0:02 อานิสงส์การฟังคำของพระศาสดา เี่ ที่รวบรวมมา เนี่ยก็ มีมากพอสมควรนะทำเป็นแผ่นพักมาประมาณ 13 พระสูตรนะอันนี้ก็เป็นหนึ่งใน 13 พระสูตร ที่เ่อค่อนข้างมีประโยชน์แล้วก็โดดเด่น นะเพราะว่าให้ผลเป็นรูป ธรรมมในกรณีที่บุคคลนั้นเนี่ยกระทำ กาละในช่วงที่เค้ากำลังจะตายกำลังกระทำ กาละแล้วได้มีโอกาสฟังคำของ
0:47 ตถาคตพระผู้มีพระภาคทรงรับรองว่าสังโยชน์ 5 เบื้องต่ำเขาจะสิ้นนะซึ่งถ้าสังโยชน์ 5 เบื้องต่ำสิ้นเนี่ยคติของเขาก็จะไปเข้า สู่ปุริสคติ 7 ในปุริสคติ 7 เนี่ย นะ 6 พวกจะปรินิพพานพวกสุดท้ายคืออุทธัง โสโทอนิทคาพวกนี้จะไปเกิดในสุธาวาสชั้น อกนิษฐารูปธรรมที่เห็นได้ก็คือที่พระ อานนท์สังเกตนะที่ถามกับพระพุทธเจ้าว่า เหตุใดผักขุณภิกขุจึงมีอินทรีย์ผ่องใส
1:34 นะพระอานนท์เห็นด้วยตาเปล่าวธรรมดาแล้ว เห็นถึงความผ่องใสของอินทรีย์ของ ภาคุณก็เลยถามพระผู้มีพระภาค ว่าหลังจากพระผู้มีพระภาคเนี่ยเสด็จกลับ ไปได้ไม่นานผักขุณก็ทำกาละลงคือภิกษุผัก ขุณเนี่ยป่วยได้รับทุกข์กำลังจะเสียชีวิต พระอนก็เลยทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคให้มา แสดงธรรมให้หลังจากนั้นพระผู้มีพระภาคทรง แสดงธรรมให้นะสักพักหนึ่งก็พระองค์ก็กลับ ไปนะก่อนแสดงธรรมก็ถามภาคุณว่าทนไหวม ภาคุณบอกทนไม่ไหวนะเจ็บท้องมากเจ็บศีรษะ
2:22 มากเหมือนคนเอามีดมากรีดศีรษะเอามีดมา กรีดท้องนะพพุทธเจ้าก็บอกว่าให้ตั้งใจฟัง ธรรมนะแล้วก็แสดงธรรมจากนั้นพระองค์ก็จาก ไปหลังจากจากไปได้ไม่นานภิกขุภาคุณก็ทำ กาลลงแต่ฉวีวันผ่องใสยิ่งนักพระอานนท์ก็ เกิดความสงสัยก็เลยไปถามพระผู้มีพระภาค ว่า ทำไมผิวพรรณอินทรีย์ของภาคุณภิกขุเนี่ย ผ่องใสพระผู้มีพระภาคบอกว่าไม่ผ่องใสได้ อย่างไรก่อนผขุณภิกขุจะได้ฟังธรรมเนี่ย สังโยชน์ 5 เบื้องต่ำเนี่ยยังไม่สิ้นยัง ละสังโยชน์ 5 เบื้องต่ำไม่ ได้แต่เมื่อได้ฟังคำของตถาคตในช่วงมรณ
3:09 กาเลในการแห่งมรณะแล้วเนี่ยนะสังโยชน์ 5 เบื้องต่ำของผกุณภิกขุเนี่ยก็ได้สิ้นไป จึงบอกอานิสงส์ 6 ประการของผู้ที่ได้ยิน ได้ฟังคำของ ตถาคตก่อนสิ้นชีวิตนะอานิสงส์ 6 ประกการ จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มกลุ่มแรกคือพวกที่ละสังโยชน์ 5 เบื้องต่ำยังไม่ได้กลุ่มที่ 2 คือพวกที่ ละสังโยชน์ 5 เบื้องต่ำได้แล้วใน 2 พวก เนี่ยจะแบ่งเป็น 3 ข้อทั้ง 3 ข้อเเหมือน กันในกลุ่มที่ละสังโยชน์ 5 เบื้องต่ำยัง ไม่ได้ก็คือปุถุชนธรรมดาแบบพวกเรา เนี่ยข้อที่ 1 ก็คือเขาได้เห็นตถาคตตถาคต
3:57 ย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้นต้นงามใน ท่ามกลางงามในที่สุดประกาศพรหมจรรย์พร้อม ทั้งอัตถพยัชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ดีแล้ว สิ้นเชิงสังโยชน์ 5 ที่ยังไม่สิ้นก็จะ สิ้น นะในข้อที่ 2 นะเขาไม่ได้เห็น ตถาคตแต่เขาได้เห็นสาวกของตถาคตสาวกของ ตถาคตนั้นแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้นงามใน ท่ามกลางงามในที่สุดประกาศพรหมจรรย์พร้อม ทั้งอัถพัชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ดีแล้วสิ้น เชิงสังโยชน์ 5 ที่ยังไม่สิ้นก็จะ สิ้นวันนี้พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว อานิสงส์ข้อที่ 1 เราไม่ได้เรายังเหลือ อานิสงส์ข้อที่ 2 คือได้ฟังจากสาวกของ
4:45 ตถาคตคำว่าแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้นงาม ในท่ามกลางงามในที่สุดจนกระทั่งถึงคำว่า บริสุทธิ์บริบูรณ์ดีแล้วสิ้นเชิงเนี่ย เป็นนิยามศัพท์ของคำว่าสุคต วินโยสุคตวินโยคำของตถาคตระเบียบวินัยของ ตถาคตเป็นไฉนพระองค์บอกว่าก็คือธรรมะที่ งามในเบื้องต้นงามในท่ามกลางงามในที่สุด นะประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอัถพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์ดีแล้วสิ้นเชิงนั่นคือ สาวกตถาคตเนี่ยนำคำของพระองค์คือสุคต วินโยเนี่ยมาแสดงให้กับผู้ที่กำลังจะสิ้น ชีวิตสังโยชน์ 5 ของของผู้นั้นที่ยังไม่
5:30 สิ้นก็จะ สิ้นนี่เป็นเหตุปัจจัยของการที่อินทรีย์ ผ่องใส นะอานิสงส์ข้อที่ 3 เขาไม่ได้เห็นตถาคต ไม่ได้เห็นสาวกของ ตถาคตแต่ตัวเขาเนี่ยใคร่ครวญเนื้อความ แห่งธรรมะนะตามที่ได้ฟังได้เรียนมาในกาละ อันควรคือช่วงมรณกาเลสังโยชน์ 5 ที่ยัง ไม่สิ้นก็จะสิ้นนะทีนี้การใคร่ครวญธรรม เนี่ยจะเกิดจากอะไรการใคร่ครวญธรรจะเกิด ได้ต้องมีการทรงจำการทรงจำจะมีได้ต้องมี การฟังดังนั้นเราต้องได้ฟังคำตถาคตก่อน แล้วฟังเนืองๆจนกระทั่งทรงจำได้การใคร่
6:18 ครวญจึงจะเกิดขึ้น นะนั้นคือโยมต้องเสพคบ บ่อยแล้วต้องมีความคล่องแคล่วจนกระทั่งนำ ไปใช้ตอนตายได้ตอนตายก็จะระลึกถึงได้ นะในอีกพระสูตรนึงจะคล้ายๆกับพระสูตรนี้ ซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงรับรองถึงบุคคลที่ ฟังคำของพระองค์ฟังคำพระองค์บ่อยๆบุคคล นั้นเนี่ยกระทำกิจเนื่องด้วยการฟัง นะกระทำกิจเนื่องด้วยความเป็นผูสูตแทง ตลอดอย่างดีด้วยความเห็นนะได้วิมุตติอัน เกิดแต่ในสมัยแล้วรู้ชัดเจโตวิมุตติปัญญา วิมุตติอันเป็นที่ดับไม่เหลือแห่งความ
7:03 เป็นผู้ทุ ศิลบุคคลนี้จะไปทางเจริญไม่ไปทาง เสื่อมนี้อยู่ในมิคสาลาสูตรมิคสาลาสูตร เนี่ยจะตรัสเป็นบุคคล 10 จำพวกมีอยู่ใน โลกบุคคล 10 จำพวกเนี่ยจะแบ่งเป็น 5 กลุ่มกลุ่มทุศีลกลุ่มมีสีลกลุ่มราคะกล้า กลุ่มมักโกรธกลุ่มฟุ้ง ซ่านใน 5 กลุ่มนี้เจะแบ่งเป็น 2 พวกกลุ่ม ละ 2 พวกพวกฟังกับพวกไม่ฟัง นะถ้าเราเป็นคนทุศีลแล้วไม่ฟังคำตถาคตพวก นี้จะไปทางเสื่อมอย่างเดียวไม่ไปทางเจริญ ถ้าเป็นคนทุศีลแต่ฟังคำตถาคตนะมี
7:49 คุณสมบัติตามที่พระองค์บอกเมื่อสักครู่ นี้คนๆนี้จะไปทางเจริญไม่ไปทาง เสื่อมตัวอย่างที่พระผู้มีพระภาคทรงยกให้ ก็คือ อิสิทาไปเป็นสกทาคามีบุคคลได้กายชั้น ดุสิต นะดังนั้นเวลาเรามีข้อจำกัดในเรื่องของ การเป็นผู้ทุศิลก็ตามการราคะกล้ามักโกรธ หรือฟุ้งซ่านก็ตามวิธีแก้มีก็คือให้กระทำ กิจเนื่องด้วยการฟังกระทำกิจเนื่องด้วย ความเป็นผู้หูสูตรแทงตลอดอย่างดีด้วยความ เห็นได้วิมุตติอันเกิดแต่ในสมัยคือได้ สมาธิบ้างชั่วครั้งชั่วคราวนะแล้วรู้ชัด เจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันเป็นที่ดับไม่
8:35 เหลือแห่งความเป็นผู้ทุศิลหรือราคะกล้า มักโกรธและฟุ้งซ่านคนๆเนี้ยจะไปทางเจริญ ไม่ไปทางเสื่อมนะนี่คือวิธีแก้อีกพระสูตร นึงที่คล้ายๆกันเป็นเรื่องเกี่ยวกับสุตตะ การฟังเหมือน กันก็คือบุคคลนั้นเนี่ยฟังคำตถาคตเนืองๆ จนคล่องปากจนขึ้นใจและแทงตลอดอย่างดีด้วย ทิฐิ 4 คุณสมบัตินี้ฟังคำตถาคตหนึๆนะอัน ที่ 1 แล้วคล่องปากคือพูดด้วยวาจาพูดได้ ตลอดนะแล้วขึ้นใจนึกขึ้นเมื่อไหร่นึกได้ เหมือนสุดคูณเราเราท่องสุดคูณนึกเมื่อ ไหร่นึกได้แล้วแทงตลอดอย่างดีด้วยความ
9:21 เห็นทิฐิคือความเห็นคือเข้าใจในเนื้อธรรม ที่ตนเองเเสพบ 4 คุณสมบัตนี้พระผู้มีพระ ภาคทรงรับรองว่าบุคคลนี้แม้จะมีสติหลงลืม เมื่อกระทำ กาละก็ยังได้ไปเกิดเป็นเทพนิกายหมู่ใด หมู่หนึ่งบทแห่งธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏแก่ เธอผู้มีความสุขในภพนั้นสติบังเกิดขึ้น ช้าแต่การบรรลุธรรมย่อมบังเกิดขึ้นได้ใน เล็วพลันบุคคลคนนั้นเนี่ยจะบรรลุคุณวิเศษ ในเลวพลันในภพเทวดาที่เขาไปเกิดแล้วเขา ระลึกถึงบทแห่งธรรมที่เคยคล่องแคล่วใน สมัยเมื่อเป็นมนุษย์ดังนั้นสมัยเป็น มนุษย์โยมจะต้องสร้างความคล่องแคล่วในการ
10:09 ฟังคำตถาคตเนืองๆแล้วต้องคล่องปากแล้ว ต้องขึ้นใจแล้วแทงตลอดอย่างดีด้วยความ เห็นอันเนี้ยยังไม่เป็นโสดาบันแต่จะไป เป็นในภพหน้าซึ่งเป็นภพที่เป็นเทวดานะ งั้นในพระสูตรนี้ก็จะ มีอยู่ในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐนะหรือใน พระไตรปิฎกฉบับภาษาไทยนะซึ่งเราสามารถหา อ่านได้เราสามารถโหลดโปรแกรมอิติปิตกะ ซึ่งเราบรรจุพระไตรปิฎกทุกสำนักลงไปใน แอปพลิเคชันตัวนี้ซึ่งทำให้ทุกคนเนี่ย สามารถ พิสูจน์นะเรียนรู้ธรรมะของพระผู้มีพระภาค ของเราได้และเราใส่โปรแกรมในการสืบค้นการ
10:56 เสิร์ชหาคำนะว่าถ้าเราสงสัยคำอะไรเราก็ ขี่คำนั้นลงไปแล้วก็กดค้นหาโปรแกรมก็จะหา ข้อมูลในพระไตรปิฎกทั้งหมดที่เป็นคำที่ เราสงสัยแล้วก็จะบอกมาว่าอยู่เล่มหน้าข้อ อะไรนะวันนี้ไม่มีใครปิดกั้นเราในการเข้า ถึงคำพระพุทธเจ้าเราทำข้อมูลให้หมดนะ เพื่อให้มหาชนเนี่ยเกิดความชัดเจนในคำของ ศาสดาของเราแล้วก็จะได้เสพคบและนำไป ประพฤติปฏิบัตินะแล้วก็จะได้ผลจากการ ประพฤติ ปฏิบัติอานิสงส์ในการฟังคำของตาตถาคตนั้น ยังมี
11:41 อีกคนที่ไม่เคยฟังคำตถาคต เลยไม่มีทางบรรลุ ธรรมถามว่าไม่มีทางบรรลุธรรมบรรลุคุณ วิเศษบรรลุความเป็นอริยะถามว่าเสีย ประโยชน์อะไรโยมบอกว่าโยมแค่เป็นคนดีทำ บุญสุนทานไปอะไรไปถวายทานเข้าวัดนะตัก บาตรนะถวายสังฆทานทำกฐินทำผ้าป่าถามว่าพอ มไม่พอความพอของโยมเนี่ยเอาเกณฑ์อะไรคิด เองหรือว่ามาจากที่พพุทธเจ้าทรงตรัสต้อง จากที่พพุทธเจ้าทรงตรัสอย่าคิดเองวันนี้ เราต้องวางความคิดของเราไว้แล้วฟังพระ พุทธเจ้าว่าพระพุทธเจ้าตรัสอย่างไรปัญหา
12:28 คืออะไรปัญหาถ้าโยมยังคงความเป็นปุถุชนนะ ทำความดีไปเรื่อยๆธรรมดาแบบคนนั้นพูดคน นี้แนะนำอะไรอย่าง นี้บุคคลนั้นยังไม่พ้นจากนรกกำเน็จฉาน วิสัยพระผู้มีพระภาคเนี่ยเอาเล็บเขียดเสษ ดินขึ้นมาแล้วถามสาวก ว่าดินที่ติดปลายเล็บของพระองค์กับดินใน มหาปฐพีทั้งโลกเนี่ยอย่างไหนมากกว่ากัน สาวกบอกว่า ดินทั้งโลกมากกว่าเทียบกันไม่ได้กับดิน ที่ติดปลายเล็บอ่ะอันนี้ดูนะพระศาสดาจะ ทรงยกอุปมาตรงนี้เทียบคำว่าน้อยกับคำว่า มากมากของพระองค์คือเท่าดินมหาปฐพีน้อย
13:16 ของพระองค์ก็คือเศษดินปลายเล็บนะพระองค์ บอกว่าสัตว์ที่ท่องเที่ยวในสังสารวัฏ เนี่ยโอกาสที่จะได้ยินได้ฟังคำตถาคตเนี่ย มีโอกาสได้น้อยมากก็คือแค่เศษดินปลายเล็บ เท่านั้นดังนั้นเราเนี่ยท่องเที่ยวอยู่ใน สังสรัตเหมือนพระองค์เหมือนกันที่พระองค์ บอกว่าเราและพวกเธอทั้งหลายได้ท่องเที่ยว ไปแล้วในสังสารวัฏตลอดการยืดยาวนานถึง เพียงนี้เพราะความที่ไม่รู้ซึ่งอริยสัจ ทั้ง 4 ไม่รู้อริยสัจ 4 คือปฏิจจสมุปบาท ที่เราท่องเมื่อสักครู่เนี้ยเหตุเกิดความ ตายมาได้อย่างไรเหตุดับของความตายดับได้ อย่างไรเพราะเราไม่รู้ตรงนี้แค่นั้นเอง เราจึงยังต้องท่องเที่ยวไปแล้วในสังสรัต
14:02 ตลอดการยืดยาวนาน นะดังนั้นต้องมีการได้สดับในคำของพระองค์ เสียก่อนนะดังนั้นคนที่ได้สดับในคำพระ องค์เนี่ยพระองค์บอกน้อยมากนะไม่ใช่โอกาส ที่จะเกิดขึ้นมาได้ง่ายถ้าเธอไปเกิดเป็น เทวดาที่มีอายุยืนยาวมากก็ไม่มีโอกาสถ้า เธอไปเกิดในนรกกับเดรัจฉานวิสัยก็ไม่ มีโอกาสถ้าเธอมาเกิดเป็นมนุษย์แต่พระ พุทธเจ้าไม่ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลกก็ไม่ มี โอกาสถ้าเกิดมาแล้วเจอพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ไม่มีโอกาสเพราะท่านไม่ได้สอนนะ
14:47 อ่าแล้วถ้าเกิดมาโยมต้องเจอพระพุทธเจ้า แล้วต้องเจอพระสัทธรรมของพระองค์นะแต่ถ้า ถ้าโยมเป็นบ้าวิปลาสโยมก็ไม่มีโอกาสเพราะ ผู้ที่วิปลาสบรรลุธรรมไม่ได้นะดังนั้น เหตุปัจจัยเนี่ย 8 อย่างที่พระพุทธเจ้า บอก 1 ใน 8 ถึงจะได้มีโอกาสฟังคำของพระ องค์ต้องเกิดมาจังหวะชนพระพุทธเจ้าเกิด ขึ้นในโลกพอ ดีนี่คือความ ยากดังนั้นความยาก 3 สิ่งพระพุทธเจ้าบอก เลยการเกิดมาเป็นมนุษย์ นะการที่ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะจะเสด็จ อุบัติขึ้นในโลกและการที่ศาสนาจะแผ่ไพศาล
15:34 ไปทั่วโลก 3 สิ่งนี้ยากเสมอกันยากมากโดย ทรงอุปมาเหมือนเต่าตาบอดที่ 100 ปีผุด ขึ้นมาทีนึงแล้วจะเจอแอกไ้ไผ่ที่ทิ้งลงไป ในน้ำที่ท่วมทั้งผืนโลกโลกใบเนี้ยมีน้ำ ท่วมเป็นอันเดียวกันหมดบุรุษหย่อนแอกไม่ ไผ่ซึ่งมีรูเดียวลงไปในน้ำนั้นลมก็พัดไป ทางทิศเหนือใต้ออกตกในน้ำมีมีเต่าตาบอด 100 ปีโผล่ขึ้นมาทีนึงพระองค์ถามว่าเป็น การง่ายมยที่เต่าตาบอด 100 ปีโผล่ขึ้นมา หายใจทีหนึ่งจะเจอแอกไม่ไผ่นี้แล้วยืดคอ เข้าไปในรูซึ่งมีรูรูเดียวในแอกนั้นสาวก บอกยากมากพระองค์บอกว่านี่แหละความยากใน การได้เป็นมนุษย์ในการบังเกิดขึ้นของ
16:19 ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะและการที่ศาสนา จะแผ่ไพศาลไปทั่วโลกนะและพระองค์ก็เตือน ว่าบัดนี้นี้นะตถาคตก็อุบัติขึ้นแล้วเธอ ก็ได้ความเป็นมนุษย์แล้วธรรมวินัยก็ยังมี อยู่ในโลกนะก็เตือนให้สาวกเนี่ยอย่า ประมาทนะให้เข้ามาเสพคบธรรมะของพระองค์า นี้ย้อนกลับไปเรื่องของการฟังนะทำไมเราจะ ต้องเป็นอริยะให้ได้นะเพราะพระองค์บอกว่า สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปแล้วกลับมาเกิด เป็นมนุษย์มีน้อยโดยที่แท้แล้วสัตว์ที่ จุติจากมนุษย์ไปแล้วกลับไปเกิดในนรกมีมาก กว่าโดย แท้มนุษย์ที่ตายจากมนุษย์ทั้งหมดทั่ว
17:07 โลกธาตุ เนี่ยปรากฏว่าปริมาณเท่าดินมหาปฐพีไปเกิด ในนรกปริมาณเท่าเศษดินปลายเล็บได้กลับมา เกิดเป็นมนุษย์น้อย มากพระองค์ตรัสถึงมนุษย์ครั้งที่ 2 สัตว์ ที่จุติจากมนุษย์ไปแล้วกลับมาเกิดใน มนุษย์มีน้อยโดยที่แท้แล้วสัตว์ที่จุติ จากมนุษย์ไปแล้วกลับไปเกิดในเดรัจฉานมี มากกว่าโดยแท้ไปเกิดในเดรัจฉานเท่าดินมหา ปฐพีอีกได้เกิดในมนุษย์แค่เศษดินปลายเล็บ ตรัสมนุษย์ครั้งที่ 3 สัตว์ที่จุติจาก มนุษย์ไปแล้วกลับไปเกิดเป็นเทวดามีน้อย โดยที่แท้แล้วสัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไป
17:53 แล้วกลับไปเกิดในนรกกำเนิดฉานวิสัยมี มากกว่าโดย แท้โยมคิดดูว่าการตายครั้งนี้ของโยมโยมจะ เป็นหนึ่งในเศษดินปลายเล็บได้หรือ ไม่ไม่ใช่โอกาสที่เกิดขึ้นได้ง่าย เลยมีคนเคยลองคำนวณเนี่ยพื้นปฐพีทั้ง เปลือกโลกเนี่ยน้ำหนักของเปลือกโลกเนี่ย เอามาคำนวณในเศษดินปลายเล็บซึ่งให้คิดว่า หนัก 1 กลเท่ากับ 10 ำ - 24% ที่โยมจะมีโอกาสได้เกิดมาเป็นมนุษย์ อีกครั้งหนึ่งดังนั้นที่เราคิดกันเองว่า ตายแล้วเดี๋ยวเราได้เกิดเป็นมนุษย์อีกไป เป็นเทวดาอันนี้คิดเองแต่ถ้ากลับไปดูที่พ พุทธเจ้าทรงตรัสและทรงเห็นด้วยพุทธจักขุ
18:40 ของท่านเปอร์เซ็นต์น้อยมากแทบจะเป็นไปไม่ ได้เลยนะน้อยจริงๆนี่คือสัจจะความจริงที่ ทำให้เราต้องตระหนักว่าทำไมเราจะต้องมา ฟังคำของตถาคตทำไมเราจะต้องเป็น อริยะแล้วเวลาบอกอริยะเนี่ยโยมจะรู้สึก ว่าโอ้โหไกลเกินฝันไกลเกินเอื้อมโสดาบัน เหรอคงไม่ได้หรอกอรหันต์คงไม่ ได้แต่คิดเองหรือเปล่าหรือดูคุณสมบัติ ความเป็นโสดาบันแล้วถึงค่อยคิดค่อย พิจารณาเราต้องดูคุณสมบัติของโสดาบันที่พ พุทธเจ้าทรงตรัสไว้ก่อนรวบรวมไว้ให้ 50 กว่านัยยะเราคียคำว่าโสดาบันเข้าไปเนี่ย สแกนหาทั้งพระไตรปิฎกเนี่ยที่เป็น พุทธวจนะดึงมาได้ 50 กว่าพระสูตรเอา 50
19:29 กว่าพระสูตรนี้บอกเล่มหน้าข้อให้ทั้งหมด ว่าอยู่เล่มหน้าข้ออะไรแล้วดึงมาโดย สังเขตให้พวกเราได้รู้ว่าคุณสมบัติของ ความเป็นโสดาบันนั้นไม่ได้ยากเกิน เอื้อมไม่ได้ยากเกินกว่าความสามารถของเรา ที่จะ กระทำไปดูคุณสมบัติง่ายๆที่ตรัสกับช่าง ไม้ช่างไม้คนธรรมดาพระองค์บอกว่าช่างไม้ ถ้าเธอมีความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่นไม่ หวั่นไหวในพระพุทธเจ้ามีความเลื่อมใสอัน อย่างลงมั่นไม่หวั่นไหวในพระธรรมมีความ เลื่อมใสอันอย่างลงมั่นไม่หวั่นไหวในพระ สงฆ์และเป็นผู้มีใจปราศจากความตระหนี่อัน เป็นมลทินมีจาคะอันปล่อยแล้วมีฝ่ามืออัน
20:14 ชุ่มเป็นผู้ควรแก่การขอยินดีในการเสียสละ จำแนกทานอยู่คลองเรือนเราอยู่คลองเรือน ของเราอย่างนี้แหละแต่เป็นผู้ให้ทานละ ความตระหนี่อันเป็นมลทินแล้วมีความมั่นคง ในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์อย่างไม่หวั่น ไหวไม่มีสรณะ อื่นความว่าไม่หวั่นไหวเป็นอย่าง ไรคือไม่มีการแบ่งปันความรักความศรัทธา ให้แก่สมณะพราหมณ์เทพมารพรหมหรือใครๆใน โลกพระองค์บอกว่าถ้าศรัทธาของเธอเนี่ย ตั้งมั่นแล้วอย่างลงลากแล้วอันสมณะ พราหมณ์เทพมารพรหมหรือใครๆในโลกชักนำออก
21:00 ไปทางอื่นไม่ได้บุคคลนั้นควรเรียกตนเอง ว่าเราเป็นบุตรเป็นโอรสอันเกิดแต่พระ โอษฐ์ของพระผู้มีพระภาคเกิดโดยธรรมเนรมิต โดยธรรมเป็นทายาทโดยธรรมดังนี้ เราได้รับการยกย่องจากพระศาสดาว่าเราเป็น บุตรเป็นโอรสที่เกิดแต่พระโอษฐ์เกิดจาก ปากของพระองค์ปากพระองค์พูดอะไรพูดธรรมะ ธรรมะที่เรียกว่าเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ แล้วเราเสพบทาง โสตะแล้วเราทรงจำได้ใคร่วญธรรประพฤติธรรม สมควรแก่ธรรมนั่นแหละเราเป็นบุตรเป็นโอรส ของพระผู้มีพระภาคแล้วเกิดโดยธรรมเนรมิต
21:45 โดยธรรมเป็นทายาทโดยธรรมดังนั้นนี่คือคุณ ประโยชน์ของสุตตะฉะนั้นถ้าโยมมีสุตะโยม เสพคบคำของพระองค์เนี่ยโยมจะมีความมั่นใจ เลยว่านรกกำเน็จฉานปรวิสัยเราสิ้นแล้วเรา ไม่มีทางไปเกิดแล้วใน ทุคติถ้าโยมได้ความเป็นโสดาบันบุคคล ประโยชน์คือ อะไรประโยชน์คือโยมไม่ต้องไปเกิดในนรก กำเนิดฉานปรวิสัยอีกต่อไปปิดจบอบายทุคติ วินิบาตนรกไม่มีประโยชน์หรอมีแต่ถ้าโยม ยังคงความเป็นปุถุชนเป็นแค่คนดีธรรมดาของ สังคมเนี่ยมันยังไม่พอใช่โยมเป็นคนดีของ สังคมโยมไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใครแต่
22:32 โยมเว้นจากการฆ่าสัตว์มั้ยเว้นจากการรัก ทรัพย์มั้ยเว้นจากการประพฤติผิดในกามมั้ย 100% นะเว้นจากการไม่พูดโกหกมั้ยเว้นจาก การดื่มสุราาเมามั้ยมันยังดีไม่พอไงนี่ คือความดีพอที่เป็นมาตรฐานของโสดาบัน เขยิบอีกนิดเดียวโยมเขยิบอีกนิดเดียวศีล 5 ให้ บริบูรณ์แล้วมีความมั่นคงในพระพุทธพระ ธรรมพระสงฆ์บุคคคนนั้นคือโสดาบันนี่เป็น อีกนัยยะหนึ่งนัยยะที่ตรัสกับช่างไม้ 3 ข้อแรกเหมือนกันคือมั่นคงในพระพุทธพระ ธรรมพระสงฆ์อย่างไม่หวั่นไหวและให้ทานโดย มีใจปราศจากความ ตระหนี่นี่คือโสดาบันแต่ถ้าโยมยังไม่มี การให้ทานโดยวางจิตถูกต้องโยมต้องมีศีล 5
23:20 บริบูรณ์มาทดแทนบวกกับมั่นคงในพระพุทธพระ ธรรมพระสงฆ์นี่คือโสดาบัน ถ้าศีล 5 โยมอย่างบกพร่องให้ทานยังไม่ มีธรรมะข้อใดที่ต้องมาทดแทนการเห็น อริยสัจ 4 ปฏิจจสุบาททดแทนได้พระองค์บอก คุณสมบัติโสดาบันคือมั่นคงในพระพุทธพระ ธรรมพระสงฆ์และเห็นอริยสัจ 4 บุคคลนี้ก็ เป็นโสดาบัน โสดาบันไม่จำเป็นจะต้องเป็นภิกขุบวชใน ธรรมวินัยอย่างนี้เป็นฆราวาสอย่างนี้ก็ เป็น ได้อยู่ลองเรือนพระองค์ยืนยันกับช่างไม้ แล้วอยู่ครองเรือนนี่แหละนะแต่โยมมีการ ให้ทานโดยวางจิตถูกต้องถามว่าวางจิตถูก
24:08 ต้องเนี่ย นะรวบรวมมาให้แล้วในหนังสือเรื่องทานวาง จิตถูกต้องวางยังไงพระสารีบุตรถามพระผู้ มีพระภาค ว่าให้ทานอย่างไรจึงได้ผลใหญ่และได้ อานิสงส์ใหญ่และถามว่าให้ทานอย่างไรได้ แค่ผลใหญ่แต่ไม่มีอานิสงส์ ใหญ่พระผู้มีพระภาคตรัสมา 7 แบบใน 7 แบบเนี่ยคือการวางจิตของปุถุชน แต่ละ คนแบบแรกคืออะไรพระองค์บอกสารีบุตรคนบาง คนในโลกนี้ให้ทานโดยความหวังผลมีจิตผูก พันในผลมุ่งการสั่งสมคิดว่าเราตายไปจาก
24:56 ได้สวยผลของของทานนี้ดีมยดีได้ผลใหญ่ไป เป็นเทวดาชั้น จาตุมหาราชิกาแต่อานิสงส์ใหญ่ไม่ได้เมื่อ สิ้นกรรมสิ้นฤทธิ์สิ้นยศหมดความเป็นใหญ่ แล้วเขาเป็นผู้ที่ยังต้องกลับมาคืออาคามี อาคามีแปลว่าผู้ที่ยังต้องกลับมากลับมาใน ไหนกลับมาในกามภพกามภพมีอะไรนรกกำเ เดรัจฉานเปรวิสัยมนุษย์เทวดากามภพยังต้อง วนเวียนในกรภพภพมี 3 กามภพรูปภพอรูปภพนะ รูปภพอรูปภพไปไม่ได้แน่เพราะ 2 พวกนี้ ต้องได้สมาธิพวกไม่ได้สมาธิต้องวนอยู่ใน กามภพซึ่งมี 5 ชั้นนรกกำเหนิดฉาน
25:44 วิสัยมนุษย์เทวดากามภพนะเทวดากามภพเนี่ย เหตุปัจจัยของการได้ไปต้องทำอะไรพระองค์ บอกในอีกพระสูตรหนึบอกว่าต้องถวายทานเป็น อติเรกถวายทานมากรักษาศีลเป็น อติเรกแต่เขาไม่ทำบุญกิริยาด้วยการภาวนา เลยเทวดากามภพไม่ภาวนาแต่ให้ทานเยอะรักษา ศีลเยอะไปอยู่เทวดากามภพตายแล้วพ้นนรกมย ไม่พ้นตรัสเหมือนกันเลยเทวดาทั่วโลกธาตุ ตายแล้วไปเกิดในนรกกับเนตฉานปรวิสัย ปริมาณเท่ากับดินมหา ปฐพีเทวดาที่ตายแล้วได้กลับมาเกิดเป็น
26:30 มนุษย์และเทวดาแค่เศษดินปลายเล็บตรัส เหมือนมนุษย์ไม่มีผิดเห็น มดังนั้นถึงโยมจะทำความดีไปเป็นเทวดาก็ ไม่รอด นรกดังนั้นหนทางเดียวคือโยมต้องผลักดันตน เองให้เป็นอาริยะให้ได้เป็นโสดาบันให้ได้ ในชาตินี้นี่คือเหตุผลที่พระพุทธเจ้าตรัส เป็นพระสูตรต่างๆแล้วอาตมาเนี่ยมาประมวล ให้โยมเห็นว่าพระสูตรพูดว่าอย่างเงี้ยโยม จะว่ายังไงพระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้เราไม่ ได้เอาความคิดของเราความเห็นของเราหรือ ความเห็นของภิกขุรูปใดในโลกมาให้โยมฟัง อาตมาเอาข้อมูล 2,000 กว่าปีมาให้โยมได้ ทราบว่าพพุทธเจ้าทรงตรัสอย่างเงยเมื่อ
27:15 2,000 กว่าปีแล้วโยมจะคิดยังไงเรายังจะ ประมาทอยู่มยปล่อยชีวิตให้เรื่อยเปลื่อย ไปเรื่อยๆไม่สนใจธรรมะไม่เสพคบคำพระศาสดา พุทธวจนะนะนั้นเราจะต้องตัดสินใจแล้ว เพราะเวลาของเราแต่ละคนเหลือน้อยเราไม่ รู้ว่าพรุ่งนี้เราจะตายมพระองค์บอกว่าวัน คืนล่วงไปล่วงไปบัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ ทุกคนต้องมาตระหนักว่าเรากำลังทำอะไรเรา ทำกุศลหรืออกุศลเราสร้างคุณประโยชน์ให้ กับตนเองหรือยังนะประโยชน์อย่างยิ่งของตน เองคืออะไรคือความเป็นอริยะไม่งั้นโยมก็ ตายฟรีเกิดมาฟรีตายฟรีแล้วได้อะไรใน ชีวิตเราจะเกิดความเสียดายนะ
28:00 อืดังนั้นการวางจิตแบบที่ 2 วางอย่างไร พระองค์ตรัสกับสารีบุตรบอกสารีบุตรคนบาง คนในโลกเนี้ยให้ทานเพราะคิดว่าให้ทานเป็น การดีนี่พวกที่ 2 พวกต่อมาบอกให้ทานเพราะ ทำตามประเพณีปู่ย่าตายายเคยทำมาอย่าให้ เสียประเพณีอืนี่แบบที่ 3 เาก็เลยให้ข้าว น้ำผ้ายวดยานระเบียบของหอมเครื่องรูปร้าย ที่นอนที่อยู่อาศัยประทีปมไฟแก่สมณะหรือ พราหมณ์เห็นนะนี่คือการตัดสินใจของคนๆนึง ที่จะให้ทานสักครั้งหนึ่งเพราะในใจเขาคิด อะไรพพุทธเจ้าจะรู้หมดแล้วก็บรรยายแยกแยะ ออกมาว่าถ้าคนคิดอย่างเงี้นะจะได้อย่าง นี้คนคิดอย่างนี้จะได้อย่างนี้คนคิดอย่าง นี้จะได้อย่างนี้พวกแรกไปเกิดเป็นเทวดา
28:47 เหล่าจาตุมหาราชิกาพวก 2 ขึ้นมาดาวดึงส์ พวก 3 ยามาพวก 4 ขึ้นมาดุสิตขึ้นมา นิมมานรดีขึ้นมา พวกที่ 6 ปรนิมิตตวสวัสวดีเนี่ยคิดยังไง พวกนี้คิดว่าให้ทานไปเพื่อความปลื้มใจ ปิติใจสมนัสใจซึ่งพวกเราเคยถูกสอนมาเยอะ เหมือนกันว่าให้ไปเถอะแค่ความสุขใจได้ ความสุขใจก็พอแล้วไม่ต้องหวังอะไรดีมั้ย ดีแต่ดีไม่ สุดได้เป็นเทวดาชั้นสูงสุดในเทวดาชั้น กามภพแต่หลังจากสิ้นกรรมสิ้นฤทธิ์สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้วเขาเป็นผู้ที่ยังต้อง กลับมาคือเป็น อาคามียังต้องกลับมาสู่ สังสารวัฏไม่พ้นจากนรกกำเน็จฉันและ
29:34 วิสัยไป ได้แบบที่ 7 แบบสุดท้ายของการวางจิตที่จะ ทำให้เราปรินิพพาน ได้จะมีการเกิดอีก 2 ขยะคือการให้ทานเป็นเครื่องประดับจิตเป็น บริขารจิตหรือให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่ง จิตเป็นบริขาร จิตบุคคลนี้เมื่อตายไปจะไปเกิดเป็น พรหมกายิกานนัง เทวานังไปไปเกิดเป็นเทวดาชั้นรูปภพเลย เทวดากามภพสูงสุดคือ [เพลง]
30:21 ปรนิมมิตวสวัตตีหะขึ้นมาเวหพละแล้วขึ้นมา สุทธาวาส 5 ชั้นแล้วถึงจะไปเทวดาอรูปภพนะ ดังนั้นโยมจะได้เทวดารูปภพชั้นแรกคือ พรหมกายิกา แล้วตายจากพรหมกายิกาแล้วถึงจะเป็น อนาคามีอริยบุคคลขั้นที่ 3 ซึ่งต้องเกิด อีก 1 คราวแล้วจะปรินิพพานเท่ากับโยมเกิด 2 ขยะขยะแรกเป็นพรหมกายิกาอายุขัย 1 กัปแล้วมาเกิดในสุทธาวาสอายุขัยพพุทธเจ้า ไม่บอกแต่อยู่ในระระว่าง 500 กัปถึง 20,000 กัป 500 กัปเป็น ประมาณอายุของเทวดาเวหพล 20,000 กัปเป็น
31:06 ประมาณอายุของเทวดาชั้น อากาสานัญจายตนะสุทธาวาสอยู่ระหว่างนี้ เทวดา 2 ชั้นนี้ดังนั้นอายุของโยมจะอยู่ ระหว่าง 500 - 20,000 กัป นะแต่แน่นอนคือ ปรินิพพานพวกนี้เรียกว่าเป็นอนาคามีเป็น ผู้ที่ไม่ต้องกลับมาไม่ต้องกลับมาไหนไม่ ต้องกลับมาสู่ กามภพนรกกำเนฉานเปรวิสัยมนุษย์แล้วก็ เทวดากามภพอนาคามีพ้นแล้วจาก กามภพภพที่เขาเกิดเหลืออีก 2 ที่คือรูปภพ กับอรูปภพแล้วจะปรินิพพานเมื่อสิ้นอายุไข นะเห็นมยว่าคน 2 คนให้ทานเหมือนกันในกในข
31:54 ให้ทานเท่ากันแต่วางจิตต่างกันคนนึง ปรินิพพานคนนึงไม่พ้นนรกยังต้องไปเกิดใน นรกฌานปรวิสัย เทคนิคนิดเดียวคือการวางจิตและไม่มีใคร ทราบเทคนิคนี้นอกจากตถาคตอรหันต สัมมาสัมพุทธะนะดังนั้นแม้อาตมาจะบอกโยม ว่าโยมพระพุทธเจ้าให้วางจิตละความตหเป็น มลทินนะให้ทานเป็นเครื่องประดับจิตเป็น บริขารจิตโยมก็ยังงงๆนิดนึงว่าปรุงแต่ง จิตยังไงประดับับจิตยังไงเป็นบริขารจิต ยังไงเพราะไม่เคยถูกสอนมาก็ลงรายละเอียด เข้าไปอีกว่าให้รักความตระหนี่รักความ ตระหนี่บางคนก็ไม่เข้าใจอีกว่ารักความ ตระหนี่ยังไงมีรายละเอียดอีกมมีโยมก็ต้อง
32:41 ไปค้นคว้าในพระสูตรหาในพระสูตรในพระสูตรพ พุทธเจ้าก็จะลงรายละเอียดเพิ่มเติมว่า อะไรเวลาให้ทานแล้วคิดจะเอาคืนม อ่าคนที่ให้ทานต้องไม่คิดจะเอาคืน เวลาให้ทาน เนี่ยให้ของที่ให้ได้โดยยาก มั้ยให้ทานในของที่เราชอบหรือเราไม่ ชอบพระผู้มีพระภาคสมัยเกิดเป็นพระเจ้า จักรพรรดิพระมหาสุทัสนะพระองค์บอกว่าเวลา ท่านให้ทานท่านจะให้เฉพาะของที่ท่าน ชอบเวลาเราให้นี่ของที่เราชอบนี้ให้ยากนะ นั่นน่ะคือความระณีให้ของที่ให้ได้โดยยาก
33:28 ให้แล้วไม่คิดจะเอาคืนนี่คือลักษณะของการ ละความ ตนีปฏิจจสุวรแห่งความตระหนี่เกิดจากอะไร ตระหนี่เกิดจากอะไรเราก็ต้องมาไล่ดูธรรมะ ที่อาศัยกันเกิดขึ้นเพราะมีตัณหาจึงมีการ แสวงหาเพราะมีการแสวงหาจึงมีการได้เพราะ มีการได้จึงมีการปลงใจลักษณกำหนัดด้วย ความพอใจสยบมเมาจับอกจับใจตระหนี่ห่วง กั้นเห็นเห็นมั้ยตระหนี่มาแล้วะและมี เรื่องราวเกิดจากการห่วงกั้นนะจับอกจับใจ จึงมีความตระหนี่เมื่อตระหนี่จึงหวงกั้น ดังนั้นเวลาให้แล้วเนี่ยเราดูใจเราว่าเรา ยังหวงหวงอยู่มยถ้าเรายังหวงอยู่ยังผูก
34:14 พันอยู่ไม่ใช่ละนะต้องตัดตัดที่ใจเราไม่ ต้องไปสนใจคนอื่นเห็นนะหวังผลในทานมยไม่ หวังมีจิตผูกมั้ยไม่ผูกพันมุ่งการสั่งสม มั้ยไม่นะคิดว่าเราตายไปจากได้สวยผลของ ทานนี้มั้ย ไม่คิดว่าให้ทานเป็นการดีมยไม่ทำตาม ประเพณีมยไม่คิดว่าสมณะไม่หุงหากินเราหุง หากินได้มยไม่คิดว่าทำไปเพื่อความปลื้มใจ ปิติใจสมมนใจมั้ยไม่แต่กลับมามองที่ใจเรา ว่าสละละขาดนะละความตระหนี่ไม่มีการหวง แหนเพราะที่สุดเนี่ยพพุทธเจ้าต้องการให้ เรามาละตัวเราว่าตาไม่ใช่ของเธอหูจมูก
35:03 ลิ้นกายใจก็ไม่ใช่ของเธอเธอจงละมันเสีย การละเสียได้นั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์ และความสุขแก่เธอทั้งหลายสิ้นกาล นาก่อนจะละตัวเราเนี่ยมันต้องละของของเรา ก่อนเพราะมีตัวเราก็เลยนี่บ้านเรารถเรา พี่เราน้องเราเงินของเรายศของเราตำแหน่ง ของเราทุกอย่างของเราหมดเลยเห็นมเนี่ยก็ เลยต้องมีการสละแล้วต้องไม่เสียดายไม่ อาลัยนี่ก็ฝึกละจากเล็กๆน้อยๆไปค่อยๆการ ให้ทานนั้นพระองค์ให้ทำตามกำลังไม่ได้ เกี่ยวกับน้อยหรือมากทำตามกำลังให้ทำตาม สติและกำลังพระเจ้าปเสนทิโกศลถามว่าให้
35:48 ทานที่ไหนพระองค์บอกว่าศรัทธาที่ไหนทำที่ นั่นแล้วให้ที่ไหนได้ผลมากไม่เกี่ยวกับ กับที่ไหนการได้ผลมากนั้นอยู่กับการให้ กับคนมีศีลหรือทุ ศีลพระองค์แบ่งการให้แบบ บุคคลถ้าโยมให้ทานแบบบุคคลเนี่ยจะมี 14 แบบเรียกปาฏิปุคคลิกทาน 14 พระองค์ไล่ตั้งแต่สัตว์เดรัจฉาน โยมให้ทานกับสัตว์เดรัจฉานเนี่ยได้ อนิสงส์ 100 เท่าให้ทานกับปุถุชนที่ทุศีล ได้พันเท่าให้ทานกับปุถุชนที่มีศีลได้แสน เท่าให้ทานกับบุคคลที่ปราศจากกามได้แสน
36:38 โกฏเท่าให้ทานกับอริยบุคคลตั้งแต่โสดาบัน ผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นโสตาปฏิผลนับ ประมาณไม่ได้เหมือนห้วงน้ำในมหาสมุทร เนี่ยไม่อาจนับประมาณได้ว่ากี่อาหกกี่ อาหกอาหกก็เป็นหน่วยนับในในครั้งพุทธกาล เหมือนกี่ลิตรกี่ลิตรเรานับน้ำในมหาสมุทร ได้มั้ยว่ากี่ลิตรนับไม่ไหว นะนี่คือปริมาณของห้วงบุญที่ทำกับ อริยบุคคล นะพระองค์ก็ไล่เรียงไปจนถึงให้กับพระ พุทธเจ้าอรหันต สัมมาสัมพุทธะนะโยมให้ทานกับพระอรหันต์ เนี่ย นะต้องรลูกถึงเท่ากับให้ทานกับพระปัจเจก
37:28 พุทธเจ้า 1 รูปให้ทานกับพระปัจเจก พุทธเจ้า 100 รูปถึงจะได้อานิสงส์เท่ากับ ให้ทานกับอรหันตสัมมาสัมพุทธะ 1 พระองค์ นะนั้นถ้าให้ทานกับพระพุทธเจ้าเนี่ยมา เทียบกับให้ทานกับอรหันต์เนี่ยต้องเท่า กับอรหันต์ 10,000 รูปถึงจะมีอานิสงส์ เทียบกับพระพุทธเจ้า 1 พระองค์ นะนั้นนี่คือปาฏิพิทาน 14 ที่พระองค์ทรง บัญญัติเอา ไว้แล้วก็ทรงบัญญัติเรื่องทานที่ให้แล้ว ในสงฆ์ทานที่ให้แล้วในสงฆ์มี 7 ทานที่ให้ แล้วในบุคคลมี 14 ทานที่ให้แล้วในบุคคลทั้งหมดเนี่ยไม่
38:15 สามารถเทียบได้กับทานที่ให้แล้วในสงฆ์ทาน ที่ให้แล้วในสงฆ์ 2 ฝ่ายคือภิกขุสงฆ์ ภิกขุนีสงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ทานที่ให้ให้แล้วในภิกขุสงฆ์ภิกษุณีสงฆ์ เมื่อพพุทธเจ้าทรงปรินิพพานแล้วทานที่ให้ แล้วในภิกขุสงฆ์ทานที่ให้แล้วในภิกขุนี สงฆ์นะทานที่เราเนี่ยอุปโลกสงฆ์ก็คือ พะเนียงสงฆ์บอกสงฆ์นะว่าขอสงฆ์จงอ่า ช่วยให้มอบให้ภิกษุจำนวนเท่านั้นเท่านี้ มาเป็นผู้รับทานทานนั้นก็ถือว่าเป็นทาน ที่ให้แล้วแล้วในสงฆ์ถึงแก่สงฆ์ก็มี อานิสงส์มากกว่าปาฏิปนิทานทั้ง 14 ข้อนะ
39:05 เนี่ยแค่เราไปบอกต่อสงฆ์ขอให้สงฆ์เนี่ย มอบภิกขุที่เป็นตัวแทนสงฆ์มา 1 รูป 2 รูป 3 รูปกี่รูปก็ได้เพื่อมารับทานของเรา เป็นทานที่ถึงแล้วใน สงฆ์ซึ่งอานิสงส์มากกว่าปาฏิปุคคลิกทาน ทั้ง 14 ข้อ นะ แล้วอานิสงส์เรื่องการให้ทานมีอีกเรื่อง ของผู้รับกับผู้ให้ 4 แบบเวลาให้ทานเนี่ยศีลโยมดีมและศีลผู้รับ ดีไหเรียกว่าเป็นความบริสุทธิ์ 2 ฝ่าย ฝ่ายผู้ให้กับฝ่ายผู้รับอันที่ 2 เนี่ย ไม่บริสุทธิ์ทั้งคู่อันที่ 3 ที่ 4 ก็คือ บริสุทธิ์อย่างละฝ่ายบริสุทธิ์ฝ่ายผู้รับ
39:52 ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายผู้ให้หรือบริสุทธิ์ฝ่าย ผู้ให้ไม่บริสุทธิฝ่ายผู้ลับอย่างนี้นะ นั้นนี่เป็นเรื่องของทานการให้ทานนะดัง นั้นเราสนใจมากที่สุดอันเดียวคือการวาง จิตถูกต้องเพราะปรินิพพานได้นอกนั้นไม่มี อะไรเรื่องการให้ทานนะจะน้อยจะมากก็ตาม ให้ทานแล้วรับความตระหนี่อย่าง เดียวโยมจะสามารถปรินิพพานได้เกิดอีก 2 ครั้งพรหมกายิกาแล้วก็สุทธาวาสอนาคามี นะเห็นมว่าการมีสุตตะของพระผู้มีพระภาค เนี่ยมันมีประโยชน์ทำให้เราเข้าสู่
40:39 สัมมาทิฏฐิเป็นผู้ฉลาดเป็นผู้ที่เอาตัว รอดจากอบายทุคติวินิบาตนรกได้ นะอีกมุมนึงที่ชาวพุทธเราอาจจะเข้าใจผิด แล้วก็ เอ่อมีการประพฤติปฏิบัติกันไม่ถูกต้องก็ คือการแก้กรรมหรือการสิ้นกรรมดับ กรรมเราเคยได้ยินว่าสัตว์โลกเป็นไปตาม กรรม นะสัตว์โลกเป็นไปตามกรรมแล้วเราจะพ้นกรรม อย่างไรเราจะสิ้นกรรมอย่างไรนะวิธีสิ้น กรรมดับกรรมพ้นกรรมหรือที่เราภาษาชาวบ้าน
41:24 เราก็เรียกว่าแก้กรรมนะเราอยากจะพ้นกรรม เราอยากจะหมด กรรมแต่เราไปทำอะไรเราไปทำในสิ่งที่พ พุทธเจ้าไม่เคยสอนนะเช่นไปสะเดาะเคราะห์ ต่อชะตาบางสกุลเป็นบางสกุลตายนะเราไปรด น้ำมนต์พรมน้ำมนต์ดูฤกษ์ดูยามเราไปทำ พิธีกรรมต่างๆที่พพุทธเจ้าบอกว่าไม่ สามารถที่จะทำกรรมให้สิ้นไป ได้ดังนั้นวิธีในการที่ที่จะสิ้นกรรมที่ ถูกต้องคืออะไรอริยมรรคมีองค์ 8 มรรคมี องค์ 8 หนทางในการสิ้นกรรมพระองค์ตรัสไว้ เลยว่าอริยะอัตถังคิมรันโด
42:12 คามินีปฏิปทาปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือ แห่งกรรมกรรมจะดับไปได้ด้วยมรรคมีองค์ 8 มรรคมีองค์ 8 2 ข้อแรกเป็นปัญญา 3 ข้อกลางเป็นศีล 3 ข้อท้ายเป็น สมาธิตั้งแต่สัมมาทิฏฐิสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจาสัมมากัมมันตะสัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะสัมมาสติสัมมา สมาธิ 2 ข้อแรกคือปัญญา 3 ข้อกลางคือศีล 3 ข้อท้ายคือ สมาธิศีลสมาธิปัญญานั่นเองเราอยู่บ้านเฉย ๆก็สิ้นกรรมได้แล้วไม่ต้องวิ่งไปหาพิธี
42:58 กรรม อะไรศีลสมาธิปัญญาหรือมรรคมีองค์ 8 ตรัส ย่อเหลือ 2 คือสมถะ วิปัสสนาสมถะวิปัสนาเป็นชื่อแทนอริยมรรค มีองค์ 8 นะแค่เราเจริญสมถะสมถะคืออะไรสมถะแปลว่า สงบสังวร สำรวมการที่จะจิตมีอารมณ์อัน เดียวมีจิตตั้งอยู่กับกายหรือลมหายใจที่ เราฝึกเมื่อสักครู่นี้เมื่อต้น ชั่วโมงเราเอาจิตอยู่กับลมหายใจเข้าออก นั่นคือ สมถะแล้วเวลาเราเอาจิตอยู่กับลมจิตอยู่ กับลมตลอดมะไม่มันเคลื่อนใช่มเวลามันหลุด
43:48 ไปคิดไปนึกแล้วเราดึงกลับมาเราเห็นมว่า ความคิดเกิดความคิดดับความคิดเกิดความคิด ดับอยู่ตตลอดเวลาใครเห็นการเกิดดับตรง เนี้ยคนนั้นชื่อว่ามี วิปัสสนาวิปัสสนาหมายถึงปัญญาปัญญาหมาย ถึงอะไรพระองค์บอกปัญญาหมายถึงการเข้าไป เห็นสัจจะแห่งการเกิดขึ้นและการดับ ไปสัจจะคือความจริงที่มีการเกิดการดับดัง นั้นไม่ว่ารูปธรรม นามธรรมเกิดดับหมดไม่มีอะไรตั้งอยู่ ถาวรใครเห็นสัจจะความจริงตรง นี้สิ้นกรรมได้กรรมหมดไปได้เข้าถึงมรรคผล
44:36 นิพพานได้นะนี่คือวิธีสิ้นกรรมที่เราพึ่ง ตนเองได้ไม่ต้องไปพึ่ง ใครย่อเหลือ 1 อย่างคือ อานาปานสติ อานาปานสติอันบุคคลเจริญกระทำให้มากย่อม มีผลใหญ่มีอานิสงส์ใหญ่ผลที่เขาหวังได้ 2 อย่างคืออรหัตตผลหรืออนาคามีผลได้ความ เป็นอรหันต์หรือความเป็น อนาคามีนะแค่เรานั่งรู้ลมหายใจเข้าออกโยม อาจจะคิดว่ามันง่ายขนาดนั้นใช่เหรอใช่ ง่ายขนาดนี้แหละนะเราได้รวบรวมพระสูตร เกี่ยวกับอานาปานสติมาให้ 30 กว่าพระสูตร
45:24 นะ 3 30 กว่าพระสูตรนี้พระพุทธเจ้าตรัส ทั้งชีวิตมีแค่นี้นะเราดึงมาโดยสังเขปนะ ดังนั้น อานาปานสติถ้าเราทำอยู่ในกรอบนี้ไม่มี ผิด นะในหน้าปกโยมจะเห็นว่าคำว่าอานาปานสติ เป็นเส้นๆลงมาเราทำเหมือนพระสูตรที่ เปรียบเหมือนฝนธุลีนะเหมือนฝุ่นธุลีที่ ฟุ้งขึ้นแล้วมีฝนตกลงมา นะฝุฝุ่นธุลีที่ฟุ้งขึ้นในเดือนสุดท้าย ของฤดูร้อนฝนหนักที่ผิดฤดูตกลงมาย่อมช ชำระฝุ่นธุลีเหล่านั้นให้อันตรธานไปให้ ระงับไปตามควรแก่ตานะ นะฝุ่นธุลีก็คืออกุศลทั้งหลายที่ฟุ้งขึ้น
46:11 มาในจิต อานาปานสติระงับ ได้มีปัญหาอกุศลเกิดขึ้นกลับมารู้ลมหายใจ และอานาปานสติเนี่ยพระองค์บอกว่าก็คือ กายคตาสติ กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่หลงลืมอมตะชื่อ ว่าอัญชนเหล่านั้นไม่หลงลืมถ้าโยมไม่ลืม เอาจิตอยู่กับกายหรือลมหายใจชื่อว่าโยม ไม่ลืมอมตะอมตะเป็นหนึ่งในชื่อแทน นิพพานโยมจะได้นิพพานแค่รู้ลมหายใจเข้า ออกตัวเองเพราะอะไรเพราะการที่บุคคลกำลัง คิดถึงสิ่งใดดำริถึงสิ่งใดเนี่ยมันเป็น การสร้างภพ ใหม่พระองค์ตรัสไว้เลยว่าภิกษุทั้งหลาย
47:00 ถ้าบุคคลคิดถึงสิ่งใดดำริถึงสิ่งใดหรือมี จิตฝังลึปักลงไปในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์เพื่อการตั้งอยู่ ของ วิญญาณเมื่ออารมณ์มีอยู่ความตั้งขึ้น เฉพาะแห่งวิญญาณย่อมมีเมื่อวิญญาณตั้ง ขึ้นเฉพาะแล้วเจริญงอกงามแล้วการบังเกิด ขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไปย่อมมีเห็นมะเรากำลัง สร้างภพใหม่ตลอดภพคืออะไรภพคือที่ตั้งของ วิญญาณที่พระองค์เปรียบเหมือนผืนนามีผืน นานะมีผืนนาแล้วมีวิญญาณเมล็ดพืชลงไปตั้ง เมล็ดพืชเปรียบเหมือนวิญญาณกรรมหรือภพ เปรียบเหมือนผืนนานะที่พระองค์ตรัสว่า กัมมังเขตตังวิญญาณังพีชังตัณหาสิเนหา
47:49 อิชชานีวระนานังสัตตานังตัณหา สัญชนี กรรมคือผืนนากรรมคือผืนนาวิญญาณคือเมล็ด พืชตัณหาคือยางในพืชความสดของพืชอวิชชา เป็นเครื่องกั้นความไม่รู้เป็นเครื่อง กั้นของสัตตานังสัตตานังแปลว่าผู้ยึดติด ตัณหาเป็นเครื่องผูกธาตุอันทรามวิญญาณไป ตั้งอยู่กามาภโวทัย เหตุเพียงเท่านี้พระอานนท์ถามพระพุทธเจ้า ว่ากรภพเกิดได้ด้วยเหตุเพเท่าไหร่รูปภพ เกิดได้ด้วยเหตุเพียเท่าไหร่อรูปภพเกิด ได้ด้วยเหตุเพียงเท่าไหร่ท่านก็ตรัส เหมือนกัน หมดเปลี่ยนแค่คำว่าธาตุอันทราธาตุปานกลาง
48:40 ธาตุปราณีตแค่นั้น เองพอเป็นรูปภพท่านก็บอกเหมือนเดิมกัมมัง เขตตังวิญญาณังพีชังตัณหาสิเนโหอวิชชานี วระนานังสัตตานังตัณหาสัญโญานังมัชฌิมา ทาตุวิญญาณังปฏิฐิตังนะอืเห็นนะเอวัง อายะติปุนัพพวาพินิติโหติภพใหม่อันเป็น ภัยที่น่ากลัวได้เกิดขึ้นแล้วดังนั้นคำ ว่าภพใหม่ไม่ใช่แค่เราตายไปแล้วเราได้ อัตภาพใหม่แต่ทุกครั้งที่เราคิดนึกเรื่อง ใดก็ตามนั้นคือเราได้สร้างภพใหม่สำเร็จ เสร็จสิ้นเรียบร้อย แล้วพบแม้ชั่วรัดนิ้วมือเดียวก็น่า
49:26 รังเกียจน่า กลัวพระองค์บอกว่ามูดคูตเป็นของมีกลิ่น เหม็นฉันใดสิ่งที่เรียกกันว่าภพก็ฉันนั้น เหมือนกันแม้มีประมาณน้อยชั่วรัดนิ้วมือ เดียวก็ไม่มีคุณอะไรที่พอจะกล่าว ได้งั้นการที่บุคคลคิดขึ้นมาเรื่องนึง เนี่ยพระองค์จึงให้ระวังมากระวังอะไรก่อน ระวังความคิด อกุศลอกุศลเกิดมาปุ๊บโยมต้องทิ้งทัน ทีถ้าโยมไม่ทิ้งโยมเสพคบปัญหาคืออะไรโยม จะเกิดเป็น นิสัยนิสัยฝั่งไม่ดีเรียกอนุสัยนิสัยฝั่ง ดีเรียกอุปนิสัยโยมจะเกิดอนุสัยขึ้นเกิด นิสัยในการเสพคบคิดเรื่องอกุศลตลอดทั้ง
50:11 วันนี่เกิดนิสัยมจิตโน้มไปในอารมณ์ใดมาก ๆจิตก็จะพุ่งไปในอารมณ์นั้นอยู่ตลอดเวลา อยู่เรื่อยๆแล้วเวลาจะตายโยมจะคิดอะไรก็ คิดสิ่งที่โยมเคยเสพคบมามากอกุศลนั่นเองพ พุทธเจ้าจึงบอกว่าอกุศลอย่าคิดรีบทิ้งคิด ปุ๊บรีบทิ้งละนันทิทันทีเมล็ดพืชมันตั้ง ปุ๊บปัดมันออกมันตั้งปุ๊บปัดมันออกทันที เลยละนันทิทิ้งไปทิ้งแล้วเอาจิตอยู่กับ อะไรอยู่กับกายของเราลมหายใจเข้า ออกถ้าโยมทำงานให้อยู่กับการทำงานถ้าเดิน ให้รู้ว่าเดินถ้ายืนให้รู้ว่ายืนนั่งให้ รู้ว่านั่งนอนให้รู้ว่า
50:58 นอนนอนก็ภาวนาได้พระองค์บอกเลยว่าภิกขุ แม้นอนอยู่แต่ถ้าเธอนั้นเนี่ยเมื่อเกิด ความครุ่นคิดในทางกามทางพยาบาททางเดือด แค้นขึ้นมาเธอก็ไม่รับเอาความครุ่นคิด นั้นไว้สละทิ้งไปถ่ายถอนออกบรรเทาไปทำให้ สิ้นสุดไปจนไม่มีเหลือภิกษุที่เป็นเช่น นี้แม้กำลังนอนอยู่ก็เรียกว่าเป็นผู้ทำ ความเพียรเผากิเลสรู้สึกกลัวต่อสิ่งลามก เป็นคนปรารภความเพียรอุทิศตนในการเผา กิเลสอยู่ 1 นิเห็นมั้ยดังนั้นการภาวนา ไม่ใช่เรื่องยากไม่ใช่เรื่องยากอย่าไปคิด สูงเกินไกลเกินเป็นเรื่องในใจของเราไม่ ต้องไปโชว์ไม่ต้องไปอวดใครด้วยเรื่องอยู่
51:43 ในใจของเราแค่เรารู้ลมหายใจเข้าออกแค่ นั้นแล้วก็ทิ้งความคิดอกุศลเรื่อยๆจบแล้ว ทุกอย่างง่ายไม่มีรูปแบบราายรูปแบบยังจะ แต่งตัวยังไงก็ได้นะ โยมจะอยู่อิริยาบถใดก็ได้สถานที่ใดก็ได้ ไม่มีข้อจำกัดในการภาวนาอยู่ที่ใจของ เรา อานาปานสติเนี่ยคือสติปัฏฐาน 4 คือกุสลา สีกองกุศลที่แท้ จริงทุกครั้งที่โยมเอาจิตอยู่กับลมหายใจ คือโยมอยู่กับ กุศลโยมอยู่กับกุศล 1 ช่วโมงโยมเบียด อกุศลไปได้แล้ว 1 ชั่วโมงใน 24 ชั่วโมงพ พุทธเจ้าให้สังเกตจิตตัวเองว่าอยู่กับ
52:29 กุศลหรืออกุศลมากกว่า กันดังนั้นถ้าโยมอยู่กับลมหายใจได้ 1 ชั่วโมง 1 ชั่วโมงนั้นไม่มีอกุศลสบายละ เหลืออีก 23 ชั่วโมงมีอกุศลถ้าโยมเจริญ อานาปาให้มากขึ้น 20 ชั่วโมงโยมเหลือ อกุศลอีก 4 ช่วโมงกุศล 20 เห็นมั้เบียด พื้นที่อกุศลออกไปออกไปออกไปพอโยมเจริญ อานาปา 23 ชั่วโมงเหลืออกุศลอีก 1 ชั่วโมงเองแล้วถ้าโยมเจริญอานาปากุศลตลอด จนไม่มีอกุศลเท่าปลายขนทรายไป สัมผัสพระผู้มีพระภาคจะพยากรณ์บุคคลนั้น ว่าจะปรินิพพานในทิฏฐธรรมคือใน
53:18 ปัจจุบันดังนั้นสิ่งที่เหลืออยู่อย่าง เดียวของโยมก็คือความ เพียรความเพียรของเราเราที่จะรักษากอง กุศลกุสลาสีคืออานาปานสีให้มากให้บ่อย เท่าที่จะมากได้นะเอาจิตอยู่กับกายให้มาก ที่สุดเท่าที่จะมาก ได้สติอธิษฐานการงานรู้อยู่กับการงานที่ ทำในปัจจุบันขับรถรู้ว่าขับรถนะเราเป็น ครูเขียนกระดานเรารู้เขียนกระดานเราตั้ง ใจสอนเราตั้งใจทำ งานเราทำอะไรให้รู้อยู่กับงานนั้นๆล้าง จานถูบ้านกวาดบ้านทำอะไรให้ตั้งมั่นอยู่ กับการนานนั้นพระองค์เรียกบอกกับพระ อานนท์เรียกตรงนี้ว่าเป็นอนุสติฐานที่ 6
54:05 สติอธิษฐานการงานจัดว่าเป็นการมีสติ สัมปชัญญะด้วยเหมือนกันเห็นมดังนั้นการ ภาวนาไม่จำเป็นที่โยมจะต้องมานุ่งขาวห่ม ขาวเป็นโอดาตวสนาจะต้องมาเข้าวัดจะต้องหา ที่วิเวกหลีกเล้นที่แจ้งลอมฟางชะเงื้อมผา ท้องถ้ำ [เพลง] ได้ก็ดีแต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่ต้อง กังวลบ้านตัวเองนี่แหละห้องว่างๆนั่ง สมาธิรู้ลมหายใจเข้าออกไปก่อนนอนนะต้องทำ นานมั้ยบางคนถามโยมว่าทำนานมั้ยพพุทธเจ้า ให้ทำนานมั้ยแค่รัดนิ้วมือไม่น่าเชื่อนะ พระองค์ตรัสเนี่ยบอกภิกขุบวชมาเนี่ยถ้า
54:53 ภิกขุเจริญอานาปานัสสติแม้ชั่วกลเพียงรัด นิ้วมือเรากล่าวว่าเป็นผู้ไม่เหินห่างจาก ฌานทำตามคำสอนของพระศาสดาปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่าจะป่วย กล่าวไปใยถึงเมื่อกระทำให้มากซึ่ง อานาปานสตินเล่ายิ่งมากยิ่งดีแต่น้อยๆขอ แค่ลัดนิ้วมือขอน้อยมากพพุทธเจ้าขอเรา น้อยมากโยมลองสมาทานเลยโยมจะทำ อานาปานสติวันละลัดนิ้วมือ แค่นี้ไม่ต้องขยันเกินเอาแค่เนิดเดียวโยม ทำตามโอวาทพระศาสดาะบวชมานี่ไม่เปลืองค่า เข้าสุขชาวบ้านละนี่พพุทธเจ้าตรัสขนาด นั้นนะเห็นมั้ยอ่าแล้วแนะนำชาวบ้านให้ทำ
55:40 วันละกี่เวลา 3 เวลาเปรียบเหมือนชาวล้าน ตลาดจัดแจงการงานอย่างดีที่สุดในเวลาเช้า จัดแจงการงานอย่างดีที่สุดในเวลากลางวัน จัดแจงการงานอย่างดีที่สุดในเวลาเย็น ระลึกถึงลมหายใจอย่างน้อยรัดนิ้วมือวันละ 3 เวลาโยมทำตามโอวาทพระศาสดาเป๊ะเลยเอา น้อยๆ ก่อนใครทำได้สักเดือนนึง 2 เดือนแล้วค่อย ๆขยับเป็น 5 นาที 10 นาทีก็ว่าไปไม่เป็น ไรนะมันเป็นการเบรกการสร้างภพการที่เรา ปล่อยให้ใจเราคิดทั้งวันเลยคิดโน่นคิดนี่ สารพัสมันทำให้เราฟุ้งซ่านโยมไม่มี เอกัคคตาจิตไม่มีจิตตั้งมั่น
56:26 พอโยมอยากจะมีจิตตั้งมั่นโยมก็ไม่รู้วิธี ทำอีกเอ๊ะจะทำยังไงให้มีจิตตั้งมั่นพอมา เจริญอานาปาแล้วจิตฟุ้งโยมก็รำคาญอุ๊ยจิต ฉันฟุ้งเนี่ยสงสัยฉันเี่บาปกรรมเยอะคงทำ ไม่ได้ก็ไปคิดอตินิปปาตะคือสำคัญตนว่าเลว อย่าไปคิดแบบนั้นแค่คิดคือโยมก็ไม่ได้ทำ แต่โยมต้องคิดว่าเราทำได้อยู่ในวิสัยที่ มนุษย์จะทำได้มันไม่มีใครหรอกมานั่งรู้ลม หายใจแล้วมันไม่ฟุ้งมันฟุ้งทั้งนั้นแหละ คนที่เป็นพระอรหันต์มาก็ฟุ้งมาก่อนพระ พุทธเจ้าก็ฟุ้งมาก่อนท่านจึงบัญญัติว่า จิตนี้เป็นละหุปริวัตเพราะท่านรู้นี่จิต มันฟุ้งนี่มันฟุ้งเยอะนี่แต่ท่านไม่ไป เป็นตัวจิตท่านกำลังดูว่าจิตไม่ใช่ของ
57:14 ท่านจิตไม่ใช่ของเราท่านอุปมาจิตเหมือน ลิงลิงมันจับกิ่งไม้นั้นปล่อยกิ่งนี้จับ กิ่งนั้นปล่อยกิ่ง นี้เราก็จะไปเป็นมันสิเราดููมันเฉยๆจิต ที่ฟุ้งก็ไม่ใช่ของเราแต่เรากำลังฝึก มันสร้างนิสัยใหม่ให้มันให้มันเนี่ยพอใจ อยู่กับอารมณ์อัน เดียวพระองค์เปรียบเหมือนกการจับสัตว์ 6 ชนิดมาผูกด้วยเชือกเหนียวกับเสาเขื่อนเสา หลักอันมั่น คงจับงูจับนกจับจระเข้จับสุนัขจับสุนัข จิ้งจอกจับลิงนะมาผูกด้วยเชือกแล้วก็ผูก เข้ากับเสาเขื่อนเสาหลักอันมั่น
58:00 คงพอปล่อยสัตว์ไปเป็นยังไงไอ้สัตว์ 6 ชนิดก็จะยื้อยุดฉุดไปเข้าที่หากินที่ อาศัยของตนงูจะเข้าจอมปลกจระเข้จะลงน้ำนก จะบินขึ้นไปในอากาศสุนัขจะเข้าบ้านสุนัข จิ้งจอกจะไปป่าช้าลิงจะไปป่าในที่สุดไอ้ พวกนี้ก็จะหมดแรงเพราะมันดึงสู้กับเสา เขื่อนเสาหลักไม่ไหวมันก็จะมานั่งเจ่านอน เจ่าอยู่ที่เสาเขื่อนเสาหลัก ดังนั้นหน้าที่ของเราคือความเพียรโยมต้อง ทำความเพียรทุกวันวันละนิดวันละหน่อยทำ ทุกวันรู้ลมหายใจทุกวันเวลาตั้งความเพียร เนี่ยพระองค์ให้ตั้งจิตอธิษฐานอย่างไรพระ องค์ให้ตั้งจิตว่าหนังเอ็นกระดูกจักเหลือ อยู่เนื้อและเลือดในสรีระจักเหือดแห้งไป
58:47 ก็ตามทีประโยชน์ใดอันบุคคลจะพึงลุได้ด้วย กำลังด้วยความเพียรด้วยความบากบั่นของ บุรุษถ้ายังไม่รุถึงประโยชน์นั้นจะหยุด ความเพียรเสียเป็นไม่มีเห็นมั้ยเอาตาย เข้าแลกไปเลยนะหนังเอ็นกระดูกจักเหลือ อยู่อ้าตายวันนี้ตายรู้ลมหายใจนะต้องรู้ ให้ได้วันนึงแค่รัดนิ้วมือรู้ไม่ได้ก็ให้ มันตายไปนะอ่า 1 นาที 2 นาที 3 นาทีต้อง รู้ให้ได้รู้ลมหายใจดึงจิตมาอยู่กับลมหาย ใจโยมทำงานเนี่ยยิ่งเป็นข้าราชการเนี่ย โยมมีโต๊ะทำงานของโยมเนี่ยก่อนทำงานก็ นั่งเงียบๆสัก 2-3 นาทีรู้ลมหายใจเข้าออก เข้าออกโอ้โหสุดยอดแล้วอาตมาว่าแล้วทำวัน
59:33 ละ 3 เวลากลางวันทานข้าวเสร็จก็กลับมา นั่งที่โต๊ะรู้ลมหายใจเข้าออกเข้าออกนะตก เย็นปุ๊บก่อนนอนโยมก็นั่งบนเตียงนอนโยม เนี่ยสบายๆรู้ลมหายใจเข้าออกเข้าออกเข้า ออกนะแล้วพอจะหลับจริงๆเนี่ยพระองค์ก็ให้ ตั้งจิตยังไงให้ตั้งจิตว่าจิตเราจะไม่ไหล ไปกับอกุศลทั้งปวงแล้วน้อมจิตผิดไปเพื่อ การนอนโยมจะนอนหลับสบายหลับลึกหลับสนิท ไม่ค่อยฝันเป็นคนหลับง่ายไม่มีปัญหาในการ นอนนะไม่มีอารนอนไม่หลับนี่สบายไม่ต้อง ใช้ยานอนหลับใครเคยใช้เนี่ยจบปัญหาไปเลย มาเจริญอานาปานสติอย่าานอนหลับอย่างดีนะ หลับสบายตื่นขึ้นมาโยมก็สด
1:00:20 ชื่นแล้วการงานโยมจะดีดีเพราะ อะไรเวลาเจริญอานาปานสตินิวรณ์ 5 และ อกุศลจะ ดับถามว่าเวลานิวรณ์ 5 หรืออกุศลดับนั้น ประโยชน์คืออะไรปัญญาทุกประเภทจะเกิดที่ คนๆนั้นปัญญาแล่นปัญญาเลวปัญญากว้างขวาง ปัญญาไพบูลย์ปัญญาเบาโอ้โหปัญญาทุกชนิด เลยจะเกิดขึ้นเราก็จะเป็นคนเก่งมีไหวพริบ ปฏิภาณมีความเฉลียวฉลาดในการแก้ปัญหาการ งานทางโลกมันจะมาเองทุกอย่างพพุทธเจ้าถึง บอกไปทำสมาธิไปฝึกสมาธิทำแค่นี้ชีวิต เจริญทุก เรื่องและการทำสมาธินั้นเป็นผืนนาที่ดี
1:01:10 เป็นมัชฌิมาทาตุเป็นปณีตาทาตุเมื่อ วิญญาณังปฏิฐิตังจิตของเราไปตั้งตรงนั้น แล้วผลกรรมย่อมเจริญงอกงามเร็วทันใน ปัจจุบัน พระองค์พระองค์จึงตรัสวิบากของกรรม 3 อย่างวิบากของกรรมที่ส่งผลในปัจจุบันเวลา ถัดมาเวลาถัดมา อีกบางทีอาตมาเคยได้ยินคนบ่นว่าแหมทำดี แทบตายทำไมความดีไม่ให้ผลอาตมาอยากจะถาม กลับไปว่าเค้าทำความดี อะไรความดีนั้นเป็นความดีที่ส่งผลวิบากใน ทิฏฐธรรมหรือไม่หรือส่งผลผลใน
1:02:02 อุปปัชชเวทนียกรรม สมาธิจบละ ง่ายหน้าที่โยมอย่างเดียวทำสมาธิเรื่อยๆ บ่อยๆเท่าที่พพุทธเจ้าทรงสอน ไว้แล้วต้องการอุปกรณ์อะไรมั้ยไม่ต้องการ อุปกรณ์มีอยู่ในตัวลมหายใจเข้า ออกอย่าไปพึ่ง อะไรขนาดพระอานนท์เนี่ยพึ่งพระสารีบุตรพอ พระสารีบุตรปรินิพพานเนี่ยร้องไห้เสียใจ ทั้งที่เป็นโสดาบันเห็นมั้ยอืมพพุทธเจ้า
1:02:48 ต้องมาเตือนแล้วก็เลยบัญญัติข้อธรรมว่า อานนท์ในการบัดนี้ก็ดีในการล่วงไปแห่งเรา ก็ดีใครก็ตามักต้องมีตนเป็นประทีปมีตน เป็นสรณะไม่เอาสิ่งอื่นเป็น สรณะมีธรรมะเป็นประทีปมีธรรมะเป็นสรณะไม่ เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะเป็นอยู่อย่าพึ่งอะไร นะนอกจากตนเองแล้วก็ธรรมะอแค่นั้น เองเราจึงมีอุปกรณ์ทุกอย่างในการพึ่งตน ครบแล้วและพระองค์ก็อธิบายเสริมว่าการ พึ่งตนพึ่งธรรมเป็นอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาเห็นกายในกาย อยู่เป็นประจำมีความเพียรเผากิเลสมี สัมปชัญญะมีสตินำอภิชชาและโทมนัสในโลกออก
1:03:34 เสียดายเจริญสติปัฏฐาน 4 นั่นเองเห็นกาย ในกายเห็นเวทนาในเวทนาเห็นจิตในจิตเห็น ธรรมในธรรมนะแล้วทั้งหมดเทำยังไงรู้ลมหาย ใจเพียงอย่างเดียวสติปัฏฐาน 4 ครบเห็น มั้เราทำแค่นี้พระองค์บอกปรารถนาอะไรจะ สำเร็จ หมดเพราะอะไรเพราะเรากำลังเจริญเหตุแห่ง การสมปรารถนา 5 ประการวันเนี้ยเราชาวบ้านทั้งหลายเนี่ย อยากสมปรารถนามย อยากอยากรวยอยากมี ยศอยากสำเร็จตามที่ตนเองปรารถนาอยากมี ครอบครัวที่ดีมีความ
1:04:19 สุขแล้วเราสร้างเหตุที่ถูกต้องหรือยังเรา กำลังสร้างเหตุ อะไรพระองค์แนะนำอะไรพระองค์แนะนำธรรมะ 5 ประการศรัทธาศีลสุตะจาคะ ปัญญานี้เป็นเหตุแห่งการสมปรารถนาที่ถูก ต้องไม่ใช่การไปบนไปบวง สรวงถ้าการอ้อนวอนสำเร็จจริงพระศาสดาตรัส กับพรามณ์เพราะพราหมณ์ก็ชอบอ้อนวอนชอบบวง สรงบูชาไฟบูชาดวงจันทร์ดวงอาทิตย์นี่ พพระองค์บอกกับพราหมณ์แล้วใครเล่าในโลก นี้จะเสื่อมจากอะไรได้ไม่มีใครเสื่อมหรอก เพราะทุกคนอ้อนวอนกันเป็นหมดเลยนะมี
1:05:04 สตางค์ก็ไปหาซื้อธูปเทียนหัวหมูใบสีมา ตั้งอ่ะขอๆๆๆไปแล้วโยมว่าทุกคนสำเร็จมย ไม่ สำเร็จนะอ้าให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อันนึงที่ ทุกคนบอกว่าออันเนี้ยศักดิ์สิทธิ์มากเลย แล้วให้คนพันคนไปอ้อนบอนโยมว่าสำเร็จทั้ง 1000 คนมั้ยไม่ถ้าไม่แล้วใครบันดาลให้คน ที่เหลือไม่ สำเร็จตกลงเนี่ยใครบันดาลแน่สิ่งที่เรา ประสบพบเจอเกิดจากใครบันดาลพระองค์บอกว่า กายกรรมวจีกรรมมโนกรรมเห็นมั้ยกายกรรม วจีกรรมมโนกรรมเราทำกรรมทางกายอย่างไร วาจาอย่างไรทางใจอย่างไร
1:05:51 นะตัวนี้ต่างหากเป็นตัววัดกายกรรมเนี่ยมี 3 ฆ่าสัตว์มั้ยลักขโมยมั้ยประพฤติผิดใน กามมั้ยวจีกรรม 4 โกหกมยพูดยุยงให้เคแตกกันมยพูดคำหยาบ มั้ยพูดเพ้อเจ้อมยนะ อ่ามโนกรรมก็กามพยาบาทเบียดเบียนคิดมรีบ คิดทิ้งทิ้งนะเนี่ยเราทำแค่เนี้ยประสบผล สำเร็จทุกอย่างในชีวิตแน่นอนพระศาสดายืน ยันศรัทธาหมายถึงอะไรศรัทธาสัมปทาหมายถึง การมีศรัทธาในตถาคตเชื่อว่าพระองค์ ตรัสรู้และคำสอนของพระองค์ 2 อย่างแค่ นั้นเองแต่ชี้มาที่พระพุทธเจ้าพระองค์
1:06:38 เดียวไม่ชี้ไปที่พระธรรมและพระสงฆ์ชี้มา ที่พระพุทธเจ้าศรัทธาสัมปทาต้องเชื่อว่าพ พุทธเจ้าตรัสรู้จริงและมีคำสอนประเสริฐ จริงนี่ข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ศีลชี้มาที่ไหน ศีล 5 ศีล 5 มาตรฐานเรารู้กันอยู่แล้วทำให้ บริบูรณ์ศรัทธาแล้วศีลแล้วสุตะคำสอนของ ตถาคตพุทธวจนะวจนะแปลว่าคำพูดพุทธะเป็น ชื่อของพระพุทธเจ้าพพุทธเจ้าทรงบัญญัติคำ นี้ด้วยพระองค์เองว่า อนุชานารายณ์
1:07:24 ของตนของตน นะศรัทธาศีลสุตะจาคะคืออะไรบอกไปแล้ว เมื่อกี้จาคะให้ทานวางจิตถูกต้องละความ ตระหนี่จบแล้วแค่นี้นะสุดท้ายข้อที่ 5 ปัญญาคืออะไร 2 นัยยะนัยยะแรกคือการละ นิวรณ์ 5 นิวรณ์ 5 คืออกุศล กามฉันทะนะอ่าพยาบาทถีนะมิทะอุทธัจอุจ วิจิกิจฉานี่ 5 อย่างหรืออกุศล 3 อย่าง กามบาทเบียดเบียน ทิ้งนะปัญญาจะเกิดปัญญาทุกประเภทจะเกิดนะ นัยยะที่ 2 ของปัญญาคือการเห็นอริสัจ
1:08:11 4 ทุกข์สมุทัยนิโรธมรรคสิ่งที่เราท่อง เมื่อสักครู่เนี้ยสัชฌายะเมื่อสักครู่นี้ เนี่ยปฏิจจสุบาทลำดับเหตุของการเกิดขึ้น ของความตายและความดับไปของของความตายคือ ข้อที่ 2 กับข้อที่ 3 ของอริสัจ 4 เวลาพระผู้มีพระภาคทรงตรัสอริสัจ 4 อย่างละเอียดเนี่ยสมุทัยพระองค์จะใส่ ปฏิจจสมุปบาทสายเกิดเข้าไปนิโรธจะใส่ ปฏิจจสมุปบาทสายดับเข้าไปเต็มพระสูตรเต็ม พระสูตรนี่คืออริยสัจ 4 แบบเต็ม นะนั่นคือเหตุเกิดความตายเหตุดับความตาย นั่นเองนะพระองค์ตรัสรู้เรื่องนี้ความรู้
1:08:56 ที่เราเรียนมาทางโลกทั้งหมด เนี่ยไม่สามารถเอาไปใช้เวลาตายได้เวลาโยม จะตายเนี่ยโยมมาคิดถึงเศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์คณิตศาสตร์ฟิสิกส์เคมีชีวะมั้ย คิดไม่ได้คิดก็ไม่มีประโยชน์นะพระองค์จึง ตรัสความรู้ทั้งหมดที่เรียนมาในโลกเนี่ย ว่าเป็นกิจของชาวบ้านของปุถุชนไม่ประกอบ ด้วยประโยชน์ไม่เป็นไปพร้อมเพื่อ นิพพาน แต่แค่โยมมารู้เนี่ยบทธรรมแค่ 1 หน้า กระดาษ A4 นี่เป็นธรรมะอันเป็นอริยะที่พงเรียก ว่าอริยยายธรรมนะนี่คือความสุดยอดแล้ว สัตว์ที่ท่องเที่ยวในสังสารวัฏยากเหลือ เกินที่จะมีโอกาสได้สดับอริยสัจ
1:09:45 4 หรือปฏิจจสุบาทนะในปฏิจจสุบาทเนี่ย 4 บรรทัดแรก 4 บรรทัดแรกตรงเนี้ยอิมัสมิง สติอิทังโหติอิมัสสุปทาอิทังอุปสตินะ อิมัสมิงอัสติอิทังนะโหติอิมัสสะนิโรธทัง รชติเนี่ย 4 บรรทัดเนี้ยเรียก อิทัปปัจจยตา กฎ 4 บรรทัดเนี่ยครอบคลุมทั่วโลกธาตุ เทวดาพรหมมนุษย์นรกำเนฌานปรวิสัยตกอยู่ ภายใต้กฎ 4 บรรทัดนี้คือกฎอิทัปปัจจยตา แล้วถูกแตกออกมาเป็นปฏิจจสุบาลสายเกิดและ สายดับและสายเกิดสายดับทั้งหมดนี้อยู่ใน
1:10:30 ข้อที่ 2 และข้อที่ 3 ของอริสัจ 4 ทุกข์สมุทัยนิโรธมรรคทุกข์เกิดได้ยัง ไงลำดับเหตุเกิดอย่างนี้ทุกข์ดับได้ยังไง ลำดับเหตุของความดับเป็นอย่างนี้และวิธี ในการดับทุกข์นั้นทำยังไงคือมรรคมีองค์ 8 และย่อมาเหลือหนึ่งเดียวคือ อานาปานสติ นะนะ นะกลับไปทบทวนวันนี้ก็มีคลิปนี้ใน YouTube นะโยมสามารถเข้าดูใน YouTube พุทธวจนะได้ นะอาตมาจะเรียงร้อยพระสูตรต่างๆแล้วก็ ขึ้นจอยืนยันให้โยมได้เห็นถึงเล่มหน้าข้อ เนื้อพระสูตรจริงภิกขุเราเนี่ยอย่างเงี้ย
1:11:15 เรามีหน้าที่ทรงจำคำพระศาสดาเราไม่มีหน้า ที่พูดความเห็นเรา เองถ้าทุกคนภิกขุโลกใช้หลักการเดียวกับใน ครั้งพุทธกาลโยมจะไป 100 วัดก็จะสอน เหมือนกันรวัดจะไม่มีสายไม่มีนิกายไม่มี ต้องถามว่าเธอไปวัดไหนสายไหนวัดนี้ดีมย สายนี้ดีมยไม่มีเพราะภิกขุทุกรูปจะสอน เหมือนกันคือสอนคำพระศาสดาของตนเองมี ศาสดาตนเองเป็น อาจารย์เราเป็นบุตรเป็นโอรสอันเกิดแต่พระ โอษฐ์ของพระพระผู้มีพระภาคเกิดโดยธรรมม เนรมิตโดยธรรมเป็นทายะโดยธรรมนะสังฆ สามัคคีจะเกิดขึ้นทั่ว
1:12:00 โลกนะทุกอย่างต้องใช้คำพระพุทธเจ้าตัดสิน โยมมีข้อสงสัยอะไรต้องถามพระพุทธเจ้าว่าพ พุทธเจ้าตรัสยัง ไงถาม ว่าทำไมจีวรพระสีไม่เหมือนกันเคยสงสัย มั้ยเอ๊ทำไมวัดนั้นสีนั้นวัดนี้สีนี้จริง ๆจะไม่มีข้อสงสัยเลยถ้าภิกขุใช้จีวรย้อม ด้วยน้ำ ฝาดเห็นอาตมาใส่จีวรอันนี้บอกอาจารย์ชอบ สีนี้หรอไม่ใช่อันนี้ก็ทำตามกรรมวิถีที่ พระพุทธเจ้าเราได้ผ้าขาวมาผืนหนึตัดเย็บ เป็นจีวรก็ย้อมด้วยน้ำฝาดคือน้ำที่ได้จาก
1:12:47 เปลือกไม้แก่นไม้ลูกไม้ใบไม้อันนี้ก็ย้อม จากเปลือกมังคุดกับแก่นขนุนก็ออกมาสีไหน ก็คือสีนั้นสีจีวรจะไม่เหมือนกันเป๊ะแต่ จะออกมาในโทนเดียวกันลักษณะอย่างนี้ก็ จีวรย้อมน้ำฝาดเห็นมออกมาในโนเดียวกันแต่ ไม่ได้เหมือนกันเป๊ะเพราะอะไรเพราะเก่า ใหม่ไม่เท่ากันสีจีวรยิ่งเก่าก็จะยิ่ง เข้มอันเนี้ยเพิ่งย้อมใหม่เมื่อไม่กี่ เดือนสีก็ยังจางอยู่เพราะเพิ่งเปลี่ยน จีวรใหม่นะก็ย้อม ใหม่ถ้าเราคุ้นเคยเรามองปั๊บเราจะรู้เลย ว่าออเนี่ยจีวรย้อมน้ำำฝาดอย่างเงี้ยนะ ผ้ากาเสาวพรคือผ้าที่ได้จากเปลือกไม้แก่น ไม้ลูกไม้ใบ ไม้สิกขาบทในปาติโมกข์เนี่ยพระพุทธเจ้า
1:13:35 บอกเลยว่าอันหนึ่งภิกขุได้จีวรมาใหม่ เนี่ยเราได้จีวรมาใหม่พึงถือเอาวัตถุ สำหรับทำให้เสียสี 3 อย่างอย่างใดอย่าง หนึ่งคือของเขียวครามก็ได้ตมก็ได้ของดำ คล้ำก็ได้ถ้าภิกขุไม่ถือเอาวัตถุสำหรับทำ ให้เสียเสียสี 3 อย่างอย่างใดอย่างหนึ่ง ใช้จีวรใหม่เป็นปาจิตตีย์ปรับอาบัติปา จิตตีภิกขุนะแค่นั้นเองคือไม่ต้องไปคิด เองไม่ต้องไปคิดอะไรใหม่พระพุทธเจ้าเนี่ย วางกรอบระเบียบทุกอย่างไว้ให้เราเดิน [เพลง] แล้วฉันกี่มื้อดีเชื่อมั้ยว่าภิกษุใน ครั้งพุธกาลฉันวันละ 3 มื้อบิณฑบาต 3 เวลากลางคืนเที่ยงคืนก็ บิณฑบาตจนพระผู้มีพระภาคสั่งประชุมสงฆ์
1:14:21 ครั้งที่ 1 สั่งงดมื้ออะไร งดมื้อกลางวันเหลือเช้ากับเย็นพระอุทายี เป็นคนมาเล่าให้ฟังปรารภกับพระพุทธเจ้า ว่าสมัยก่อนที่พระพุทธเจ้าเนี่ยสั่ง ประชุมแล้วงดมื้อกลางวันเนี่ยข้าพระองค์ เนี่ยอึดอัดน้อยใจมากเลยทำไมคนเมีศรัทธา มาถวายอาหารเราก็ไม่ฉันนะสั่งประชุมสงฆ์ ครั้งที่ 2 สั่งงดมื้อเย็นเหลือเช้ามื้อ เดียวดังนั้นภิกษุในธรรมวินัยนี้ฉันอาหาร เพียงวันละ 1 หนแม้นี้ก็เป็นศีลของเธอ ประการหนึ่งตรัสไว้ในสัปสีลาศีลอันเป็น อริยะศีลของภิกขุมีกี่ข้อนะโยมอาจจะเคยบช เรียนมาแล้วบอกว่าโอ้สงสัยคงจะ 200 กว่า ข้อมั้งใช่มั้แต่จริงๆเราตัดความสงสัย
1:15:08 นั่งนับมันเลยเอาวินัยปิฎก 8 เล่มเนี่ยมา นับตั้งแต่ข้อที่ 1 ถึงข้อสุดท้ายปรากฏ ว่าได้ 3328 ข้อรวมให้อยู่ในนี้เล่มที่ 8 แต่ง ใหม่วางไว้ก่อน เล่มที่ 1 - 7 นับข้อที่ 1 ของเล่มที่ 1 ถึงข้อสุดท้ายของเล่มที่ 7 รวมเอาไว้ใน เล่มนี้อริยวินัย 3,000 กว่าข้อ นะเราเคยได้ยินตัวเลขนี้มยอาตมาก็ไม่เคย ได้ยินในชีวิตเหมือนกันแต่ก็สงสัยว่าเออ ตัวเองบวชเป็นภิกขุแล้วเนี่ยมันต้องรักษา อะไรกี่ข้อกันแน่เนี่ยใช่มั้เมื่อเกิดข้อ สงสัยก็ให้หายสงสัยเอ้าพระในวัดนับเลยจะ
1:15:56 ได้หายสงสัยแล้วก็ทำมารวบรวมมาเป็น อริยวินัย นะศีลจะมี 3 กลุ่มกลุ่มแรกเรียกสัมปศีลากลุ่มที่ 2 เรียกสัมปปฏิโมกขาปฏิโมกขะสังวรสังยุต กลุ่มที่ 3 เรียกอาจารโคจรสัมปนารยะและ โคจรนะเนี่ยกลุ่มที่ 1 กับกลุ่มที่ 3 ไม่ ต้องเอามาสวดกลุ่มที่ 2 ให้เอามา สวดและถ้าสวดก็ต้องภิกขุอยู่ 4 ถ้าอยู่ 3 2 1 ห้ามสวด นี่ถ้าภิกษุอยู่ 1 2 3 ไม่ต้องสวดทั้ง ชีวิตก็ได้ไม่ผิดอะไรนะจะมีภิกขุผู้สวด กับผู้ฟังนะคนสวดถ้าสวดไม่ได้เลยต้องไปหา
1:16:46 สถานที่ที่เขาสวดได้หรือนิมนต์เค้ามาสอน ให้สวดได้ นะนั้นวินัยมีหมดแล้วเราเดินง่ายมากเลย เดินตามเดินตามอย่างเดียว นะการให้ของเนี่ยนะบางทีเราก็ให้ เอ่อโยมผู้หญิง ก็ไม่กล้าให้มือต่อมือแต่จริงๆทานของ สัตบุรุษคนดีพระองค์บอกให้ด้วยมือของตน ไม่ให้ของที่เป็นเดนเห็นผลที่จะพึงมาถึง เราให้มีบัญญัติในเรื่องทานของคนดีว่าคน ดีนั้นให้ทานอย่างไรต้องให้ด้วยมือของตน พระอานนท์ให้ของกับภิกขุนีให้ของกับ
1:17:32 ปริพาชิกาไม่มีอาบัติในเรื่องการให้มือ ต่อมือนะอ่าไม่มีจริงๆแล้วการให้กับผู้ หญิงผู้ชายเหมือนกันนะไปดูในบัญญัติในข้อ วินัยแล้วไม่มีความต่างกันนะเท่านั้นเอง นะ อื ข้อข้อที่ระวังมีอย่างเดียวของภิกขุในข้อ สังฆาทิเสสเกี่ยวกับมาตุคามก็คืออันหนึ่ง ภิกขุใดกำหนัดแล้วมีจิตแปรปรวนแล้วถึง ความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคามจับมือก็ ตามจับช้องผมก็ตามรูปพรรอวัยวะอันใดหนึ่ง ก็ตามเป็นสังฆาทิเสสมีข้อเดียวเห็นนะพระ สูตรต้องอยู่ในหัวหมดเลยโยมโยมถามอะไรมา ต้องตอบได้นะแล้วเราต้องตอบด้วยพระสูตร
1:18:19 อย่าไปใช้ความเห็นนะแค่นั้นเอง งั้นเราถ่ายทอดพระสูตรปุ๊บเนี่ยทุกคนก็ เข้าใจได้ว่าออพพุทธเจ้าตรัสแค่นี้ทุก พยัญชนะมีความละเอียดละออสำคัญหมดนะ อืมจริงๆมีอะไรอยากบอกอีกเยอะมาก นะพระสูตรทั้งหมดเนี่ยมีที่มาที่ไปอ่ะให้ ดูที่มาที่ไปนิดนึงก่อนจะเลิก นะที่มาที่ไปของพระสูตรเราลองไปดูผัง นะ เนี่ยในผังนี้โยมจะเห็นว่าพระไตรปิฎกใน ประเทศไทยเนี่ยทุกๆสำนักเนี่ยอันนี้อัน แรกนี่คือพระไตรปิฎกฉบับภาษา
1:19:07 ไทยเสร็จเมื่อปีพ.ศ 2500 นะถัดมาปี 2514 เรียกเป็นฉบับหลวงนะถัดมาเป็นของฉบับ มหามกุฎราชวิทยาลัย ถัดมาเป็นฉบับมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ถัดมาเป็นฉบับเฉลิมพระเกียรติของเถรสมาคม พระไตรปิฎกภาษาไทยทั้งหมดเนี้ยเอาฐานข้อ มูลมาจากไหนเอามาจากฉบับจปรอักษรสยามรศ 112 นะซึ่งทำเมื่อปี 2431 - 2436 นะใช้เวลา 5 ปีรัชกาลที่ 5 เป็นผู้ ดำริ ธรนิมนต์ภิกขุมา 100 กว่ารูปทั่วประเทศมา ประชุมกันที่วัด พระแก้วแล้วขอให้ให้เปลี่ยนอักขระใหม่จาก
1:19:55 อักขระขอมเป็นอักขระ สยามแล้วพิมพ์เป็นรูปแบบหนังสือครั้งแรก ใน โลกแจกไป 500 กว่าอารามทั่วประเทศและแจก ไป 260 กว่าแห่งทั่วโลกนะพระองค์สละพระ ราชทรัพย์ของตนเอง 2,000 ช่างพิมพ์พระ ไตรปิฎกจปรศรสยามรศ 112 ยุคนั้นยังมี 39 เล่มยังไม่ถึง 45 เล่มนะถัดมาเป็นพอ 2468 ปุ๊บก็ขึ้นมาเป็นฉบับสยามรัฐมี 45 เล่ม ครบ นะซึ่งฐานข้อมูลตัวนี้เอามาจากไหนเอามา จากยุครัชกาลที่ 1 ใบลานอักษรขอมรัชกาล ที่ 1 เป็นผู้ดำริ ธรรมนิมนต์ภิกขุมา 200 กว่ารูปทั่วประเทศ
1:20:43 มาประชุมกันที่วัดพระศรีสันเพชรคือวัด มหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ปัจจุบันที่ กรุงเทพฯเมื่อปี 2331 ตัวต้นฉบับนี้ฉบับจริงยังอยู่ที่หอ มณเฑียรธรรมที่วัด พระแก้วเราเกิดไม่ทันรัชกาลที่ 1 ก็จริง แต่เรามีหลักฐานในยุคท่านที่ยังดำรง อยู่และพอหลักฐานตรงนี้ตกมาถึงรัชกาลที่ 5 ท่านก็ขอให้ภิกษุช่วยกันเปลี่ยนจากอักษร ขอมาเป็นอักษร สยามเป็นอักษรสยามก็คือภาษาไทยแบบ คาราโอเกะเอวัมเมสุตังเอกังสะมะยังพุทโธ ภะคะวาเนี่ยอย่างเงี้เนี่ยเรายังแปลไม่ ออกหรอกก็เลยต้องมีการแปลมาเป็นฉบับภาษา ไทยเมื่อปี 2500 อีกทีหนึให้เราอ่านรู้
1:21:29 เรื่องคือฉบับนี้ทำในช่วงยุครัชกาลที่ 7 รัชกาลที่ 8 เสร็จเมื่อปีพ.ศ 2500 เท่ากับว่าเรามีคำพระพุทธเจ้าเป็น ภาษาไทยอ่านรู้เรื่องจริงๆเมื่อประมาณ 60 กว่าปีที่ผ่านมาเท่านั้นเองน้อยมากคำพระ พุทธเจ้าจึงยังไม่ค่อยแพร่หลายไปเพราะคน ที่จะไปรู้พระสูตรมีน้อยเข้าไปึศึกษามี น้อยนะแล้วพอนำพระพุทธเจ้าคำพพุทธเจ้ามา บอกปุ๊บเนี่ยมันก็เอ๊ะไม่ตรงกับคนนั้นทำ ไม่ตรงกับคนนี้ทำแต่ถามว่าแล้วจะเชื่อใคร อ่ะก็ต้องเชื่อพระพุทธเจ้าเพราะข้อมูลนี้ เกิดมาก่อนภิกขุทุกรูปในยุคนี้ถูกต้องมย เพราะภิกษุทุกรูปในยุคนี้ไม่ได้บวชเองขอเ บวชมีภิกขุที่บวชมาก่อนคุณมีภิกษุที่ทรง
1:22:17 ธรรมวินัยนี้มาก่อนคุณทั้งหลายนี่ดังนั้น นี่คือการสืบทอดพระสัตธรรมของพระผู้มีพระ ภาคและพระองค์ก็ตรัสบอกเลยว่าอย่าบัญญัติ เพิ่มอย่าเพิก ถอนนะบอกภิกษุทั้งหลายภิกษุทั้งหลายจัก ไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติจักไม่ เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้วจักสมาทาน ศึกษาในสิ่งที่บัญญัติไว้แล้วอย่างเคร่ง ครัดอยู่เพียงใดความเจริญก็เป็นสิ่งที่ ภิกษุทั้งหลายหวังได้ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้นนะเราถึงต้องทรงคำพระ พุทธเจ้าเอาไว้ทีนี้ไปดูว่าประเทศในแถบ สุวรรณภูมิเนี่ยเอาข้อมูลมาจากไหนใน สุวรรณภูมิเนี่ยเอาข้อมูลมาจากยุคพระเจ้า อโศกยุคพระเจ้าโศกมหาราชมีการกระจายคำสอน
1:23:02 ไปประมาณ 9 ตำแหน่งทั่วโลกที่สำคัญมาใน ดินแดนสุวรรณภูมิและศรีลังกาเราจะเห็นว่า ศรีลังกาก็มีศาสนาพุทธลอยไปได้ยังไง สุวรรณภูมิก็มีพพุทธเจ้าก็ไม่ได้เกิดที่ เราไม่ได้เกิดที่ ศรีลังกาไปจากยุคพระเจ้าโศกมหาราชยุคพระ เจ้าโศกอยู่ประมาณ 200 กว่าปีนะพอประมาณ พ.ศ 234 หลักฐานที่ยังมีอยู่ก็คือจลกอโศก 3 ลักษณะในถ้ำก้อนศิลาและเสาหินถ้าเราไป อินเดียเราจะเห็นเสาหิน อโศกในเสาหินอโศกก็จะมีอักษรที่แกะสลัก เรียกอักษรพราหมีภาษาปกิจอักษรพราหมีภาษา ปกิจนี้เป็นต้นกำเนิดของอักขระอินเดียใน
1:23:48 ปัจจุบัน นะเราย้อนยุคไปเก่าที่สุดแล้วหลักฐานใน โลกที่มีที่ยืนยันว่านี้คือคำพระพุทธเจ้า นะแล้วการตรวจสอบโดยโลกุตตระก็คือคำ พุทธเจ้าขัดแย้งกันไม่ ได้คำพุทธเจ้าขัดแย้งกันไม่ได้เราเคยเจอ พระสูตรที่คำพุทธเจ้าขัดแย้งกันแล้วเราก็ เอามาตรวจสอบในบาลีสยามรัฐของเราเรื่อง ของอายุนรก 3 พระสูตรขัดกันเราต้องเอาพระ สูตรของต่างประเทศเทศน์มาเทียบเคียงกันคำ พระพุทธเจ้าเนี่ยจะตรงกันทั่วโลกพระสูตร เนี่ยตรงกันหมด นะประเด็นอะไรประเด็นว่ามีคนถามพพุทธเจ้า
1:24:34 ว่าตกนรกไปแล้วเนี่ยอายุนานมยกี่ปีพ พุทธเจ้าบอกนับปีไม่ ไหวก็เลยถามว่าทรงอุปมาได้มั้ยบอกได้ อุปมาอย่างไรบอกว่าเกวียนที่บรรทุกเมล็ด งาของชาวโกศลมีอัตรา 20 คาลีบรรทุกเมล็ด งาเต็มหมดทุก 100 ปีบุรุษหยิบเอาเมล็ดงา ออก 1 เมล็ดทำอย่างนี้ไปทุก 100 ปีอีก 100 ปีหยิบออกอีก 1 เมตจนกระทั่งเมล็ดงาหมดทั้งเล่มเกวียน อัตรา 20 ขาลี 1 อพุทธนรกยังไม่สิ้นไปดี เลยนรก 20 10 ชั้นอพุทธนรกถึงปทุมปทุม นรกนะนี่คืออายุของนรกที่ตื้นที่สุดชั้น
1:25:20 ที่ 2 20 เท่าของชั้นแรกชั้นที่ 3 20 เท่าของชั้นที่ 2 ไล่ 20 เท่าไปเรื่อย ๆปรากฏว่าบาลีสยามรัเล่ม 15 บอกว่าหยิบ เมล็ดงาทุก 100 ปีเล่มที่ 24 บอกว่าหยิบ เมล็ดงาทุก 100,000 ปีตรงกันมไม่ตรงกันพยัญชนะอื่นตรงเป๊ะ หมดเล่มที่ 25 บอกหยิบทุกร้ปีพันปีแสนปี หยิบครั้งหนึ่ง 3 พระสูตรขัดแย้งกันมยขัด ทำยัง [เพลง] ไงเราเอาพระสูตรเล่มหน้าข้อเดียวกันของ ทุกประเทศเท่าที่เรามีฐานข้อมูลมาเทียบ
1:26:05 กันเราเชื่อมั่นในพระสูตรที่พพุทธเจ้า ตรัสว่าคำของท่านขัดแย้งกันไม่ได้และ 2 เราตั้งสันนิษฐานว่าต้องเจอสัก 1 ประเทศ ที่ 3 พระสูตรนี้ตรงกันปรากฏว่าทำตาราง เทียบเคียงมานะ ประเทศไหนนึกออกมยที่ 3 พระสูตรตรงกัน ปรากฏเทียบเคียงมาะนะนี่อันนี้ของขอมของ Wisdom PR ของอเมริกาของบาริกของอังกฤษ พม่ากับอินเดีย 3 พระสูตรนี่คือพระสูตร เล่มที่ 15 ไปดูเล่ม 24 24 ก็ 100 ปีเล่ม 25 100 ปี 3 พระ สูตรของ 2 ประเทศนี้ตรงกันหมดคือ
1:26:53 หยิบเมล็ดงาออกทุก 100 ปีแสดงว่าประเทศ ที่เหลือลอกพระสูตรนี้มาคลาดเคลื่อนคลาด เคลื่อนนิดเดียวนะคือจำนวนปีแค่นั้นเอง ดังนั้นคำพพุทธเจ้าตรวจสอบได้ไม่ยากเลย แต่คำสาวกไม่สามารถทำให้เป๊ะได้ขนาดนี้นะ แล้วในพระสูตรเดียวกันยังเจอเงื่อนงำอีก 1 อันคือลำดับชั้นของนรกสลับกันพระสูตรที่ 15 อตต อะหะนะนี่อตตอะหะแต่ปรากฏว่าพอเล่ม 24 กับเล่ม 25 เป็นอะหะๆะแล้วอะตะะนี่หะขึ้น ก่อนตะเมื่อกี้ตะขึ้นก่อนหะอ้าวแสดงว่าพ
1:27:41 พุทธเจ้าพูดสลับกันซึ่งบาลีเนี่ยผิดไม่ ได้แม้แต่พยัญชนะเดียวเหมือนสุดคูณเลย 21 2 22 4 2 36 เนี่ยต้องเป๊ะมาก ดังนั้นเมื่อพระสูตรสลับกันขัดแย้งกัน ตรวจเหมือน กันปรากฏว่าการตรวจลำดับชั้นของนรกนั้น เหลือประเทศเดียวที่ไม่ขัดพม่าโรมัน script ของพม่าเล่ม 15 24 25 3 พระ สูตรนี้ตรงกันตะโตนิลโยหะโหนิลโยนี่เล่ม 15 อ่าถัดไปนะอ่าตะโตนิโยหโหนิโยถัดไป ตะโตนิลโยหโหนย 3 เล่มตรงกันเป๊ะหมด
1:28:30 อินเดียก็พลาดวิปัสสนารีเสิร์ชเล่มสุด ท้ายพลาดหะขึ้นก่อนตะสลับนิดเดียวนะนี่ คือวิธีตรวจสอบว่าคำพระพุทธเจ้าจริงหรือ ไม่เพราะพระองค์ยืนยันว่าพระองค์เป็นคน เดียวที่พูดได้ไม่ขัดแย้งกันใครสามารถทำ คำพูดตลอดเวลาตั้งแต่คืนตรัสรู้ถึง ปรินิพพานได้สอดลับไม่ขัดแย้งกันบุคคล นั้นจะถูกขนานนามว่าตถาคตซึ่งไม่มี อรหันต์ผู้ใดได้รับการขนานนามว่าตถาคต เว้นพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวดังนั้นนี่ คือความเลิศความประเสริฐของพุทธวจนะ นะไม่มีใครเสมอเหมือนดังนั้นจึงเป็นคำ ถ้อยคำที่เราทั้งหลายควรเสพคบนะควรน้อม
1:29:20 เข้ามาศึกษาแล้วก็ประพฤติปฏิบัตินะอ่ะก็ คิดว่าให้ข้อทำมาสมควรแก่เวลานะอ่า [เพลง] มีอะไรจะถามมยคงไม่มีอ่ะเนาะนะเข้าใจแจ่ม กระจ่างกันหมดนะต้องไปฟังทวนบ่อยๆนะไปฟัง ทบทวนบ่อยๆอสุดท้ายนี้ก็ขออนุโมทนากับพวก เราทุกคนที่ได้มากระทำกิจนื่องด้วยกันการ ฟังกระทำกิจเด้วยความเป็นผูสูตแทงตลอด อย่างดีด้วยทิฐิได้มาประพฤติธรรมสมควรแก่ ธรรรมปฏิบัติชอบยิ่งปฏิบัติตามธรรมอยู่ใน คำของตถาคตก็ขอให้เป็นเหตุเป็นปัจจัยพวก เราได้รับอานิสงส์ตามที่พระศาสดาได้ทรง
1:30:08 บัญญัติไว้คือเป็นผู้ไปทางเจริญไม่ไปทาง เสื่อมถึงความเจริญอย่างเดียวไม่ถึงความ เสื่อมได้ความเป็นโสดาบันสำเร็จมรรคผล นิพพานในอนาคตกาลอันใกล้โดยทั่วกันทุก ท่านทุกคนเ e