกันว่า Advertising เนี่ย มันก่อให้เกิด social benefit ยังไงบ้าง นะครับเค้าบอกว่าจริงๆแล้วโดยทั่วไปนะ ครับโฆษณาเนี่ยด้วยความที่มันจะเป็น วิชาการนิดนึงเค้าก็จะแบ่งทิศอ่อโฆษณาออก เป็น 2 ประเภทนะครับอันแรกคือ informative informational หรือ informative advertising นะครับโฆษณาที่ให้ข้อมูล ชื่อมันก็บอกอ่ะแสดงว่ามันจะต้องเป็นอะไร ที่ดีแน่ๆเลยนะกับอีกอีกอันนึงครับเดี๋ยว อันนี้เป็น benefit อยู่กับอีกอันนึงคือ สิ่งที่มันจะก่อให้เกิดคอสนะครับต่อหรือ หรือมุมในที่ไม่ดีเขาเรียกว่าเป็น persuasive advertising โฆษณาที่แบบ

20:10 เน้นโน้มน้าวชักชวนจนเกินไปอย่างเงี้ย ครับบางทีคือเน้นอยากให้คนซื้อไม่ได้บอก ว่าสินค้าคืออะไรอยากจะให้คนซื้ออย่าง เดียวเนาะอย่างอย่างจริงๆบางทีมันก็เป็น เกมตัวเลขเนาะสำหรับผลิตภัณฑ์บางอย่างทาง การเงินเช่น ประกันอ่าลูกค้าซื้อมาเลยทุนประกันเดี๋ยว จบปีที่ 10 เนาะจะเอาไปลดหย่อนภาษีจบปี ที่ 10 คุณลูกค้าจะได้เท่าไหร่นะ 500% ของทุนประกันเฮ้ยเราจ่ายไป 5 ปีสมมุติปี ละ 10,000 จ่ายไป 50,000 ปีสุดท้ายต้อง 5 เท่าของ 50,000 แน่ๆเลยใช่มั้ย ครับไม่ใช่จริงๆคือทุนประกันคือ 10,000 ที่เราจ่ายคือไปปีแรกนั่นเลยเอ้ย 500

20:55 เท่านี่ก็คือก็เงินที่คุณจ่ายไปนั่นแหละ นะครับเสร็จปุ๊บระหว่างทางเดี๋ยวจะมีแชแค คืน 2% 3% อะไรก็ว่าไปคือมันเป็นเกมตัว เลขนะครับเอ่อซึ่งซึ่งคนซื้อก็ต้องมี วิจารณญาณระดับนึงเลยกับการกับการเข้าใจ ผลิตภัณฑ์พวกนี้นะอ่ะก่อนที่จะมาดูตรงนี้ นะครับเดี๋ยวย้อนกลับมาดูครับว่าไอ้ Social Benefit ของ Information เอ่อ Advertising เนี่ยเขาบอกว่าอะไรบ้างนะ ครับปกติแล้วเนี่ยครับโฆษณาที่ให้ข้อมูล พวกเนี้ยคนโฆษณาเค้าก็อยากให้คนรู้อ่ะนะ ครับว่าราคาสถานที่ที่จะซื้อได้อยู่ที่ ไหนนะครับแล้วก็คุณภาพอยู่ตรงไหนนะครับ ซึ่งเราเชื่อกันครับว่าการโฆษณาตรงเนี้ย นะครับมันจะมีส่วนช่วยทำให้ราคาเนี่ยมัน ลดลงนะยกตัวอย่างเช่นแลกตาซอย 5 บาท 125

21:44 มลต.ปริมาณขับกรองเต็มที่อย่างเงี้ยฮะก็ ไม่รู้มีคนมาแข่งหรือเปล่าเนาะคือยิ่ง โฆษณาให้เห็นราคานะครับหรือ โลตัสช่วงนึงก็คืออะไรนะการันตี โลัเจอของถูก กว่าเอากลับมาได้เลยใช่มั้ยครับกลับมาเอา เงินคืนไปได้เลยอะไรอย่างี้นะหรือบริษัท ประกันรถยนต์บางเจ้าอย่างเงี้ยครับอ่าพวก เราพวกเราเคยเห็นมั้ยเค้าอยากเก็บลูกค้า เก่าไว้อย่างเงี้ยฮะเค้าบอกเลยว่าเนี่ยผม โพสต์ราคานี้มาให้พี่ถ้าพี่ไปเจอของคู่ แข่งนะแล้วได้โปรชราคาน้อยกว่าของผม เดี๋ยวผมจะลดให้เลยเท่านั้นเท่านี้

22:30 เปอร์เซ็นต์อย่าเงี้ยอ่าการันตี low price การันตี low price นะครับคือแบบ ประมาณว่ายิ่งโฆษณานะครับยิ่งทำให้คู่ แข่งเห็นราคาของเราแล้วท้ายที่สุดเนี่ย ครับคนที่จะได้ประโยชน์ก็คือผู้บริโภค นั่นเองนะโดยเฉพาะอย่างยิ่งนะเขาก็มีการ ไปproฟมานะครับพวกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ อ่ายาต่างๆพวกเนี้ยครับก็ราคาก็จะลดลง หรือสินค้าที่เป็น Shopping goods พวก เนี้ยอันนี้จะเห็นได้ชัดเลยครับอาฮะจะ เห็นได้ชัดเลยว่ามันจะมีราคาที่ลดลงนะฮะ นอกจากนี้ประโยชน์อื่น ๆที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้างนอกจากราคานะเค้า บอกว่าเวลาเราโฆษณาเนี่ยครับอันนึงที่จะ ติดไปกับโฆษณาคือเทรด mark หรือว่าตรา

23:18 สินค้าหรือว่ายี่ห้อของเรานะเพราะฉะนั้น เนี่ยครับเอ่อเมื่อไหร่ก็ตามที่มีการ โฆษณากันให้เห็นตาสินค้าเเชื่อว่าจะช่วย ยกระดับคุณภาพของสินค้าให้มันมากขึ้นมาก ขึ้นเพิ่มสิ่งนั้นเข้าไปเพิ่มตัวนี้เข้า ไปเฮ้ยคู่แข่งมีอันนี้ละเรามีอันนี้ด้วย ดีกว่าอะไรอย่างี้เป็นต้นนะครับนอกจากนี้ ครับเมื่ออันนี้มองช็อตต่อไปเนาะพอลูกค้า มาติดแบรนด์ของเราราคาของเราลดลงปริมาณ การผลิตมีค่ามากขึ้นถูกมั้ยปริมาณมากขึ้น การผลิตของเราก็จะก่อให้เกิดสิ่งที่เรียก ว่า economy of scale ครับอ่านอกจากนี้ นะก็อ่าอุตสาหกรรมการโฆษณาพวกเนี้ยครับก็ ยังไปเชื่อมโยงกับอ่าอุตสาหกรรม Content พวก Media อะไรพวกนี้นะครับซึ่งอ่าอีกมุม

24:05 นึงเนี่ยพอไปเชื่อมโยงกับพวกการโฆษณาก็ เป็นอีก source นึงของการ entertain ด้วย เหมือนกันอันนี้ก็คือเป็นมุมมุมของ ประโยชน์ของจากของของฝั่งการ โฆษณาก็ make sense อยู่เนาะ make sense อยู่นะครับอ่ะคราวนี้มาดูคอร์สบ้างครับ อ่าอันนี้ไปเก็บข้อมูลมาเมื่อประมาณ 2 ปี ที่แล้วนะครับเดือน August จากเอ่อ Statis Tista Market Insize นะครับเอ่อเราจะ เห็นว่าคอร์สอันนึงนะครับที่เกิดขึ้นจาก โฆษณาเลยก็คือต้นทุนในการโฆษณาซึ่งบาง ครั้งก็ไม่แน่ใจเหมือนกันไม่มีคนพูสักที นะฮะว่าโฆษณาเนี่ยเออมันเยอะเกินไปหรือ เปล่านะครับแต่เราก็จะเห็นเทรนด์ประมาณ เนี้ยนะครับว่าในแต่ละปีการโฆษณาก็ยิ่ง มากขึ้นมากขึ้นนะครับหรือแม้แต่ในช่วงที่ เกิดโควิดเนาะทุกคนอยู่บ้านเออโฆษณากับ

24:53 บูมเฉยเลยอย่างเงี้ยครับก็ยังก็ยังอ่า along the trend ตรงนี้อยู่ดีนะครับ เพียงแต่ว่าสิ่งที่มันเพิ่มเติมขึ้นมาคือ ทีวีสังเกตนะมันค่อนข้างมาชัวร์แล้วเนาะ สิ่งที่มันเริ่มโตขึ้นมาเนี่ยครับเริ่ม เป็นseสิร์ch advertise ละคนอยู่บ้านว่าง จัดนอนกลิ้งอยู่บนทีวีเอ่อบน โซฟานอนกลิ้งอยู่บนทีวีแวานซว่ะนอนกลิ้ง อยู่บน โซฟานะก็ไม่รู้จะทำอะไรอย่างเงี้ยฮะเคยมย เหนื่อยๆเออก็แบบเขี่ยมือถือเล่นเสิร์ช นั่นเสิร์ชนี่เอ้าอยู่ดีๆกดช้อปปิ้งไปเฉย เลยนะอีกอันนึงเป็น banner อย่างเงี้ย ครับก็จะเริ่มเห็นเทรนด์แล้วครับว่าโฆษณา ตอนนี้มันคืออะไรอันนี้คืออยากชี้ให้เห็น นะครับว่า explicit cost หรือว่าต้นทุน ที่เกิดขึ้นอย่างชัดแจ้งเนี่ยครับมันมัน ก็ยังคงมีอยู่เนาะอย่างอย่างอันนี้คือ

25:39 เป็น social cost อันนึงที่เกิดขึ้นนะ ครับที่ทุกหน่วยผลิตจะต้องจ่ายออกไปนะ ครับคราวนี้เอ่อนอกจาก informational advertising แล้วเนี่ยนะครับคือบางที เมื่อกี้ครับเราบอกว่าเอ้ยถ้าดูจากข้อมูล แล้วเนี่ยมันดูว่าการโฆษณามันมีมากขึ้น มากขึ้นไปเรื่อยๆเนาะก็เลยมีนัก เศรษฐศาสตร์อีกฝั่งนึงเนี่ยครับเามาบอก ว่าคุณน่ะพากันโฆษณาต่อให้มันเป็นแ informational advertising นะแต่มันก็ อาจจะก่อให้เกิด waste ก็ได้นะเหมือนกับ เยอะเกินไปถมโฆษณาจนเกินไปอย่างเงี้ยฮะนะ เพราะฉะนั้นเอ่อไอ้ persuasive เอ่อ advertising เนี่ยครับ เอ่อน่าจะอือฮึเป็นตัวเอ่อเข้ามานะเอ่อ

26:30 anyway ย้อนกลับมา persuasive advertising เนี่ยครับก่อให้เกิดเหมือน กับทางลบนะครับต่อเอ่อสังคมนะครับเพราะ บางครั้งเนี่ยครับเค้าเชื่อเพราะว่าไอ้ persuasive เนี่ยฮะคือเฮ้ยข้อมูลอยู่ตรง ไหนนะครับข้อมูลอยู่ตรงอะไรของจริงอันไหน ของเล่นอันไหนของเชิญชวนโฆษณาเกินไปหรือ เปล่า over c่อคุณลักษณะของสินค้าเกินไป หรือเปล่านะครับอ่าแต่อย่างไรก็ตามเนาะ เค้าก็บอกว่าเอ้ย persuasive เนี่ยนะก็ อาจจะมีคุณค่าเมื่อกี้เราบอกว่ามันมันคือ ผลเชิงลบจากการที่ไป mix information แต่ยังไงก็ตามมันอาจจะมีผลเชิงเชิงบวกก็ ได้นะครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่ เรียกว่า Experience Good คือ Experience

27:16 Good คือสินค้าประสบการณ์ที่เราต้องใช้ ก่อนถึงจะรู้ว่ามันดีหรือไม่ดีต้องลอง ก่อนถึงจะรู้ว่ามันฟิตกับเราหรือเปล่า อย่างเงี้ยฮะนะเพราะฉะนั้น persuasive คือ คือมาช่วยทำให้เราเหมือนกับอ่ะถ้ามองมอง อีกมุมนึงมันคือแบบธุรกิจรีวิวมันเกิด ขึ้นมาจากมี Experience Good เนี่ยครับ ก่อนที่จะไปบอกชาวบ้านช่องเว่าอันเนี้ย มันดีหรือไม่ดีนะก่อนที่เราจะไปใช้อ่ะ ครับคือเราก็ต้องไปหารีวิวเนาะว่าแบบเออ มันดีหรือไม่ดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมมุติจะ ซื้อเครื่องฟอกอากาศเครื่องนึงอย่างเงี้ย คือแบบเดี๋ยวนี้ก็แพ้งๆใช่มั้ครับเอ้ย เครื่องไหนมันดีเครื่องไหนไม่ดีนะก็ไปหา รีวิวมาเพราะฉะนั้น persuasive advertising เบอกต่อให้มันจะมีผลเชิงลบ mix information นะแต่ท้ายที่สุดยังไง ก็ตามมันก็มีประโยชน์ด้วยเหมือนกันนะครับ

28:03 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของตัว experience good นะเพราะฉะนั้นถ้าลองสรุปง่ายๆเนาะ จะบอกว่ามันดีหรือไม่ ดีไม่ว่าจะเป็น informational หรือ persuasive advertising บางทีมันก็ไม่ ได้ดี 100% หรือไม่ได้แย่ 100% คิดว่า ขึ้นอยู่กับอะไร ครับขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้าด้วยเนาะ เออขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้านะว่า สินค้าที่เรากำลังพูดถึงเนี่ยมันมันคือ อะไรอ่ะแล้วอะไรคือที่เราคือสิ่งที่เรา ต้องการอยากได้จากตัวแอ advertising จาก การโฆษณาตรงนั้นเมื่อกี้คุณไกดเหมือนมีคำ

28:54 ถาม เออขอบคุณสำหรับตัว อย่างจะบอกว่า TV ใช่มั้ ล่ะใช่มยคือแบบดูละครรีรันกำลังสนุกๆเลย โฆษณาก็ไม่มีแต่ใครจะไปรู้โฆษณามาทีปา เข้าไป 15 นาทีครึ่งชั่วโมงเงี้ยแล้วไอ้ เราก็รอดูด้วยนะคือเคยเคยมไม่เจนนี้ดู ทีวีก่อนเคยเคยเจออยู่เนาะที่แบบว่า ประมาณ 5 นาทีเป็นโฆษณาแล้วแบบว่าจะขาย กระทะอย่างงี้ครับปรงๆโป้งชึ่งอยู่ตรง นั้นน่ะหรือหม้อเอ่อชาบูอย่างเงี้ยฮะก็ แบบลองทำให้กินดูสิมันอย่างงั้นนะมัน เดือดดีมันปรับนู่นนู่นได้ปรับงี้ได้คือ

29:39 มัน mix กันอยู่เนาะว่าระหว่าง information กับ persuasive คือจริงๆ แล้วคือมันไม่ได้ใช้ยากอะไรขนาดนั้นเลยคำ ถามคือทำไมต้องต้องโฆษณานานขนาดนี้ก็บอก มาสิว่าตัวเปิดอยู่ตรงไหนตัวปิดอยู่ตรง ไหนอะไรอย่างเงี้ยครับเดี๋ยวนะมีใครอยู่ แบบขายตรงหรือเปล่าใครทำธุรกิจขายเครื่อง ใช้ไฟ ฟ้าปาล์มหรอขายอะไรครับ หม้อโอ๊ะไม่ได้ ขาย เออไออะไรอ่ะเนาะเออยังไม่รู้เรื่อง เลยเออถึงไหนแล้ววะเออคือแล้วคือแบบ ประมาณคือคือถ้าเราลองลองดูเนาะผมคิดว่า ประมาณเกินกว่าครึ่งนึงของแอร์ time อ่ะ

30:25 ครับมันหมดไปกับการที่โทรมาตอนนี้เลยอ่ะ ตอนนี้แบบให้แบบ 200 สายอ่ะเต็มแล้วหรอ 200 สายอเดี๋ยวเปิดเพิ่มไปอีก 200 สาย อะไรเงี้ยคือแบบคือแบบบางทีคือก็ไม่รู้ อ่ะครับว่าไม่ต้องไม่ต้องเดาอ่ะคือมันไม่ จริงหรอกว่ามันเป็นอย่างงั้นน่ะเพราะว่า คือไอ้วีดีโอเมันก็รีรันมาเรื่อยๆแล้วมัน ก็แบบ 200 สายแล้วก็อาจจะเปิดเพิ่มไปอีก 200 สายแค่มันจะเปิดเพิ่มกันทุกวันเนาะ มันก็มันก็มิกกันอยู่อย่างเงี้ยครับนะ คราวนี้คำถามมันก็เลยตามมาครับว่า เอ๊ะแล้วอะไรที่มัน more significant มากกว่ากันอ่าคือผลบวกกับผลลบเนี่ยผลไหน ที่มันเยอะกว่า กันนะจากจาก persuasive ที่มัน mix information เข้าไปด้วยนะครับเขาก็บอก

31:10 ว่าจริงๆแล้วเนี่ย persuasive นะ tend to have negative social effect นะครับอ่าแต่จริงๆคือมันเ้าไป prove โดยใช้อุตสาหกรรมเมื่อกี้คุณอ่า เฮนรี่บอกว่าขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมด้วย ซึ่งมันก็ใช่นะครับซึ่งที่เขาไป prove เนี่ยเขาไป proof กับ advertising แน่ละ ถ้าไปโฆษณากับอีอันนี้มันมันก็ก่อให้เกิด Social C มากกว่าอยู่แล้วอ่ะนะท้ายที่ สุดคือมันก็ต้องไปดูอีกทีอ่ะครับว่า ผลิตภัณฑ์คืออะไรนะครับแล้วท้ายที่สุด แล้วแล้วผลดีกับผลบวกเนี่ยอะไรมันมากกว่า กันนะครับอ่ะอันนี้เป็นเป็นไอเดียคร่าวๆ เนาะบอกว่าโฆษณาไม่ได้แย่หรือว่าไม่ได้ดี เสมอไปทั้งนี้ทั้งนั้น 1 คือขึ้นอยู่กับ ตัวผลิตภัณฑ์ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วยนะ

31:58 ครับย้อนกลับมาครับคำถามของเราว่าเอ๊ะ แล้ว advertising กับตัว Market เนี่ย ครับโครงสร้างตลาดนะครับเจ้าเล็กเจ้าใหญ่ เมื่อกี้ผมถามใช่มั้ครับว่าหน่วยผลิตที่ มีอำนาจเหนือตลาดสูงๆหรือที่เขา้าเป็น เจ้าใหญ่กับหน่วยผลิตที่มีอำนาจเหนือตลาด น้อยมากที่เป็นเจ้าเล็กๆเงี้ยครับนะเดาซิ ว่าเจ้าไหนมีแนวโน้มที่จะโฆษณามากกว่ากัน อ่าพวกเราทุกคนก็ตอบมาว่าน่าจะเป็นเจ้า ใหญ่บ้างเล็กบ้างซึ่งผมบอกว่าเป็นเจ้า ใหญ่นะเดี๋ยวลองมาดูกันนะครับว่าเ้าเมี โมเดลมาพูตรงนี้ได้ยังไงอันนี้ก็จะแบบ คำนวณนิดนึงนะครับอ่า rational คือประมาณ นี้นะฮะอันนี้เป็นเป็นข้อมูลอีกแล้วครับ เอ่อของของ Nelson Advertising นะครับ บอกว่าอันนี้เป็น Just for your information นะว่าอุตสาหกรรมไหนนะครับ

32:45 ที่เขา้ามีการใช้จ่ายเพื่อการโฆษณามากที่ สุดนะเอ่อแน่ล่ะท้ายที่สุดคือมันต้องเดา ได้ว่ามันน่าจะเป็นอุตสาหกรรมที่มัน เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเราคนซื้อบ่อย ๆนะก็ต้องมีการโฆษณาเยอะๆนะครับเพราะ ฉะนั้นมันก็เลยกลายเป็นนี่ไงอ่ะอาหารนะ ครับของ ใช้อะไรพวกเนี้ยครับที่มีการใช้จ่ายเยอะๆ อ่า Media Marketing มีอยู่แล้วแหละเออ Health เอยเนี่ยแทบจะเป็นปัจจัย 4 เลย เนาะนะส่วนอุตสาหกรรมอื่นๆเนี่ยครับเริ่ม ที่จะลดลงลดลงแล้วเพราะคนไม่ได้ซื้อเยอะ ขนาดนั้นน่ะนะฮะก็ก็โฆษณาเป็นช่วงๆเอาก็ พออย่างเนี้ยนะครับ Top Spender แล้ว บริษัทไหนบ้างที่พี่ใช้จ่ายเยอะที่สุดนะ

33:31 ครับปี 2003 nestle แน่ล่ะมันของชายโอ้โหดู สิไม่แปลกใจเลยเนาะว่าเจ้านี้ทำไมแบเป็น เจ้าใหญ่แบบในตลาดเงี้ยนะครับriีอรเนสle มีอะไรอีกของเขามี laal unิ river ขายอะไรอ่ะครับของใช้สัก กระเบือเย็นเรือรบเนส่เน้นของกินมยแล้ว Laurial อ่ะเครื่องสำอางอ๋อโอเคโอเคขอบคุณครับอ่ะ ประมาณ นั้นโอเคอันนี้เป็นมิลเลี่ยนบาทนี่ของไทย ด้วย นะย้อนกลับมาครับย้อนกลับมาเดี๋ยวเราจะไป สไลด์นี้สไลด์นี้สไลด์นี้สไลด์นี้แล้วก็

34:20 จบนะครับอ่ะยอผมขอ อนุญาตย้อนกลับไปทวนคำถามที่ 1 นะว่าเอ๊ หน่วยผลิตรายใหญ่กับหน่วยผลิตรายเล็ก เนี่ยเนี่ยครับรายไหนนะเค้ามีแนวโน้มที่ จะมีแนวโน้มที่จะโฆษณามากกว่ากันเออผมน่า จะใช้คำว่าโฆษณาอยู่อยู่ไหมหรือโฆษณามาก กว่า กันนะครับซึ่งในการ proof ตรงนี้เราบอก ว่าเจ้าใหญ่สินะมีอำนาจเหนือตลาดสูงเขาจะ มีแนวโน้มที่จะโฆษณามากกว่าเพราะอะไรครับ เพราะย้อนกลับมานะครับมีนักเศรษฐศาสตร์คน นึงบอก

35:06 ว่า เอ่อกับDฟman Steiner เนี่ยครับคิดแนวทาง ในการ prove นะว่าทำไมอำนาจตลาดสูงเค้า จึงเค้าเมีแนวโน้มที่จะโฆษณาสูงตามไปด้วย นะครับเอ่อซึ่ง demand นฟังก์ชันของเขา คือ Q นอกจากจะขึ้นอยู่กับตัวราคาแล้ว เนี่ยครับปกตินคือขึ้นอยู่กับราคาเนาะแต่ นู่อยู่กับนอกจากราคาแล้วขึ้นอยู่กับตัว อ่าการโฆษณาด้วย A คือตัว Advertising Cost นะถ้า Advertising Cost สูงความ ต้องการซื้อสินค้าจะเป็นไงครับมากขึ้น หรือน้อย ลงสูงขึ้นตามไปด้วยนะเพราะฉะนั้นก็จะเอา ไอ้ demand ฟังก์ชันตรงเนี้ยครับเข้ามา

35:52 แปะใส่เข้าไปใน profit ฟังก์ชันสมมุติว่า ตั้งหลักจาก monopolis หรือว่าเป็นหน่วย ผลิตที่มีอำนาจาเหนือตลาดแล้วกันนะบอกว่า จริงๆคือกำไรเท่ากับ total revenue - total cost เนาะเท่ากับ p* q ตรงนี้คือ total cost นะครับแล้วก็ - a ด้วย a คือต้นทุนในการโฆษณานะฮะเพราะ ฉะนั้นกำไรก็ p * q อื q จะ เป็นฟังก์ชันของ p กับ a ละนะครับโดยที่ cos เดิมเป็นฟังก์ชันของ q อย่างเดียว เนาะคราวนี้ไส้ในของ q นะครับเป็น ฟังก์ชันของ P กับ A ด้วยนะเพราะฉะนั้น อ่ะเดี๋ยวผมขออนุญาต Copy Profit ฟังก์ชันตรง นี้เดี๋ยวลองไปดูนะครับว่าเค้ายังไงนะ

36:42 ปึ้งๆแล้วเดี๋ยวจะได้ออกมาแบบ นี้นะก่อนจะมาตรงนี้นะครับแน่ ล่ะเราพูดถึงหน่วยผลิตที่เป็น monopolist อาจจะโน้ตไว้แบบนี้นะครับว่าเค้าคือหน่วย ผลิตที่มีอำนาจเหนือ ตลาดนะเพราะฉะนั้นตอนนี้ปกติแล้วเนี่ย หน่วยผลิตเวลาเขาจะเลือกระดับการผลิต สินค้าเจะเลือกqิวให้ทำที่ทำให้มีกำไรสูง ที่ สุดถูกมั้ครับตอนนี้ตัวแปรของเขาเนี่ยมี a

37:28 กับ Q แล้วครับนะเพราะฉะนั้นสิ่งที่เค้า จะกำหนดก็คือเค้าต้องการกำหนดว่าเอ๊ะจะ ขายเท่าไหร่และมีตัวแปรเพิ่มมาอีกอันนึง คือจะจ่ายเงินเพื่อการโฆษณาเท่าไหร่ถึงจะ ทำให้มีกำไรสูงที่สุดเนี่ย ครับเนาะเพราะฉะนั้นมี 2 ตัวละ optimization problems กรณีนี้ก็คือเรา กำลังจะ max profit เนาะโดยเลือก Q กับ A ว่าจะเป็นเท่าไหร่โดยที่ profit ฟังก์ชัน คือก้อนนี้ ครับได้

38:20 มเอา traditional ก่อนดิฟเทียบ Q นะครับ ดิฟเทียบ Q ก็พายอ้าๆเอา Q ก่อนหา Q ก่อนนะทำ first order condition นะครับเทียบ Q ได้เท่า ไหร่ครับก้อน หน้ามันคูณกันอยู่ก็จะเป็นหน้าดิฟหลังบวก หลังดิฟหน้าเนาะ หน้า P ดิฟหลัง Q เทียบ Q ได้ 1 ไม่เขียน ได้มั้ ครับอ่ะเขียนก็ บวกหลังคือ Q ดิฟหน้าคือ P ก้อนนี้ได้อะไรครับ

39:07 ดิฟลบดิฟ cos เทียบ Q กับเอ้อขอโทษ ครับดิฟ A เทียบ Q จับมันเท่ากับ 0 ผมบอกว่าดิฟก้อนนี้เป็น 0 ฟังก์ชันของ เราเป็น multiate ฟังก์ชันถูกมั้ฮะเราดิฟ เทียบ q แสดงว่ากำหนดให้ q เป็นค่าที่มัน เปลี่ยนไปได้ส่วนตัวแปรอื่นเป็นค่าคงที่ ทั้งหมดเพราะฉะนั้น a ไม่ติด q ดิฟค่าคง ที่เทียบ q ก้อนนี้ก็เป็น 0 เห็นด้วยมั้ย ฮะมีอะไรอีกก้อนนี้คืออะไรเนี่ย c คือโท Total cost di total cost

39:57 คือ 0 cos มันติด cos มันติดอยู่กับ q อยู่ แล้วครับไม่ 0 a เอดิฟ ครับเออ 1 อ่าเป็นการเช็คว่าพวกเราอยู่กับผมจริง มย อ๋องงตรงนี้อยู่ใช่มยเอออ่ะๆๆได้ๆอันนี้ คือ marginal คจำได้ มั้ยงงอยู่งงอยู่ผมอาจารย์ทำผิดอ่ะผมเลย งงเป็น marginal cost อ่ะคราวนี้เราก็ เลยได้ P นะครับ + Q ก้อนนี้ขออนุญาต

40:44 ปรับใหม่เนาะเปลี่ยนเคเป็นเอ่อดิฟอย่าง เงี้ยครับ del้าqบด้วย marginal cos มีค่าเป็น 0 ผมไหนๆก็ไหนๆละขออนุญาตย้าย marginal cost ไปไว้อีกฟากนึงเลยแล้วกัน อ่ะก้อนเนี้ยเหมือนกับความยืดหยุ่นมาก เลยทุกคนจำได้มยความยืดหยุ่น คยความยืดหยุ่นคืออะไร

41:29 ครับถ้าราคาเปลี่ยนไป 1% จะทำให้ q เปลี่ยนแปลงไปกี่เปอร์เซ็นต์นะเพราะ ฉะนั้นถ้าราคาเปลี่ยนแปลงไป 1% ก็คือ p จะทำให้ q เปลี่ยนแปลงไปกี่เปอร์เซ็นต์ คูณ p หาร Q เพียงแต่ว่ามันมันเหมือนกับเป็นส่วน กลับอยู่ เนาะเหมือนกับเป็นส่วนกลับอยู่เห็นด้วย มั้ยครับเพราะฉะนั้นอ่ะผมคูณ p แล้วหาร p ได้ มยเนาะเพราะท้ายที่สุดเนี่ยมันก็จะ cancel กันแล้วเราก็จะได้ก้อนเนี้ยฮะ

42:17 ว่ามันคือส่วนกลับของความยืดหยุ่นเห็น ด้วยมั้ย ครับมันคือส่วนกลับของความยืดหยุ่นก็จะ ได้ออกมาเป็น P นะครับบวกด้วยส่วนกลับของ ความยืด หยุ่นแล้วก็คูณด้วย P เท่ากับ MC ช่วยนะช่วยนะแล้วเสร็จปุ๊บผมขอดึง P ออกมาข้างนอก ครับข้างในก็จะเหลือ 1 บวกด้วยส่วนกลับ ของความยืด หยุ่นแล้วผมก็จะโฟกัส 2 ขานี้เท่ากับ

43:10 MC คราวนี้จำได้มั้ครับว่าเอ๊ความยืด หยุ่นของอุปประสงค์เนี่ยจริงๆแล้วเครื่อง หมายมันเป็นบวกหรือเป็น ลบ SL เป็นลบความยืดหยุ่นก็เป็นลบนี่คุณ ปุ๊บปั๊บขอบคุณ ครับไม่ได้ม้าเล่นๆนะ เนี่ย ครับนะเพราะฉะนั้นก้อนเนี้ยฮะมันก็เลย จริงๆเอ่อมันก็เลยเป็นลบเนาะจริงๆแล้ว เงี้ยฮะนะก็อ่ะอ่ะเขียนใหม่เป็น p ผมย้าย p เลยแล้วกันนะผมย้าย p มาหาร mc เลยนะ ครับมันจะเป็น mc ส่ว p ครับส่วนฝั่งซ้าย

43:56 มือมันก็คือ 1 แล้วบวกเอ้ยลบแล้วลบด้วย 1 ส่วนติด absolute ให้ ได้มเพราะฉะนั้นอ่ะโยกไปจะทำให้มันเหลือ เท่า เนี้ยมันก็คือผมย้ายนี้มาไว้นี่เนาะแสดง ว่าย้ายหนี้มาลบหนี้ก็จะเป็น 1 - mc/ p ซึ่งก็คือ p - mc C สว P ครับนั่นคือ ท้ายที่สุดเราจะได้ ว่า 1 ส่วนกลับกับความยืดหยุ่นมีค่าเท่า

44:43 กับก้อนนี้ ฮะเอ๊ะอะไรเนี่ยจำได้มั้ ครับอะไร น้าเดี๋ยวก่อนยังไม่เสร็จอาจารย์ใช่ มั้คุณไกด์ไอ้นี้คืออะไรอ่ะนะครับ [เพลง] เอ้ย อ่ะ ครับมันวัดอะไรอ่ะครับ Learner [เสียงหัวเราะ] Index ในsheีทไม่ได้บอกแล้ว ครับอ้าวัดอำนาจตลาดใช่ป่ะอำนาจตลาดวัด

45:29 ยังไงดูตรงนี้ ดิถ้าเราตั้งราคามากกว่าต้นทุนของเราได้ ยิ่งมากเท่าไหร่แสดงว่าเรายิ่งมีอำนาจ ตลาดสูงขนาด นั้นเนาะมันก็เลยมันก็ make sense ในตัว ของมันอยู่ที่ก้อนข้างบนเราก็เลยวัดเป็น p - mc เงี้ยครับแต่ด้วยความที่ เศรษฐศาสตร์เอยไฟแนนซ์เอยเราจะไม่ดูที่ absolute term เนาะว่าวัดได้เท่าไหร่ก็ ต้องเทียบให้มันเป็นเปอร์เซ็นต์เทียบให้ มันเป็น rati กับราคาที่เราตั้งด้วยนะอัน นี้ก็คือเป็นการฟิ อ่ะ 10 วินาทีมีคำถามมั้ย ครับทำไปทำไมทำเพื่อที่จะไปพูฟอีกคำถาม ข้างบนนะว่าเนี่ยยิ่งอำนาจเหนือตลาดสูง

46:14 นะเค้าจะโฆษณาสูงตามไปด้วย อออ่ะเหลือ A 2 นะเหลือ A จะเลือก A ยังไงถึงจะทำ ให้ได้กำไรสูงที่สุดก็คือดิฟกำไรเทียบ a ครับ อันเนี้ยจะเยอะนิดนึงนะอ่าก้อนแรกนะครับ คือบอก ว่าหน้าดิฟหลังบวกหลังดิฟหน้าเนาะขอ อนุญาตก๊อปี้ตรงนี้มาเลยเอ้ยแต่มันต้อง ดิฟเทียบ a เพราะมันเป็นฟังก์ชันของ a อยู่ด้วยอย่างเงี้ยเงี้ยครับนะ profit

47:00 คือก้อนนี้เป็นฟังก์ชันของ a อยู่ด้วยก็ จะเป็น หน้าดิฟหลังอ่าแต่มันจะเป็นเทียบ a ละบวก หลังคือqฟ หน้าต้นทุนก็จะเริ่มมีความสลับซับสอนนิด นึง q โทษ cos เป็นฟังก์ชันของ q แล้ว q เป็น ฟังก์ชันของ a หายใจใส่มันมันจะเริ่มใช้ change rู แล้วเงี้ย ครับอ่ะไม่มีอะไรเลยจริงๆนี่เลยนี่เลยดิฟ ก่อนดิฟ C เทียบ Q ก่อนครับเสร็จปุ๊บเรา

47:49 ค่อยดิฟ Q แล้วค่อยไปเทียบ A แค่นั้น แหละเนี่ยจริงๆ Concept ของมันคือดิฟ Q cancel กับ Q แล้วมันก็จะเหลือดิฟ C เทียบ A นะฮะส่วนข้างหลังครับมันก็จะ เป็นดิฟ a เทียบ a จับมันเท่ากับ 0 ซึ่งก้อนนี้ได้ 1 เห็นด้วยมั้ย ครับเอ่อ P ไม่เป็นฟังก์ชันของ A เนาะให้ มันเป็น 0 ไปเลยสมมุติด้วยให้มันเป็น 0 ถ้าถ้าจะมาเถียงก็ได้ครับเพราะว่า price เป็นฟังก์ชันของ q เป็นฟังก์ชันของ a แต่ อ่ะเพื่อให้ q มันไปโฟกัสที่ q เป็น

48:34 ฟังก์ชันของ a อย่างเดียวให้ก้อนนี้เป็น 0 ไปก้อนนี้คืออะไรนะอ่ะถาม อีกอาจารย์แบบว่าลองภูมิว่ะเออแบบไม่ไหว เลยอาจารย์เนี่ยนิสัยอันนี้คือ marginal cuse เนาะใช่มั้ครับคุณ ดิวเบะปากใส่แปล ว่าหยอกๆอันนี้คือ marginal cost เนาะเพราะฉะนั้นอ่ะจัดรูปใหม่เอ่อผมจะได้ เป็น pต q/ a เนาะลบด้วย marginal cos q/

49:28 A เท่ากับ 1 นะย้าย 1 ไปเลยเนาะย้าย 1 มาไว้ฝั่งนี้ไป เลยอ่ะเพราะฉะนั้นขออนุญาตนะครับโยกโยก เลยแล้วกันฟึ๊บก้อน นี้เนาะเท่ากับ 1 แล้วบวกด้วยก้อนนี้ มยผมย้าย A ไปเลยแล้วกัน นะผมก็จะได้ P *

50:14 Q เ=่ากับ้า A บวก MCA Ata a ตัด A หรือ Q เนาะผมย้ายอันนี้มาไว้ฟากนี้ได้ มยซึ่งจะได้ P - MC คูณ Q ป่ะเท่ากับ A เห็นด้วยมั้ย

51:04 ครับอ่ะ 10 วินทีเริ่มละเริ่มเหมือนละ มเริ่มเหมือนแล้วมย เพื่ออะไรเนี่ยเพื่อนี่ ไง เออเอาอันเนี้ยหาร p เนาะอันเนี้ยเราก็ หาร p ทั้ง 2 ฝั่งไปด้วยแล้วอีกอนนี้มัน ก็คือเป็น Learner index นั่น เอง Learner index

52:02 ครับด้วยครับด้วย ครับหรือๆโทษนะครับที่เพื่อนถามเนาะย้อน กลับมาดูตรง profit ฟังฟังก์ชันนะครับเรา สมมุติแค่ว่า q มันเป็นฟังก์ชัน ของ q เป็นฟังก์ชันของ p แล้วก็เป็น ฟังก์ชันของ a ละเพราะฉะนั้นสมมุติเรา ทรีat p เป็นเป็น exogenous ยากล่ะพูดยัง ไงดีให้มันง่ายวะสมมุติว่าไม่สนใจ p เอา งี้ดีกว่าอ่ะไม่สนใจ p เพราะว่าให้มา โฟกัสที่ฟังก์ชันของ q แทนใช่ประมาณนั้น ครับอ่ะคราว อ้าวแล้วมันจะไปเชื่อมโยงกับเอ่อ

52:48 ตัวอะไรอ่ะโฆษณายังไงนะครับก็อยากให้ไปดู ที่ความยืดหยุ่นของการโฆษณาด้วย อ่ะความยืดหยุ่นของการโฆษณานิยามเนาะอ่า ความยืด หยุ่นอ่าต่อ A คือการโฆษณานะครับคือคอนเซปตของความ ยืดหยุ่นคือเนี่ยถ้าเราเพิ่มสัดส่วนโทษงบ ประมาณของการโฆษณาขึ้น 1% มันจะทำให้ ปริมาณของเราเนี่ยครับเปลี่ยนแปลงไปกี่ เปอร์เซ็นต์เนาะเพราะฉะนั้นอ่ะจัดรูปใหม่ มันก็คือ q ส่วน A คูณ A หาร

53:40 Q นิยามว่ามัน คือคย. A นะ A อ่ะคราวนี้เราก็จะคูณก้อน มหาศาลเข้าไปใน Q แล้วครับสิ่งที่เรามี เรามีแค่ Q เนาะที่ยังไม่มี คือ A ส่วน A คูณ Q เห็นด้วย มึ๊บอ่ะคูณแล้วก็ต้องรับผิดชอบ ด้วย ปึงเพราะฉะนั้น A ดักตัด

54:29 A นะครับก้อนฝั่งขวามือจะ เหลือจะเหลืออะไรเนี่ย A ส่วนด้วย p * q เห็นด้วย มนะเพราะฉะนั้นบอก ว่าอันนี้ก็จะกลาย เป็น ฟึบอันนี้ก็จะเป็นอ่าแอป A นะ

55:18 ครับซึ่งท้ายที่สุดเราจะได้ออกมานะครับ ว่าขอขออนุญาตติด Learner Index ไว้แบบ นี้ นะคูณ FA เท่า กับ A สคู Q A คืออะไร ครับ A คืออะไร ฮะ A คือ Advertising cost A P * Q คืออะไร นะยอดขายขอบคุณครับ Total Revenue เนาะเพราะฉะนั้นมันก็คือเปอร์เซ็นต์ของ A

56:06 advertising no ใช้ percent มันคือ ratio ของ advertising ต่อยอด ขาย adverti advertising to sale ratio Aวังก็มีด้วย ประการชนี้นัยยะตรงนี้คืออะไรอ่ะรอๆแป๊บ นึง จริงๆคือความสวยงามของมันมีอยู่แค่นี้ แหละครับว่านี่ก้อน นี้มีค่าเท่ากับ advertise to sale ratio ทำเพื่อที่จะไปตอบคำถามว่าสรุป 1

56:57 ถ้าอำนาจเหนือตลาด สูงวัดจากอะไรวัดจากก้อนนี้ ฮะแล้ว ไง advertising to sale ratio ของเรา ก็จะสูงไปด้วยนะเพราะฉะนั้นอ่า add adverb to sell ratio ก็จะสูงตามไป อ่ะนะกับ 2 ฮะบอกว่าอ่าถ้าความยืด หยุ่นต่อการโฆษณาเนี่ยครับหรืออ่า ผลจากการ

57:45 โฆษณามัน เวิร์คนะมันดีเงี้ยฮะก็จะส่งผลทำให้ advertise to sale ratio ก็เพิ่มขึ้น ตามไปด้วยแค่นี้ อ่ะมีคำถามมั้ย ครับซึ่งตรงนี้ก็จะเหมือนกับในสไลด์แล้ว

58:38 เนาะคนให้ใจ ทำไมข้อสอบคงไม่แบบโหดร้ายให้มานั่งพู อะไรกับสิ่งที่เราเรียนอยู่แล้วเนาะเอ๊ะ ข้อสอบปกติเราให้เอาชีทเข้ามั้ อ่ะจริงหรอ ผมบอกใช่มั้ยครับอ่ะโอเคอ่ะให้ก็ให้ว่ะ ให้ก็ให้ ครับเอ่อจริงๆต้องบอกว่าอำนาจเหนือตลาด เนี่ยคือ contribution หลักๆจากฝั่งทฤษฎี ไปฝั่ง practical น่าจะเป็นข้อแรกเนาะบอก ว่าอำนาจเหนือตลาดต่อให้เรามีความแตก ต่างแต่ถ้าเราไม่บอกให้ลูกค้าเห็นหรือ ทราบว่าความแตกต่างของเราเนี่ยมันคืออะไร

59:24 ท้ายที่สุดคือเราก็อาจจะไม่ใช่เจ้าใหญ่คง อยู่ในตลาดต่อไปก็ได้นะครับเพราะฉะนั้น ไม่แน่ใจอีกวิชานึงปี US 615 คือวิชา อะไรนะครับเศษอศรษฐศาสตร์การจัดการบัญชี และการตลาดอะไรสักอย่างชื่อยาวๆใช่มั้ย ครับเค้าพูดถึงตัวนี้มย Value Proposition propos ถูกมั้ วะ Value proposition canvas เคยได้ยินมั้ยครับ ะเดี๋ยวสิคุณสาธินีเธอต้อง รู้เคยได้ยินมั้ย Fire you proposition canvas นี่เด็กการตลาดต้อง

1:00:09 รู้คืออะไร อ่ะทุกๆคนทุกคนอ่ะทุกคนจำ Business Model Canvas ได้ มยอ่าแล้วเรามีกี่ช่องนะ Business Model Canvas เดี๋จะออกตั้งแต่เลคชอร์แรกเลยดูนะมี 9 ช่องถูกมั้ครับบอกว่าช่องแรกคือเราจะขาย อะไรถูกมอีกช่องพวกนี้คือบอกว่าขายให้ ใครใช่มั้ยครับ channel คือยังไงอะไร อย่างเงี้ยฮะเนาะแล้วพวกนี้คือ partner activity คืออะไร 9 ยังวะ 1 2 3 4 5 6 7 อ่ะ 8 9 อ่าครบพอดี activity resource แล้วก็ partner นะครับ revenue

1:00:57 stream แล้วก็ cost structure ตรงกลาง เนี่ยครับคือ value proposition canvas ฮะ value proposition canvas คืออะไรคือจริงๆจาก bcm มันจะต่อมา value proposition canvas นะครับเป็นการบอก ว่าเนี่ยนะสมมุติถ้าเราจินตนาการว่าเนี่ย คือเราคือลูก ค้าให้ให้หลักของ Design Thinking ต้อง ไป empatze เนาะว่าลูกค้าเนี่ยคือ customer ลูกค้าสิ่งที่เค้าอยากซื้อ เนี่ยเค้าอยากซื้ออันนี้นะสิ่งที่เค้าที่ เค้าแบบว่าอ่าบริโภคอยู่ณปัจจุบันสมมุติ ถ้าเราจะพัฒนาผลิตภัณฑ์อะไรสักอย่างนึง เอามาขายแข่งนะครับเราก็ต้องไปดูก่อนนะ ครับว่าอะไรคือสิ่งที่ลูกค้าชอบแล้วยังคง ใช้บริการนี้อยู่และอะไรคือสิ่งที่ลูกค้า

1:01:42 เาไม่ชอบหรือที่เราเรียกกันสั้นๆว่าเป็น Pain Point อย่างเงี้ยครับนะฮะเสร็จ ปุ๊บค่อยนำไปสู่การคิดตัวผลิตภัณฑ์ของเรา นะออกมาซึ่งตัวผลิตภัณฑ์ของเราเนี่ยครับ ฟึ๊บเนี่ยมันก็จะเชื่อมโยงมาจากตัวลูกค้า สิ่งที่ลูกค้าบอกออกมานะสิ่งที่เขาชอบเรา ต้องทำให้มันแบบว่า beyond expectation ไปเลยอ่ะ ครับ expectation สิ่งที่ลูกค้าไม่ชอบนะบวก ต้องยิ่งบวกขึ้นไปสิ่งที่ลูกค้าไม่ชอบ ต้องลบเขาออกไปให้ได้ตรงนี้เรียกจะเรียก ว่าเป็น pain reliefer นะอันนี้คือสิ่งที่เราจะพัฒนาขึ้นมาใหม่ อย่างเงี้ยเช่นเดียวกันสมมุติถ้าเราไปนำ

1:02:30 เสนอไอเดีย IS หัวข้ออะไรสักอย่างนึงกับ มันมันก็แค่ conceptual ออกมาเป็น frameวิร์kสักเฟมนึงเงี้ยครับเราก็ต้องไป คุยให้อาจารย์ฟังอาจารย์ที่ปรึกษาฟังเนาะ ว่าเนี่ยนะที่ผมไปรีเสิร์ชมาเนี่ยครับไป ไปทบทวนวรรณกรรมมาพบว่าตอนเมีคนทำอะไรแบบ นี้นะแต่มันมีข้อจำกัดแบบนี้ก็เลยคิดว่า จะพัฒนามาเป็นงานวิจัยอันนี้เพื่อช่วยปิด gปด้านนี้และด้านนี้ทำให้มันดีขึ้นอย่าง งั้นอย่างนี้อะไรก็ว่าไปอ่าหลายๆครั้งมัน ก็จะพูดออกมาแบบเนี้ยทุกคนเคยได้ยิน ธุรกิจเอ้ยผมเปิดคลิปอันนึงให้ดูมั้ครับ ที่ชื่อว่า ริrefinแนซเหมือนคุ้นๆใช่มั้ทุกคนทุกคนอ ลองเสิร์ชก็ได้ครับมีธุรกิจหนึชื่อว่าร

1:03:17 ช่วยรีฟแนนซเออปกติเรารีฟแนนซ์เราไป รีไฟแนนซ์หรอคะธนาคารเออก็ทำไมไป รีไฟแนนซ์ล่ะบวกนี่พูดถึงบวก ละก็ลดดอกเบี้ยสิถูกมยลดดอกเบี้ยแต่อะไร ที่ไม่ชอบ อ่ะมันต้องมันต้องไปติดต่อสิผมว่าผมเปิด นะน่าจะหลายวิชาขออภัยครับนะน่าจะแบบไป ติดต่อหลายแบงค์อย่างเงี้ยครับระยะเวลาก็ รอนู่นนั่นนี่เยอะแยะไปหมดเลยนะครับเพราะ ฉะนั้นมันก็เลยกลายมาเป็นเนี่ยไปติดต่อ ที่แอปเค้าเดี๋แอปเค้าจะไปสกรีนมาให้ว่า แบงค์ไหนบ้างที่มีแพ็คเกจrefinแนที่ตรง กับความต้องการของเราก็เลยคลอดออกมาเป็น ธุรกิจตรงนี้นะสิ่งที่เขาดีอยู่แล้วช่วย ลดดอกลดดอกอย่างเดียวไม่พออาจจะลดต้นด้วย หมายความว่าถ้าเราบอกว่าอ่าอยากจะขยายได้

1:04:03 มยก็จะมีอชัเพิ่มเติมขึ้นมานะครับผ่อนตอน นี้เดือนละ 50,000 แบบผ่อนไม่ไหวแล้วขอ สัก 40,000 อะไรอย่างเงี้ยก็ทำให้ลงมาได้ นะอ่ะ point ของผม คือ value you proposition canvas ทำไมต้องสนใจกับคำโฆษณาด้วย value เนี่ย คือเรามองจากมุมของผู้ผลิตเป็นหลักเนาะ เราเชื่อว่าสินค้าของเราเนี่ยครับมีคุณ ค่ามีประโยชน์กับลูก ค้าเวลาเราไปขายปุ๊บมัน จะขายได้แน่ๆถูกป่ะแต่ในความเป็นจริงคือ ต่อให้ของเราดีมีประโยชน์มันจำเป็นจะต้อง ประสบผลสำเร็จเสมอไปมั้ครับไม่ยกตัวอย่าง เช่นแพ็คเกจรักโลก เงี้ยเออใครๆก็รักโลกเนาะแล้วใช้กันมั้

1:04:54 อ่ะใช้อุยขอบคุณ ครับอ่ะไปต่อไม่ถูกเลยว่ะไม่เข้าข้างกัน เลย อ่ะหลอดกระดาษเออหลอดกระดาษดีเนาะใช้มยก็ ไม่ค่อยใช้อะไรอย่างเงี้ยครับมัน เปลืองมันเปื่อยบางทีน้ำแก้วนึงเราก็อยาก ดูดแบบครึ่งครึ่งวันใช่มั้ย ครับว่าแล้วก็ดูดเลยอ่ะเอ๊ะมันมีรถไฟฟ้า ไม่ใช่รถไฟฟ้ารถเมเร่านพระราม 3 ชื่ออะไร นะครับ BR BRT ย่อมาจากอะไรอ่ะ Bu Rapid Rapid Transit ป่ะดีมั้ย อันเนี้ยดี

1:05:39 มย โอเคดีมยแล้วใช้กัน นะคือคืออารมณ์ประมาณเงี้ยครับคือของดี เพราะเราเชื่อว่ามันดีแต่บางทีคือเวลา launch ไปในตลาดมันไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะเค้ามันมีสมการนึงครับบอกว่าจริงๆ value เนี่ยคือเท่ากับ perceive benefit นะสิ่งที่ผู้ผลิตมองมักจะมีแค่ benefit นะแต่ benefit ที่ว่าถ้ามันไม่ถูก perceive โดยลูกค้ามันก็จะไม่เกิด value แล้วท้ายที่สุดคือมันก็จะไม่นำมาสู่ยอด ขายอ่ะครับเพราะฉะนั้นการตลาดคือการที่ทำ

1:06:26 ยังไงก็ได้ให้ลูกค้าเราเนี่ย perceive benefit นะฮะอำนาจเหนือตลาดที่มันสูงๆ เนี่ยจะรักษาไว้ได้ยังไงแสดงว่าก็ต้องมี การโฆษณาเยอะๆเพื่อ deliver ตัว benefit ให้ลูกค้าเกิดการรับรู้อยู่ตลอดเวลาอัน นี้มันก็จะแบบเป็นเป็น implication ไปยัง ทางฝั่งของ business เนาะแต่อีกอันนึงคือ ที่ผมมองว่ามันมันอันนี้ก็ make sense นะครับก็คือตัวความยืดหยุ่นต่อการ โฆษณาถ้ามันถ้ามันเยอะอ่ะมันก็ก็จะโฆษณา เยอะไปเรื่อยๆอย่างเงี้ยนะซึ่งคำถามคือ วัดยังไงอ่ะความยื่นจากการ โฆษณาไม่ต้องไปดูสมการนะวัดยังไงเอาง่ายๆ เลยสมมุติเรายิงแอดใน Facebook เราจะวัด ยังไง

1:07:14 ต้องมียอดขายคืนกลับมาต้อง ะยอด trffic engage ต้องเยอะจากอะไรมัน จะมีจริงๆไอ้พวกเนี้ยครับมันเค้าเรียกว่า เป็นเป็นเค้าเรียกว่าอะไรนะ conver conversion ratio เนาะอ่าจริงๆ Facebook ads ถ้าผมจำไม่ผิดไม่ได้ใช้ นั่นละคือต่อเงินบาทนึงที่เราใส่เข้าไป เนี่ยครับมันจะบอกเราเลยว่า engagement ของเราเนี่ยมี view กี่ยอดมีนู่นมีนั่นมี นี่เท่าไหร่นะแต่คือบางทีเราก็ถ้าเราสนใจ แค่วิวก็ก็จบนะแต่บางทีคือเราสนใจยอดขาย ด้วยว่ะอ่าโทษเราสนใจยอดขายด้วยนะเพราะ ฉะนั้นไอ้พวกเนี้ยครับเอาเอาวัดง่ายๆเลย

1:08:00 เราทำ Market Testing ง่ายๆจากไอ้พวกนี้ ก็ได้นะครับแล้วดูว่ายอดขายมันคืนกับมา ที่เราเท่าไหร่นะหรือถ้าย้อนกลับไปวิชาก เอ่อหัวข้อที่พูดถึงตัว Data Analytics แล้วก็อาจจะทำพวก AB Testing เนาะว่าเนี่ยนะนี้นะครับยังไม่ ได้มีการโฆษณาเลยพอมีการโฆษณาขึ้นมาปุ๊บ เอ๊ยอดขายของเราเนี่ยมันโตมาจากตรงนี้มั้ นะหรือจริงๆแล้วมันโตมาจาก Natural Growth อะไรสักอย่างนึงนะ ครับโอเคประมาณนั้นนี่คือนยาของการโฆษณา อ่ะมีคำถามเพิ่มเติมมั้ย

1:08:50 ครับ ใช่ถ้าคิดว่าโฆษณาคือการลง ทุนมันจะต้องคืนทุนอ่าในวิชาถ้าไปเรียน การตลาดกันเป๊ะๆเลย นะเค้าจะวัดเลยครับขึงมาเลยปึ้งแคมปเป็น นี้เก็ต้องมีการประเมินค่าความคุ้มทุนจาก การโฆษณาด้วยครับไม่งั้นต่อ 1 ครั้งของ การโฆษณาเขาไม่กำหนดยอดให้กับเซลล์หรอกนะ ยกตัวอย่างเช่นเนี่ยอ่าในไตรมาสนี้ปี เดือนที่ 1 เดือนที่ 2 เดือนที่ 3 ฉันจะ ทำแคมเปญนี้พบว่ามีคอร์สที่ต้องจ่ายไป เท่านี้ นะสมมุติยอดขายจากเดิมนะครับอยู่ที่เดือน

1:09:36 ละ 20 20 เขาจะมีเป็นเบส line เซลล์ของ เขาเสร็จปุ๊บเนี่ยใส่คอร์สเข้าไปตั้งขนาด นี้แ่ะเดือนที่ 1 นะเชื่อว่าจะต้องมียอด ขายเพิ่มขึ้นมา 50 สมมุติเพิ่มขึ้นมา 70 แล้วก็อ่ะลดลงมาหน่อยเป็น 50 แล้วค่อยมา ดูไอ้casช flow ตรงเนี้ยครับย้อนกลับไป ว่าเออมันคุ้มกับไอ้คอร์สตรงนี้ของเรามย นะฮะแต่คราวนี้ความยากของมันคือมันก็จะมี มันก็จะมาดีบateกันนะครับว่าไอ้ 20 เนี่ย มาจาก ไหนเออไอ้ไอ้ bas line growth ตรงเนี้ มาจากไหนนะครับแล้วไอ้ที่บอกว่า 50 70 50 อย่างเงี้ยน้อยไปหรือเปล่าถ้ามองใน มุมของเจ้าของเนาะก็จะเถียงกันระหว่าง เจ้าของกับผู้จัดการการตลาดเงี้ยเจ้าของ ก็จะบอกว่าหูคุณลงเงินไปตั้งสมมุติกี่กี่

1:10:23 บาทถึงจะคุมเนี่ย 100 ล้านอ่ะคุณลงเงินไป ตั้ง 100 ล้านได้มาแค่เนี้ยผมว่ามันยัง ไม่คุ้มอ่ะผมขอซักแบบไตรมาสที่ 1 150 ไป เลย 175 บวกไปอีก 100 เลยแล้วก็ 150 เงี้ย ถ้าเป็นเจ้าของก็ต้องมานั่งเถียงกันกับ ผู้จัดการการตลาดผู้จัดการตลาดก็ต้องอยาก ได้ยอดที่มันต่ำๆไม่งั้นคือจะไม่มี target เดี๋ไม่ได้ค่าคอมอะไรอย่างเงี้ยคือความ ยากมันก็จะเริ่มมาอยู่ตรงนี้แหละ ครับแล้ว ก็เอ่อเก็บข้อมูลมันก็ได้ข้อมูลอยู่อ่ะ เนาะหลักการมันจะขึงประมาณนี้ครับอ่าฮะ เอาเอาตัวเลขการเงินมาขึ่งประมาณส่วนตัว เลขสมมุติถ้าเราทำจริงๆก็ไม่ยากก็ไปขอ ฝ่ายบัญชีฝ่ายการเงินให้เก็บมาให้เราแค่ นั้นแหละ แต่มันก็จะไปโยงกับไฟแนนซ์ด้วยนะเราบอก

1:11:10 ว่า bas line ขายที่ 20 ตอนนี้เราจะขาย 50 โปรดักชทำทันใช่ไหมมีของในสต๊อกหรือ เปล่าถ้าผลิตเพิ่มมี working capital เพิ่มจะเอาเงินมาจาก ไหน supplier พอ มตลาดต้องไปเจาะกลุ่มไหนครับประมาณนี้ให้ คิดไปเรื่อย โอเคไปต่อเนาะ R&D แล้ว R&D แล้วครับเร็ว ไปบอกนะครับจริงๆจริงๆมัน make sense แหละครับเพียงแต่ว่าเราต้องการจะ proof อะไรสักอย่างนึง เนาะย้อนกลับมาของ R&D นะครับผมผมถามว่า หน่วย ผลิตมาถึงก็ดังเลย

1:11:57 นะภายใต้โครงสร้างตลาดต่างกันนะครับเค้า เนี่ยมีความสามารถแล้วก็แรงจูงใจในการทำ R& D ต่างกันมยอ่ะเราอยู่ตรง นี้เฮ้ยขอโทษครับขอโทษ ครับ อ่าอึบอ่ะแต่ก่อนจะไปตอบคำถามอันนี้นะ ครับขออนุญาตย้อน มาคิดว่าทำ R& D ดีมั้ย ครับแน่ล่ะมันจะต้อง R&D ที่ว่าเนี่ยปลาย ทางของมันคือมันจะนำไปสู่ตัวที่เรียกว่า เป็นTeทology change ดีเพราะอะไรนะ

1:12:44 ครับทำไมดี อ่ะก็มันมีเทคโนโลยีไง R&D นำไปสู่ เทคโนโลยีที่เอามาใช้ในบริษัทนะเสร็จปุ๊บ เทคโนโลยีก็จะนำไปสู่การทำงานที่มี ประสิทธิภาพมาก ขึ้นเนาะอ่ะเดี๋สมมุติลองเนาะ R& D นะ ครับนำไปสู่ เทคโนโลยี Innovation TE and inn ท้ายที่สุดยังไม่ท้าย Efficiency การผลิตเอยทำงานเอยก็จะมี ประสิทธิภาพมากขึ้นนะครับแล้วเราก็จะ เชื่อครับว่าเมื่อมีประสิทธิภาพมากขึ้น C

1:13:33 ก็จะลดลงเ่อหรืออีกอันนึงเขาจะชอบใช้คำ ว่า productivity ครับมากขึ้น C ก็จะลดลงพอ cost ลดลงปุ๊บ ก็จะนำไปสู่ competitiveness ที่สูงขึ้นนั่น เองเนาะถ้า R&D ไม่เกิด competitiveness มันจะเกิดได้ยังไงเพราะฉะนั้นนโยบายระดับ ประเทศเขาก็เลยตั้งหลักจาก R&D แล้วก็ Innovation ที่บ้าบอกันอยู่ช่วงนึงเนาะ AR ก็ R&D AR ก็ Innovation ต้องพัฒนา นู่นนี่เพื่อเพราะเราอยากรักษาขีดความ สามารถในการในการแข่งขันของเราคือก่อน

1:14:18 หน้าเนี้ยเรามี cost competitiveness อยู่แล้วแหละดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ เข้ามาในบ้านเราได้เพราะเรามีแรงงานราคา ถูกค่อนข้างเยอะแต่ตอนนี้เราบอกว่าเรา เป็นจะก้าวผ่านพ้นจากประเทศกลุ่มรายได้ ปานกลางแล้วเราจะเป็นประเทศร่ำรวยแล้ว เพราะฉะนั้นค่าจ้างแรงงานบ้านเรามันก็ เริ่มสูงขึ้นสูงขึ้นนะครับคำถามที่ตามมา คือแล้วเราจะสร้างขีดความสามารถในการแข่ง ขันได้ยังไงแน่ล่ะก็ต้องผ่านทางพวก R& แล้วก็ Innovation พวกนี้นะครับคำถามถ้า เราปล่อยไปเรื่อยๆปล่อยเฉยๆเราในฐานะภาค รัฐไม่ได้ครับหน่วยผลิตให้ทำ R&D เค้าจะทำมั้ย ครับทำมยสมมุติวันดีคืนดีคุณ ต้นช่วยทำไซ็นหน่อยสิรู้จักใครเซ็น

1:15:06 มั้ยช่วยทำ PDCA หน่อยสิแล้วบอกซิว่า Innovation ใน work ของคุณ ต้นคืออะไรทำ มยถ้าไม่ได้ 5 บาท 10 บาทบางบางบริษัทบาง โรงงานเขาให้เลยนะ 1,000 500 อย่างเงี้ย เออขอแค่แบบลดคอร์สอะไรให้ได้นิดหน่อยพู ได้แค่นั้นน่ะให้เลย 500 ให้เลย 1,000 นึงเงี้ยคือถ้าไม่มีใครมาบังคับอย่าง เงี้ยเราจะเปลี่ยนกระบวนการทำงานเดิมๆของ เรามั้ครับไม่เปลี่ยนทำไมอ่ะแบบเดิมก็ดี อยู่แล้วถูกมเออเพราะฉะนั้นเพราะฉะนั้น เพราะฉะนั้นมันก็เลยกลายเป็นว่าคือคนที่ เค้ารู้สึกว่าเขา conservative เค้าก็จะ ไม่เปลี่ยนกระบวนการทำงานของเขานะถ้ามอง ในมุมของเฟิร์มคนที่ conservative ก็คือ คนที่ก็ได้กำไรปกติอย่างเงี้ยครับก็ไม่

1:15:54 อยากจะเปลี่ยนรูปแบบการทำงานนะครับก็ทำ งานแบบเดิมๆแปลแบบเดิมๆก็ได้แบบนี้ก็อยู่ ได้แล้วกำไรปกติเขาก็อยู่ได้นะครับเพราะ ฉะนั้นก็เลยมีนักเศรษฐศาสตร์คนนึงขึ้นมา เอ่อคิดขึ้นมาฮะบอกก็คือโจเซฟชุมปีเตอร์ อันนี้ฟังเพลินๆนะครับอ่าพัฒนาตัวนึงขึ้น มาพัฒนาทฤษฎีหรือหลักการคิดอันนึงขึ้นมา ในหนังสือของเขานะครับคือชุม Capitalism Socialism and Democracy อือฮึอ่อโดยไอเดียหรือว่า argument ที่เขา้านำ เสนอค่อน ข้างเป็นที่ถกเถียงกันระดับนึงนะครับชื่อ ว่า Creative Destruction นะเมื่อกี้เราบอกว่าถ้า

1:16:40 ปล่อยให้ R&D Innovation มันพัฒนาด้วย ตัวของมันเองมาจากคนข้างในหน่วยผลิตราย เล็กๆเขาจะพัฒนาได้ยังไงนะครับเพราะ ฉะนั้นชุมพีเตอร์นะครับเป็นนัก เศรษฐศาสตร์สายพัฒนาเ่อเศรษฐกิจเขาก็เลย เสนอทฤษฎีนึงขึ้นมาว่าเนี่ยถ้าอยากให้ ประเทศชาติมีการพัฒนา Driven by Innovation แล้วก็Teทologyนะอย่าไปเชื่อ เลยตลาดแข่งขัน สมบูรณ์ก่อนหน้านี้เราเชื่อว่าตลาดแข่ง ขันสมบูรณ์ดีมั้ครับดีเราเกิด Social Optimal ถูกมยแต่ชุมปีเตอร์บอกว่าอย่าไป เชื่อเลยตลาดแข่งขันสมบูรณ์เพราะว่ามันก็ อยู่แค่เนี้ยถ้าทุกตลาดในประเทศเป็นตลาด แข่งขันสมบูรณ์หมดเพราะฉะนั้น incentive

1:17:26 เอยจะเหงือจะเหลือเงินเplัขึ้นมาเพื่อ พัฒนาประเทศได้ยังไงนะเพราะฉะนั้นเขาก็ เลยบอกว่าจริงๆแล้วเนี่ยกระบวนการผลิตนะ การใช้ capital เนี่ยครับควรที่จะไป concentrate อยู่กับ fiel large firm เท่า นั้นบริษัท ที่ไม่ต้องเยอะแต่ขอให้เป็นบริษัทที่มัน ใหญ่ๆเพราะเขาเชื่อว่าบริษัทใหญ่ๆพวกนั้น เนี่ยครับจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีและ นวัตกรรมแบบอย่างก้าวกระโดดเลยแล้วมันจะ ช่วยทำให้ประเทศมีการพัฒนาอ่าเติบโตขึ้น ไปนะครับซึ่งกระบวนการพวกเนี้ยครับเขา เชื่อว่ากระบวนการอ่าสิ่งที่เขานำเสนอ ขึ้นมาเนี่ยชุมปีเตอร์ใช้คำว่า Creative Destruction ครับมันอะไรอ่ะบางทีมันคือ อาจจะ destructe เล็กๆที่ทำให้เขาอยู่ไม่

1:18:12 ได้เนาะเอ่อซึ่งก็มีคนไปเถียงกันนะครับ บอกว่าเอ้ยแล้วแบบเนี้ยมันจะไปช่วยทำให้ เกิดประสิทธิภาพทางสังคมได้ยังไงเพราะเรา เชื่อว่า P มันไม่ได้เท่ากับ MC แล้วอ่ะ ถ้ามีหน่วยผลิตรายใหญ่ๆที่มีอำนาจเหนือ ตลาดนะเขาก็บอกว่าเนี่ยพวกคุณน่ะมอง economic performance จาก P = MC อ่ะ เป็นแค่ static sense เท่านั้น Static หมายความว่าไม่ได้มองมันในระยะยาวแบบเป็น เป็นเชิงพลวัตนะแต่ฉันเนี่ยมองมันในเชิง พลวัตเลยนะ Dynamic efficiency ว่าในระยะยาว นะมันก็ต้อง convert มาเป็นอุตสาหกรรมใน ลักษณะแบบนี้แหละไม่งั้นประเทศชาติมันจะ พัฒนาพัฒนาได้ยังไงนะครับเอ่อสิ่งที่ชุม ปีเตอร์นำเสนอนะบอก

1:18:59 ว่าถ้าเรามองจากตัว dynamic efficiency แล้วเนี่ย ครับความมีประสิทธิภาพของตลาดแข่งขัน สมบูรณ์ที่เราเชื่อกัน P = MC คือระดับ ที่เหมาะสมที่สุดของสังคมเนี่ยไม่มัน place มันมันเกิดข้อผิดพลาดอะไรสักอย่าง นึงขึ้นมาแล้วแหละนะคือมันได้แค่ระยะสั้น เป็น static เท่านั้นแต่ในระยะยาวคือมัน ไม่ได้นะครับเพราะฉะนั้นเอ่อโครงสร้าง ตลาดแบบไหนล่ะที่จะทำให้เราเนี่ยครับ บรรลุตัว dynamic efficiency หรือในระยะ ยาวนะฮะเค้าก็เลยบอกว่านี่โครงสร้างตลาด ที่มันจะต้องมีแค่ไม่กี่ large เฟิร์ม เท่า นั้นนะฮะซึ่งนี่ชุมพีตอร์ก็เลยบอกว่า large fir์ตรงเนี้ยครับมันจะไปชัวรหรือ

1:19:45 ว่าเอ่อทำให้เกิดการเติบโตในระยะยาวนั่น เองของอุตสาหกรรมกรรมแล้วก็ของประเทศออก แนวแบบว่าฮาร์ดคอร์นิดนึงเนาะออกแนว ฮาร์ดคอร์นิด นึงนะซึ่งมันก็นำไปสู่พวก in equality ที่มันเป็นประเด็นอ่าหลักๆสำคัญๆคัญกัน ตอนนี้เนาะซึ่งเอ่อเราก็จะนำไป สู่เอ่อข้อเสนอแนะข้อถกเถียงกันในแวดวง อุตสาหกรรมเยอะแยะมากมายไปเลยนะครับ อ่าอ่าโอเคแม้กระทั่งเ่ออันนี้คือประมาณ ว่านักเศรษฐศาสตร์ยุคหลังๆก็ไม่รู้จะ เถียงโซโล่ยังไงเอโทษไม่รู้จะเถียง

1:20:32 ชุมพีเตอร์ยังไงอ่ะนะครับเอ่อมีนัก เศรษฐศาสตร์ฝั่งพัฒนาอุตสาหกรรมโทษฝั่ง พัฒนาเศรษฐกิจนะจะทำให้เติบโตก็คือ Soro GR Robert Soro เนี่ยครับของจาก MIT เหมือนกันนะครับเอ่อก็ออกไม่ในเชิงแนวที่ จะไม่เห็นด้วยนะครับแต่ประเด็นนึงที่ เขา้ารู้สึกว่าชุมพีเตอร์ นำเสนอแล้วค่อนข้างน่าสนใจแล้วก็สำคัญก็ คือเอ่อมิติทางด้านเทคโนโลยีนะครับจะช่วย ทำให้เกิดการเติบโตทางเอ่อระบบเศรษฐกิจใน ระยะยาวได้นะครับประมาณนั้นนะครับซึ่งถ้า มองในTeทal termology นะครับอันนี้ฟังเพลินๆนะเริ่ม ต้นจาก Basic Research Basic Research คืออะไรครับอารมณ์ประมาณ pro อย่างเดียว เลยอ่ะ 1 + 1 เป็น 2 + 2 เป็นดีนะ

1:21:20 ครับแต่ถ้ามีการพัฒนานะครับเพิ่มให้มา เป็นสิ่งที่เรียกว่า apply research นะ ฮะ key focus ของมันเมื่อกี้บอกว่าแค่ อยากรู้ proof อะไรสักอย่างนึงให้สร้าง ขึ้นมาเป็น knowledge นะครับเอ่อถ้ามีการ พัฒนาโทษเป็น apply งานวิจัยเชิงประยุกต์ ก็คือประยุกต์เอาไปใช้ในทางหา commercializ ได้เงี้ยครับแต่มันก็ยัง ไม่ได้ pro อ่ะครับว่ารูปร่างหน้าตาของ มันเป็นยังไงนะเอาง่ายๆอันนี้อาจจะเป็น แค่ concept paper เฉยๆนะพอทำออกมาเป็น โปรตขึ้นมาปุ๊บไอ้โปรตที่ว่าเนี่ยครับจะ เริ่มเป็นสิ่งที่เรียกว่า invention ละ idea that should work เงี้ยพอเป็น invention ขึ้นมาก็ยังไม่แน่ใจอีกว่ามัน

1:22:05 จะขายได้ไหมเนาะเพราะต้องทำเอาไปทำฟีต่อ ต้นทุนการผลิตเป็นยังไงต่อชิ้นนู่นนั่น นี่พอเอาไปทำฟีสต่อแล้วพบว่าเฮ้ยมันมี กำไรนะก็เริ่มออกมาเป็น innovation ละ แล้วพอถึงจุดหนึ่งนะครับ Innovation พวก นั้นเนี่ยมันก็จะก็จะเกิดการ diffusion ก็คือเผยแพร่ไปเป็น common use ใครก็เอาไปใช้ประโยชน์จากสิ่งที่คิด ค้นตรงนี้ขึ้นมาได้นะครับอ่ะอันนี้เป็น ไอเดียคร่าวๆนะครับของที่มาหลักการคิดว่า ทำไมเทคโนโลยีมีความสำคัญนำไปสู่การเอ่อ เติบโตของระบบเศรษฐกิจในภาพรวมได้ยังไง บ้างนะครับเดี๋ยวเราย้อนกลับมาคำถามหลักๆ ของเรา 2 คำถามเนาะคือ เอ๊ะโครงสร้างตลาดที่ต่างกันนะครับมันจะ

1:22:53 ทำให้เค้าเนี่ยมีความสามารถและแรงจูงใจใน การทำ R&D ต่างกัน มคำถามที่ 2 คือภายใต้โครงสร้างตลาดที่ต่างกันด้วย เหมือนกันเนี่ยมันจะมีนัยยะต่อการคิดค้น ทำ R&D ต่างกันอย่างไรนะครับเดี๋ยวเราไป เบรคกันก่อนดีมั้ครับเดี๋ยวยาว 27 บวกไป 15 เป็น 30 42 ครับอ่าถึง 1042 นะครับมีคำถามเชิญครับ

1:39:57 ขออนุญาตเริ่มนะครับเราเหลืออีก 2 คำถาม หลักๆนะครับคือ 1 คือหน่วยผลิตภายใต้โครง สร้างตลาดต่างกันมีความสามารถในมีความ สามารถและแรงจูงใจในการทำ R& ต่างกันหรือ ไม่อย่างไรนะครับก็เดี๋ยวเราจะพูดถึงตัว Arrow Model นะครับซึ่งจริงๆแล้วเนี่ย อ่ามันมีตารางนึงซึ่งสรุปที่มาให้เราทราบ แล้วแหละนะครับคืออยู่ในสไลด์ที่ 27 นะ ครับที่เมื่อกี้เราถามกันเนาะว่าโครง สร้างตลาดของผู้ผลิตที่ต่างกันนะครับ incentive อ่าความสามารถแล้วก็แรงจูงใจ ในการทำ R& เนี่ยมีมีความเหมือนหรือต่าง กันยังไงนะครับในหน้า 27 เนี่ยครับเขาบอก เราคือผมใช้คำว่า 1 ความสามารถคือตัว ability ตรงนี้ครับกับอันที่ 2 คือ incentive คือว่าแรงจูงใจนะครับเดี๋เรา ลองมาดูกันเนาะว่าอันเนี้ยจะเป็นคำตอบของ

1:40:42 สิ่งที่ผมถามเมื่อถามเมื่อสักครู่นะครับ เดี๋ยวขออนุญาตสรุปให้ตรงนี้เลยแล้วกันนะ ครับจากคำถามหลักๆคือปึ้งอ่ะเอาคำถามนี้ ก่อนคำถามที่ 2 ต่าง กันมีความ สามารถในการทำ R&D และแรงจูงใจต่างกัน มั้ยเราบอกว่าต่างสิถูกมยเพราะ ว่า 1 ถ้าเราวัดที่ความสามารถนะครับหรือ ว่า ability ถ้าเราวัดที่ [เพลง] เอ้ยวัดที่ความ

1:41:28 สามารถหรือ ability นะครับเราบอกว่าภายใต้โครงสร้าง ตลาดที่ต่างกันสมมุติว่าเราดู 2 ขั้วเลย ฮะขออภัยครับเราดูตลาด 2 ขั้วคือ 1 ตลาด แข่งขัน สมบูรณ์กับ 2 คือตลาดผูก ขาดกับ 2 คือตลาดผูก ขาดอเราพูดถึงตัวโครงสร้างตรงนี้ เนาะเมื่อกี้ตอนต้นคาบเราบอกว่าถ้วนเนาะ ตลาดแข่งขันสมบูรณ์นะครับท้ายที่สุดใน ระยะยาวหน่วยผลิตของเขากำไรเนี่ยครับจะมี

1:42:14 ค่าเป็น 0 เพราะฉะนั้นคำถามที่ตามมาคือ เฮ้ยถ้ากำไรเป็น 0 เราจะเอาความสามารถใน การมาทำ R&D นะ Surplus ที่เหลือเพื่อที่ จะเอามาทำ R&D เนี่ยครับก็จะน้อยตามไป ด้วยเนาะก็ประมาณว่าไม่ มี Sur Plus มาทำ R&D ถูกมยต่างกับตลาดผูกขาดครับแล้วบอก ว่าตลาดผูกขาดเเป็นผู้ผลิตที่มีอยู่แค่ รายเดียวเท่านั้นที่อยู่ในตลาดนะเพราะ ฉะนั้นกำไรสมมุติไม่ว่าจะเป็นระยะสั้น หรือหรือระยะยาวเนี่ยครับมันก็จะมากกว่า 0 ไปโดยปริยายพอมันมากกว่า 0 ปุ๊บแสดงว่า เค้าเนี่ยก็จะมี surplัที่สะท้อนออกมาว่าสามารถนำSurplั

1:43:04 ตรงเนี้ยครับมาทำ R& ได้แต่จะอยากทำหรือ เปล่าเนี่ยเดี๋เรามาดูกันอีกทีนะซึ่งก็ เลยสรุปออกมาเป็นตลาดตางนี้นั่นเองนะ เดี๋ยวลองมาดูนะจริงๆนอกเหนือจากตลาด perfect competition ตลาดผูกขาดแล้ว เนี่ยครับเายังพูดถึงอีกตลาดนึงก็คือ ตลาดนะความสามารถที่เราพูดกันตรงนี้ คือ ฟึ๊บ ability ตรงนี้นั่นเอง ครับยังไงซิ perfect competition เนาะ เราบอกว่าความสามารถน้อยเพราะกำไรเป็น 0 น่ะส่วน monopoly ความสามารถก็สูงขึ้นมา หน่อยเพราะกำไรมากกว่า 0 ส่วนครับตลาดที่

1:43:53 อยู่ตรง กลางก็ความสามารถก็จะกลางๆนะครับกำไรก็ ยังคงมากกว่า 0 อยู่นะทำไมกลางๆเพราะเราบอกว่าความสามารถ ที่ว่าเนี่ยโน้ตไว้เนาะเราว่าอ่าเราบอก ว่าเราวัดจากกำไร ครับเหลืออีกขาหนึ่งที่เรากำลังจะพูดกัน ตอนนี้คือ incentive ครับหรือว่าแรงจูงใจ แรงจูงใจวัดจากอะไรอ่ะแรงจูงใจวัดจากว่า เฮ้ยถ้าทำ R& แล้วเนี่ยครับเขาจะได้ ประโยชน์มากน้อยเท่าไหร่อ incentive หรือ ว่าแรงจูง

1:44:42 ใจ เราวัดจากการมอง ว่าถ้าทำ R&D แล้วนะผลคือ F จะมีประโยชน์เท่า ไหร่มี ประโยชน์เท่าไหร่ นะเราวัดจากประโยชน์ที่เกิดขึ้นประโยชน์ ที่ว่าเนี่ยอาจจะมองว่ากำไรที่เกิดขึ้นก็ ได้ครับอ่ะโน้ตไว้เนาะว่าประโยชน์ตรงนี้ มีframeวิร์kวัดยังไงเราบอกว่า R& หรือ ว่าเทคโนโลยีพวกเนี้ยครับจำได้มยมันทำให้

1:45:27 เกิด efficiency มันทำให้เกิด cost ที่ มันลดลงแน่ล่ะ cost ลดลงปุ๊บปุ๊บมันก็จะ ทำให้เราเนี่ยครับมีกำไรที่มันเพิ่มขึ้น คำถามที่ตามมาคือเราจะมาวัดกันเนี่ยครับ ว่าส่วนเปลี่ยนแปลงของกำไรเนี่ยภายใต้ โครงสร้างตลาดที่ต่างกันเนี่ยครับมัน เปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่อันนี้แหละจะเอามา วัดในตัวของ incentive นะซึ่งเราบอกว่า ถ้าเป็นตลาด perfect competition มันจะ ค่อนไปทางสูงเลยครับคือ moderate ส่วน ตลาดผูกขาดมันจะค่อน น้อยนะเอ๊ะเพราะอะไรนะครับการจะมาตอบตรง นี้นะครับมันมีโมเดลนึงที่ช่วย เราตอบได้เรียกว่าเป็น Arrow Model จะมาช่วยวัดแรงจูงใจตรงนี้ให้กับ

1:46:13 เรานะครับซึ่ง Arrow Model อ่ะตั้งหลัก จากตลาดแรกก่อนครับคือ Monopoly เราจะต้องคำนวณเราจะวัด incentive จากกำไรที่มันเปลี่ยนแปลงไป ถูกมั้ครับตลาดนี้คือ Monopoly อ่ะทุกคน ช่วยบอกว่าเดิมนะครับถ้ายังไม่มีการทำ R& คิดค้นเทคโนโลยีตรงเนี้ยนี่คือ demand นี่คือ marginal revenue นะครับ cost ของเค้าคืออยู่ที่ 30 ครับ marginal cost เท่ากับ average cost ถามว่าเขาจะผลิตเท่า

1:46:59 ไหร่ Q ที่เขาจะผลิตก็คือ MC = MR เนาะ ผลิตเท่ากับ 35 มยตั้งราคาที่ 65 นะ ครับถูก มกำไรเท่าไหร่ ครับ P คือ 65 ลบต้นทุนคือ 30 คูณ Q คือ 35 ข้างข้างในคือ 35 * 35 เป็นเท่าไหร่นะ 1 3 4 12 12 2 5 มนี่คือกำไร

1:47:48 ฮะนี่คือกรณี เดิมทันมคราวนี้บอกว่าพอมี R& ปรากฏว่าทำให้ marginal cost กับ average cost เนี่ยครับลดลงเหลือแค่ 20 เท่า นั้นนตลาดไม่เปลี่ยนเนาะเพราะฉะนั้นพอ เป็น 20 ปุ๊บสังเกตว่าผลิตได้มากขึ้นเป็น 40 ทำให้ q มีขายเท่ากับ 40 p อยู่ที่ 60 เพราะฉะนั้น กำไรกรณีนี้มีค่าเท่ากับราคา 60 ลบต้นทุน

1:48:36 20 คูณ q เท่ากับเท่าไหร่ครับ 4 46 กรณีของ monopoly นะครับส่วนเปลี่ยน แปลงของพายพาย m คือ monopoly นะเท่ากับ 1,600 - 12 25 เป็นเท่าไหร่ฮะ 2 320 375 ป่ะอ่ะ 10 วินทีจริงๆอยู่ในสไลด์นะครับมีมยไม่

1:49:21 มีคุณฟลุ๊กใช่อยู่เนาะ ครับหาหาตัวช่วย ไงอ่ะอันนี้คือตลาดผูก ขาดตะไว้ นะเดี๋ยวเราจะไปดูตลาดแข่งขันสมบูรณ์ครับ ที่เราบอกว่าเฮ้ยแข่งขันสมบูรณ์น่าจะมี แรงจูงใจในการทำมากกว่านะแสดงว่าถ้าเค้า มีแรงจูงใจในการทำมากกว่าเนี่ยกำไรมันน่า จะส่วนเปลี่ยนแปลงของกำไรจากการมี R&D เนี่ยครับน่าจะสูงกว่า 375 เอ๊ะมันสูง กว่าเท่าไหร่นะครับขออนุญาตย้อนกลับไป Arrow Model กราฟตรงนี้เช่นเดียวกันนะ ครับโครงสร้างตลาดนะฮะ demand marginal cost marginal revenue ยังคงคล้ายๆเดิมเหมือนกันหมดเลย

1:50:10 นะครับเพียงแต่ว่าอันนี้คือตลาดแข่งขัน สมบูรณ์ คูณอยู่ในsheชีทนะอยู่ในsheชีทนะครับ เพียงแต่ว่าคำนวณให้ดูอ่ะดึงมันมาตรงนี้ เฉยๆ เดิมไม่มี R& เนี่ยเดิมไม่มี R& นะครับพบว่า marginal cost เหมือนกับเมื่อกี้ เลยเท่ากับ average cost อยู่ที่ 30 ครับพอตลาดแข่งขันสมบูรณ์ปุ๊บเค้าเนี่ย

1:50:55 เป็นหน่วยผลิตรายเล็กๆเท่านั้นสิ่งที่เขา ทำได้นะครับคือเค้ากำหนดราคาที่ p = mc ถูกมแล้วเผอิญว่า EMC เนี่ยครับมัน ดันเท่ากับ average cost ซึ่งมีค่าเท่า กับ 30 ถ้าเค้าไม่ไราคาลงมาคือเจ้าอื่นก็ ตัดราคาลงมาอยู่ดีพอเจ้าอื่นตัดราคาปุ๊บ ก็ไม่มาซื้อเจ้าที่มันแพงกว่าของซื้อจาก ใครก็ได้นะฮะก็เลยทำให้ p = average cost กำไรเป็นเท่าไหร่ ครับกำไรเป็น 0 เห็นด้วย มยเนาะต่อให้ขายได้ที่เท่าไหร่ 30 ขายได้ ที่ 70 ก็ ตามแต่ยังไงก็ตามคือเราไม่มี profit

1:51:43 margin อ่ะนะ q = 70 ได้เนาะได้เนาะอ่ะคราวนี้พอมามี R& บ้างเหมือนกันเลย marginal cost เท่ากับ average cost ลดลงมาเหลือ อยู่ที่ 20 ครับเค้าลดราคาลงเหลือ 20 ได้ป่ะ P innovator ลดราคาได้มั้ครับได้ มยตลาดแข่งขันสมบูรณ์เรากำหนดราคาเองได้ มั้ย ครับไม่ได้นะครับราคาลดลงไม่ได้ครับ

1:52:31 เพราะเอ่อ Innovator เป็นแค่ Small Firิmเท่านั้น เงี้ยไม่สามารถกำหนดราคาเองไม่ ได้เพราะฉะนั้นก็เลยทำให้ราคาตลาดยังอยู่ ที่เท่าไหร่ครับ 30 ปริมาณที่ขายสมมุติว่าเค้าขายได้เท่า กับตลาดเลยอยู่ที่ 70 เหมือน เดิมนะอ้าวแล้วประโยชน์จากการ innovator innovate คืออะไรอ่ะ cos ไงถูกมย cos ลด ลงเหลืออยู่ที่ 20 เพราะฉะนั้นเคสนี้คือ

1:53:19 กำไรของเค้าจะเป็น 0 มยไม่ใช่แล้วถูกมั้ยครับเพราะฉะนั้นกำไร ของเขาจะอยู่ที่ p = 30 cos 20 * 70 = กับ 700 ก็เลยทำให้ส่วนเปลี่ยนแปลงของกำไร D ที่ 700 ครับ - 0 = 700 นี่คือเหตุผลว่า ทำไมตลาดแข่งขันสมบูรณ์จึงมีแรงจูงใจที่ จะ Innovate นะครับทำ R& มากกว่าตลาดผูก

1:54:07 ขาดเพราะว่าเขาจะมีกำไรที่สูงกว่านั่นเอง จากการที่มีคอร์สที่น้อยลงซึ่งมันก็ make sense นะ่ะถูกมั้ยครับแค่แค่ proof เฉยๆ แค่นั้นเอง เนาะหรืออ่าถ้าไปอ่านหนังสือนะครับสมมุติ พวกเราไปอ่านหนังสือเค้าก็จะบอกว่าเอ่อ ถ้าไม่ผลิตเองคุณก็เอาsอceโดยขายเป็นขาย ขายไลเซนแล้วเก็บฟรีcharารจเอากับหน่วย ผลิตรายอื่นว่าฉัน innovate ตัวนี้ออกมา นะฮะแล้วก็ไปเก็บสิ่งที่เรียกว่า loyalty payment จากการใช้สินจากการใช้กระบวนการผลิต นวัตกรรมของเราตรงนี้แทนอ่ะจบก็จะมาพูฟ เนี่ยครับว่าฟึ๊บอ่าตอบนะครับว่า ทำไมผู้ผูกขาดมีแรงจูงถึงแม้เค้ามีความ

1:54:53 สามารถสูงแต่ก็ไม่ได้สะท้อนว่าเค้ามีแรง จูงใจในการพัฒนานวัตกรรมที่สูงตามไปด้วย นะครับตรงกันข้ามคนที่อยากพัฒนาเนี่ยคือ ตลาดแข่งขันสมบูรณ์แต่เค้าเแทบจะไม่มี ความสามารถในเพราะกำไรเข้าใกล้ศูนย์นะ ครับแต่ความน่าสนใจมาอยู่ตรงนี้ครับตลาด ผู้ขายน้อยรายทำไม Incentive จึง incentive ในการทำ R& จึงมีแบบมหาศาล ขนาดเนี้ย ครับเออมีกำไรมากกำไรสูงมีความสามารถใน การทำ R&D สูงด้วยออาฮะแล้วก็มีแรงจูงใจที่ อยากทำ R&D สูง ด้วยทำไมอ่ะจำได้มั้ครับเงื่อนไขนึงของ

1:55:39 ตลาดผู้ขายน้อย รายจูงใจที่ค่อนข้างสูงคือเค้าอยากจะถีบ อีกคนนึงออกจากตลาดเพื่อทำให้เขาเป็นผู้ ผูกขาดแล้วจะได้กำไรผูกขาดซึ่งสูงที่สุด เพราะฉะนั้นทำยังไงก็ได้นะฮะข้อสมมุตินึง ของตลาดผู้ขายน้อยรายคือสินค้ามันเหมือน กันเด๊ะเลยเช่นปตท.เชลบางจากสมมุติเอ๊ะ เชลกับบางจากไปแล้วป่ะรวมกันยังไม่นั้น มัน เอคือขายน้ำมันน่ะถูกมยเพราะฉะนั้นคือทำ ยังไงก็ได้ให้แบบให้อีกเจ้านึงคือไม่อยู่ แล้วเนาะแรงจูงใจในการทำก็เลยค่อนข้างสูง เพื่อทำให้อีกเจ้านึงไม่อยู่ฉันจะได้เป็น

1:56:26 ผู้ผูกขาดจะได้กำไรนี้ไปโดยปริยายนะครับ ก็เลยมีอย่างขายดีเซลใช่มั้ยเชลก็ก็จะมี อะไรนะครับ V Power ไตเติมดีเซลถ้าเป็น ปตท.ก็จะเป็น high premiumซลอะไรประมาณ เนี้ยครับเรียกชื่อไม่เหมือนกันซึ่งจริงๆ มันก็คือเอ่อดีเซลนั่นแหละนะ ฮะประมาณอันนี้คือ proof ตอบคำถามแรกนะ ครับอ่ะโตไว้ในใจเนาะเดี๋เราจะเอากำไรตรง เนี้ยครับไปคิดต่ออ่ะมีคำถามมั้ครับตรง นี้ make sense มยมันไม่มีอะไรเลยแค่จะ พูเฉยๆว่ามันเป็นแบบ นี้ไปนะไปนะคำถามอีกอันนึงครับบอกว่าอ้าว เรารู้แล้วแหละว่าหน่วยผลิตภายใต้โครง

1:57:11 สร้างตลาดต่างกันความสามารถวัดจากกำไรนะ ครับแล้วก็แรงจูงใจก็วัดจากกำไรแต่เป็น กำไรที่เกิดขึ้นหรือว่าผลประโยชน์ที่เกิด ขึ้นจากการที่เรามีการทำ R& แล้วทำให้ต้น ทุนเราน้อยลงนั่นเองต้นทุนน้อยลงแล้วเรา จะมีประโยชน์เท่าไหร่นะครับคำถามอีกอัน นึงที่ถามก็คือเอ๊ะแล้วหน่วยผลิตภายใต้ โครงสร้างตลาดแบบไหนเนี่ยที่เขา้าจะ innovate first ตอนนี้เราอยู่สไลด์ที่ 28 นะครับ หน่วยผลิตแบบไหนนะภายใต้โครงสร้างตลาดแบบ ไหนที่จะทำการคิดค้นนวัตกรรมหรือทำ R&D ก่อนกันนะซึ่งอ่าในที่นี้นะครับเราจะฟัง เพลินๆนะเราจะพิจารณาจากกราฟของ benefit ที่เกิดขึ้นตามช่วงระยะเวลาต่าง

1:57:57 ๆที่คิดว่านวัตกรรมถ้าพัฒนาขึ้นมาแล้ว เนี่ยครับมันจะเกิดผลกระทบกับเราเท่านั้น เท่านี้นะแล้วต้นทุนนะโครงสร้างของต้นทุน ที่มันจะเปลี่ยนแปลงไปภายใต้ระยะเวลาต่าง ๆนะครับซึ่งต้นทุนแล้วก็ benefit เนี่ย ครับจะต้องถูกแปลงออกมาให้อยู่ในรูปของ present value พวกเราพวกเรารู้เนาะว่า present value คำนวณยัง ไงอ่ะเป็นวิชา ที่รักกันมากๆเนาะอ่ะเสร็จปุ๊บเนี่ยครับ จาก benefit แล้วก็ cost ตรงเนี้ยเราก็จะ สามารถคำนวณหา net benefit ออกมาให้อยู่ ในรูปของ optimal time ได้นะครับว่าภาย ใต้โครงสร้างตลาดที่ต่างกัน optimal time เนี่ยเป็นเท่าไหร่ Optimal time ของโครง สร้างตลาดไหนมากน้อยก็จะสะท้อนไปถึงตัว

1:58:44 Speed ของ Rate of Technological Advance ตรงเครับการคิดค้นนวัตกรรมตรง นี้นั่นเองสไลด์ที่ 29 นะครับซึ่งเดี๋ยว เราจะพูดถึงสไลด์ที่ 30 สไลด์ที่ 31 นะ ครับอ่ะผมมาสรุปให้ตรงนี้ะ กันเรากำลังจะถามตรงนี้นะครับตอบคำถามตรง นี้อนะฮะว่าหน่วยผลิตในโครงสร้างตลาดแบบ ไหนนะครับที่ Time to invent มันจะก่อน และหลัง นะสิ่งที่เอ่อโมเดลพูดอย่างงี้ดีกว่าที่ เราจะใช้ในการ พิจารณาอารมณ์ประมาณเป็น net present value เลยครับนะฮะแต่ขออนุญาตเรียกตรง นี้ว่าเป็น net benefit แล้ว

1:59:31 กันซึ่ง ration เนาะของเราคือ net benefit ที่เรากำลังจะได้จากการทำ R&D เนี่ยมันต้องสูงที่ สุดนะซึ่ง Net Benefit มีค่าเท่าไหร่ ครับเท่ากับ benefit ที่เราคิดว่าจะ ได้นะลบด้วยต้นทุนจากการพัฒนานะซึ่งไอ้ net Benefit ที่ว่าเนี่ยครับจะต้องแสดง ณอ่าช่วงเวลาต่าง นะไม่ใช่ช่วงเวลาอ่า with respect to time อ่ะครับอ่าแสดงณอ่อ

2:00:17 เวลาขอโทษตามระยะเวลาอย่างงี้ดี กว่าสมมุติว่าระยะเวลาที่ว่าเนี่ยคือ t นะแล้วก็โน้ตไปนิดนึงนะว่าอ่าไม่ว่าจะ เป็น net Benefit Benefit หรือว่า C พวกเนี้ยครับมันคือในรูปของ present value ด้วยหรือมูลค่า ปัจจุบันซึ่งแสดงว่าถ้าเราออกมาวาดเป็น กราฟเนาะลักษณะกราฟมันจะเป็นแบบนี้ ครับนี่คือดอลาร term ในรูปของ PV นะ PV

2:01:09 คือ Present value เนาะอันนี้คือ time ครับจากสมการที่อยู่ในหน้าก่อนหน้านี้เรา บอกว่า Benefit นะฟึ๊บเป็นก้อนแบบ นี้ Benefit มันจะมีความมากน้อยแตกต่าง กันไปตามช่วงระยะเวลานะไอ้มากน้อยที่ว่า เนี้ยเวลาเรามาพเป็นกราฟปุ๊บมันก็จะเริ่ม มีความเป็น concave แบบ นี้นะฮะเราเรียกตรงนี้ว่าเป็น present value ของ benefit ครับอเป็น b เป็น present value ของ benefit ในขณะที่ cost เช่นเดียวกันครับถึงแม้ว่ารูปร่าง

2:01:57 หน้าตามันจะเหมือนกันแต่ส่วนใหญ่แล้ว เนี่ยครับคอร์สที่มันเกิดขึ้นจากการคิด ค้นมันก็จะเกิดขึ้นแค่เป็นก้อนเดียวเท่า นั้นเหมือนกับเวลาเราลงทุนน่ะเราจะลงทุน ปีที่ 0 ถูกม.แล้วเสร็จปุ๊บคือมันก็จะใช้ ได้ไป 5 ปี 10 ปีเพราะฉะนั้นพอช่วงเวลา ที่มันผ่านไปผ่านไปปุ๊บมันก็แค่มูลค่าของ คอร์สมันถูกแบบตัดดีปลีออกไปคิดง่ายๆมัน ถูกตัดปลีออกไปมันก็เลยออกมาเป็นรูปร่าง หน้าตาของเส้นต้นทุนแบบนี้ครับ cost ที่ อยู่ในรูปของ present value เหมือนกับใน sheet นะคำถามที่ตามมาคือเฮ้ยเรากำลังจะหา max net benefit ใช่ป่ะ max พิจารณพิจารณา

2:02:42 จากอะไร optimal ของ time คำถามคือระยะเวลาช่วงไหนนะที่เรามี benefit ที่สูงที่สุดอืคำถามคือหา optimal time ยัง ไงอืที่ max net benefit ครับหายังไงอ่ะ เอ๊ะถ้าเป็นจุดนี้เนี่ยมันก็จะสะท้อนออก มา ว่าขอโทษผมวาดปิดเอาใหม่แบบนี้ขาด

2:03:30 ทุนเอ้ยแป๊บนึง นะ benefit มันจะต้อง เอ้ยโออันเดียวสิเออ เออแป๊บนะแปนะแป นะถูกมยมันต้องคอสแบบอยู่อยู่ประมาณ นี้ benefit มันจะต้องอยู่เหนือคอส เออเอ๊ะถูกมั้ เนี่ย เดี๋ยวขออภัยไม่ได้สลับ กันโอ้ย เอาใหม่สลับสลับเส้นสลับเส้นขออภัยครับ เส้นสี

2:04:16 อ่าสลับเส้นเส้นสีน้ำเงินมันคือ Benefit เส้นสีแดงมันคือ cost อืขออภัย ฮะถูกยัง cos ลงเป็นก้อนเพราะฉะนั้นมันก็จะเป็น อย่างงี้ benefit จะเป็นเส้นแบบนี้อ่ะ ประมาณ นี้จะหา optimal time ที่ทำ ให้ net max benefit แปลว่าอะไรครับถ้า เกิดมันเป็นจุด เนี้ยสมมุติออกมาเป็น

2:05:04 t1 benefit มีค่าเท่าไหร่ครับก็เท่ากับ นี้ B1 cos เป็นเท่าไหร่ครับ Benefit ดู จากเส้นน้ำเงินเนาะ cos มีค่าเท่าไหร่ ครับ cos คือเส้นสีแดงก็เท่ากันเลยแสดง ว่าจุดนี้คือ จุด Break event point Break event ใช่ป่ะว่าในการ พัฒนานวัตกรรมนะเนี่ยระยะเวลาแค่นี้แหละ เราจะได้ระยะเวลาคืนทุน ละถ้าใช้นวัตกรรมไม่ถึง T1 1 cost มัน จะสูงกว่า benefit เห็นมั้ยฮะแสดงว่าเรา ก็จะขาดทุนแต่ช่วงเนี้ยเป็นต้น มาเราจะเริ่มมีกำไรละสีเขียว เนี้ยเราจะเริ่มมีกำไร

2:05:50 ละคำถามคือกำไรตรงไหนที่มันสูงที่สุดล่ะ นะฮะก็คือช่วงที่เราวัดตรงนี้ขึ้นมาปึ๊บ แล้วระยะห่างจากตรงเนี้ยครับมันสูงที่สุด นั่นเองหรือมองอีกมุมนึงก็คือปึ้งเออความ ชันมันต้องมีค่าเท่ากัน ครับหึจุดที่ความชันมันมีค่าเท่ากัน สมมุติว่าคือตัวตรง นี้ปึ๊บก็แสดงว่านี่คือกำไรนี่คือ optimal time ครับ อ่ะถ้าเกินจากช่วงนี้แล้วนะไอ้เส้นเนี้ย ของเรามันก็จะเริ่มลดลง

2:06:36 ลเสร็จปุ๊บสิ่งที่เขาทำได้ก็คือเขาก็จะ ship benefit ขึ้นมาทำไมต้องมี research development ขึ้นมาเรื่อยๆก็จะแบบพัฒนา ตรงนี้ขึ้นมาเอ่อจะได้ shift essent benefit ขึ้นมาแล้วแล้ว net benefit ตรงนี้มันก็จะได้มากขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ ฮะเพราะฉะนั้นในทาง Innovation Management เขาก็จะมีการประมาณด้วยนะพวก Innovation Life Cycle Technology teology life cycle อะไรเงี้ย technical term เขาก็อาจจะเรียกอีกชื่อ นึงนะครับเพื่อที่จะมาดูอ่ะครับว่า เทคโนโลยีอันนี้คาดว่าจะอยู่ได้กี่ ปีเสร็จปุ๊บพอมันมาชัวร์แล้วเนี่ยเขาจะ ได้เอาตัวใหม่เข้ามาแทนที่ตรงนี้นะอันนี้ เป็นเป็นคอนเซปตก่อนเนาะยังไม่ได้ตอบเลย

2:07:22 ยังไม่ได้เชื่อมโยงไปยังโครงสร้างตลาด ต่างกันเลยครับได้มยได้ มยอาจารย์ชอบวางยาเนาะอ่ะโครงสร้างตลาด ต่างกันครับโครงสร้างตลาดที่ว่านี้มาดู คีย์เวิร์ดตรงนี้แล้วมันจะไปเชื่อมกับอี อีโมเดลตรงนี้ยังไงเนี่ยโครงสร้างตลาด ต่างกันเราบอกว่า เนี่ยมันก็จะสะท้อนออกมาในรูปของ กำไรถูกป่ะกำไรของหน่วยผลิตที่อยู่ในตลาด ผูกขาดมีค่าสูงที่สุดถูกมลองลงมาคือกำไร ที่อยู่ในรูปของตลาด Olopery OL สูงกว่า กำไรของตลาด Competition ถ้าแปลงตรงนี้ออกมาให้อยู่ ในรูปของเส้น

2:08:07 benefit นะ ครับ benefit ที่เกิดขึ้นเนาะกำไรอ่ะโทษ benefit ของ monopoly ก็จะสูงที่สุดลอง ลงมาจะเป็น benefit ของ oligopoly แล้วก็ benefit ของตัว อ่า competitive นะเพราะฉะนั้นถ้าเราปึ้ง เรามาวาดกราฟตรงนี้ดูซิ เพื่อที่จะมาตอบอนะครับว่าอ่าใครหรือว่า หน่วย ผลิตภายใต้โครงสร้างตลาดแบบไหนที่เขา้ามี incentive ที่จะพัฒนานวัตกรรมมากกว่ากัน อ่อน

2:08:54 กันนะสมมุติว่า C คือเส้นนี้ ครับถูกยังอันนี้เส้นคอส เนาะอือฮึอันนี้คือ time benefit ที่ต่างกันนะครับ คือสมมุติอันนี้คือ benefit ของอันที่น้อยที่สุดก็คือจะต้องเป็นแข่ง ขัน สมบูรณ์ลองลงมาเป็นเส้นนี้คือ benefit ของตลาด และอีกอันนึงคือเส้นนี้คือ Benefit ของ ตัว เอ่อ Monopoly

2:09:43 ครับเพราะฉะนั้น 3 เส้น นี้ถามว่าเอ้ย Optimal Time อยู่ตรง ไหนนะครับถ้าเป็นของ competitive แข่งขันสมบูรณ์ optimal time ของเขาก็จะอยู่ที่ตรง นี้เห็นป่ะ competitive ผมผม keep ratio เอ่อ keep อะไรอ่ะ slope มันให้เท่าเดิมอยู่นะถ้า เป็นตัวของ oligopery optimal time ของ เขาก็จะอยู่ตรงนี้ ครับถ้าเป็นของเอ่อ Monopoly Optimal

2:10:30 Time ของเขาก็จะอยู่ประมาณนี้เลย สมมุติแสดง ว่าถามว่าใครมีแนวโน้มที่จะ Innovate ก่อนจากโมเดลนี้ก็จะบอกว่าผู้ผลิตในตลาด แข่งขันสมบูรณ์ ตลาดแข่งว่ะตลาดแข่งขัน สมบูรณ์มีแนว โน้มจะ Innovate ก่อน ครับ Innovate หรือทำ R&D

2:11:15 ก่อนหึก็จะเป็นข้อสรุปที่เกิดขึ้นจากคำ ถามของเราเมื่อสักครู่นี้นะครับซึ่งมันก็ จะสอดคล้องกับจำตารางนึงได้ ป่ะที่เรา prove ตั้งแต่ตอนแรกโดยใช้ Arrow Model อ่ะครับว่าภายใต้โครงสร้าง ตลาดที่แตกต่าง กัน อืหน่วยผลิตที่อยู่ในตลาด อ่าแข่งขันสมบูรณ์ คูณนี่ตารางนี้ครับ เฮ้ยฟรีไม่ได้หรอนะฮะหน่วยผลิตที่อยู่ใน

2:12:01 ตลาดแข่งขัน สมบูรณ์เค้าก็จะ Innovate ก่อน ฟึบมา proof มายืนยันตรงนี้นั่นเอง ครับถ้าเค้ามีความสามารถเก็จะ Innovate ก่อนอ้า PR โอเค make sense มั้ ครับแต่ประเด็น คือไอ้อยากอ่ะอยากอยู่แต่จะเอาเงินมาจาก ไหนเนาะอันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็น

2:12:49 นี่ไงภาครัฐก็เลยมีพวกสีฟันพวก Incubator มา Support Startup ซึ่งเป็นหน่วยผลิต รายเล็กๆแล้วส่งเสริมให้มี Funding มี Vengure Capital นะครับที่ลงมาเล่นกับ Line เล็กมากขึ้นอย่างเงี้ยฮะเพราะว่า ราายเล็กเนี่ยครับบอกให้ทำอะไรก็ทำไม่ใช่ บอกให้ทำอะไรก็ทำคือเ้ามีแนวโน้มที่อยาก จะพัฒนาตัวเองของเขาอยู่เพียงแต่ว่าเนี่ย ตอนนี้เรากำลังเข้าใจมากขึ้นนะครับว่าข้อ จำกัดของเขาคืออะไรประมาณนี้นะ ครับโอเค มยโอเคมยคราวนี้ถ้าลองย้อนกลับ ไปเป็น practical case บ้างเจ้าใหญ่กับ เจ้าเล็กถ้าไม่ดูโครงสร้างตลาดเจ้าใหญ่

2:13:35 กับเจ้าเล็กคิดว่าเจ้าไหนที่จะ Innovate ก่อนกัน ครับเจ้าใหญ่กับเจ้าเล็กยกตัวอย่างเช่น เราพูดถึงผู้ผลิตรถยนต์ที่อยู่ใน ตลาดลืมไปช่วงนี้เจ้าไหนที่เป็นเจ้าใหญ่ ในตลาดเอาเป็นประเทศอ่ะประเทศไหนเป็นผู้

…

Share

YouTube Video Summaries