สรุปหนังสือ Think Faster Talk Smarter วิธี คิดเร็ว พูดฉลาด ในเสี้ยววินาที!

ลองทำดู – Just Try It www.youtube.com

สรุปเนื้อหาโดยย่อ

วิดีโอนี้สรุปเนื้อหาจากหนังสือ "คิดเร็ว พูดฉลาด" (Think Faster Talk Smarter) โดย Mat Abrahams ซึ่งเน้นที่การพัฒนาทักษะการสื่อสารแบบฉับพลัน ไม่ใช่แค่การพูดในที่สาธารณะ แต่เป็นการตอบคำถาม การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการสื่อสารในชีวิตประจำวัน เนื้อหาหลักแบ่งเป็น 6 ขั้นตอนสำคัญ:

  • สยบความตื่นตระหนก: จัดการความตื่นเต้นโดยเปลี่ยนมุมมองและใช้เทคนิคทางกายภาพ
  • ลดล็อคด้วยความธรรมดา: ลดความกดดันในการพูดให้สมบูรณ์แบบ
  • เปลี่ยนมุมมองใหม่: มองการพูดเป็นการสนทนาและการช่วยเหลือ
  • ฟังอย่างลึกซึ้ง: ฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่แค่เตรียมคำตอบ
  • โครงสร้างช่วยปลดปล่อย: ใช้โครงสร้างที่ชัดเจนในการสื่อสาร
  • โฟกัสที่แก่น: ตัดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออก

นอกจากนี้ วิดีโอยังนำเสนอเครื่องมือและเทคนิคที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง พร้อมทั้งยกตัวอย่างเรื่องเล่าที่สร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับการเล่าเรื่อง

  • การจัดการความตื่นเต้น
  • การลดความกดดัน
  • การเปลี่ยนมุมมอง
  • การฟังอย่างลึกซึ้ง
  • การใช้โครงสร้าง
  • การโฟกัสที่แก่น

บทนำ

วิดีโอเปิดด้วยสถานการณ์ที่หลายคนอาจเคยเจอ คือการถูกถามความเห็นในที่ประชุมโดยไม่ทันตั้งตัว ทำให้สมองตื้อและพูดไม่ออก ผู้พูดชี้ให้เห็นว่าทักษะการคิดเร็วและพูดฉลาดไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็นทักษะที่สามารถสร้างได้

ทำไมต้อง "คิดเร็ว พูดฉลาด"

หนังสือ "คิดเร็ว พูดฉลาด" เหมาะสำหรับคนทำงานที่ต้องการพัฒนาทักษะการสื่อสารแบบฉับพลัน ไม่ว่าจะเป็นคนที่ประหม่าเมื่อต้องพูดโดยไม่ทันตั้งตัว หัวหน้าทีมที่ต้องการสื่อสารให้กระชับ หรือใครก็ตามที่เคยเจอปัญหาสมองตื้อเมื่อเจอคำถามยากๆ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้สอนแค่การพูดเก่ง แต่สอนให้ครองสติและจัดระเบียบความคิดได้ในเสี้ยววินาที ผู้เขียนคือ Mat Abrahams ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

บริบทของหนังสือ

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เน้นการพูดในที่สาธารณะแบบมีการเตรียมสคริปต์ แต่เน้นการสื่อสารแบบฉับพลันที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น การตอบคำถาม การแนะนำตัว หรือการแก้ตัวเมื่อทำผิดพลาด ในยุคที่ทุกอย่างหมุนเร็ว ความสามารถในการคิดเร็วเป็นสิ่งสำคัญ การสื่อสารที่เยิ่นเย้ออาจทำให้พลาดโอกาสทางธุรกิจ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เราไม่มีความรู้ แต่อยู่ที่ความกดดันที่ปิดกั้นการเข้าถึงความรู้นั้น หนังสือเล่มนี้จึงสอนวิธีปลดล็อคสมองให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

โครงสร้างช่วยปลดปล่อย

หัวใจของหนังสือเล่มนี้คือประโยคที่ว่า "Structure sets you free" หรือโครงสร้างช่วยปลดปล่อยอิสรภาพ การมีโครงสร้างทางความคิดที่ชัดเจนจะช่วยลดภาระสมอง ทำให้เราไม่ต้องกังวลว่าจะพูดอะไรก่อนหลัง และมีพื้นที่สมองไปโฟกัสกับการเชื่อมโยงกับผู้ฟัง

6 ขั้นตอนสู่การพูดฉับพลัน

Abrahams แบ่งกระบวนการพัฒนาทักษะการพูดฉับพลันออกเป็น 6 ขั้นตอน:

  1. สยบความตื่นตระหนก (Tame the Beast): จัดการกับความตื่นเต้นโดยเปลี่ยนป้ายชื่ออารมณ์จาก "กลัว" เป็น "ตื่นเต้น" หรือ "พร้อม" และใช้เทคนิคทางกายภาพ เช่น การถือของเย็นหรือการหายใจออกให้ยาวกว่าหายใจเข้า
  2. ลดล็อคด้วยความธรรมดา (Maximize Mediocrity): ลดความกดดันในการพูดให้สมบูรณ์แบบ โดยบอกตัวเองว่าแค่สื่อสารรู้เรื่องก็พอ เมื่ออนุญาตให้ตัวเองทำผิดพลาดได้ สมองจะผ่อนคลายและดึงศักยภาพออกมาได้ดีกว่า
  3. เปลี่ยนมุมมองใหม่ (Redefine Mindset): เปลี่ยนมุมมองจากการพูดเป็นการแสดงเป็นการสนทนา และเปลี่ยนจากการถูกทดสอบเป็นโอกาสในการช่วยเหลือ เมื่อคิดว่าเรามีคุณค่าที่จะมอบให้ ความกลัวจะเปลี่ยนเป็นความปรารถนาดี
  4. ฟังอย่างลึกซึ้ง (Listen): ฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่แค่เตรียมคำตอบ ใช้สูตร "PEACE" (Pause, Empathy, Ask, Clarify, Explore) เพื่อชะลอความเร็ว ให้พื้นที่ตัวเองและคู่สนทนา และฟังด้วยความเมตตา
  5. โครงสร้างช่วยปลดปล่อย (Structure): ใช้โครงสร้างที่ชัดเจนในการสื่อสาร เช่น โครงสร้าง "What? So what? Now what?" เพื่อลดภาระทางสมองและทำให้ผู้ฟังจดจำได้ง่าย
  6. โฟกัสที่แก่น (Focus): ตัดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออก โดยถามตัวเองว่าอะไรคือสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดที่ผู้ฟังต้องรู้ในตอนนี้

เครื่องมือที่นำไปลองทำ

วิดีโอนำเสนอเครื่องมือที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง:

  1. The Cold Grip: จับของเย็นก่อนเข้าห้องประชุม
  2. The Good Enough Mantra: ท่องในใจว่า "เอาแค่สื่อสารรู้เรื่องก็พอ"
  3. The Second Pause: นับ 1 2 3 ในใจก่อนตอบคำถาม
  4. เปลี่ยนการสอบสวนเป็นการสนทนา: มองว่าเจ้านายกำลังขอความช่วยเหลือ
  5. สูตร What? So what? Now what?: ใช้ในการอัปเดตงาน

เรื่องเล่าของเรมอน นาซเซอร์

เรื่องราวของเรมอน นาซเซอร์ ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร แนะนำให้เตรียมคลังเรื่องเล่าไว้เสมอ เพราะคนแรกที่เราคุยด้วยมักจะไม่ใช่คนที่มีอำนาจตัดสินใจสุดท้าย เรื่องราวจะมีความสามารถในการถูกเล่าซ้ำ และจะเดินทางไปได้ไกลกว่าตัวเรา

สรุปและกระตุ้นให้ลองทำ

วิดีโอสรุปว่าหัวใจของหนังสือคือโครงสร้างช่วยปลดปล่อยและเชื่อมโยง ไม่ใช่สมบูรณ์แบบ กระตุ้นให้ลองใช้สูตร "What? So what? Now what?" ในการตอบคำถาม และย้ำว่าทักษะการพูดไม่ใช่เรื่องของ DNA แต่เป็นเรื่องของการฝึกฝน

Summarize any YouTube video in seconds

Get summaries like this one for any video, in your language, with the free Summ app.

Download on the Apple Store
Get it on Google Play

Transcript

YouTube Transcript Generator

0:00 คุณเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ไหมครับกำลัง นั่งประชุมอยู่เพลินๆจู่ๆหัวหน้าก็หันมา ถามว่าคุณมีความเห็นเรื่องนี้ยังไงใน วินาทีนั้นสมองของคุณเหมือนถูกถอดปลั๊ก ขาวโพลนไปหมดหัวใจเต้นรัวเหมือนกล่องชุด เหงื่อเริ่มซึมทั้งๆที่คุณรู้เรื่องนั้น ดีที่สุดแต่ปากกลับหนักอึ้งพูดอะไรไม่ออก หรือถ้าพูดออกมาได้ก็กลายเป็นประโยคที่วก ไปวนมาจนจับใจความไม่ได้ถ้าคุณเคยรู้สึก ว่ารู้งี้น่าจะพูดแบบนั้นออกไปหลังจาก เหตุการณ์ผ่านไปแล้วเชื่อผมเถอะครับว่า คุณไม่ได้เป็นคนเดียวและข่าวดีที่สุดของ วันนี้คือทักษะการคิดเร็วและพูดฉลาดไม่

0:49 ใช่พรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่เกิดแต่เป็น ทักษะที่เราสร้างได้ครับ [เพลง] >> Long them do just try it podcast >> สวัสดีครับยินดีต้อนรับกลับเข้าสู่พื้น ที่แห่งการเรียนรู้และการลงมือทำกับช่อง ลองทำดู Just Try it Podcast ครับผม เชื่อเสมอว่าความรู้ที่ดีที่สุดคือความ รู้ที่ถูกนำออกมาใช้ไม่ใช่แค่ถูกเก็บไว้ ในสมองและที่นี่เราจะมาย่อยหนังสือดีๆ เปลี่ยนไอเดียยากๆให้กลายเป็นเคล็ดลับที่ คุณสามารถนำไปลองทำดูได้ทันทีในชีวิตจริง ครับ

1:34 สำหรับในตอนนี้ผมตื่นเต้นมากที่จะได้พา พวกเราไปดำดิ่งสู่แก่นความคิดจากหนังสือ ที่กำลังมาแรงมากในวงการพัฒนาตนเองและ ธุรกิจทั่วโลกหนังสือเล่มนี้ชื่อว่าคิด เร็วพูดฉลาดหรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า Think Faster Talk Master ครับผลงานระดับ Masterpiece ของ Mat Abrahams ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยว ชาญด้านการสื่อสารเชิงยุทธวิธีจาก มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดที่สอนวิชาที่ฮิตที่ สุดวิชานึงใน MBA เลยทีเดียวถามว่าทำไม ต้องเล่มนี้และมันเหมาะกับใครผมบอกได้เลย ครับว่าหนังสือเล่มนี้เหมือนถูกเขียนมา เพื่อคนทำงานยุคนี้โดยเฉพาะไม่ว่าคุณจะ

2:20 เป็นคนที่มักจะประมา มือไม้สั่นเวลาต้องถูกเรียกให้พูดโดยไม่ ทันตั้งตัวหรือคุณอาจจะเป็นหัวหน้าทีมผู้ บริหารที่ต้องการสื่อสารให้กระชับฉับไว ตรงประเด็นไม่เย่นเย้อไปจนถึงใครก็ตามที่ เคยเจอปัญหาสมองตื้อเวลาโดนคำถามยากๆใน ที่ประชุมเล่มนี้คือคู่มือช่วยชีวิตของ คุณเลยครับเพราะมันไม่ได้แค่สอนให้คุณพูด เก่งแต่สอนให้คุณครองสติ และจัดระเบียบความคิดได้ในเสี้ยววินาที ต่อจากนี้เราจะมาเจาะลึกกันแบบบรรทัดต่อ บรรทัดเลยครับเราจะไปดูเบื้องหลังว่าทำไม การพูดแบบฉับพลันถึงเป็นยาขมของใครหลายคน

3:06 จากนั้นเราจะมาแกะรหัส 6 ขั้นตอนสู่การ เป็นนักสื่อสารที่ยอดเยี่ยมที่แมท แอบราฮัมสรุปไว้ซึ่งผมบอกเลยครับว่าแต่ละ ข้อจะพลิกมุมมองที่คุณมีต่อการพูดไปตลอด กาลและในช่วงท้ายห้ามพลาดเด็ดขาดนะครับ เพราะผมได้รวบรวมชุดเครื่องมือที่คุณ สามารถหยิบไปใช้ได้ทันทีหลังฟังจบพร้อม กับเรื่องเล่าเรื่องนึงในหนังสือเกี่ยว กับชายที่ชื่อว่าเรมอนnัซerที่จะเปลี่ยน วิธีที่คุณเล่าเรื่องไปตลอดชีวิตพร้อมมั้ ครับถ้าพร้อมแล้วเราไปลองทำดูพร้อมกันเลย ครับก่อนที่เราจะไปดูเทคนิคเราต้องเข้าใจ บริบทของหนังสือเล่มนี้ก่อนครับ Think Fast Talk smarter ไม่ใช่หนังสือสอนพูดในที่

3:54 สาธารณะแบบเดิมๆที่สอนให้คุณเตรียมสิปต ซ้อมหน้ากระจกเป็น 10 รอบเพื่อไปพูดบน เวทีใหญ่ไม่ใช่ครับหนังสือเล่มนี้โฟกัสไป ที่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นและเกิดขึ้น บ่อยกว่านั้นนั่นคือการสื่อสารแบบฉับพลัน ครับลองนึกภาพดูสิครับในชีวิตจริงของเรา เรามีโอกาสได้ขึ้นพูดบนเวทีที่มีสกิปต เป๊ะๆกี่ครั้งเชียวน้อยมากใช่มั้ยครับแต่ เราต้องตอบคำถามถามลูกค้าตอบเจ้านายแนะนำ ตัวในงานปาร์ตี้หรือแม้แต่แก้ตัวเวลาทำ ผิดเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นทุกวันวันละ หลายรอบและมันคือของจริงที่ไม่มีสิปตสือ เล่มนี้จึงเกิดขึ้นมาเพื่ออุดรอยรั่วตรง นี้ครับมันคือคู่มือวิศวกรรมทางความคิด ที่จะช่วยให้คุณเอาตัวรอดและโดดเด่นใน

4:40 สถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ครับในยุคที่ทุก อย่างหมุนเร็วแบบนี้ความสามารถในการคิด เร็วสำคัญพอๆกับความฉลาดครับเราอยู่ในโลก ที่ความสนใจของพวกคนสั้นลงการสื่อสารที่ เย่นเย้อวกวนหรือดูไม่มั่นใจอาจทำให้เรา พลาดโอกาสทางธุรกิจหรือเสียเครดิตความน่า เชื่อถือไปเลยแมทabราฮัมชี้ให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เราไม่มีความรู้แต่ ปัญหาคือความกดดันมันไปปิดกั้นการเข้าถึง ความรู้นั้นในสมองของเราครับหนังสือเล่ม นี้จึงสำคัญเพราะมันสอนวิธีปลดล็อคสมอง ให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพแม้ในภาวะ วิกฤตครับแล้วแมทAbraราฮัมคือใครทำไมเรา ต้องเชื่อเขานอกจากจะเป็นอาจารย์ที่ Stanford Graduate School of

5:27 Business แล้วเขายังเป็นโฮสของพcastชื่อ ดังระดับโลกที่ชื่อว่า Think Fast Talk Smart ด้วยครับเขาคลุกคลีอยู่กับผู้ บริหารระดับสูงผู้ประกอบการซิลิคอน ดัลเลย์และนักวิชาการด้านจิตวิทยามาอย่าง ยาวนานสิ่งที่เขาเขียนไม่ใช่แค่ทฤษฎีสวย หรูในตำราแต่มาจากการสังเกตการทดลองและ การถอดบทเรียนจากคนที่ประสบความสำเร็จใน การสื่อสารจริงๆเขาคือคนที่ผสมผสาน จิตวิทยาเข้ากับวาทศิลป์ได้อย่างลงตัวที่ สุดคนหนึ่งในยุคนี้เลยครับถ้าจะให้สรุป หัวใจของหนังสือเล่มนี้ใน 1 ประโยคเดียว ผมขอยกประโยคทองที่แมทมักจะย้ำเสมอครับ ว่า Structure sets you free หรือโครง สร้างช่วยปลดปล่อยอิสรภาพฟังดูขัดแย้งใช่ มั้ยครับปกติเราคิดว่าโครงสร้างคือโกงขัง

6:14 แต่ความจริงแล้วการมีโครงสร้างทางความคิด ที่ชัดเจนจะช่วยลดภาระสมองทำให้เราไม่ ต้องผวงว่าจะพูดอะไรก่อนหลังและเหลือพื้น ที่สมองไปโฟกัสกับการเชื่อมโยงกับผู้ฟัง แทนครับเอาล่ะครับทีนี้เรามาเข้าสู่เนื้อ หาหลักกันเลยแAbraราhamsได้แบ่งกระบวนการ พัฒนาทักษะการพูดฉับพรานออกเป็น 6 ขั้น ตอนซึ่งเปรียบเสมือนบันได 6 ขั้นที่จะพา คุณเดินออกจากความกลัวไปสู่ความมั่นใจเรา มาค่อยๆแกะไปทีละขั้นนะครับขั้นตอนที่ 1 คาม สยบความตื่นตระหนก T the Beast ขั้นแรก สุดและสำคัญที่สุดคือการจัดการกับความ ตื่นเต้นครับแมทบอกว่าเมื่อเราถูกเรียก ให้พูดโดยไม่ทันตั้งตัวสมองส่วนดึกดำบร

7:02 ของเราจะตีความสถานการณ์นั้นว่าเป็นภัย คุกคามเหมือนเรากำลังเจอเสือในป่าร่างกาย จะเข้าสู่โหมดสู้หรือหนีทันทีหัวใจเต้น แรงมือเย็นเหงื่อออกสมองส่วนหน้าที่ใช้ คิดวิเคราะห์จะเริ่มทำงานแย่ลงนี่คือ สาเหตุของอาการสมองขาวโพลนครับเทคนิคที่ แมทแนะนำไม่ใช่การบอกตัวเองว่าห้ามตื่น เต้นเพราะมันทำไม่ได้จริงแต่คือการ เปลี่ยนป้ายชื่ออารมณ์ครับในทาง วิทยาศาสตร์อาการตื่นเต้นกับอาการตื่นตัว มีปฏิกิริยาทางร่างกายเหมือนกันเปี๊ยบคือ หัวใจเต้นเร็วและมีความตื่นตัวดังนั้นแทน ที่จะบอกว่าฉันกลัว ให้บอกตัวเองว่าฉันกำลังตื่นเต้นหรือฉัน

7:52 กำลังพร้อมมันเป็นการหลอกสมองให้เปลี่ยน จากโหมดป้องกันตัวเป็นโหมดเตรียมพร้อม ครับแมทยกตัวอย่างเทคนิคที่เรียบง่ายแต่ น่าสนใจมากคือการถือของเย็นครับใช่ครับ ฟังไม่ผิดเวลาคุณตื่นเต้นอุณหภูมิร่างกาย จะสูงขึ้นถ้าคุณได้กำขวดน้ำเย็นๆสักพัก มันจะช่วยลดอุณหภูมิร่างกายและดึงสติสัมป สัมปชัญญะกลับมาที่ความรู้สึกทางกายแทน ที่จะฟุ้งซ่านอยู่ในหัวหรืออีกวิธีคือการ หายใจแบบหายใจออกให้ยาวกว่าหายใจเข้า เพราะการหายใจออกยาวๆจะไปกระตุ้นระบบ ประสาทที่ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายให้ทำงาน ครับพอเราเริ่มควบคุมความตื่นเต้นทาง กายภาพได้แล้วขั้นต่อไปเราต้องไปจัดการ

8:40 กับศัตรูตัวร้ายที่อยู่ในความคิดของเรา ครับนั่นนำเราไปสู่ขั้นตอนที่ 2 unlock ล็อปลดล็อคด้วยความธรรมดา maximize mediocrity ขั้นตอนนี้ชื่ออาจจะดูแปลกๆนะครับ maximize mediocrity หรือจงมุ่งมั่นสู่ ความธรรมดาหลายคนอาจจะแย้งว่าเฮ้ยเราต้อง ทำให้ดีที่สุดสิทำไมให้มุ่งสู่ความธรรมดา แมทอธิบายว่าศัตรูตัวฉะกาดของการพูดฉับ พลันคือความสมบูรณ์แบบครับเมื่อเรากดดัน ตัวเองว่าต้องพูดให้คมคาย ต้องไม่มีคำฟุ่มเฟือยสมองเราจะแบ่ง ทรัพยากรส่วนใหญ่ไปกันตรวจสอบตัวเองคอย จับพิษตัวเองว่าพูดถูกมยทำให้เหลือสมอง

9:25 ไว้ประมวลผลเนื้อหาน้อยลงผลก็คือยิ่งอยาก พูดดียิ่งพูดไม่ออกแนวคิด maximize mediocrity คือการบอกตัวเองว่าเฮ้ยเอา แค่สื่อสารรู้เรื่องก็พอลดมาตรฐานความกด ดันลงเมื่อเราอนุญาตให้ตัวเองทำผิดพลาด ได้สมองจะผ่อนผ่อนคลายและกลายเป็นว่าเรา สามารถดึงศักยภาพออกมาได้ดีกว่าตอนที่ พยายามจะสมบูรณ์แบบซะอีกแมทเปรียบเทียบ เรื่องนี้กับการแสดงตลกคาเฟ่หรือ improve comedy ในการด้นสดถ้าใครพยายามจะเล่นมุก ที่ฉลาดเกินไปมักจะแป๊กแต่คนที่ไหลไปตาม น้ำกล้าเล่นอะไรโง่ๆธรรมดาๆดากลับสร้าง เสียงหัวเราะได้มากกว่าเขาเรียกว่าการมอง

10:12 ข้อผิดพลาดเป็นมิสคือเทคที่พลาดไปเหมือน ตอนถ่ายหนังถ้าเทคนี้ไม่ดีก็แค่เทคใหม่ ไม่ใช่หายนะของชีวิตการเปลี่ยนมุมมองแบบ นี้ช่วยปลดล็อคความเกรงได้มหาศาลเมื่อเรา ลดความกดดันลงแล้วเราจะเริ่มมองเห็นสิ่ง ต่างๆรอบตัวชัดเจนขึ้นซึ่งจะพาเราไปสู่ การปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อผู้ฟังและ การพูดในขั้นตอนที่ 3 ครับขั้นตอนที่ 3 Redefine เปลี่ยนมุมมองใหม่ Myset ขั้นตอนที่ 3 คือการ redefine หรือนิยาม ใหม่ครับคนส่วนใหญ่มองการพูดในที่สาธารณะ หรือการตอบคำถามว่าเป็นการแสดงที่มีเรา เป็นพระเอกและผู้ฟังเป็นกรรมการตัดสินมุม

11:00 มองแบบนี้แหละครับที่สร้างความเครียดแมท เสนอให้เราเปลี่ยนเลนส์มองใหม่จากการแสดง ให้เป็นการสนทนาและเปลี่ยนจากการถูกทดสอบ เป็นโอกาสในการช่วยเหลือครับลองคิดดูว่า ถ้าหัวหน้าถามความเห็นคุณไม่ใช่เพราะเขา อยากจับพิษแต่เพราะเขาต้องการข้อมูลจาก คุณเพื่อช่วยแก้ปัญหาเมื่อเราคิดว่าฉันมี คุณค่าที่จะมอบให้ความกลัวจะเปลี่ยนเป็น ความปรารถนาดีและภาษาท่าทางของเราจะ เปลี่ยนจากปกป้องตัวเองเป็นเปิดกว้างทัน ทีมีเคสนึงที่แมทเล่าถึงผู้บริหารที่กลัว การตอบคำถามสื่อมวลชนมากเพราะกลัวพูดผิด แต่พอแมทให้เขาลองเปลี่ยนความคิดว่านัก ข่าวคนนี้คือสะพานที่จะพาข้อความของคุณไป

11:49 สู่ลูกค้าที่กำลังเดือดร้อนท่าทีของเขา เปลี่ยนไปเลยครับเขาเลิกกังวลว่าตัวเองจะ ดูดียังไงแต่หันไปโฟกัสว่าจะพูดยังไงให้ คนฟังเข้าใจและได้ประโยชน์ที่สุดนี่คือ พลังของการเปลี่ยนmindsตครับพอ mindset เราถูกต้องแล้วก่อนที่เราจะเริ่มพูดสิ่ง ที่สำคัญกว่าการพูดคือสิ่งที่เรามักละเลย มากที่สุดนั่นคือขั้นตอนที่ 4 ครับขั้น ตอนที่ 4 Listen ฟังอย่างลึกซึ้ง Don't just do something stand there ชื่อ ขั้นตอนนี้ล้อเรียนประโยคฮิต Don't just stand there do something อย่ามัวแต่ ยืนบื้อทำอะไรซะอย่างสิกลับหัวกลับหาง เป็น Don't just do something stand there อย่าเพิ่งทำอะไรยืนนิ่งๆก่อนแมท

12:36 ย้ำว่าการสื่อสารที่ดีเริ่มต้นที่การฟัง ครับแต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ฟังเพื่อเข้าใจ เราฟังเพื่อเตรียมคำตอบพอเขาพูดยังไม่จบ เราก็คิดคำตอบในหัวแล้วทำให้เราพลาด ประเด็นสำคัญหรืออารมณ์ที่ซ่อนอยู่แมทจึง เสนอสูตรการฟังที่ชื่อว่า test space graส 1 pสจังหวะชะลอความเร็วลงอย่ารีบสวน 2 space พื้นที่ให้พื้นที่ตัวเองได้คิด และให้พื้นที่คู่สนทนาได้ระบาย 3 grสความ เมตตา ฟังโดยไม่ด่วนตัดสินให้เกียรติสิ่งที่เขา พูดแมทเล่าถึงความผิดพลาดของตัวเองที่เคย รีบแนะนำวิธีแก้ปัญหาให้ภรรยาทั้งๆที่เธอ ยังเล่าไม่จบปรากฏว่าเธอไม่ได้ต้องการทาง

13:24 แก้เธอแค่อยากมีคนรับฟังการใช้หลักเพace และเกสช่วยให้เขาหยุดตัวเองและถามกลับไป ว่าคุณอยากให้ผมช่วยแก้ปัญหาหรือแค่อยาก ให้ผมรับฟังครับซึ่งคำถามง่ายๆนี้เปลี่ยน บทสนทนาจากความขัดแย้ง เป็นความเข้าใจได้ทันทีเมื่อเราฟังจนเข้า ใจถ เวลาที่เราจะต้องส่งสารออกไปแต่เราจะส่ง ออกไปยังไงให้คนเข้าใจง่ายและประทับใจนี่ คือที่มาของพระเอกของเราในขั้นตอนที่ 5 ครับขั้นตอนที่ 5 structure โครงสร้าง ช่วยปลดปล่อยนี่คือหัวใจสำคัญที่สุดของ หนังสือเล่มนี้แหละครับ Structure หรือ โครงสร้างแมทเปรียบเทียบว่าโครงสร้างก็ เหมือนกับแผนที่หรือสูตรอาหารครับถ้าคุณ

14:10 จะทำแกงเขียวหวานโดยไม่มีสูตรคุณคง วุ่นวายกับการกะปริมาณกะทิพริกแกงจนลืมรส ชาติให้อร่อยแต่ถ้ามีสูตรคุณแค่ทำตาม ลำดับแล้วเอาสมองไปโฟกัสที่การปรุงรสให้ กล่อมกล่อมโครงสร้างช่วยลดภาระทางสมอง ครับผู้ฟังเองก็ชอบโครงสร้างเพราะสมอง มนุษย์ถูกออกแบบมาให้จดจำสิ่งที่เป็นระบบ ระเบียบไม่ใช่ข้อมูลที่กระจัดกระจาย แมทนำเสนอโครงสร้างที่ทรงพลังที่สุดที่ ชื่อว่า What So what now what do just try it podcast >> 1 what อะไรเกิดอะไรขึ้นข้อเท็จจริงคือ อะไร 2 so what แล้วไงทำไมเรื่องนี้ถึง สำคัญกับคนฟังผลกระทบคืออะไร 3 now what

14:56 เอาไงต่อเราควรทำอะไรต่อไปข้อเสนอแนะคือ อะไรลองจินตนาการว่าคุณต้องแนะนำสินค้า ใหม่ให้ลูกค้าแทนที่จะพูดพร่ามถึงสเปก สินค้าไปเรื่อยๆซึ่งน่าเบื่อมากลองใช้ โครงสร้างนี้ครับ What นี่คือสมาร์ทโฟน รุ่นใหม่ที่มีชิปประมวลผล AI So what ซึ่งหมายความว่ามันจะช่วยจัดการตารางงาน และตอบอีเมลให้คุณอัตโนมัติประหยัดเวลา คุณได้วันละ 2 ช่โมง Now ผมแนะนำให้คุณ ลองเอาไปใช้ดูสักสัปดาห์แล้วคุณจะไม่อยาก กลับไปใช้เครื่องเดิมเลยเห็นมั้ยครับ กระชับชัดเจนและส่งพลังมีโครงสร้างแล้ว แต่ถ้าเนื้อหาข้างในมันเยอะเกินไปก็พัง ได้เหมือนกันครับดังนั้นขั้นตอนสุดท้าย คือการตัดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกขั้นตอน

15:42 ที่ 6 โฟกัสโฟกัสที่แก่นขั้นตอนสุดท้าย คือโฟกัสครับแมทเรียกมันเล่นๆว่า the f word ของการสื่อสารแต่เป็นคำสุภาพนะครับ ฮ่าๆปัญหาของคนฉลาดคือ the curse of knowledge หรือคำสาปแห่งความรู้คือเรา รู้เยอะเกินไปและอยากบอกทุกอย่างที่เรา รู้แต่แม้เตือนสติด้วยประโยคที่คมคายมาก ครับว่าคนเขาแค่อยากรู้เวลาอย่ามัวแต่สอน วิธีสร้างนาฬิกา Tell me the time don't build me the clock การโฟกัสคือการถามตัวเองเสมอ ว่าอะไรคือสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดที่ผู้ ฟังต้องรู้ในตอนนี้แล้วตัดส่วนที่เหลือ ทิ้งไปเปรียบเสมือนการจัดกระเป๋าเดินทาง ครับคุณขนตู้เสื้อผ้าไปไม่ได้คุณต้อง

16:28 เลือกเฉพาะสิ่งที่จำเป็นที่สุดเท่านั้น แมทยกตัวอย่างการเตรียมสไลด์นำเสนอหลายคน ชอบอัดตัวหนังสือเข้าไปแน่นๆเพราะเสียดาย ข้อมูลแต่แมทแนะนำให้ทำสิ่งที่เรียกว่า Kill your darlings คือต้องกล้าตัด เนื้อหาที่เรารักทิ้งไปถ้ามันไม่ได้ตอบ โจทย์เป้าหมายหลักของผู้ฟังการพูดที่ กระชับตรงประเด็นแสดงถึงความเคารพเวลาของ ผู้ฟังและทำให้ศาลของคุณน่าจดจำยิ่งกว่า การพูดเยอะๆเสียอีกครับ เอาล่ะครับหลังจากที่เราได้เข้าใจแนวคิด หลักทั้ง 6 ข้อกันไปแบบเข้มข้นแล้วทีนี้ ก็มาถึงช่วงเวลาสำคัญของช่องเรานั่นคือ การนำไปลองทำดูครับผมได้สรุปและกลั่นกรอง ออกมาเป็น True Kid เครื่องมือที่คุณ สามารถหยิบไปใช้ได้เลยในบริบทของคนไทยและ

17:14 การทำงานจริงครับ Action Steps แยกตาม แนวคิด สำหรับแนวคิด Cr and Unlock จัดการความ ตื่นเต้นและลดมาตรฐานลองทำดู 1 The C grip จับของเย็นก่อนเข้าห้องประชุมหรือ ก่อนพรีเซนงานให้หาน้ำเย็นๆมาดื่มหรือเอา มือจับขวดน้ำเย็นสักสัก 10 วินาทีเพื่อ รีซตร่างกายพับลองทำดู 2 the good enough mantra ก่อนจะลุกขึ้นพูดให้ท่อง ในใจว่าเอาแค่สื่อสารรู้เรื่องก็พอไม่ ต้องเพเfคลองใช้เทคนิคนี้เวลาต้องพูดภาษา อังกฤษหรือเวลาต้องแสดงความเห็นในที่ ประชุมที่คนเยอะๆดูครับลดความคาดหวังลง แล้วคุณจะพูดได้ลื่นไหลขึ้น 3 สำหรับแนว

18:00 คิด Listen and Redefine ฟังและเปลี่ยน มุมมองลองทำดู 3 The Second Post เวลา ใครถามคำถามหรือลูกน้องเข้ามารายงานปัญหา อย่าเพิ่งรีบสวนกลับครับให้นับ 1 2 3 ในใจก่อนตอบการหยุดนิดนึงนอกจากจะช่วยให้ เราได้คิดแล้วยังทำให้คู่สนทนารู้สึกว่า เราใส่ใจสิ่งที่เขาพูดจริงๆด้วยครับลองทำ ดูสิเปลี่ยนการสอบสวนเป็นการสนทนาเวลา เจ้านายถามจี้อย่าคิดว่าเขากำลังจับผิด ครับให้คิดว่าเขากำลังขอความช่วยเหลือ เพื่อให้งานเดินต่อได้มองตาเท้าแล้วตอบ ด้วยเจตนาที่จะช่วยแก้ปัญหาไม่ใช่แก้ตัว 3. สำหรับแนวคิด structure and focus

18:47 โครงสร้างและการโฟกัสลองทำดู 5 สูตร what so what now what อันนี้สำคัญที่สุด ครับผมอยากให้คุณลองใช้สูตรนี้ในการ อัปเดตงานครั้งต่อไป What บอกไปเลยว่างาน เสร็จไปถึงไหนแล้วสั้นๆ So what บอกว่า ความคืบหน้านี้ส่งผลดีอย่างไรหรือถ้าล่า ช้าจะกระทบอะไรสำคัญมากคนไทยชอบข้ามข้อ นี้นาวบอกว่าจะทำอะไรต่อหรือต้องการความ ช่วยเหลืออะไรลองเขียนใส่โพสอิแปะไว้ที่ หน้าจอคอมเลยครับเวลาใครโทรมาถามงานเลือก ม่องโพสอิแล้วตอบตามโครงสร้างนี้รับรอง ว่าคุณจะดูเป็นมืออาชีพขึ้นทันที นอกเหนือจากเทคนิคดีๆเหล่านี้แล้วใน หนังสือเล่มนี้ยังมีเรื่องเล่าเรื่องนึง

19:34 ที่ผมอ่านแล้วประทับใจมากและมันเปลี่ยน วิธีคิดเรื่องการเล่าเรื่องของผมไปเลย ครับเป็นเรื่องราวของชายที่ชื่อเรมอนnซอร ครับเรมอนNasซerเป็นที่ปรึกษาด้านการสื่อ สารระดับตำนานในวงการเทคโนโลยีSilิicอวล ครับหน้าที่ของเขาคือการเทรนผู้ประกอบการ Start ทupให้ไปคุยกับนักลงทุนเพื่อขอ เงินระดมทุนเรมอนมักจะแนะนำลูกศิษย์ของ เขาเสมอว่าจงเตรียมคลังเรื่องเล่าไว้เสมอ หลายคนสงสัยว่าทำไมเราไปคุยธุรกิจเราควร เอาตัวเลขกราฟหรือสถิติไปโชว์ไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องเล่าเรื่องเรมอนให้เหตุผลที่ เฉียบคมมากครับเขาบอกว่าเพราะคนแรกที่คุณ คุยด้วยมักจะไม่ใช่คนที่มีอำนาจตัดสินใจ คนสุดท้ายครับลองนึกภาพตามนะครับสมมุติ

20:22 คุณไปพีชงานกับนักลงทุนชื่อคุณสมชายคุณ สมชายฟังแล้วชอบมากแต่เขาเซ็นเช็คให้คุณ ทันทีไม่ได้เขาต้องเอาเรื่องของคุณไปเล่า ต่อในที่ประชุมบอร์ดบริหารวันจันทร์หน้า ถ้าคุณอัดแน่นไปด้วยข้อมูลดิบๆสถิติ 108 คุณสมชัยจะจำไม่ได้ครับและเมื่อเขาไปเล่า ต่อข้อมูลจะตบหล่นบิดบิดเบื่อนเหมือนเกม กระสิบสงสารแต่ถ้าคุณเล่าเป็นเรื่องราว ที่มีตัวละครมีปัญหามีจุดพลิกผันเรื่อง ราวเหล่านั้นจะมีความสามารถพิเศษที่เรียก ว่า repeatability หรือความสามารถในการ ถูกเล่าซ้ำครับคุณสมชายจะจำเรื่องของคุณ ได้แม่นและเอาไปเล่าต่อให้บอร์ดฟังได้ เหมือนกับที่คุณเล่าให้เขาฟังเปี๊ยบ เรื่องราวของคุณจะเดินทางไปได้ไกลกว่าตัว

21:08 คุณและเมื่อเรื่องราวนั้นถูกเล่ากันต่อๆ กันไปมันจะยกยกระดับจากแค่เรื่องเล่าเป็น ตำนานของบริษัทคุณครับเห็นมั้ครับว่าการ พูดฉลาดไม่ใช่แค่การพูดให้จบๆไปแต่คือการ ออกแบบถ้อยคำที่คนฟังสามารถพุกพาติดตัวไป ได้และสามารถส่งต่อไปยังคนอื่นได้ด้วยนี่ คือพลังที่แท้จริงของการมีโครงสร้างและ การเล่าเรื่องครับและนั่นก็คือสาระสำคัญ จากหนังสือคิดเร็วพูดฉลาด Think Faster Talk Smaster นะครับถ้าจะให้สรุปอีก ครั้งหัวใจที่หนังสือสื่อเล่มนี้ต้องการ จะบอกเราก็คือโครงสร้างช่วยปลดปล่อยและจม เชื่อมโยงไม่ใช้สมบูรณ์แบบครับเลิกกดดัน ตัวเองว่าจะต้องพูดให้สวยหรูแต่หันมา โฟกัสที่การจัดระเบียบความคิดเพื่อส่งมอบ

21:56 สิ่งที่มีค่าให้กับผู้ฟังกันดีกว่าครับ สำหรับใครที่ฟังแล้วมีไฟผมไม่อยากให้ไฟ มอดไปเปล่าครับผมขอทาให้คุณเริ่มลองทำดู ภายใน 24 ชมงนี้ด้วยก้าวง่ายๆก้าวเดียว ครับพรุ่งนี้หรือวันนี้เลยก็ได้เวลาใคร ถามคำถามคุณไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือ เรื่องส่วนตัวให้ลองใช้สูตร what so what now what ตอบเขาดูครับแค่ครั้ง เดียวพอแล้วสังเกตดูว่าปฏิกิริยาของเขา เป็นยังไงและความรู้สึกในใจของคุณนิ่ง ขึ้นไหมลองถามตัวเองดูนะครับว่าถ้าคุณ สามารถเปลี่ยนจากคนที่อึกอักเวลาถูกถาม ให้กลายเป็นคนที่ตอบได้ฉัดฉานตรงประเด็น และน่าเชื่อถือได้ในทุกสถานการณ์โอกาสใน หน้าที่การงานและชีวิตของคุณในอีก 1 ปี

22:42 ข้างหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดี ขึ้นขนาดไหนครับจำไว้นะครับว่าทักษะการ พูดไม่ใช่เรื่องของ DNA แต่เป็นเรื่องของ การฝึกฝนการฟังพcสนี้เป็นเพียงจุดเริ่ม ต้นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะเกิดขึ้น เมื่อเรากล้าที่จะลองทำดูเท่านั้นครับ ขอบคุณทุกท่านที่อยู่ด้วยกันมาจนจบตอนนี้ นะครับถ้าคุณชอบเนื้อหาแบบนี้อย่าลืมกด ไลคแชร์และ subscribe ช่องลองทำดู Just try it ไว้ด้วยนะครับและกดกระดิ่งสิ่ง แจ้งเตือนไว้จะได้ไม่พลาดเคล็ดลับดีๆใน ตอนต่อไปสำหรับหนังสือคิดเร็วผู้ฉลาดเล่ม นี้แนวคิดไหนที่คุณฟังแล้วปิ๊งที่สุดครับ จะเป็นเรื่อง Maximize Media Crity หรือสูตร What So what now what คอมเมนต์แบ่งปันกันที่ด้านล่างนี้ได้เลย นะครับผมรออ่านของทุกคนอยู่และแน่นอนมี

23:30 หนังสือเล่มไหนอีกบ้างที่คุณอยากให้เรานำ มาสรุปและลองทำดูด้วยกันในครั้งต่อไปแนะ นำกันเข้ามาได้นะครับสำหรับวันนี้เวลาของ เราหมดลงแล้วอย่าลืมนะครับว่าทุกการลองทำ ดูคือก้าวแรกสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่ง ใหญ่ในชีวิตคุณเสมอพบกันใหม่ในตอนต่อไป สวัสดีครับ[เพลง]

Share

YouTube Video Summaries