0:00 เคยสงสัยมั้ครับว่าทำไมคนบางคนถึงสามารถ ตื่นมาออกกำลังกายตอน 5:00 น.ได้ทุกวัน อย่างง่ายดายทำไมบางบริษัทอย่าง Starbucks ถึงฝึกให้พนักงานรับมือกับลูกค้าที่กำลัง โมโหได้อย่างเป็นระบบและยอดเยี่ยมหรือ ทำไมสปรปรับอากาศอย่างเีสถึงกลายเป็น สินค้าที่ทุกบ้านต้องมีทั้งๆที่ตอนแรก เกือบจะเจ๊งไม่เป็นท่าคำตอบของคำถามเหล่า นี้ไม่ใช่เรื่องของคสวรรค์ความตั้งใจหรือ โชคช่วยแต่มันคือเรื่องของพลังที่มองไม่ เห็นที่ควบคุมพฤติกรรมของเรากว่า 40% เปอร์เซ็นต์ในแต่ละวันพลังที่เรียกว่า ความเคยชินครับคุณเชื่อไหมครับว่าถ้าเรา เข้าใจและสามารถถอดรหัสของกลไกมันได้เรา
0:45 ไม่เพียงแต่จะสร้างนิสัยใหม่ที่ดีขึ้นได้ เท่านั้นแต่ยังสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิต องค์กรหรือแม้แต่กระทั่งสังคมได้เลยที เดียว [เพลง] Long do just try it podcast สวัสดีครับทุกท่านกลับมาพบกันอีกครั้งที่ ช่องลองทำดู Just try podcast ที่จะนำ สาระสำคัญจากหนังสือดีๆมาย่อยให้คุณฟัง แบบเข้าใจง่ายและพร้อมนำไปลองทำดูได้ทัน ทีสำหรับในตอนนี้เราจะมาดำดิ่งสู่แก่น ความคิดจากหนังสือที่ทรงอิทธิพลเล่ม 1 นั่นก็คือพลังแห่งความเคยชินหรือ power of habit โดยcharูิครับหนังสือเล่มนี้ เหมาะมากๆครับสำหรับทุกคนเลยไม่ว่าคุณจะ
1:31 เป็นคนที่อยากเลิกนิสัยผลัดวันประกัน พรุ่งอยากเริ่มออกกำลังกายให้ได้สม่ำเสมอ เป็นผู้บริหารที่อยากสร้างวัฒนธรรมองค์กร ที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพหรือเป็นนัก การตลาดที่ต้องการเข้าใจพฤติกรรมที่แท้ จริงของลูกค้าเพราะมันไม่เพียงแค่ให้แนว คิดแต่ยังให้เครื่องมือที่เราจะเอาไป สร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริงๆครับในวัน นี้เราจะมาเจาะลึกเบื้องหลังของผู้เขียน และหนังสือเล่มนี้จากนั้นจะมาแกะ 4 แนว คิดสำคัญเพื่อสร้างความเข้าใจกันแบบเต็มๆ ตั้งแต่กลไกพื้นฐานของนิสัยไปจนถึงวิธี ที่เราจะแฮกมันเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง ในชีวิตจากนั้นในช่วงท้ายผมจะรวบรวมวิธี นำแนวคิดทั้งหมดไปลองทำดูเป็นชุดเครื่อง มือที่คุณนำไปใช้ได้เลยพร้อมด้วยเรื่อง เล่าที่น่าประทับใจมากๆจากในเล่มครับถ้า พร้อมแล้วไปกันเลยครับก่อนที่เราจะลงลึก
2:19 ไปในเนื้อหาเรามาทำความรู้จักหนังสือเล่ม นี้และผู้เขียนกันอีกสักหน่อยดีกว่าครับ เพื่อให้เห็นภาพว่าทำไมแนวคิดในเล่มนี้ ถึงทรงพลังและน่าเชื่อถือขนาดนี้หนังสือ The Power of Habit ตีพิมพ์ครั้งแรก ในปี 2012 และสร้างแรงสรรสะเทือนไปทั่ว โลกทันทีครับมันไม่ใช่หนังสือ How to ธรรมดาที่บอกแค่ว่าจงทำสิ่งนี้สิแต่ชาลส์ ดูฮิพาเราไปสำรวจเบื้องหลังทาง วิทยาศาสตร์และจิตวิทยาของนิสัยเขาพาเรา เดินทางผ่านห้องทดลองในมหาวิทยาลัยไปจน ถึงห้องประชุมของบริษัทยักษ์ใหญ่และเจาะ ลึกไปถึงการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อแสดง ให้เห็นว่านิสัย คือสิ่งที่ขับเคลื่อนทุกอย่างไม่ว่าจะ
3:05 เป็นในระดับบุคคลองค์กรหรือสังคมที่มัน สำคัญก็เพราะว่าหนังสือเล่มนี้เปลี่ยนมุม มองที่เรามีต่อพฤติกรรมของตัวเองครับจาก เดิมที่เราอาจจะโทษเป็นเพราะว่าเราไม่มี วินัยหรือว่าเราขี้เกียจหนังสือเล่มนี้ ชี้ให้เห็นว่าจริงๆแล้วพฤติกรรมส่วนใหญ่ ของเรามันเป็นไปโดยอัตโนมัติมันคือ โปรแกรมที่สมองสร้างขึ้นเพื่อประหยัดพลัง งานที่เรียกเรียกว่านิสัยและข่าวดีคือ โปรแกรมนี้สามารถเขียนใหม่ได้นี่คือจุด ที่เปลี่ยนเกมเลยครับมันมอบอำนาจกลับมา ให้เราให้เราเป็นคนควบคุมพฤติกรรมไม่ใช่ ถูกพฤติกรรมควบคุมทีนี้มาดูความน่าเชื่อ ถือของผู้เขียนกันบ้างชาลส์ดูฮิไม่ใช่นัก
3:52 เขียนสายพัฒนาตนเองทั่วไปนะครับเขาเป็น นักข่าวสืบสวนสอบสวนของหนังสือพิมพ์ The New York Times และที่สำคัญคือเขาเป็น เจ้าของรางวัลPulิ ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดในวงการสื่อสารมวลชน การันตีได้เลยว่าข้อมูลทุกอย่างในหนังสือ เล่มนี้ผ่านการค้นคว้าและตรวจสอบมาอย่าง ดีเยี่ยมเขาใช้เวลาหลายปีในการสัมภาษณ์ นักวิทยาศาสตร์ผู้บริหารและคนธรรมดาหลาย ร้อยคนเพื่อรวบรวมกรณีศึกษาที่น่าทึ่งและ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่หนักแน่นมา สนับสนุนแนวคิดของเขาครับถ้าจะให้สรุปหัว ใจของหนังสือเล่มนี้ในประโยคเดียวผมคิด ว่ามันคือนิสัยไม่ใช่โชคชะตา แต่เป็นวิทยาศาสตร์ที่เราทุกคนสามารถ เรียนรู้ออกแบบและเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้าง
4:37 ชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างเป็นระบบครับมัน คือการบอกเราว่าเรามีอำนาจในการควบคุม ชีวิตตัวเองมากกว่าที่เราคิดเยอะเลยครับ เอาล่ะครับตอนนี้เรามาถึงหัวใจสำคัญของ พcastในตอนนี้กันแล้วเราจะมาแกะ 4 แนวคิด สำคัญจากหนังสือ The Power of Habit ที่จะทำให้คุณเข้าใจกลไกเบื้องหลังทุก พฤติกรรมของคุณครับแนวคิดที่ 1 วงจรแห่ง ความเคยชินหรือ The Habit Loop กลไก 3 จังหวะที่ควบคุมทุกพฤติกรรม แนวคิดแรกและเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ของหนังสือเล่มนี้ก็คือวงจรแห่งความเคย ชินหรือ The Habit Loop ครับชาวสตู อธิบายว่านักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน MIT ค้นพบว่านิสัยทุกอย่างไม่ว่าจะเล็กหรือ
5:23 ใหญ่ดีหรือร้ายล้วนทำงานผ่านวงจรง่ายๆ 3 ขั้นตอนที่เกิดขึ้นในสมองของเราครับ 1 สิ่งกระตุ้นนี่คือสวิตช์เปิดครับเป็นตัว จุดชนวนที่บอกให้สมองของเราเริ่มทำงานใน โหมดอัตโนมัติและเลือกใช้นิสัยที่เหมาะสม สิ่งกระตุ้นอาจจะเป็นอะไรก็ได้ครับเช่น สถานที่พอเดินเข้าห้องครัวเวลา 15:00 น. อารมณ์รู้สึกเบื่อหรือแม้แต่คนที่เราอยู่ ด้วยกิจวัตรนี่คือพฤติกรรมที่เราทำครับ อาจจะเป็นการกระทำทางกายภาพเช่นเดินไป เปิดตู้เย็นการกระทำทางความคิดเช่นเริ่ม คิดลบหรือการกระทำทางอารมณ์เช่นรู้สึก หงุดหงิดทันทีกิจวัตรคือสิ่งที่เรามักจะ
6:11 โฟกัสว่ามันคือนิสัยนั่นเองครับและสุด ท้ายคือรางวัลครับเป็นสิ่งที่สมองได้รับ หลังจากทำกิจวัตรนั้นเสร็จรางวัลนี้จะ ช่วยให้สมองจดจำว่าวงจรนี้คุ้มค่าและควร จะทำซ้ำอีกในอนาคตรางวัลอาจจะเป็นความสุข ทางกายเช่นความหวานของโดนัทหรือความรู้ สึกทางอารมณ์เช่นความรู้สึกผ่อนคลายหลัง ไถฟีดโซเชียลmedดีiaลองนึกภาพตามนะครับวง จรนี้เหมือนกับระบบ GPS อัตโนมัติในสมอง พอเจอสิ่งกระตุ้นคือคูที่คุ้นเคยเช่นขับ รถผ่านร้านกาแฟเจ้าประจำตำแหน่งที่ตั้ง สมองก็จะเปิดกิจวัตรอัตโนมัติทันทีคือการ เลี้ยวรถเข้าไปสั่งกาแฟโดยที่เราแทบไม่ ต้องคิดเลยเพราะสมองรู้ว่ามันจะได้รับ
6:59 รางวัลคือรสชาติหอมกรุ่นของกาแฟและความสด ชื่นกระปรี้กระเป๋านั่นเองครับวงจรนี้ เกิดขึ้นซ้ำๆจนกลายเป็นเส้นทางประสาทที่ แข็งแรงในสมองทำให้เราทำสิ่งต่างๆได้โดย ไม่ต้องใช้พลังงานในการตัดสินใจเลยใน หนังสือมีตัวอย่างที่คลาสสิคมากครับคือ เรื่องของชายคนหนึ่งชื่อูจีนพอลี่ที่สมอง ของเขาได้รับความเสียหายจากไวรัสทำให้เขา สูญเสียความทรงจำระยะสั้นไปทั้งหมดเขาจำ ไม่ได้ว่าคุยกับใครเมื่อ 5 นาทีก่อนหรือ จำไม่ได้แม้กระทั่งว่าบ้านตัวเองหน้าตา เป็นอย่างไรแต่สิ่งมหัศจรรย์ก็คือยูจีน สามารถเดินจากห้องนั่งเล่นไปเข้าห้องน้ำ และกลับมาได้ถูกต้องทุกครั้งทั้งๆที่เขา จำแผนผังบ้านไม่ได้เลยนักวิทยาศาสตร์พบ
7:47 ว่านั่นเป็นเพราะนิสัยการเดินไปห้องน้ำ ของเขาถูกฝั่งลึกอยู่ในส่วนของสมองที่ เรียกว่าเบซัแกงเกลียซึ่งเป็นส่วนที่ไม่ ได้รับความเสียหายและเป็นศูนย์บัญชาการ ของนิสัยนั่นเองครับทุกครั้งที่เขารู้สึก อยากเข้าห้องน้ำคือูสมองส่วนนี้จะทำงาน อัตโนมัติสั่งให้เขาเดินตามเส้นทางที่เคย ทำมาเป็นพันๆครั้งคือรูทีนจนไปถึงห้องน้ำ คือรีวอร์ดกรณีของยูจีนแสดงให้เห็นชัดเจน เลยครับว่านิสัยเป็นพลังที่ทรงพลังและทำ งานแยกส่วนจากการตัดสินใจและความจำของเรา อย่างสิ้นเชิงเมื่อเราเข้าใจแล้วว่านิสัย ทุกอย่างทำงานผ่านวงจร 3 จังหวะนี้คำถาม ต่อมาที่สำคัญที่สุดก็คือแล้วเราจะ เปลี่ยนแปลงมันได้อย่างไรล่ะซึ่งนี่ก็นำ
8:34 เราไปสู่แนวคิดที่ 2 ที่เรียกว่ากฎทองของ การเปลี่ยนนิสัยครับแนวคิดที่ 2 กฎทองของ การเปลี่ยนนิสัย The Golden Rule อย่า ลบแต่จงลงแทนที่มาถึงแนวคิดที่ทรงพลังและ นำไปใช้ได้จริงมากที่สุดข้อ 1 เลยครับ นั่นคือกฎทองของการเปลี่ยนนิสัยชาลสดูฮิ บอกว่าความพยายามที่จะเลิกหรือลบนิสัยที่ ไม่ดีทิ้งไปเลยนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ครับเพราะเส้นทางประสาทของนิสัยนั้นมัน ถูกสร้างขึ้นมาอย่างแข็งแกร่งแล้วในสมอง การพยายามจะหักดิบเหมือนการลบถนนที่สร้าง มาเป็น 10 ปีมันยากและต้องใช้พลังใจ มหาศาลแต่ข่าวดีก็คือเราไม่จำเป็นต้องลบ มันครับกฎทองบอกไว้ว่าจงเก็บสิ่งกระตุ้น
9:21 หรือคิวและรางวัลหรือrewardดเดิมไว้แต่ ให้เปลี่ยนแค่กิจวัตรตรงกลางเท่านั้นพูด ง่ายๆก็คือเราต้องเป็นนักสืบพฤติกรรมของ ตัวเองก่อนครับต้องหาให้เจอว่าอะไรคือ สิ่งกระตุ้นที่แท้จริงที่ทำให้เราเริ่มทำ นิสัยนั้นและอะไรคือรางวัลที่สมองเราโหย หาอยู่กันแน่เมื่อเรารู้ 2 สิ่งนี้แล้ว เราก็แค่แค่หารูทีนใหม่ที่ดีต่อสุขภาพ หรือมีประโยชน์มากกว่ามาเสียบแทนที่รูทีน เก่าเพื่อให้เรายังคงได้รับรางวัลที่ ต้องการเหมือนเดิมนี่คือหัวใจของกดทองเลย ครับตัวอย่างที่ชัดเจนมากในหนังสือคือ เรื่องราวของAlcอฮolic Anonymous หรือ กลุ่มผู้บำบัดอาการติดสุราที่ไม่เปิดเผย นามซึ่งเป็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จ
10:07 อย่างสูงในการช่วยให้คนเลิกเล่าครับ AA ไม่ได้สอนให้คนฝืนทนความอยากแต่พวกเขาสอน ให้สมาชิกระบุสิ่งกระตุ้นหรือคิวที่ทำให้ พวกเขาอยากดื่มเช่นความรู้สึกเหงาความ เครียดความโกรธและรางวัลที่พวกเขาต้องการ จริงๆเช่นการได้ระบายการได้ผ่อนคลายหรือ การได้รู้สึกว่ามีคนเข้าใจจากนั้น AA สร้างกิจวัตรใหม่ขึ้นแทนที่การดื่มนั่น คือการโทรหาสปอนเซอร์หรือเพื่อในกลุ่ม เพื่อพูดคุยระบายความรู้สึกหรือการไปเข้า ร่วมประชุมกลุ่มเมื่อพวกเขาทำกิจกิจวัตร ใหม่นี้พวกเขาก็ยังคงได้รับรางวัลทาง อารมณ์ที่ต้องการเหมือนเดิมนี่คือการ ประยุกต์ใช้กฎทองของการเปลี่ยนนิสัยได้ อย่างสมบูรณ์แบบและเป็นเหตุผลว่าทำไม
10:54 โปรแกรมของ AA ถึงได้ผลกับคนจำนวนมากครับ เมื่อเรามีเครื่องมือในการเปลี่ยนนิสัย แต่ละอย่างแล้วหนังสือก็ได้นำเสนอแนวคิด ที่ยกระดับขึ้นไปอีกขั้นครับนั่นคือไม่ ใช่ทุกนิสัยที่มีผลกระทบเท่ากันมันมี นิสัยบางอย่างที่ทรงพลังเหมือนโดมิโนตัว แรกที่เมื่อเราเปลี่ยนมันได้แค่อย่าง เดียวมันจะส่งผลให้โดมิโนตัวอื่นๆล้มตาม กันไปเป็นทอดซึ่งเรียกว่านิสัยหลักครับ แนวคิดที่ 3 นิสัยหลักหรือ key stone habits ครับคำว่า key stone ในทาง สถาปัตยกรรมหมายถึงหินหลักยอดโค้งที่อยู่ ตรงกลางโครงสร้างซุ้มประตูครับหินก้อนนี้ ไม่จำเป็นต้องใหญ่ที่สุดแต่เป็นก้อนที่ รับและกระจายน้ำหนักทั้งหมดทำให้โครง สร้างทั้งหมดคงอยู่ได้ถ้าเราดึงหินก้อน
11:41 นี้ออกซุ้มประตูทั้งอันก็จะพังทลายลงมา นิสัยหลักก็ทำงานแบบเดียวกันครับมันคือ นิสัยบางอย่างที่เมื่อเราปลูกฝังหรือ เปลี่ยนแปลงมันได้สำเร็จมันจะสร้างชัยชนะ เล็กๆหรือ small wins ที่ทำให้เกิดแรง กระเพื่อมและจัดระเบียบชีวิตในด้านอื่นๆ ของเราให้ดีขึ้นตามไปด้วยโดยอัตโนมัติมัน เหมือนการล้ม domin ตัวแรกที่ทรงพลังที่ สุดครับตัวอย่างเช่นการออกกำลังกายตอน เช้าอาจจะเป็นนิสัยหลักของใครหลายคนเพราะ ว่าเมื่อคุณเริ่มออกกำลังกายกายคุณก็มี แนวโน้มที่จะไม่อยากกินอาหารขยะในมื้อ เช้าคุณจะรู้สึกสดชื่นและมีสมาธิในการทำ งานมากขึ้นพอตกกลางคืนคุณก็จะนอนหลับได้ ดีขึ้นเห็นมั้ครับว่าแค่เปลี่ยนนิสัย เดียวคือการออกกำลังกายมันกลับส่งผลดี
12:29 เป็นลูกโซ่ไปยังเรื่องการกินการทำงานและ การนอนด้วยหรืออีกตัวอย่างคือการจดบันทึก รายรับรายจ่ายแค่นิสัยเล็กๆนี้ก็อาจจะทำ ให้คุณเริ่มตระหนักถึงการใช้เงินมากขึ้น เริ่มวางวางแผนการออมเริ่มมองหาช่องทางลด รายจ่ายที่ไม่จำเป็นและมีวินัยทางการเงิน ที่ดีขึ้นในภาพรวมครับการตามหานิสัยหลัก ของตัวเองให้เจอจึงเป็นเหมือนการใช้กฎ 8020 กับการพัฒนาตัวเองครับคือการหาการ กระทำ 20% ที่จะสร้างผลลัพธ์ 80% ให้กับ ชีวิตเรากรณีศึกษาที่ทรงพลังที่สุดใน หนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้คือเรื่องของ Paul Oิวตอนที่เขาเข้ารับตำแหน่ง CEO ของบริษัท Alcoa ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการผลิต
13:14 อลูมิเนียมที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤตในวัน แรกที่เขาพบกับนักลงทุนทุกคนคาดหวังว่า เขาจะพูดเรื่องกำไรการลดต้นทุนหรือ กลยุทธ์ทางธุรกิจแต่สิ่งที่โอนิวพูดกลับ ทำให้ทุกคนช็อกเขาบอกว่าผมต้องการจะทำให้ alคอ้าเป็นบริษัทที่ปลอดภัยที่สุดใน อเมริกาเราจะทำให้อัตราการบาดเจ็บของ พนักงานเป็นศูนย นักลงทุนต่างกันคิดว่าเขาเสียสติไปแล้ว ครับแต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ ปาฏิหาริย์ครับโอนิวยึดเอาความปลอดภัย เป็นนิสัยหลักหรือ key stone habits ขององค์กรการจะทำให้อัตราอุบัติเหตุเป็น ศูนย์ได้นั้นมันบังคับให้ทุกฝ่ายต้อง เปลี่ยนแปลงระบบการทำงานทั้งหมดผู้จัดการ ต้องสื่อสารกับพนักงานระดับล่างมากขึ้น
14:01 เพื่อรับฟังปัญหาพนักงานต้องช่วยกันคิด ค้นกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพและปลอด ภัยกว่าเดิมระบบการรายงานต้องรวดเร็วและ โปร่งใสภายใน 24 ชมงวัฒนธรรมองค์กรที่เคย เฉื่อยชากลายเป็นวัฒนธรรมที่กระตือรือร้น และใส่ใจในรายละเอียดผลลัพธ์คืออะไรครับ ไม่เพียงแต่alคอ้าจะกลายเป็นบริษัทที่ ปลอดภัยที่สุดในโลกแต่ประสิทธิภาพการผลิต ก็พุ่งสูงขึ้นคุณภาพสินค้าดีขึ้นและภายใน ระยะเวลาไม่กี่ปีมูลค่าตลาดของalค้าก็ พุ่งสูงขึ้นกว่า 5 เท่านี่คือพลังของ นิสัยหลักที่เปลี่ยนแปลงองค์กรทั้งองค์กร ได้ครับเมื่อเราเข้าใจเรื่องวงวงจรนิสัย กฎการเปลี่ยนแปลงและพลังของนิสัยหลักแล้ว ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เป็นเหมือน
14:47 พลังงานในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ทั้งหมดนั่นก็คือพลังใจครับซึ่งหนังสือ เล่มนี้ได้นำเสนอมุมมองที่น่าสนใจมากๆ ครับแนวคิดที่ 4 พลังใจคือกล้ามเนื้อ Wheel Power is a muscle ฝึกฝนพลัง ใจให้เป็นนิสัย แนวคิดสุดท้ายที่จะมาเติมเต็มภาพทั้งหมด คือเรื่องของพลัง หรือ Will Power ครับเรามักจะคิดว่าพลัง ใจเป็นเรื่องของจิตใจหรือเป็นคุณสมบัติ ที่ติดตัวมาแต่เกิดแต่ชาวส์ดูฮิบอกว่างาน วิจัยทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากชี้ตรงกันว่า พลังใจนั้นมีลักษณะคล้ายกับกล้ามเนื้อ ครับ 1 พลังใจมีจำกัดในแต่ละวันเหมือนกับ กล้ามเนื้อที่เมื่อเรายกน้ำหนักไปเรื่อยๆ
15:34 มันก็จะล้าและหมดแรงพลังใจของเราก็เช่น กันครับทุกครั้งที่เราต้องฝืนใจทำอะไรบาง อย่างเช่นต้านทานไม่ให้กินขนมเค้กฝืนใจทำ งานที่น่าเบื่อหรืออดทนกับลูกค้าที่เอา แต่ใจพลังใจของเราก็จะค่อยๆถูกใช้ไปพอถึง ช่วงเย็นๆหรือค่ำๆพลังใจของเราก็จะอ่อน แรงลงนี่คือเหตุผลว่าทำไมเรามักจะตะบะแตก กินของหวานหรือไถมือถือไม่หยุดในช่วงกลาง คืนครับ 2 พลังใจสามารถฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้นได้ แต่ข่าวดีก็คือเหมือนกับที่เราสามารถเข้า ยิมเพื่อสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงขึ้น ได้เราก็สามารถฝึกพลังใจของเราให้แข็ง แกร่งขึ้นได้เช่นกันครับด้วยการสร้าง
16:20 นิสัยเล็กๆที่ต้องใช้การควบคุมตนเองอย่าง สม่ำเสมอเช่นการตั้งเป้าว่าจะออกกำลังกาย ให้ได้วันละ 15 นาทีหรือการบังคับตัวเอง ให้เก็บที่นอนทุกเช้าการทำสิ่งเหล่านี้ ซ้ำๆจะค่อยๆเพิ่มความแข็งแกร่งของกล้าม เนื้อพลังใจของเราที่สำคัญที่สุดคือเมื่อ เราฝึกฝนพฤติกรรมบางอย่างจนมันกลายเป็น นิสัยอัตโนมัติแล้วเราก็ไม่จำเป็นต้องใช้ พลังใจในการทำสิ่งนั้นอีกต่อไปครับสมองจะ สลับไปใช้ส่วนเบซลแกงเกลียร์ทำงานแทนทำ ให้เราเก็บพลังใจอันมีค่าไว้ใช้ในการตัด สินใจเรื่องสำคัญอื่นๆได้ หนังสือได้ยกตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของ บริษัท Starbucks ครับ Starbucks ค้นพบ ว่าอุปสรรคสำคัญของพนักงานหน้าร้านหรือ Barista คือการรับมือกับลูกค้าที่กำลัง
17:08 โมโหหรือมีปัญหาซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ต้อง ใช้พลังใจสูงมากในการควบคุมอารมณ์และแก้ ไขปัญหาเฉพาะหน้าหากพนักงานใช้พลังใจไป กับเรื่องนี้หมดแล้วพวกเขาก็จะไม่มีแรง เหลือไปบริการลูกค้าท่านอื่นหรือทำงาน อื่นๆได้ดี Starbucks จึงสร้างคู่มือการ ฝึกพลังใจขึ้นมาครับพวกเขาสร้างแบบแผน พฤติกรรมที่เรียกว่า Late Method ซึ่ง เป็นตัวย่อของ Listen รับฟัง Acknowledge ยอมรับปัญหา Take action แก้ไขปัญหา Thank ขอบคุณและ explain อธิบายพวกเขา ให้พนักงานฝึกซ้อมรับมือกับสถานการณ์ จำลองต่างๆซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งกระบวน
17:54 การลาเต้นี้กลายเป็นนิสัยอัตโนมัติเมื่อ เจอลูกค้าที่ไม่พอใจหรือคิวพนักงานก็จะ เริ่มทำตามขั้นตอนลาเต้ทันทีหรือรูทีนโดย ไม่ต้องใช้พลังใจในการคิดหรือตัดสินใจว่า จะทำอย่างไรดีผลลัพธ์คือลูกค้าพึงพอใจและ ปัญหาถูกแก้ไขหรือ reward การเปลี่ยนการ ใช้พลังใจให้กลายเป็นนิสัยนี้คือหนึ่งใน กุญแจสำคัญที่ทำให้ Starbucks สร้าง มาตรฐานการบริการที่ยอดเยี่ยมไปทั่วโลก ได้ครับหลังจากที่เราได้เข้าใจแนวคิดหลัก ทั้ง 4 ข้อกันไปแล้วนะครับทีนี้ก็มาถึง ส่วนที่สำคัญที่สุดของช่องเรานั่นคือการ นำไปลองทำดูครับผมได้สรุขั้นตอนที่นำไป ใช้ได้จริงจากแต่ละแนวคิดมาให้เป็นชุด
18:41 เครื่องมือเริ่มต้นดังนี้ครับสำหรับแนว คิดเรื่องวงจรแห่งความเคยชิน 1 เป็นนัก สืบนิสัยตัวเองเลือกนิสัยที่คุณอยาก เปลี่ยนมา 1 อย่างแล้วลองจดบันทึกเป็น เวลา 1 สัปดาห์ครับทุกครั้งที่ทำนิสัย นั้นให้จดว่า 1 ตอนนั้นคุณอยู่ที่ไหน 2 เวลากี่โมง 3 รู้สึกอย่างไร 4 มีใครอยู่ ด้วยบ้างข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณเห็น แพทเทิร์นและระบุสิ่งกระตุ้นที่แท้จริง ได้ครับ 2 ทดลองหารางวัลที่แท้จริงหลัง จากทำนิสัยนั้นเสร็จลองเปลี่ยนรางวัลดู ครับเช่นถ้าปกติคุณจะกินคุกกี้ตอน 15:00 น.ลองเปลี่ยนเป็นลุกขึ้นไปเดินเล่นชงชา
19:31 หรือคุยกับเพื่อนแทนแล้วถามตัวเองว่าความ อยากนั้นหายไปมยเพื่อหารางวัลที่สมองคุณ ต้องการจริงๆครับสำหรับแนวคิดเรื่องกฎทอง ของการเปลี่ยนนิสัย 1 ออกแบบกิจวัตรใหม่ เมื่อคุณรู้คิวและreวอร์ดที่แท้จริงแล้ว ให้วางแผนกิจวัตรใหม่ที่ดีกว่าเดิมเอาไว้ ล่องหน้าเลยครับเขียนออกมาเป็นประโยคเลย ว่าเมื่อสิ่งกระตุ้นเกิดขึ้นฉันจะทำ กิจวัตรใหม่ทันที 2 สร้างสัญญาณเตือนใน ช่วงแรกๆให้ตั้งนาฬิกาปลุกหรือแปกโปสอิฐ ไว้ในที่ที่คุณจะเห็นเพื่อเตือนให้ตัวเอง ทำตามกิจวัตรใหม่ที่เราวางแผนไว้ครับ
20:16 สำหรับแนวคิดเรื่องนิสัยหลักหรือ key stone habits 1 เริ่มต้นด้วยการจด บันทึกอาหารไม่ต้องเปลี่ยนการกินทั้งหมด ครับแค่ลองทำดูโดยการจดทุกอย่างที่คุณกิน เข้าไปในแต่ละวันเป็นเวลา 1 สัปดาห์การ กระทำเล็กๆนี้มักจะสร้างการตระหนักรู้และ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินที่ ดีขึ้นเองโดยอัตโนมัติ 2 เก็บที่นอนทุก เช้าเริ่มต้นวันด้วยการชัยชนะเล็กๆการ เก็บที่นอนให้เรียบร้อยทุกเช้าหลังตื่น นอนเป็นนิสัยหลักที่สร้างวินัยและความรู้ สึกสึกดีกับตัวเองซึ่งจะส่งผลให้คุณอยาก ทำสิ่งดีๆอย่างอื่นตามมาตลอดทั้งวัน
21:02 สำหรับแนวคิดเรื่องพลังใจคือกล้ามเนื้อ 1 ทำสิ่งที่ยากที่สุดของวันเป็นอย่างแรกใน ตอนเช้าคือช่วงเวลาที่พลังใจของเราแข็ง แรงที่สุดครับให้เอางานที่สำคัญและต้อง ใช้สมาธิมากที่สุดมาทำเป็นอย่างแรกของวัน ครับ 2 วางแผนรับมือกับช่วงเวลาอ่อนแอคุณ รู้ดีว่าช่วงไหนของวันที่คุณมักจะตะบะแตก เช่นช่วงบ่าย 3 หรือหลังเลิกงานให้วางแผน รับมือไว้ล่วงหน้าเลยครับเช่นเตรียมของ ว่างที่ดีต่อสุขภาพไว้ใกล้มือหรือวางแผน กิจกรรมที่จะทำหลังเลิกงานเพื่อไม่ให้ตัว
21:49 เองไถมือถืออย่างไร้จุดหมายตัวอย่างที่ ใกล้ตัวมากๆสำหรับคนทำงานออฟฟิศในไทยเลย คือนิสัยการกินชานมไขมุกตอนบ่ายคิวสิน กระตุ้นอาจจะเป็นเวลา 14:00 น.หรือรู้สึก ง่วงหรือเห็นเพื่อนร่วมงานสั่งรูทีน กิจวัตรเดินไปสั่งชานมไข่มุกรีวอร์ด รางวัลความสดชื่นจากความเย็นความหวานหรือ การได้พักสมองจากการทำงานถ้าเราอยาก เปลี่ยนนิสัยนี้เราอาจจะใช้กดทองโดยออก แบบกิจวัตรใหม่เช่นเมื่อถึง 14:00 น.และ รู้สึกง่วงฉันจะลุกไปชงกาแฟดำกินกับผลไม้
22:37 หรือฉันจะลุกไปเดินยืดเส้นๆใสคุยกับ เพื่อน 5 นาทีเรายังคงได้รางวัลคือความสด ชื่นและการพักสมองเหมือนเดิมแต่วิธีการ นั้นดีต่อสุขภาพมากกว่าเยอะเลยครับนอก เหนือจากแนวคิดและวิธีการดีๆแล้วใน หนังสือเล่มนี้ยังมีเรื่องเล่าหนึ่งที่ผม อ่านแล้วประทับใจมากและอยากจะนำมาแบ่งปัน เป็นพิเศษเลยครับมันคือเรื่องราวของ ผลิตภัณฑ์ที่เราคุ้นเคยกันดีอย่างBreีซ ครับเรื่องมันเริ่มจากที่นักวิทยาศาสตร์ ของบริษัท PNG ได้คิดค้นสเปรย์มหัศจรรย์ ที่สามารถขจัดกลิ่นเหม็นได้อย่างหมดจด จริงๆไม่ใช่แค่เอากลิ่นหอมมากลบพวกเขา ตื่นเต้นมากและคิดว่านี่คือผลิตภัณฑ์ที่
23:26 จะเปลี่ยนโลกแต่เมื่อวางขายจริงมันกลับ ล้มเหลวไม่เป็นท่าครับยอดขายแทบแค่เป็น ศูนย์ทีมการตลาดงงเป็นไก่ตาแตกพวกเขาลง พื้นที่ไปสัมภาษณ์ลูกค้ากลุ่มตัวอย่างและ ได้เข้าไปในบ้านของหยีคนหนึ่งที่เลี้ยง แมว 9 ตัวในบ้านเต็มไปด้วยกลิ่นที่ค่อน ข้างรุนแรงแต่หน้าแปลกที่เจ้าของบ้านกลับ บอกว่าเธอไม่ได้กลิ่นอะไรเลยและนั่นคือ จุดที่ทีมงานปิ๊งขึ้นมาครับพวกเขาค้นพบ ว่าสิ่งกระตุ้นหรือคิวที่พวกเขาใช้ในการ ตลาดคือกลิ่นเหม็นนั้นมันใช้ไม่ได้ผล เพราะคนส่วนใหญ่มักจะชินกับกลิ่นในสภาพ แวดล้อมของตัวเองจนจมูกไม่ได้กลิ่นครับ พี่แอนเกือบจะพลับโครงการนี้ไปแล้วแต่มี
24:14 นักวิจัยคนหนึ่งไปสังเกตพฤติกรรมของแม่ บ้านคนหนึ่งเธอเป็นคนรักความสะอาดมากและ ทุกครั้งที่เธอทำความสะอาดห้องเสร็จเช่น เก็บที่นอนหรือดูดฝุ่นเสร็จเธอจะมีรอย ยิ้มแห่งความพึงพอใจทีมงานเลยเกิดไอเดีย ใหม่ทั้งหมดพวกพวกเขาเปลี่ยนจุดขายของ ฟรีบีสจากตัวกำจัดปัญหามาเป็นรางวัลของ การทำความสะอาดพวกเขาเติมกลิ่นหอมอ่อนๆ เข้าไปในผลิตภัณฑ์และโฆษณาในรูปแบบใหม่ โดยแสดงภาพผู้หญิงฉีดฟีบบรีสเป็นขั้นตอน สุดท้ายหลังทำความสะอาดเสร็จเพื่อให้ห้อง มีกลิ่นหอมสดชื่นเป็นรางวัลและมันก็ได้ผล ครับยอดขายพุ่งทะยานเป็นพลุแตกฟรีบรีส กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องมีติดบ้านเพราะ
25:00 PNG จีไม่ได้ขายสเปรย์ดับกลิ่นอีกต่อไป แต่พวกเขากำลังขายความรู้สึกดีที่เป็น รางวัลของการทำความสะอาดพวกเขาเชื่อมโยง ผลิตภัณฑ์ของตัวเองเข้าไปในวงจรนิสัยที่ มีอยู่แล้วของผู้บริโภคอย่างสมบูรณ์แบบ ครับบทเรียนจากเรื่องนี้คือบางครั้งการจะ สร้างความเปลี่ยนแปลงเราไม่จำเป็นต้อง สร้างนิสัยใหม่ทั้งหมดแต่แค่ต้องเข้าใจวง จรนิสัยเดิมที่มีอยู่แล้วนำเสนอสิ่งใหม่ เข้าเป็นรางวัลที่ดีกว่าเดิมหรือทำให้ รางวัลเดิมสมบูรณ์ยิ่งขึ้นและนั่นก็คือ สาระสำคัญจากหนังสือพลังแห่งความเคยชิน หรือ The Power of Habit นะครับถ้าจะ ให้สรุปอีกครั้งหัวใจที่หนังสือเล่มนี้
25:46 ต้องการจะบอกเราก็คือนิสัยไม่ใช่ พรหมลิขิตเราทุกคนสามารถเป็นวิศวกรออกแบบ พฤติกรรมของตัวเองได้แค่เข้าใจพิมพ์เขียว ของมันและการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่ สุดก็มักจะเริ่มต้นจากการปรับปรุงนิสัย เล็กๆที่สำคัญที่สุดเพียงอย่างเดียวนั่น เองครับสำหรับใครที่ฟังแล้วมีใฝ่จากขั้น ตอนทั้งหมดที่เราคุยกันไปในวันนี้ผมอยาก ให้คุณเลือกสิ่งที่ทำได้ง่ายและเล็กที่ สุดเพียง 1 อย่างมาเริ่มลองทำดูภายใน 24 ช่มงนี้ครับไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจว่าจะ เก็บที่นอนทันทีหลังตื่นนอนในวันพรุ่งนี้ เริ่มต้นวันของคุณด้วยชัยชนะเล็กๆที่ไม่ ต้องใช้ความพยายามมากแต่ทรงพลังอย่างไม่
26:32 น่าเชื่อครับลองถามตัวเองดูนะครับว่าถ้า คุณสามารถนำแนวคิดจากหนังสือ The Power of Habit ไปปรับใช้ได้อย่างสม่ำเสมอ ชีวิตของคุณในอีก 1 ปีข้างหน้าจะเปลี่ยน แปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างไรได้บ้าง ครับจำไว้นะครับว่าการฟังเป็นเพียงจุด เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะเกิด ขึ้นเมื่อเรากล้าที่จะลองทำดูเท่านั้น ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามฟังมาจนถึงตอนนี้ นะครับถ้าคุณชอบเนื้อหาในตอนนี้และคิดว่า เป็นประโยชน์อย่าลืมกดไลคแชร์และ subscribe ช่องลองทำดู Just try it ของเราพร้อมกดกระดิ่งแจ้งเตือนไว้ด้วยนะ ครับจะได้ไม่พลาดสาระดีๆในตอนต่อไป
27:19 สำหรับหนังสือพลังแห่งความเคยชินเล่มนี้ แนวคิดไหนที่คุณฟังแล้วปิ๊งที่สุดและอยาก จะนำไปลองทำดูเป็นอย่างแรกครับคอมเมนต์ แบ่งปันกันที่ด้านล่างนี้ได้เลยนะครับผม อยากอ่านมุมมองของทุกคนเลยและแน่นอนมี หนังสือเล่มไหนอีกบ้างที่คุณอยากให้เรานำ มาสรุปและลองทำดูด้วยกันในครั้งต่อไปแนะ นำกันเข้ามาได้เลยนะครับสำหรับวันนี้เวลา ของเราหมดลงแล้วอย่าลืมนะครับว่าทุกการ ลองทำดูคือก้าวแรกสู่การเปลี่ยนแปลงที่ ยิ่งใหญ่ในชีวิตคุณเสมอพบกันใหม่ในตอนต่อ ไปสวัสดีครับ [เพลง]