อานิสงส์​ของการฟังธรรม​ ของพระ​ศาสดา​ #พระพุทธเจ้า #พุทธวจน #พระอาจารย์คึกฤทธิ์ #ตามรอยธรรม

พาไปเที่ยววัด www.youtube.com

สรุปสั้นๆ

วิดีโอนี้พูดถึงอานิสงส์ของการฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาใกล้ตาย วิดีโอยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฝึกสติปัฏฐาน 4 โดยเฉพาะอานาปานสติ ซึ่งเป็นวิธีการที่ช่วยให้เราสามารถดับกรรมและบรรลุธรรมได้

  • การฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าก่อนตายสามารถช่วยให้เราละสังโยชน์ 5 เบื้องต่ำได้
  • การฝึกอานาปานสติเป็นวิธีการที่ง่ายและมีประสิทธิภาพในการดับกรรมและบรรลุธรรม

อานิสงส์การฟังคำของพระศาสดา

วิดีโอนี้เริ่มต้นด้วยการอธิบายอานิสงส์ของการฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาใกล้ตาย พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่าผู้ที่ได้ฟังคำสอนของพระองค์ในช่วงมรณกาเล จะสามารถละสังโยชน์ 5 เบื้องต่ำได้ ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดในสุธาวาสชั้นอกนิษฐา วิดีโอยังยกตัวอย่างของภิกษุภาคุณที่ได้รับอานิสงส์จากการฟังธรรมก่อนตาย ทำให้ผิวพรรณและอินทรีย์ของท่านผ่องใส

อานิสงส์ 6 ประการ

วิดีโอนี้แบ่งอานิสงส์ของการฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าออกเป็น 6 ประการ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือผู้ที่ยังไม่ได้ละสังโยชน์ 5 เบื้องต่ำ และกลุ่มที่สองคือผู้ที่ละสังโยชน์ 5 เบื้องต่ำแล้ว ทั้งสองกลุ่มจะแบ่งออกเป็น 3 ข้อ ข้อที่ 1 คือการได้เห็นพระพุทธเจ้า ข้อที่ 2 คือการได้เห็นสาวกของพระพุทธเจ้า และข้อที่ 3 คือการใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมะ

การฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า

วิดีโอนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าบ่อยๆ พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่าผู้ที่ฟังคำสอนของพระองค์บ่อยๆ จะสามารถกระทำกิจเนื่องด้วยการฟัง และบรรลุวิมุตติ วิดีโอยังยกตัวอย่างจากมิคสาลาสูตร ซึ่งกล่าวถึงบุคคล 10 จำพวกในโลก โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มทุศีล กลุ่มมีสีล กลุ่มราคะกล้า กลุ่มมักโกรธ และกลุ่มฟุ้งซ่าน ในแต่ละกลุ่มจะแบ่งออกเป็น 2 พวก พวกฟังกับพวกไม่ฟัง

การฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า

วิดีโอนี้กล่าวถึงอานิสงส์ของการฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าบ่อยๆ จนคล่องปาก ขึ้นใจ และแทงตลอดอย่างดีด้วยทิฐิ 4 พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่าบุคคลนี้แม้จะมีสติหลงลืมเมื่อกระทำกาละ ก็ยังได้ไปเกิดเป็นเทพนิกาย และจะบรรลุธรรมได้ในเลวพลัน

โอกาสในการฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า

วิดีโอนี้เน้นย้ำถึงความยากลำบากในการได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงอุปมาโอกาสในการฟังคำสอนของพระองค์เหมือนเศษดินปลายเล็บ เทียบกับดินมหาปฐพีทั้งโลก วิดีโอยังกล่าวถึงเหตุปัจจัย 8 อย่างที่ทำให้เราได้มีโอกาสฟังคำสอนของพระองค์

ความยากลำบาก 3 สิ่ง

วิดีโอนี้กล่าวถึงความยากลำบาก 3 สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ คือการเกิดมาเป็นมนุษย์ การที่ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะจะเสด็จอุบัติขึ้นในโลก และการที่ศาสนาจะแผ่ไพศาลไปทั่วโลก พระพุทธเจ้าทรงอุปมาความยากลำบากนี้เหมือนเต่าตาบอดที่ 100 ปีผุดขึ้นมาทีนึงแล้วจะเจอแอกไม้ไผ่ที่ทิ้งลงไปในน้ำที่ท่วมทั้งผืนโลก

ความสำคัญของการเป็นอริยะ

วิดีโอนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเป็นอริยะ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าสัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปแล้วกลับมาเกิดเป็นมนุษย์มีน้อย โดยที่แท้แล้วสัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปแล้วกลับไปเกิดในนรกมีมากกว่า วิดีโอยังกล่าวถึงเปอร์เซ็นต์ของการเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง ซึ่งน้อยมาก แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

คุณสมบัติของโสดาบัน

วิดีโอนี้กล่าวถึงคุณสมบัติของโสดาบัน พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าโสดาบันคือผู้ที่มีความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นผู้มีใจปราศจากความตระหนี่ มีจาคะอันปล่อยแล้ว และมีความมั่นคงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างไม่หวั่นไหว

การให้ทาน

วิดีโอนี้กล่าวถึงการให้ทาน พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าการให้ทานต้องวางจิตถูกต้อง โดยแบ่งการวางจิตออกเป็น 7 แบบ แบบแรกคือการให้ทานโดยความหวังผล แบบที่สองคือการให้ทานเพราะคิดว่าให้ทานเป็นการดี แบบที่สามคือการให้ทานเพราะทำตามประเพณี แบบที่สี่คือการให้ทานเพื่อความปลื้มใจ แบบที่ห้าคือการให้ทานเพื่อความสุขใจ แบบที่หกคือการให้ทานเพื่อความเป็นใหญ่ และแบบที่เจ็ดคือการให้ทานเป็นเครื่องประดับจิต

การดับกรรม

วิดีโอนี้กล่าวถึงการดับกรรม พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าวิธีการดับกรรมที่ถูกต้องคือการเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 ซึ่งประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ

อานาปานสติ

วิดีโอนี้กล่าวถึงอานาปานสติ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าอานาปานสติเป็นวิธีการที่ง่ายและมีประสิทธิภาพในการดับกรรม และบรรลุธรรม วิดีโอยังยกตัวอย่างจากพระสูตรต่างๆ ที่กล่าวถึงอานาปานสติ

การสร้างภพใหม่

วิดีโอนี้กล่าวถึงการสร้างภพใหม่ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าทุกครั้งที่เราคิดถึงสิ่งใด ดำริถึงสิ่งใด หรือมีจิตฝังลึปักลงไปในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์เพื่อการตั้งอยู่ของวิญญาณ ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดขึ้นแห่งภพใหม่

การละความตระหนี่

วิดีโอนี้กล่าวถึงการละความตระหนี่ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าการให้ทานเป็นเครื่องประดับจิต เป็นบริขารจิต และต้องละความตระหนี่ วิดีโอยังอธิบายถึงรายละเอียดของการละความตระหนี่ เช่น การให้ของที่ให้ได้โดยยาก และการให้แล้วไม่คิดจะเอาคืน

การพึ่งตนเอง

วิดีโอนี้กล่าวถึงการพึ่งตนเอง พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าเราต้องมีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ มีธรรมะเป็นประทีป มีธรรมะเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ

เหตุแห่งการสมปรารถนา

วิดีโอนี้กล่าวถึงเหตุแห่งการสมปรารถนา พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา เป็นเหตุแห่งการสมปรารถนาที่ถูกต้อง

ที่มาที่ไปของพระไตรปิฎก

วิดีโอนี้กล่าวถึงที่มาที่ไปของพระไตรปิฎก โดยเริ่มต้นจากพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย ซึ่งทำขึ้นในช่วงยุครัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 8 เสร็จเมื่อปีพ.ศ. 2500 วิดีโอยังกล่าวถึงพระไตรปิฎกฉบับจปรอักษรสยามรศ 112 ซึ่งทำขึ้นในช่วงยุครัชกาลที่ 5 และพระไตรปิฎกฉบับใบลานอักษรขอม ซึ่งทำขึ้นในช่วงยุครัชกาลที่ 1

การตรวจสอบพระสูตร

วิดีโอนี้กล่าวถึงการตรวจสอบพระสูตร พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าคำสอนของพระองค์ไม่ขัดแย้งกัน วิดีโอยังยกตัวอย่างของพระสูตรที่กล่าวถึงอายุนรก ซึ่งขัดแย้งกัน แต่เมื่อตรวจสอบในบาลีสยามรัฐ และพระสูตรของต่างประเทศ พบว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าตรงกันทั่วโลก

การสืบทอดพระสัตธรรม

วิดีโอนี้กล่าวถึงการสืบทอดพระสัตธรรม พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าภิกษุทั้งหลายจักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ จักไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว จักสมาทานศึกษาในสิ่งที่บัญญัติไว้แล้วอย่างเคร่งครัด

การประพฤติปฏิบัติ

วิดีโอนี้สรุปด้วยการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า และขออนุโมทนาแก่ผู้ที่ได้มากระทำกิจเนื่องด้วยการฟัง และประพฤติธรรม

Summarize any YouTube video in seconds

Get summaries like this one for any video, in your language, with the free Summ app.

Download on the App Store
Get it on Google Play

Transcript

YouTube Transcript Generator

0:02 อานิสงส์การฟังคำของพระศาสดา เี่ ที่รวบรวมมา เนี่ยก็ มีมากพอสมควรนะทำเป็นแผ่นพักมาประมาณ 13 พระสูตรนะอันนี้ก็เป็นหนึ่งใน 13 พระสูตร ที่เ่อค่อนข้างมีประโยชน์แล้วก็โดดเด่น นะเพราะว่าให้ผลเป็นรูป ธรรมมในกรณีที่บุคคลนั้นเนี่ยกระทำ กาละในช่วงที่เค้ากำลังจะตายกำลังกระทำ กาละแล้วได้มีโอกาสฟังคำของ

0:47 ตถาคตพระผู้มีพระภาคทรงรับรองว่าสังโยชน์ 5 เบื้องต่ำเขาจะสิ้นนะซึ่งถ้าสังโยชน์ 5 เบื้องต่ำสิ้นเนี่ยคติของเขาก็จะไปเข้า สู่ปุริสคติ 7 ในปุริสคติ 7 เนี่ย นะ 6 พวกจะปรินิพพานพวกสุดท้ายคืออุทธัง โสโทอนิทคาพวกนี้จะไปเกิดในสุธาวาสชั้น อกนิษฐารูปธรรมที่เห็นได้ก็คือที่พระ อานนท์สังเกตนะที่ถามกับพระพุทธเจ้าว่า เหตุใดผักขุณภิกขุจึงมีอินทรีย์ผ่องใส

1:34 นะพระอานนท์เห็นด้วยตาเปล่าวธรรมดาแล้ว เห็นถึงความผ่องใสของอินทรีย์ของ ภาคุณก็เลยถามพระผู้มีพระภาค ว่าหลังจากพระผู้มีพระภาคเนี่ยเสด็จกลับ ไปได้ไม่นานผักขุณก็ทำกาละลงคือภิกษุผัก ขุณเนี่ยป่วยได้รับทุกข์กำลังจะเสียชีวิต พระอนก็เลยทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคให้มา แสดงธรรมให้หลังจากนั้นพระผู้มีพระภาคทรง แสดงธรรมให้นะสักพักหนึ่งก็พระองค์ก็กลับ ไปนะก่อนแสดงธรรมก็ถามภาคุณว่าทนไหวม ภาคุณบอกทนไม่ไหวนะเจ็บท้องมากเจ็บศีรษะ

2:22 มากเหมือนคนเอามีดมากรีดศีรษะเอามีดมา กรีดท้องนะพพุทธเจ้าก็บอกว่าให้ตั้งใจฟัง ธรรมนะแล้วก็แสดงธรรมจากนั้นพระองค์ก็จาก ไปหลังจากจากไปได้ไม่นานภิกขุภาคุณก็ทำ กาลลงแต่ฉวีวันผ่องใสยิ่งนักพระอานนท์ก็ เกิดความสงสัยก็เลยไปถามพระผู้มีพระภาค ว่า ทำไมผิวพรรณอินทรีย์ของภาคุณภิกขุเนี่ย ผ่องใสพระผู้มีพระภาคบอกว่าไม่ผ่องใสได้ อย่างไรก่อนผขุณภิกขุจะได้ฟังธรรมเนี่ย สังโยชน์ 5 เบื้องต่ำเนี่ยยังไม่สิ้นยัง ละสังโยชน์ 5 เบื้องต่ำไม่ ได้แต่เมื่อได้ฟังคำของตถาคตในช่วงมรณ

3:09 กาเลในการแห่งมรณะแล้วเนี่ยนะสังโยชน์ 5 เบื้องต่ำของผกุณภิกขุเนี่ยก็ได้สิ้นไป จึงบอกอานิสงส์ 6 ประการของผู้ที่ได้ยิน ได้ฟังคำของ ตถาคตก่อนสิ้นชีวิตนะอานิสงส์ 6 ประกการ จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มกลุ่มแรกคือพวกที่ละสังโยชน์ 5 เบื้องต่ำยังไม่ได้กลุ่มที่ 2 คือพวกที่ ละสังโยชน์ 5 เบื้องต่ำได้แล้วใน 2 พวก เนี่ยจะแบ่งเป็น 3 ข้อทั้ง 3 ข้อเเหมือน กันในกลุ่มที่ละสังโยชน์ 5 เบื้องต่ำยัง ไม่ได้ก็คือปุถุชนธรรมดาแบบพวกเรา เนี่ยข้อที่ 1 ก็คือเขาได้เห็นตถาคตตถาคต

3:57 ย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้นต้นงามใน ท่ามกลางงามในที่สุดประกาศพรหมจรรย์พร้อม ทั้งอัตถพยัชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ดีแล้ว สิ้นเชิงสังโยชน์ 5 ที่ยังไม่สิ้นก็จะ สิ้น นะในข้อที่ 2 นะเขาไม่ได้เห็น ตถาคตแต่เขาได้เห็นสาวกของตถาคตสาวกของ ตถาคตนั้นแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้นงามใน ท่ามกลางงามในที่สุดประกาศพรหมจรรย์พร้อม ทั้งอัถพัชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ดีแล้วสิ้น เชิงสังโยชน์ 5 ที่ยังไม่สิ้นก็จะ สิ้นวันนี้พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว อานิสงส์ข้อที่ 1 เราไม่ได้เรายังเหลือ อานิสงส์ข้อที่ 2 คือได้ฟังจากสาวกของ

4:45 ตถาคตคำว่าแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้นงาม ในท่ามกลางงามในที่สุดจนกระทั่งถึงคำว่า บริสุทธิ์บริบูรณ์ดีแล้วสิ้นเชิงเนี่ย เป็นนิยามศัพท์ของคำว่าสุคต วินโยสุคตวินโยคำของตถาคตระเบียบวินัยของ ตถาคตเป็นไฉนพระองค์บอกว่าก็คือธรรมะที่ งามในเบื้องต้นงามในท่ามกลางงามในที่สุด นะประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอัถพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์ดีแล้วสิ้นเชิงนั่นคือ สาวกตถาคตเนี่ยนำคำของพระองค์คือสุคต วินโยเนี่ยมาแสดงให้กับผู้ที่กำลังจะสิ้น ชีวิตสังโยชน์ 5 ของของผู้นั้นที่ยังไม่

5:30 สิ้นก็จะ สิ้นนี่เป็นเหตุปัจจัยของการที่อินทรีย์ ผ่องใส นะอานิสงส์ข้อที่ 3 เขาไม่ได้เห็นตถาคต ไม่ได้เห็นสาวกของ ตถาคตแต่ตัวเขาเนี่ยใคร่ครวญเนื้อความ แห่งธรรมะนะตามที่ได้ฟังได้เรียนมาในกาละ อันควรคือช่วงมรณกาเลสังโยชน์ 5 ที่ยัง ไม่สิ้นก็จะสิ้นนะทีนี้การใคร่ครวญธรรม เนี่ยจะเกิดจากอะไรการใคร่ครวญธรรจะเกิด ได้ต้องมีการทรงจำการทรงจำจะมีได้ต้องมี การฟังดังนั้นเราต้องได้ฟังคำตถาคตก่อน แล้วฟังเนืองๆจนกระทั่งทรงจำได้การใคร่

6:18 ครวญจึงจะเกิดขึ้น นะนั้นคือโยมต้องเสพคบ บ่อยแล้วต้องมีความคล่องแคล่วจนกระทั่งนำ ไปใช้ตอนตายได้ตอนตายก็จะระลึกถึงได้ นะในอีกพระสูตรนึงจะคล้ายๆกับพระสูตรนี้ ซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงรับรองถึงบุคคลที่ ฟังคำของพระองค์ฟังคำพระองค์บ่อยๆบุคคล นั้นเนี่ยกระทำกิจเนื่องด้วยการฟัง นะกระทำกิจเนื่องด้วยความเป็นผูสูตแทง ตลอดอย่างดีด้วยความเห็นนะได้วิมุตติอัน เกิดแต่ในสมัยแล้วรู้ชัดเจโตวิมุตติปัญญา วิมุตติอันเป็นที่ดับไม่เหลือแห่งความ

7:03 เป็นผู้ทุ ศิลบุคคลนี้จะไปทางเจริญไม่ไปทาง เสื่อมนี้อยู่ในมิคสาลาสูตรมิคสาลาสูตร เนี่ยจะตรัสเป็นบุคคล 10 จำพวกมีอยู่ใน โลกบุคคล 10 จำพวกเนี่ยจะแบ่งเป็น 5 กลุ่มกลุ่มทุศีลกลุ่มมีสีลกลุ่มราคะกล้า กลุ่มมักโกรธกลุ่มฟุ้ง ซ่านใน 5 กลุ่มนี้เจะแบ่งเป็น 2 พวกกลุ่ม ละ 2 พวกพวกฟังกับพวกไม่ฟัง นะถ้าเราเป็นคนทุศีลแล้วไม่ฟังคำตถาคตพวก นี้จะไปทางเสื่อมอย่างเดียวไม่ไปทางเจริญ ถ้าเป็นคนทุศีลแต่ฟังคำตถาคตนะมี

7:49 คุณสมบัติตามที่พระองค์บอกเมื่อสักครู่ นี้คนๆนี้จะไปทางเจริญไม่ไปทาง เสื่อมตัวอย่างที่พระผู้มีพระภาคทรงยกให้ ก็คือ อิสิทาไปเป็นสกทาคามีบุคคลได้กายชั้น ดุสิต นะดังนั้นเวลาเรามีข้อจำกัดในเรื่องของ การเป็นผู้ทุศิลก็ตามการราคะกล้ามักโกรธ หรือฟุ้งซ่านก็ตามวิธีแก้มีก็คือให้กระทำ กิจเนื่องด้วยการฟังกระทำกิจเนื่องด้วย ความเป็นผู้หูสูตรแทงตลอดอย่างดีด้วยความ เห็นได้วิมุตติอันเกิดแต่ในสมัยคือได้ สมาธิบ้างชั่วครั้งชั่วคราวนะแล้วรู้ชัด เจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันเป็นที่ดับไม่

8:35 เหลือแห่งความเป็นผู้ทุศิลหรือราคะกล้า มักโกรธและฟุ้งซ่านคนๆเนี้ยจะไปทางเจริญ ไม่ไปทางเสื่อมนะนี่คือวิธีแก้อีกพระสูตร นึงที่คล้ายๆกันเป็นเรื่องเกี่ยวกับสุตตะ การฟังเหมือน กันก็คือบุคคลนั้นเนี่ยฟังคำตถาคตเนืองๆ จนคล่องปากจนขึ้นใจและแทงตลอดอย่างดีด้วย ทิฐิ 4 คุณสมบัตินี้ฟังคำตถาคตหนึๆนะอัน ที่ 1 แล้วคล่องปากคือพูดด้วยวาจาพูดได้ ตลอดนะแล้วขึ้นใจนึกขึ้นเมื่อไหร่นึกได้ เหมือนสุดคูณเราเราท่องสุดคูณนึกเมื่อ ไหร่นึกได้แล้วแทงตลอดอย่างดีด้วยความ

9:21 เห็นทิฐิคือความเห็นคือเข้าใจในเนื้อธรรม ที่ตนเองเเสพบ 4 คุณสมบัตนี้พระผู้มีพระ ภาคทรงรับรองว่าบุคคลนี้แม้จะมีสติหลงลืม เมื่อกระทำ กาละก็ยังได้ไปเกิดเป็นเทพนิกายหมู่ใด หมู่หนึ่งบทแห่งธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏแก่ เธอผู้มีความสุขในภพนั้นสติบังเกิดขึ้น ช้าแต่การบรรลุธรรมย่อมบังเกิดขึ้นได้ใน เล็วพลันบุคคลคนนั้นเนี่ยจะบรรลุคุณวิเศษ ในเลวพลันในภพเทวดาที่เขาไปเกิดแล้วเขา ระลึกถึงบทแห่งธรรมที่เคยคล่องแคล่วใน สมัยเมื่อเป็นมนุษย์ดังนั้นสมัยเป็น มนุษย์โยมจะต้องสร้างความคล่องแคล่วในการ

10:09 ฟังคำตถาคตเนืองๆแล้วต้องคล่องปากแล้ว ต้องขึ้นใจแล้วแทงตลอดอย่างดีด้วยความ เห็นอันเนี้ยยังไม่เป็นโสดาบันแต่จะไป เป็นในภพหน้าซึ่งเป็นภพที่เป็นเทวดานะ งั้นในพระสูตรนี้ก็จะ มีอยู่ในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐนะหรือใน พระไตรปิฎกฉบับภาษาไทยนะซึ่งเราสามารถหา อ่านได้เราสามารถโหลดโปรแกรมอิติปิตกะ ซึ่งเราบรรจุพระไตรปิฎกทุกสำนักลงไปใน แอปพลิเคชันตัวนี้ซึ่งทำให้ทุกคนเนี่ย สามารถ พิสูจน์นะเรียนรู้ธรรมะของพระผู้มีพระภาค ของเราได้และเราใส่โปรแกรมในการสืบค้นการ

10:56 เสิร์ชหาคำนะว่าถ้าเราสงสัยคำอะไรเราก็ ขี่คำนั้นลงไปแล้วก็กดค้นหาโปรแกรมก็จะหา ข้อมูลในพระไตรปิฎกทั้งหมดที่เป็นคำที่ เราสงสัยแล้วก็จะบอกมาว่าอยู่เล่มหน้าข้อ อะไรนะวันนี้ไม่มีใครปิดกั้นเราในการเข้า ถึงคำพระพุทธเจ้าเราทำข้อมูลให้หมดนะ เพื่อให้มหาชนเนี่ยเกิดความชัดเจนในคำของ ศาสดาของเราแล้วก็จะได้เสพคบและนำไป ประพฤติปฏิบัตินะแล้วก็จะได้ผลจากการ ประพฤติ ปฏิบัติอานิสงส์ในการฟังคำของตาตถาคตนั้น ยังมี

11:41 อีกคนที่ไม่เคยฟังคำตถาคต เลยไม่มีทางบรรลุ ธรรมถามว่าไม่มีทางบรรลุธรรมบรรลุคุณ วิเศษบรรลุความเป็นอริยะถามว่าเสีย ประโยชน์อะไรโยมบอกว่าโยมแค่เป็นคนดีทำ บุญสุนทานไปอะไรไปถวายทานเข้าวัดนะตัก บาตรนะถวายสังฆทานทำกฐินทำผ้าป่าถามว่าพอ มไม่พอความพอของโยมเนี่ยเอาเกณฑ์อะไรคิด เองหรือว่ามาจากที่พพุทธเจ้าทรงตรัสต้อง จากที่พพุทธเจ้าทรงตรัสอย่าคิดเองวันนี้ เราต้องวางความคิดของเราไว้แล้วฟังพระ พุทธเจ้าว่าพระพุทธเจ้าตรัสอย่างไรปัญหา

12:28 คืออะไรปัญหาถ้าโยมยังคงความเป็นปุถุชนนะ ทำความดีไปเรื่อยๆธรรมดาแบบคนนั้นพูดคน นี้แนะนำอะไรอย่าง นี้บุคคลนั้นยังไม่พ้นจากนรกกำเน็จฉาน วิสัยพระผู้มีพระภาคเนี่ยเอาเล็บเขียดเสษ ดินขึ้นมาแล้วถามสาวก ว่าดินที่ติดปลายเล็บของพระองค์กับดินใน มหาปฐพีทั้งโลกเนี่ยอย่างไหนมากกว่ากัน สาวกบอกว่า ดินทั้งโลกมากกว่าเทียบกันไม่ได้กับดิน ที่ติดปลายเล็บอ่ะอันนี้ดูนะพระศาสดาจะ ทรงยกอุปมาตรงนี้เทียบคำว่าน้อยกับคำว่า มากมากของพระองค์คือเท่าดินมหาปฐพีน้อย

13:16 ของพระองค์ก็คือเศษดินปลายเล็บนะพระองค์ บอกว่าสัตว์ที่ท่องเที่ยวในสังสารวัฏ เนี่ยโอกาสที่จะได้ยินได้ฟังคำตถาคตเนี่ย มีโอกาสได้น้อยมากก็คือแค่เศษดินปลายเล็บ เท่านั้นดังนั้นเราเนี่ยท่องเที่ยวอยู่ใน สังสรัตเหมือนพระองค์เหมือนกันที่พระองค์ บอกว่าเราและพวกเธอทั้งหลายได้ท่องเที่ยว ไปแล้วในสังสารวัฏตลอดการยืดยาวนานถึง เพียงนี้เพราะความที่ไม่รู้ซึ่งอริยสัจ ทั้ง 4 ไม่รู้อริยสัจ 4 คือปฏิจจสมุปบาท ที่เราท่องเมื่อสักครู่เนี้ยเหตุเกิดความ ตายมาได้อย่างไรเหตุดับของความตายดับได้ อย่างไรเพราะเราไม่รู้ตรงนี้แค่นั้นเอง เราจึงยังต้องท่องเที่ยวไปแล้วในสังสรัต

14:02 ตลอดการยืดยาวนาน นะดังนั้นต้องมีการได้สดับในคำของพระองค์ เสียก่อนนะดังนั้นคนที่ได้สดับในคำพระ องค์เนี่ยพระองค์บอกน้อยมากนะไม่ใช่โอกาส ที่จะเกิดขึ้นมาได้ง่ายถ้าเธอไปเกิดเป็น เทวดาที่มีอายุยืนยาวมากก็ไม่มีโอกาสถ้า เธอไปเกิดในนรกกับเดรัจฉานวิสัยก็ไม่ มีโอกาสถ้าเธอมาเกิดเป็นมนุษย์แต่พระ พุทธเจ้าไม่ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลกก็ไม่ มี โอกาสถ้าเกิดมาแล้วเจอพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ไม่มีโอกาสเพราะท่านไม่ได้สอนนะ

14:47 อ่าแล้วถ้าเกิดมาโยมต้องเจอพระพุทธเจ้า แล้วต้องเจอพระสัทธรรมของพระองค์นะแต่ถ้า ถ้าโยมเป็นบ้าวิปลาสโยมก็ไม่มีโอกาสเพราะ ผู้ที่วิปลาสบรรลุธรรมไม่ได้นะดังนั้น เหตุปัจจัยเนี่ย 8 อย่างที่พระพุทธเจ้า บอก 1 ใน 8 ถึงจะได้มีโอกาสฟังคำของพระ องค์ต้องเกิดมาจังหวะชนพระพุทธเจ้าเกิด ขึ้นในโลกพอ ดีนี่คือความ ยากดังนั้นความยาก 3 สิ่งพระพุทธเจ้าบอก เลยการเกิดมาเป็นมนุษย์ นะการที่ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะจะเสด็จ อุบัติขึ้นในโลกและการที่ศาสนาจะแผ่ไพศาล

15:34 ไปทั่วโลก 3 สิ่งนี้ยากเสมอกันยากมากโดย ทรงอุปมาเหมือนเต่าตาบอดที่ 100 ปีผุด ขึ้นมาทีนึงแล้วจะเจอแอกไ้ไผ่ที่ทิ้งลงไป ในน้ำที่ท่วมทั้งผืนโลกโลกใบเนี้ยมีน้ำ ท่วมเป็นอันเดียวกันหมดบุรุษหย่อนแอกไม่ ไผ่ซึ่งมีรูเดียวลงไปในน้ำนั้นลมก็พัดไป ทางทิศเหนือใต้ออกตกในน้ำมีมีเต่าตาบอด 100 ปีโผล่ขึ้นมาทีนึงพระองค์ถามว่าเป็น การง่ายมยที่เต่าตาบอด 100 ปีโผล่ขึ้นมา หายใจทีหนึ่งจะเจอแอกไม่ไผ่นี้แล้วยืดคอ เข้าไปในรูซึ่งมีรูรูเดียวในแอกนั้นสาวก บอกยากมากพระองค์บอกว่านี่แหละความยากใน การได้เป็นมนุษย์ในการบังเกิดขึ้นของ

16:19 ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะและการที่ศาสนา จะแผ่ไพศาลไปทั่วโลกนะและพระองค์ก็เตือน ว่าบัดนี้นี้นะตถาคตก็อุบัติขึ้นแล้วเธอ ก็ได้ความเป็นมนุษย์แล้วธรรมวินัยก็ยังมี อยู่ในโลกนะก็เตือนให้สาวกเนี่ยอย่า ประมาทนะให้เข้ามาเสพคบธรรมะของพระองค์า นี้ย้อนกลับไปเรื่องของการฟังนะทำไมเราจะ ต้องเป็นอริยะให้ได้นะเพราะพระองค์บอกว่า สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปแล้วกลับมาเกิด เป็นมนุษย์มีน้อยโดยที่แท้แล้วสัตว์ที่ จุติจากมนุษย์ไปแล้วกลับไปเกิดในนรกมีมาก กว่าโดย แท้มนุษย์ที่ตายจากมนุษย์ทั้งหมดทั่ว

17:07 โลกธาตุ เนี่ยปรากฏว่าปริมาณเท่าดินมหาปฐพีไปเกิด ในนรกปริมาณเท่าเศษดินปลายเล็บได้กลับมา เกิดเป็นมนุษย์น้อย มากพระองค์ตรัสถึงมนุษย์ครั้งที่ 2 สัตว์ ที่จุติจากมนุษย์ไปแล้วกลับมาเกิดใน มนุษย์มีน้อยโดยที่แท้แล้วสัตว์ที่จุติ จากมนุษย์ไปแล้วกลับไปเกิดในเดรัจฉานมี มากกว่าโดยแท้ไปเกิดในเดรัจฉานเท่าดินมหา ปฐพีอีกได้เกิดในมนุษย์แค่เศษดินปลายเล็บ ตรัสมนุษย์ครั้งที่ 3 สัตว์ที่จุติจาก มนุษย์ไปแล้วกลับไปเกิดเป็นเทวดามีน้อย โดยที่แท้แล้วสัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไป

17:53 แล้วกลับไปเกิดในนรกกำเนิดฉานวิสัยมี มากกว่าโดย แท้โยมคิดดูว่าการตายครั้งนี้ของโยมโยมจะ เป็นหนึ่งในเศษดินปลายเล็บได้หรือ ไม่ไม่ใช่โอกาสที่เกิดขึ้นได้ง่าย เลยมีคนเคยลองคำนวณเนี่ยพื้นปฐพีทั้ง เปลือกโลกเนี่ยน้ำหนักของเปลือกโลกเนี่ย เอามาคำนวณในเศษดินปลายเล็บซึ่งให้คิดว่า หนัก 1 กลเท่ากับ 10 ำ - 24% ที่โยมจะมีโอกาสได้เกิดมาเป็นมนุษย์ อีกครั้งหนึ่งดังนั้นที่เราคิดกันเองว่า ตายแล้วเดี๋ยวเราได้เกิดเป็นมนุษย์อีกไป เป็นเทวดาอันนี้คิดเองแต่ถ้ากลับไปดูที่พ พุทธเจ้าทรงตรัสและทรงเห็นด้วยพุทธจักขุ

18:40 ของท่านเปอร์เซ็นต์น้อยมากแทบจะเป็นไปไม่ ได้เลยนะน้อยจริงๆนี่คือสัจจะความจริงที่ ทำให้เราต้องตระหนักว่าทำไมเราจะต้องมา ฟังคำของตถาคตทำไมเราจะต้องเป็น อริยะแล้วเวลาบอกอริยะเนี่ยโยมจะรู้สึก ว่าโอ้โหไกลเกินฝันไกลเกินเอื้อมโสดาบัน เหรอคงไม่ได้หรอกอรหันต์คงไม่ ได้แต่คิดเองหรือเปล่าหรือดูคุณสมบัติ ความเป็นโสดาบันแล้วถึงค่อยคิดค่อย พิจารณาเราต้องดูคุณสมบัติของโสดาบันที่พ พุทธเจ้าทรงตรัสไว้ก่อนรวบรวมไว้ให้ 50 กว่านัยยะเราคียคำว่าโสดาบันเข้าไปเนี่ย สแกนหาทั้งพระไตรปิฎกเนี่ยที่เป็น พุทธวจนะดึงมาได้ 50 กว่าพระสูตรเอา 50

19:29 กว่าพระสูตรนี้บอกเล่มหน้าข้อให้ทั้งหมด ว่าอยู่เล่มหน้าข้ออะไรแล้วดึงมาโดย สังเขตให้พวกเราได้รู้ว่าคุณสมบัติของ ความเป็นโสดาบันนั้นไม่ได้ยากเกิน เอื้อมไม่ได้ยากเกินกว่าความสามารถของเรา ที่จะ กระทำไปดูคุณสมบัติง่ายๆที่ตรัสกับช่าง ไม้ช่างไม้คนธรรมดาพระองค์บอกว่าช่างไม้ ถ้าเธอมีความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่นไม่ หวั่นไหวในพระพุทธเจ้ามีความเลื่อมใสอัน อย่างลงมั่นไม่หวั่นไหวในพระธรรมมีความ เลื่อมใสอันอย่างลงมั่นไม่หวั่นไหวในพระ สงฆ์และเป็นผู้มีใจปราศจากความตระหนี่อัน เป็นมลทินมีจาคะอันปล่อยแล้วมีฝ่ามืออัน

20:14 ชุ่มเป็นผู้ควรแก่การขอยินดีในการเสียสละ จำแนกทานอยู่คลองเรือนเราอยู่คลองเรือน ของเราอย่างนี้แหละแต่เป็นผู้ให้ทานละ ความตระหนี่อันเป็นมลทินแล้วมีความมั่นคง ในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์อย่างไม่หวั่น ไหวไม่มีสรณะ อื่นความว่าไม่หวั่นไหวเป็นอย่าง ไรคือไม่มีการแบ่งปันความรักความศรัทธา ให้แก่สมณะพราหมณ์เทพมารพรหมหรือใครๆใน โลกพระองค์บอกว่าถ้าศรัทธาของเธอเนี่ย ตั้งมั่นแล้วอย่างลงลากแล้วอันสมณะ พราหมณ์เทพมารพรหมหรือใครๆในโลกชักนำออก

21:00 ไปทางอื่นไม่ได้บุคคลนั้นควรเรียกตนเอง ว่าเราเป็นบุตรเป็นโอรสอันเกิดแต่พระ โอษฐ์ของพระผู้มีพระภาคเกิดโดยธรรมเนรมิต โดยธรรมเป็นทายาทโดยธรรมดังนี้ เราได้รับการยกย่องจากพระศาสดาว่าเราเป็น บุตรเป็นโอรสที่เกิดแต่พระโอษฐ์เกิดจาก ปากของพระองค์ปากพระองค์พูดอะไรพูดธรรมะ ธรรมะที่เรียกว่าเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ แล้วเราเสพบทาง โสตะแล้วเราทรงจำได้ใคร่วญธรรประพฤติธรรม สมควรแก่ธรรมนั่นแหละเราเป็นบุตรเป็นโอรส ของพระผู้มีพระภาคแล้วเกิดโดยธรรมเนรมิต

21:45 โดยธรรมเป็นทายาทโดยธรรมดังนั้นนี่คือคุณ ประโยชน์ของสุตตะฉะนั้นถ้าโยมมีสุตะโยม เสพคบคำของพระองค์เนี่ยโยมจะมีความมั่นใจ เลยว่านรกกำเน็จฉานปรวิสัยเราสิ้นแล้วเรา ไม่มีทางไปเกิดแล้วใน ทุคติถ้าโยมได้ความเป็นโสดาบันบุคคล ประโยชน์คือ อะไรประโยชน์คือโยมไม่ต้องไปเกิดในนรก กำเนิดฉานปรวิสัยอีกต่อไปปิดจบอบายทุคติ วินิบาตนรกไม่มีประโยชน์หรอมีแต่ถ้าโยม ยังคงความเป็นปุถุชนเป็นแค่คนดีธรรมดาของ สังคมเนี่ยมันยังไม่พอใช่โยมเป็นคนดีของ สังคมโยมไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใครแต่

22:32 โยมเว้นจากการฆ่าสัตว์มั้ยเว้นจากการรัก ทรัพย์มั้ยเว้นจากการประพฤติผิดในกามมั้ย 100% นะเว้นจากการไม่พูดโกหกมั้ยเว้นจาก การดื่มสุราาเมามั้ยมันยังดีไม่พอไงนี่ คือความดีพอที่เป็นมาตรฐานของโสดาบัน เขยิบอีกนิดเดียวโยมเขยิบอีกนิดเดียวศีล 5 ให้ บริบูรณ์แล้วมีความมั่นคงในพระพุทธพระ ธรรมพระสงฆ์บุคคคนนั้นคือโสดาบันนี่เป็น อีกนัยยะหนึ่งนัยยะที่ตรัสกับช่างไม้ 3 ข้อแรกเหมือนกันคือมั่นคงในพระพุทธพระ ธรรมพระสงฆ์อย่างไม่หวั่นไหวและให้ทานโดย มีใจปราศจากความ ตระหนี่นี่คือโสดาบันแต่ถ้าโยมยังไม่มี การให้ทานโดยวางจิตถูกต้องโยมต้องมีศีล 5

23:20 บริบูรณ์มาทดแทนบวกกับมั่นคงในพระพุทธพระ ธรรมพระสงฆ์นี่คือโสดาบัน ถ้าศีล 5 โยมอย่างบกพร่องให้ทานยังไม่ มีธรรมะข้อใดที่ต้องมาทดแทนการเห็น อริยสัจ 4 ปฏิจจสุบาททดแทนได้พระองค์บอก คุณสมบัติโสดาบันคือมั่นคงในพระพุทธพระ ธรรมพระสงฆ์และเห็นอริยสัจ 4 บุคคลนี้ก็ เป็นโสดาบัน โสดาบันไม่จำเป็นจะต้องเป็นภิกขุบวชใน ธรรมวินัยอย่างนี้เป็นฆราวาสอย่างนี้ก็ เป็น ได้อยู่ลองเรือนพระองค์ยืนยันกับช่างไม้ แล้วอยู่ครองเรือนนี่แหละนะแต่โยมมีการ ให้ทานโดยวางจิตถูกต้องถามว่าวางจิตถูก

24:08 ต้องเนี่ย นะรวบรวมมาให้แล้วในหนังสือเรื่องทานวาง จิตถูกต้องวางยังไงพระสารีบุตรถามพระผู้ มีพระภาค ว่าให้ทานอย่างไรจึงได้ผลใหญ่และได้ อานิสงส์ใหญ่และถามว่าให้ทานอย่างไรได้ แค่ผลใหญ่แต่ไม่มีอานิสงส์ ใหญ่พระผู้มีพระภาคตรัสมา 7 แบบใน 7 แบบเนี่ยคือการวางจิตของปุถุชน แต่ละ คนแบบแรกคืออะไรพระองค์บอกสารีบุตรคนบาง คนในโลกนี้ให้ทานโดยความหวังผลมีจิตผูก พันในผลมุ่งการสั่งสมคิดว่าเราตายไปจาก

24:56 ได้สวยผลของของทานนี้ดีมยดีได้ผลใหญ่ไป เป็นเทวดาชั้น จาตุมหาราชิกาแต่อานิสงส์ใหญ่ไม่ได้เมื่อ สิ้นกรรมสิ้นฤทธิ์สิ้นยศหมดความเป็นใหญ่ แล้วเขาเป็นผู้ที่ยังต้องกลับมาคืออาคามี อาคามีแปลว่าผู้ที่ยังต้องกลับมากลับมาใน ไหนกลับมาในกามภพกามภพมีอะไรนรกกำเ เดรัจฉานเปรวิสัยมนุษย์เทวดากามภพยังต้อง วนเวียนในกรภพภพมี 3 กามภพรูปภพอรูปภพนะ รูปภพอรูปภพไปไม่ได้แน่เพราะ 2 พวกนี้ ต้องได้สมาธิพวกไม่ได้สมาธิต้องวนอยู่ใน กามภพซึ่งมี 5 ชั้นนรกกำเหนิดฉาน

25:44 วิสัยมนุษย์เทวดากามภพนะเทวดากามภพเนี่ย เหตุปัจจัยของการได้ไปต้องทำอะไรพระองค์ บอกในอีกพระสูตรหนึบอกว่าต้องถวายทานเป็น อติเรกถวายทานมากรักษาศีลเป็น อติเรกแต่เขาไม่ทำบุญกิริยาด้วยการภาวนา เลยเทวดากามภพไม่ภาวนาแต่ให้ทานเยอะรักษา ศีลเยอะไปอยู่เทวดากามภพตายแล้วพ้นนรกมย ไม่พ้นตรัสเหมือนกันเลยเทวดาทั่วโลกธาตุ ตายแล้วไปเกิดในนรกกับเนตฉานปรวิสัย ปริมาณเท่ากับดินมหา ปฐพีเทวดาที่ตายแล้วได้กลับมาเกิดเป็น

26:30 มนุษย์และเทวดาแค่เศษดินปลายเล็บตรัส เหมือนมนุษย์ไม่มีผิดเห็น มดังนั้นถึงโยมจะทำความดีไปเป็นเทวดาก็ ไม่รอด นรกดังนั้นหนทางเดียวคือโยมต้องผลักดันตน เองให้เป็นอาริยะให้ได้เป็นโสดาบันให้ได้ ในชาตินี้นี่คือเหตุผลที่พระพุทธเจ้าตรัส เป็นพระสูตรต่างๆแล้วอาตมาเนี่ยมาประมวล ให้โยมเห็นว่าพระสูตรพูดว่าอย่างเงี้ยโยม จะว่ายังไงพระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้เราไม่ ได้เอาความคิดของเราความเห็นของเราหรือ ความเห็นของภิกขุรูปใดในโลกมาให้โยมฟัง อาตมาเอาข้อมูล 2,000 กว่าปีมาให้โยมได้ ทราบว่าพพุทธเจ้าทรงตรัสอย่างเงยเมื่อ

27:15 2,000 กว่าปีแล้วโยมจะคิดยังไงเรายังจะ ประมาทอยู่มยปล่อยชีวิตให้เรื่อยเปลื่อย ไปเรื่อยๆไม่สนใจธรรมะไม่เสพคบคำพระศาสดา พุทธวจนะนะนั้นเราจะต้องตัดสินใจแล้ว เพราะเวลาของเราแต่ละคนเหลือน้อยเราไม่ รู้ว่าพรุ่งนี้เราจะตายมพระองค์บอกว่าวัน คืนล่วงไปล่วงไปบัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ ทุกคนต้องมาตระหนักว่าเรากำลังทำอะไรเรา ทำกุศลหรืออกุศลเราสร้างคุณประโยชน์ให้ กับตนเองหรือยังนะประโยชน์อย่างยิ่งของตน เองคืออะไรคือความเป็นอริยะไม่งั้นโยมก็ ตายฟรีเกิดมาฟรีตายฟรีแล้วได้อะไรใน ชีวิตเราจะเกิดความเสียดายนะ

28:00 อืดังนั้นการวางจิตแบบที่ 2 วางอย่างไร พระองค์ตรัสกับสารีบุตรบอกสารีบุตรคนบาง คนในโลกเนี้ยให้ทานเพราะคิดว่าให้ทานเป็น การดีนี่พวกที่ 2 พวกต่อมาบอกให้ทานเพราะ ทำตามประเพณีปู่ย่าตายายเคยทำมาอย่าให้ เสียประเพณีอืนี่แบบที่ 3 เาก็เลยให้ข้าว น้ำผ้ายวดยานระเบียบของหอมเครื่องรูปร้าย ที่นอนที่อยู่อาศัยประทีปมไฟแก่สมณะหรือ พราหมณ์เห็นนะนี่คือการตัดสินใจของคนๆนึง ที่จะให้ทานสักครั้งหนึ่งเพราะในใจเขาคิด อะไรพพุทธเจ้าจะรู้หมดแล้วก็บรรยายแยกแยะ ออกมาว่าถ้าคนคิดอย่างเงี้นะจะได้อย่าง นี้คนคิดอย่างนี้จะได้อย่างนี้คนคิดอย่าง นี้จะได้อย่างนี้พวกแรกไปเกิดเป็นเทวดา

28:47 เหล่าจาตุมหาราชิกาพวก 2 ขึ้นมาดาวดึงส์ พวก 3 ยามาพวก 4 ขึ้นมาดุสิตขึ้นมา นิมมานรดีขึ้นมา พวกที่ 6 ปรนิมิตตวสวัสวดีเนี่ยคิดยังไง พวกนี้คิดว่าให้ทานไปเพื่อความปลื้มใจ ปิติใจสมนัสใจซึ่งพวกเราเคยถูกสอนมาเยอะ เหมือนกันว่าให้ไปเถอะแค่ความสุขใจได้ ความสุขใจก็พอแล้วไม่ต้องหวังอะไรดีมั้ย ดีแต่ดีไม่ สุดได้เป็นเทวดาชั้นสูงสุดในเทวดาชั้น กามภพแต่หลังจากสิ้นกรรมสิ้นฤทธิ์สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้วเขาเป็นผู้ที่ยังต้อง กลับมาคือเป็น อาคามียังต้องกลับมาสู่ สังสารวัฏไม่พ้นจากนรกกำเน็จฉันและ

29:34 วิสัยไป ได้แบบที่ 7 แบบสุดท้ายของการวางจิตที่จะ ทำให้เราปรินิพพาน ได้จะมีการเกิดอีก 2 ขยะคือการให้ทานเป็นเครื่องประดับจิตเป็น บริขารจิตหรือให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่ง จิตเป็นบริขาร จิตบุคคลนี้เมื่อตายไปจะไปเกิดเป็น พรหมกายิกานนัง เทวานังไปไปเกิดเป็นเทวดาชั้นรูปภพเลย เทวดากามภพสูงสุดคือ [เพลง]

30:21 ปรนิมมิตวสวัตตีหะขึ้นมาเวหพละแล้วขึ้นมา สุทธาวาส 5 ชั้นแล้วถึงจะไปเทวดาอรูปภพนะ ดังนั้นโยมจะได้เทวดารูปภพชั้นแรกคือ พรหมกายิกา แล้วตายจากพรหมกายิกาแล้วถึงจะเป็น อนาคามีอริยบุคคลขั้นที่ 3 ซึ่งต้องเกิด อีก 1 คราวแล้วจะปรินิพพานเท่ากับโยมเกิด 2 ขยะขยะแรกเป็นพรหมกายิกาอายุขัย 1 กัปแล้วมาเกิดในสุทธาวาสอายุขัยพพุทธเจ้า ไม่บอกแต่อยู่ในระระว่าง 500 กัปถึง 20,000 กัป 500 กัปเป็น ประมาณอายุของเทวดาเวหพล 20,000 กัปเป็น

31:06 ประมาณอายุของเทวดาชั้น อากาสานัญจายตนะสุทธาวาสอยู่ระหว่างนี้ เทวดา 2 ชั้นนี้ดังนั้นอายุของโยมจะอยู่ ระหว่าง 500 - 20,000 กัป นะแต่แน่นอนคือ ปรินิพพานพวกนี้เรียกว่าเป็นอนาคามีเป็น ผู้ที่ไม่ต้องกลับมาไม่ต้องกลับมาไหนไม่ ต้องกลับมาสู่ กามภพนรกกำเนฉานเปรวิสัยมนุษย์แล้วก็ เทวดากามภพอนาคามีพ้นแล้วจาก กามภพภพที่เขาเกิดเหลืออีก 2 ที่คือรูปภพ กับอรูปภพแล้วจะปรินิพพานเมื่อสิ้นอายุไข นะเห็นมยว่าคน 2 คนให้ทานเหมือนกันในกในข

31:54 ให้ทานเท่ากันแต่วางจิตต่างกันคนนึง ปรินิพพานคนนึงไม่พ้นนรกยังต้องไปเกิดใน นรกฌานปรวิสัย เทคนิคนิดเดียวคือการวางจิตและไม่มีใคร ทราบเทคนิคนี้นอกจากตถาคตอรหันต สัมมาสัมพุทธะนะดังนั้นแม้อาตมาจะบอกโยม ว่าโยมพระพุทธเจ้าให้วางจิตละความตหเป็น มลทินนะให้ทานเป็นเครื่องประดับจิตเป็น บริขารจิตโยมก็ยังงงๆนิดนึงว่าปรุงแต่ง จิตยังไงประดับับจิตยังไงเป็นบริขารจิต ยังไงเพราะไม่เคยถูกสอนมาก็ลงรายละเอียด เข้าไปอีกว่าให้รักความตระหนี่รักความ ตระหนี่บางคนก็ไม่เข้าใจอีกว่ารักความ ตระหนี่ยังไงมีรายละเอียดอีกมมีโยมก็ต้อง

32:41 ไปค้นคว้าในพระสูตรหาในพระสูตรในพระสูตรพ พุทธเจ้าก็จะลงรายละเอียดเพิ่มเติมว่า อะไรเวลาให้ทานแล้วคิดจะเอาคืนม อ่าคนที่ให้ทานต้องไม่คิดจะเอาคืน เวลาให้ทาน เนี่ยให้ของที่ให้ได้โดยยาก มั้ยให้ทานในของที่เราชอบหรือเราไม่ ชอบพระผู้มีพระภาคสมัยเกิดเป็นพระเจ้า จักรพรรดิพระมหาสุทัสนะพระองค์บอกว่าเวลา ท่านให้ทานท่านจะให้เฉพาะของที่ท่าน ชอบเวลาเราให้นี่ของที่เราชอบนี้ให้ยากนะ นั่นน่ะคือความระณีให้ของที่ให้ได้โดยยาก

33:28 ให้แล้วไม่คิดจะเอาคืนนี่คือลักษณะของการ ละความ ตนีปฏิจจสุวรแห่งความตระหนี่เกิดจากอะไร ตระหนี่เกิดจากอะไรเราก็ต้องมาไล่ดูธรรมะ ที่อาศัยกันเกิดขึ้นเพราะมีตัณหาจึงมีการ แสวงหาเพราะมีการแสวงหาจึงมีการได้เพราะ มีการได้จึงมีการปลงใจลักษณกำหนัดด้วย ความพอใจสยบมเมาจับอกจับใจตระหนี่ห่วง กั้นเห็นเห็นมั้ยตระหนี่มาแล้วะและมี เรื่องราวเกิดจากการห่วงกั้นนะจับอกจับใจ จึงมีความตระหนี่เมื่อตระหนี่จึงหวงกั้น ดังนั้นเวลาให้แล้วเนี่ยเราดูใจเราว่าเรา ยังหวงหวงอยู่มยถ้าเรายังหวงอยู่ยังผูก

34:14 พันอยู่ไม่ใช่ละนะต้องตัดตัดที่ใจเราไม่ ต้องไปสนใจคนอื่นเห็นนะหวังผลในทานมยไม่ หวังมีจิตผูกมั้ยไม่ผูกพันมุ่งการสั่งสม มั้ยไม่นะคิดว่าเราตายไปจากได้สวยผลของ ทานนี้มั้ย ไม่คิดว่าให้ทานเป็นการดีมยไม่ทำตาม ประเพณีมยไม่คิดว่าสมณะไม่หุงหากินเราหุง หากินได้มยไม่คิดว่าทำไปเพื่อความปลื้มใจ ปิติใจสมมนใจมั้ยไม่แต่กลับมามองที่ใจเรา ว่าสละละขาดนะละความตระหนี่ไม่มีการหวง แหนเพราะที่สุดเนี่ยพพุทธเจ้าต้องการให้ เรามาละตัวเราว่าตาไม่ใช่ของเธอหูจมูก

35:03 ลิ้นกายใจก็ไม่ใช่ของเธอเธอจงละมันเสีย การละเสียได้นั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์ และความสุขแก่เธอทั้งหลายสิ้นกาล นาก่อนจะละตัวเราเนี่ยมันต้องละของของเรา ก่อนเพราะมีตัวเราก็เลยนี่บ้านเรารถเรา พี่เราน้องเราเงินของเรายศของเราตำแหน่ง ของเราทุกอย่างของเราหมดเลยเห็นมเนี่ยก็ เลยต้องมีการสละแล้วต้องไม่เสียดายไม่ อาลัยนี่ก็ฝึกละจากเล็กๆน้อยๆไปค่อยๆการ ให้ทานนั้นพระองค์ให้ทำตามกำลังไม่ได้ เกี่ยวกับน้อยหรือมากทำตามกำลังให้ทำตาม สติและกำลังพระเจ้าปเสนทิโกศลถามว่าให้

35:48 ทานที่ไหนพระองค์บอกว่าศรัทธาที่ไหนทำที่ นั่นแล้วให้ที่ไหนได้ผลมากไม่เกี่ยวกับ กับที่ไหนการได้ผลมากนั้นอยู่กับการให้ กับคนมีศีลหรือทุ ศีลพระองค์แบ่งการให้แบบ บุคคลถ้าโยมให้ทานแบบบุคคลเนี่ยจะมี 14 แบบเรียกปาฏิปุคคลิกทาน 14 พระองค์ไล่ตั้งแต่สัตว์เดรัจฉาน โยมให้ทานกับสัตว์เดรัจฉานเนี่ยได้ อนิสงส์ 100 เท่าให้ทานกับปุถุชนที่ทุศีล ได้พันเท่าให้ทานกับปุถุชนที่มีศีลได้แสน เท่าให้ทานกับบุคคลที่ปราศจากกามได้แสน

36:38 โกฏเท่าให้ทานกับอริยบุคคลตั้งแต่โสดาบัน ผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นโสตาปฏิผลนับ ประมาณไม่ได้เหมือนห้วงน้ำในมหาสมุทร เนี่ยไม่อาจนับประมาณได้ว่ากี่อาหกกี่ อาหกอาหกก็เป็นหน่วยนับในในครั้งพุทธกาล เหมือนกี่ลิตรกี่ลิตรเรานับน้ำในมหาสมุทร ได้มั้ยว่ากี่ลิตรนับไม่ไหว นะนี่คือปริมาณของห้วงบุญที่ทำกับ อริยบุคคล นะพระองค์ก็ไล่เรียงไปจนถึงให้กับพระ พุทธเจ้าอรหันต สัมมาสัมพุทธะนะโยมให้ทานกับพระอรหันต์ เนี่ย นะต้องรลูกถึงเท่ากับให้ทานกับพระปัจเจก

37:28 พุทธเจ้า 1 รูปให้ทานกับพระปัจเจก พุทธเจ้า 100 รูปถึงจะได้อานิสงส์เท่ากับ ให้ทานกับอรหันตสัมมาสัมพุทธะ 1 พระองค์ นะนั้นถ้าให้ทานกับพระพุทธเจ้าเนี่ยมา เทียบกับให้ทานกับอรหันต์เนี่ยต้องเท่า กับอรหันต์ 10,000 รูปถึงจะมีอานิสงส์ เทียบกับพระพุทธเจ้า 1 พระองค์ นะนั้นนี่คือปาฏิพิทาน 14 ที่พระองค์ทรง บัญญัติเอา ไว้แล้วก็ทรงบัญญัติเรื่องทานที่ให้แล้ว ในสงฆ์ทานที่ให้แล้วในสงฆ์มี 7 ทานที่ให้ แล้วในบุคคลมี 14 ทานที่ให้แล้วในบุคคลทั้งหมดเนี่ยไม่

38:15 สามารถเทียบได้กับทานที่ให้แล้วในสงฆ์ทาน ที่ให้แล้วในสงฆ์ 2 ฝ่ายคือภิกขุสงฆ์ ภิกขุนีสงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ทานที่ให้ให้แล้วในภิกขุสงฆ์ภิกษุณีสงฆ์ เมื่อพพุทธเจ้าทรงปรินิพพานแล้วทานที่ให้ แล้วในภิกขุสงฆ์ทานที่ให้แล้วในภิกขุนี สงฆ์นะทานที่เราเนี่ยอุปโลกสงฆ์ก็คือ พะเนียงสงฆ์บอกสงฆ์นะว่าขอสงฆ์จงอ่า ช่วยให้มอบให้ภิกษุจำนวนเท่านั้นเท่านี้ มาเป็นผู้รับทานทานนั้นก็ถือว่าเป็นทาน ที่ให้แล้วแล้วในสงฆ์ถึงแก่สงฆ์ก็มี อานิสงส์มากกว่าปาฏิปนิทานทั้ง 14 ข้อนะ

39:05 เนี่ยแค่เราไปบอกต่อสงฆ์ขอให้สงฆ์เนี่ย มอบภิกขุที่เป็นตัวแทนสงฆ์มา 1 รูป 2 รูป 3 รูปกี่รูปก็ได้เพื่อมารับทานของเรา เป็นทานที่ถึงแล้วใน สงฆ์ซึ่งอานิสงส์มากกว่าปาฏิปุคคลิกทาน ทั้ง 14 ข้อ นะ แล้วอานิสงส์เรื่องการให้ทานมีอีกเรื่อง ของผู้รับกับผู้ให้ 4 แบบเวลาให้ทานเนี่ยศีลโยมดีมและศีลผู้รับ ดีไหเรียกว่าเป็นความบริสุทธิ์ 2 ฝ่าย ฝ่ายผู้ให้กับฝ่ายผู้รับอันที่ 2 เนี่ย ไม่บริสุทธิ์ทั้งคู่อันที่ 3 ที่ 4 ก็คือ บริสุทธิ์อย่างละฝ่ายบริสุทธิ์ฝ่ายผู้รับ

39:52 ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายผู้ให้หรือบริสุทธิ์ฝ่าย ผู้ให้ไม่บริสุทธิฝ่ายผู้ลับอย่างนี้นะ นั้นนี่เป็นเรื่องของทานการให้ทานนะดัง นั้นเราสนใจมากที่สุดอันเดียวคือการวาง จิตถูกต้องเพราะปรินิพพานได้นอกนั้นไม่มี อะไรเรื่องการให้ทานนะจะน้อยจะมากก็ตาม ให้ทานแล้วรับความตระหนี่อย่าง เดียวโยมจะสามารถปรินิพพานได้เกิดอีก 2 ครั้งพรหมกายิกาแล้วก็สุทธาวาสอนาคามี นะเห็นมว่าการมีสุตตะของพระผู้มีพระภาค เนี่ยมันมีประโยชน์ทำให้เราเข้าสู่

40:39 สัมมาทิฏฐิเป็นผู้ฉลาดเป็นผู้ที่เอาตัว รอดจากอบายทุคติวินิบาตนรกได้ นะอีกมุมนึงที่ชาวพุทธเราอาจจะเข้าใจผิด แล้วก็ เอ่อมีการประพฤติปฏิบัติกันไม่ถูกต้องก็ คือการแก้กรรมหรือการสิ้นกรรมดับ กรรมเราเคยได้ยินว่าสัตว์โลกเป็นไปตาม กรรม นะสัตว์โลกเป็นไปตามกรรมแล้วเราจะพ้นกรรม อย่างไรเราจะสิ้นกรรมอย่างไรนะวิธีสิ้น กรรมดับกรรมพ้นกรรมหรือที่เราภาษาชาวบ้าน

41:24 เราก็เรียกว่าแก้กรรมนะเราอยากจะพ้นกรรม เราอยากจะหมด กรรมแต่เราไปทำอะไรเราไปทำในสิ่งที่พ พุทธเจ้าไม่เคยสอนนะเช่นไปสะเดาะเคราะห์ ต่อชะตาบางสกุลเป็นบางสกุลตายนะเราไปรด น้ำมนต์พรมน้ำมนต์ดูฤกษ์ดูยามเราไปทำ พิธีกรรมต่างๆที่พพุทธเจ้าบอกว่าไม่ สามารถที่จะทำกรรมให้สิ้นไป ได้ดังนั้นวิธีในการที่ที่จะสิ้นกรรมที่ ถูกต้องคืออะไรอริยมรรคมีองค์ 8 มรรคมี องค์ 8 หนทางในการสิ้นกรรมพระองค์ตรัสไว้ เลยว่าอริยะอัตถังคิมรันโด

42:12 คามินีปฏิปทาปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือ แห่งกรรมกรรมจะดับไปได้ด้วยมรรคมีองค์ 8 มรรคมีองค์ 8 2 ข้อแรกเป็นปัญญา 3 ข้อกลางเป็นศีล 3 ข้อท้ายเป็น สมาธิตั้งแต่สัมมาทิฏฐิสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจาสัมมากัมมันตะสัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะสัมมาสติสัมมา สมาธิ 2 ข้อแรกคือปัญญา 3 ข้อกลางคือศีล 3 ข้อท้ายคือ สมาธิศีลสมาธิปัญญานั่นเองเราอยู่บ้านเฉย ๆก็สิ้นกรรมได้แล้วไม่ต้องวิ่งไปหาพิธี

42:58 กรรม อะไรศีลสมาธิปัญญาหรือมรรคมีองค์ 8 ตรัส ย่อเหลือ 2 คือสมถะ วิปัสสนาสมถะวิปัสนาเป็นชื่อแทนอริยมรรค มีองค์ 8 นะแค่เราเจริญสมถะสมถะคืออะไรสมถะแปลว่า สงบสังวร สำรวมการที่จะจิตมีอารมณ์อัน เดียวมีจิตตั้งอยู่กับกายหรือลมหายใจที่ เราฝึกเมื่อสักครู่นี้เมื่อต้น ชั่วโมงเราเอาจิตอยู่กับลมหายใจเข้าออก นั่นคือ สมถะแล้วเวลาเราเอาจิตอยู่กับลมจิตอยู่ กับลมตลอดมะไม่มันเคลื่อนใช่มเวลามันหลุด

43:48 ไปคิดไปนึกแล้วเราดึงกลับมาเราเห็นมว่า ความคิดเกิดความคิดดับความคิดเกิดความคิด ดับอยู่ตตลอดเวลาใครเห็นการเกิดดับตรง เนี้ยคนนั้นชื่อว่ามี วิปัสสนาวิปัสสนาหมายถึงปัญญาปัญญาหมาย ถึงอะไรพระองค์บอกปัญญาหมายถึงการเข้าไป เห็นสัจจะแห่งการเกิดขึ้นและการดับ ไปสัจจะคือความจริงที่มีการเกิดการดับดัง นั้นไม่ว่ารูปธรรม นามธรรมเกิดดับหมดไม่มีอะไรตั้งอยู่ ถาวรใครเห็นสัจจะความจริงตรง นี้สิ้นกรรมได้กรรมหมดไปได้เข้าถึงมรรคผล

44:36 นิพพานได้นะนี่คือวิธีสิ้นกรรมที่เราพึ่ง ตนเองได้ไม่ต้องไปพึ่ง ใครย่อเหลือ 1 อย่างคือ อานาปานสติ อานาปานสติอันบุคคลเจริญกระทำให้มากย่อม มีผลใหญ่มีอานิสงส์ใหญ่ผลที่เขาหวังได้ 2 อย่างคืออรหัตตผลหรืออนาคามีผลได้ความ เป็นอรหันต์หรือความเป็น อนาคามีนะแค่เรานั่งรู้ลมหายใจเข้าออกโยม อาจจะคิดว่ามันง่ายขนาดนั้นใช่เหรอใช่ ง่ายขนาดนี้แหละนะเราได้รวบรวมพระสูตร เกี่ยวกับอานาปานสติมาให้ 30 กว่าพระสูตร

45:24 นะ 3 30 กว่าพระสูตรนี้พระพุทธเจ้าตรัส ทั้งชีวิตมีแค่นี้นะเราดึงมาโดยสังเขปนะ ดังนั้น อานาปานสติถ้าเราทำอยู่ในกรอบนี้ไม่มี ผิด นะในหน้าปกโยมจะเห็นว่าคำว่าอานาปานสติ เป็นเส้นๆลงมาเราทำเหมือนพระสูตรที่ เปรียบเหมือนฝนธุลีนะเหมือนฝุ่นธุลีที่ ฟุ้งขึ้นแล้วมีฝนตกลงมา นะฝุฝุ่นธุลีที่ฟุ้งขึ้นในเดือนสุดท้าย ของฤดูร้อนฝนหนักที่ผิดฤดูตกลงมาย่อมช ชำระฝุ่นธุลีเหล่านั้นให้อันตรธานไปให้ ระงับไปตามควรแก่ตานะ นะฝุ่นธุลีก็คืออกุศลทั้งหลายที่ฟุ้งขึ้น

46:11 มาในจิต อานาปานสติระงับ ได้มีปัญหาอกุศลเกิดขึ้นกลับมารู้ลมหายใจ และอานาปานสติเนี่ยพระองค์บอกว่าก็คือ กายคตาสติ กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่หลงลืมอมตะชื่อ ว่าอัญชนเหล่านั้นไม่หลงลืมถ้าโยมไม่ลืม เอาจิตอยู่กับกายหรือลมหายใจชื่อว่าโยม ไม่ลืมอมตะอมตะเป็นหนึ่งในชื่อแทน นิพพานโยมจะได้นิพพานแค่รู้ลมหายใจเข้า ออกตัวเองเพราะอะไรเพราะการที่บุคคลกำลัง คิดถึงสิ่งใดดำริถึงสิ่งใดเนี่ยมันเป็น การสร้างภพ ใหม่พระองค์ตรัสไว้เลยว่าภิกษุทั้งหลาย

47:00 ถ้าบุคคลคิดถึงสิ่งใดดำริถึงสิ่งใดหรือมี จิตฝังลึปักลงไปในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์เพื่อการตั้งอยู่ ของ วิญญาณเมื่ออารมณ์มีอยู่ความตั้งขึ้น เฉพาะแห่งวิญญาณย่อมมีเมื่อวิญญาณตั้ง ขึ้นเฉพาะแล้วเจริญงอกงามแล้วการบังเกิด ขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไปย่อมมีเห็นมะเรากำลัง สร้างภพใหม่ตลอดภพคืออะไรภพคือที่ตั้งของ วิญญาณที่พระองค์เปรียบเหมือนผืนนามีผืน นานะมีผืนนาแล้วมีวิญญาณเมล็ดพืชลงไปตั้ง เมล็ดพืชเปรียบเหมือนวิญญาณกรรมหรือภพ เปรียบเหมือนผืนนานะที่พระองค์ตรัสว่า กัมมังเขตตังวิญญาณังพีชังตัณหาสิเนหา

47:49 อิชชานีวระนานังสัตตานังตัณหา สัญชนี กรรมคือผืนนากรรมคือผืนนาวิญญาณคือเมล็ด พืชตัณหาคือยางในพืชความสดของพืชอวิชชา เป็นเครื่องกั้นความไม่รู้เป็นเครื่อง กั้นของสัตตานังสัตตานังแปลว่าผู้ยึดติด ตัณหาเป็นเครื่องผูกธาตุอันทรามวิญญาณไป ตั้งอยู่กามาภโวทัย เหตุเพียงเท่านี้พระอานนท์ถามพระพุทธเจ้า ว่ากรภพเกิดได้ด้วยเหตุเพเท่าไหร่รูปภพ เกิดได้ด้วยเหตุเพียเท่าไหร่อรูปภพเกิด ได้ด้วยเหตุเพียงเท่าไหร่ท่านก็ตรัส เหมือนกัน หมดเปลี่ยนแค่คำว่าธาตุอันทราธาตุปานกลาง

48:40 ธาตุปราณีตแค่นั้น เองพอเป็นรูปภพท่านก็บอกเหมือนเดิมกัมมัง เขตตังวิญญาณังพีชังตัณหาสิเนโหอวิชชานี วระนานังสัตตานังตัณหาสัญโญานังมัชฌิมา ทาตุวิญญาณังปฏิฐิตังนะอืเห็นนะเอวัง อายะติปุนัพพวาพินิติโหติภพใหม่อันเป็น ภัยที่น่ากลัวได้เกิดขึ้นแล้วดังนั้นคำ ว่าภพใหม่ไม่ใช่แค่เราตายไปแล้วเราได้ อัตภาพใหม่แต่ทุกครั้งที่เราคิดนึกเรื่อง ใดก็ตามนั้นคือเราได้สร้างภพใหม่สำเร็จ เสร็จสิ้นเรียบร้อย แล้วพบแม้ชั่วรัดนิ้วมือเดียวก็น่า

49:26 รังเกียจน่า กลัวพระองค์บอกว่ามูดคูตเป็นของมีกลิ่น เหม็นฉันใดสิ่งที่เรียกกันว่าภพก็ฉันนั้น เหมือนกันแม้มีประมาณน้อยชั่วรัดนิ้วมือ เดียวก็ไม่มีคุณอะไรที่พอจะกล่าว ได้งั้นการที่บุคคลคิดขึ้นมาเรื่องนึง เนี่ยพระองค์จึงให้ระวังมากระวังอะไรก่อน ระวังความคิด อกุศลอกุศลเกิดมาปุ๊บโยมต้องทิ้งทัน ทีถ้าโยมไม่ทิ้งโยมเสพคบปัญหาคืออะไรโยม จะเกิดเป็น นิสัยนิสัยฝั่งไม่ดีเรียกอนุสัยนิสัยฝั่ง ดีเรียกอุปนิสัยโยมจะเกิดอนุสัยขึ้นเกิด นิสัยในการเสพคบคิดเรื่องอกุศลตลอดทั้ง

50:11 วันนี่เกิดนิสัยมจิตโน้มไปในอารมณ์ใดมาก ๆจิตก็จะพุ่งไปในอารมณ์นั้นอยู่ตลอดเวลา อยู่เรื่อยๆแล้วเวลาจะตายโยมจะคิดอะไรก็ คิดสิ่งที่โยมเคยเสพคบมามากอกุศลนั่นเองพ พุทธเจ้าจึงบอกว่าอกุศลอย่าคิดรีบทิ้งคิด ปุ๊บรีบทิ้งละนันทิทันทีเมล็ดพืชมันตั้ง ปุ๊บปัดมันออกมันตั้งปุ๊บปัดมันออกทันที เลยละนันทิทิ้งไปทิ้งแล้วเอาจิตอยู่กับ อะไรอยู่กับกายของเราลมหายใจเข้า ออกถ้าโยมทำงานให้อยู่กับการทำงานถ้าเดิน ให้รู้ว่าเดินถ้ายืนให้รู้ว่ายืนนั่งให้ รู้ว่านั่งนอนให้รู้ว่า

50:58 นอนนอนก็ภาวนาได้พระองค์บอกเลยว่าภิกขุ แม้นอนอยู่แต่ถ้าเธอนั้นเนี่ยเมื่อเกิด ความครุ่นคิดในทางกามทางพยาบาททางเดือด แค้นขึ้นมาเธอก็ไม่รับเอาความครุ่นคิด นั้นไว้สละทิ้งไปถ่ายถอนออกบรรเทาไปทำให้ สิ้นสุดไปจนไม่มีเหลือภิกษุที่เป็นเช่น นี้แม้กำลังนอนอยู่ก็เรียกว่าเป็นผู้ทำ ความเพียรเผากิเลสรู้สึกกลัวต่อสิ่งลามก เป็นคนปรารภความเพียรอุทิศตนในการเผา กิเลสอยู่ 1 นิเห็นมั้ยดังนั้นการภาวนา ไม่ใช่เรื่องยากไม่ใช่เรื่องยากอย่าไปคิด สูงเกินไกลเกินเป็นเรื่องในใจของเราไม่ ต้องไปโชว์ไม่ต้องไปอวดใครด้วยเรื่องอยู่

51:43 ในใจของเราแค่เรารู้ลมหายใจเข้าออกแค่ นั้นแล้วก็ทิ้งความคิดอกุศลเรื่อยๆจบแล้ว ทุกอย่างง่ายไม่มีรูปแบบราายรูปแบบยังจะ แต่งตัวยังไงก็ได้นะ โยมจะอยู่อิริยาบถใดก็ได้สถานที่ใดก็ได้ ไม่มีข้อจำกัดในการภาวนาอยู่ที่ใจของ เรา อานาปานสติเนี่ยคือสติปัฏฐาน 4 คือกุสลา สีกองกุศลที่แท้ จริงทุกครั้งที่โยมเอาจิตอยู่กับลมหายใจ คือโยมอยู่กับ กุศลโยมอยู่กับกุศล 1 ช่วโมงโยมเบียด อกุศลไปได้แล้ว 1 ชั่วโมงใน 24 ชั่วโมงพ พุทธเจ้าให้สังเกตจิตตัวเองว่าอยู่กับ

52:29 กุศลหรืออกุศลมากกว่า กันดังนั้นถ้าโยมอยู่กับลมหายใจได้ 1 ชั่วโมง 1 ชั่วโมงนั้นไม่มีอกุศลสบายละ เหลืออีก 23 ชั่วโมงมีอกุศลถ้าโยมเจริญ อานาปาให้มากขึ้น 20 ชั่วโมงโยมเหลือ อกุศลอีก 4 ช่วโมงกุศล 20 เห็นมั้เบียด พื้นที่อกุศลออกไปออกไปออกไปพอโยมเจริญ อานาปา 23 ชั่วโมงเหลืออกุศลอีก 1 ชั่วโมงเองแล้วถ้าโยมเจริญอานาปากุศลตลอด จนไม่มีอกุศลเท่าปลายขนทรายไป สัมผัสพระผู้มีพระภาคจะพยากรณ์บุคคลนั้น ว่าจะปรินิพพานในทิฏฐธรรมคือใน

53:18 ปัจจุบันดังนั้นสิ่งที่เหลืออยู่อย่าง เดียวของโยมก็คือความ เพียรความเพียรของเราเราที่จะรักษากอง กุศลกุสลาสีคืออานาปานสีให้มากให้บ่อย เท่าที่จะมากได้นะเอาจิตอยู่กับกายให้มาก ที่สุดเท่าที่จะมาก ได้สติอธิษฐานการงานรู้อยู่กับการงานที่ ทำในปัจจุบันขับรถรู้ว่าขับรถนะเราเป็น ครูเขียนกระดานเรารู้เขียนกระดานเราตั้ง ใจสอนเราตั้งใจทำ งานเราทำอะไรให้รู้อยู่กับงานนั้นๆล้าง จานถูบ้านกวาดบ้านทำอะไรให้ตั้งมั่นอยู่ กับการนานนั้นพระองค์เรียกบอกกับพระ อานนท์เรียกตรงนี้ว่าเป็นอนุสติฐานที่ 6

54:05 สติอธิษฐานการงานจัดว่าเป็นการมีสติ สัมปชัญญะด้วยเหมือนกันเห็นมดังนั้นการ ภาวนาไม่จำเป็นที่โยมจะต้องมานุ่งขาวห่ม ขาวเป็นโอดาตวสนาจะต้องมาเข้าวัดจะต้องหา ที่วิเวกหลีกเล้นที่แจ้งลอมฟางชะเงื้อมผา ท้องถ้ำ [เพลง] ได้ก็ดีแต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่ต้อง กังวลบ้านตัวเองนี่แหละห้องว่างๆนั่ง สมาธิรู้ลมหายใจเข้าออกไปก่อนนอนนะต้องทำ นานมั้ยบางคนถามโยมว่าทำนานมั้ยพพุทธเจ้า ให้ทำนานมั้ยแค่รัดนิ้วมือไม่น่าเชื่อนะ พระองค์ตรัสเนี่ยบอกภิกขุบวชมาเนี่ยถ้า

54:53 ภิกขุเจริญอานาปานัสสติแม้ชั่วกลเพียงรัด นิ้วมือเรากล่าวว่าเป็นผู้ไม่เหินห่างจาก ฌานทำตามคำสอนของพระศาสดาปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่าจะป่วย กล่าวไปใยถึงเมื่อกระทำให้มากซึ่ง อานาปานสตินเล่ายิ่งมากยิ่งดีแต่น้อยๆขอ แค่ลัดนิ้วมือขอน้อยมากพพุทธเจ้าขอเรา น้อยมากโยมลองสมาทานเลยโยมจะทำ อานาปานสติวันละลัดนิ้วมือ แค่นี้ไม่ต้องขยันเกินเอาแค่เนิดเดียวโยม ทำตามโอวาทพระศาสดาะบวชมานี่ไม่เปลืองค่า เข้าสุขชาวบ้านละนี่พพุทธเจ้าตรัสขนาด นั้นนะเห็นมั้ยอ่าแล้วแนะนำชาวบ้านให้ทำ

55:40 วันละกี่เวลา 3 เวลาเปรียบเหมือนชาวล้าน ตลาดจัดแจงการงานอย่างดีที่สุดในเวลาเช้า จัดแจงการงานอย่างดีที่สุดในเวลากลางวัน จัดแจงการงานอย่างดีที่สุดในเวลาเย็น ระลึกถึงลมหายใจอย่างน้อยรัดนิ้วมือวันละ 3 เวลาโยมทำตามโอวาทพระศาสดาเป๊ะเลยเอา น้อยๆ ก่อนใครทำได้สักเดือนนึง 2 เดือนแล้วค่อย ๆขยับเป็น 5 นาที 10 นาทีก็ว่าไปไม่เป็น ไรนะมันเป็นการเบรกการสร้างภพการที่เรา ปล่อยให้ใจเราคิดทั้งวันเลยคิดโน่นคิดนี่ สารพัสมันทำให้เราฟุ้งซ่านโยมไม่มี เอกัคคตาจิตไม่มีจิตตั้งมั่น

56:26 พอโยมอยากจะมีจิตตั้งมั่นโยมก็ไม่รู้วิธี ทำอีกเอ๊ะจะทำยังไงให้มีจิตตั้งมั่นพอมา เจริญอานาปาแล้วจิตฟุ้งโยมก็รำคาญอุ๊ยจิต ฉันฟุ้งเนี่ยสงสัยฉันเี่บาปกรรมเยอะคงทำ ไม่ได้ก็ไปคิดอตินิปปาตะคือสำคัญตนว่าเลว อย่าไปคิดแบบนั้นแค่คิดคือโยมก็ไม่ได้ทำ แต่โยมต้องคิดว่าเราทำได้อยู่ในวิสัยที่ มนุษย์จะทำได้มันไม่มีใครหรอกมานั่งรู้ลม หายใจแล้วมันไม่ฟุ้งมันฟุ้งทั้งนั้นแหละ คนที่เป็นพระอรหันต์มาก็ฟุ้งมาก่อนพระ พุทธเจ้าก็ฟุ้งมาก่อนท่านจึงบัญญัติว่า จิตนี้เป็นละหุปริวัตเพราะท่านรู้นี่จิต มันฟุ้งนี่มันฟุ้งเยอะนี่แต่ท่านไม่ไป เป็นตัวจิตท่านกำลังดูว่าจิตไม่ใช่ของ

57:14 ท่านจิตไม่ใช่ของเราท่านอุปมาจิตเหมือน ลิงลิงมันจับกิ่งไม้นั้นปล่อยกิ่งนี้จับ กิ่งนั้นปล่อยกิ่ง นี้เราก็จะไปเป็นมันสิเราดููมันเฉยๆจิต ที่ฟุ้งก็ไม่ใช่ของเราแต่เรากำลังฝึก มันสร้างนิสัยใหม่ให้มันให้มันเนี่ยพอใจ อยู่กับอารมณ์อัน เดียวพระองค์เปรียบเหมือนกการจับสัตว์ 6 ชนิดมาผูกด้วยเชือกเหนียวกับเสาเขื่อนเสา หลักอันมั่น คงจับงูจับนกจับจระเข้จับสุนัขจับสุนัข จิ้งจอกจับลิงนะมาผูกด้วยเชือกแล้วก็ผูก เข้ากับเสาเขื่อนเสาหลักอันมั่น

58:00 คงพอปล่อยสัตว์ไปเป็นยังไงไอ้สัตว์ 6 ชนิดก็จะยื้อยุดฉุดไปเข้าที่หากินที่ อาศัยของตนงูจะเข้าจอมปลกจระเข้จะลงน้ำนก จะบินขึ้นไปในอากาศสุนัขจะเข้าบ้านสุนัข จิ้งจอกจะไปป่าช้าลิงจะไปป่าในที่สุดไอ้ พวกนี้ก็จะหมดแรงเพราะมันดึงสู้กับเสา เขื่อนเสาหลักไม่ไหวมันก็จะมานั่งเจ่านอน เจ่าอยู่ที่เสาเขื่อนเสาหลัก ดังนั้นหน้าที่ของเราคือความเพียรโยมต้อง ทำความเพียรทุกวันวันละนิดวันละหน่อยทำ ทุกวันรู้ลมหายใจทุกวันเวลาตั้งความเพียร เนี่ยพระองค์ให้ตั้งจิตอธิษฐานอย่างไรพระ องค์ให้ตั้งจิตว่าหนังเอ็นกระดูกจักเหลือ อยู่เนื้อและเลือดในสรีระจักเหือดแห้งไป

58:47 ก็ตามทีประโยชน์ใดอันบุคคลจะพึงลุได้ด้วย กำลังด้วยความเพียรด้วยความบากบั่นของ บุรุษถ้ายังไม่รุถึงประโยชน์นั้นจะหยุด ความเพียรเสียเป็นไม่มีเห็นมั้ยเอาตาย เข้าแลกไปเลยนะหนังเอ็นกระดูกจักเหลือ อยู่อ้าตายวันนี้ตายรู้ลมหายใจนะต้องรู้ ให้ได้วันนึงแค่รัดนิ้วมือรู้ไม่ได้ก็ให้ มันตายไปนะอ่า 1 นาที 2 นาที 3 นาทีต้อง รู้ให้ได้รู้ลมหายใจดึงจิตมาอยู่กับลมหาย ใจโยมทำงานเนี่ยยิ่งเป็นข้าราชการเนี่ย โยมมีโต๊ะทำงานของโยมเนี่ยก่อนทำงานก็ นั่งเงียบๆสัก 2-3 นาทีรู้ลมหายใจเข้าออก เข้าออกโอ้โหสุดยอดแล้วอาตมาว่าแล้วทำวัน

59:33 ละ 3 เวลากลางวันทานข้าวเสร็จก็กลับมา นั่งที่โต๊ะรู้ลมหายใจเข้าออกเข้าออกนะตก เย็นปุ๊บก่อนนอนโยมก็นั่งบนเตียงนอนโยม เนี่ยสบายๆรู้ลมหายใจเข้าออกเข้าออกเข้า ออกนะแล้วพอจะหลับจริงๆเนี่ยพระองค์ก็ให้ ตั้งจิตยังไงให้ตั้งจิตว่าจิตเราจะไม่ไหล ไปกับอกุศลทั้งปวงแล้วน้อมจิตผิดไปเพื่อ การนอนโยมจะนอนหลับสบายหลับลึกหลับสนิท ไม่ค่อยฝันเป็นคนหลับง่ายไม่มีปัญหาในการ นอนนะไม่มีอารนอนไม่หลับนี่สบายไม่ต้อง ใช้ยานอนหลับใครเคยใช้เนี่ยจบปัญหาไปเลย มาเจริญอานาปานสติอย่าานอนหลับอย่างดีนะ หลับสบายตื่นขึ้นมาโยมก็สด

1:00:20 ชื่นแล้วการงานโยมจะดีดีเพราะ อะไรเวลาเจริญอานาปานสตินิวรณ์ 5 และ อกุศลจะ ดับถามว่าเวลานิวรณ์ 5 หรืออกุศลดับนั้น ประโยชน์คืออะไรปัญญาทุกประเภทจะเกิดที่ คนๆนั้นปัญญาแล่นปัญญาเลวปัญญากว้างขวาง ปัญญาไพบูลย์ปัญญาเบาโอ้โหปัญญาทุกชนิด เลยจะเกิดขึ้นเราก็จะเป็นคนเก่งมีไหวพริบ ปฏิภาณมีความเฉลียวฉลาดในการแก้ปัญหาการ งานทางโลกมันจะมาเองทุกอย่างพพุทธเจ้าถึง บอกไปทำสมาธิไปฝึกสมาธิทำแค่นี้ชีวิต เจริญทุก เรื่องและการทำสมาธินั้นเป็นผืนนาที่ดี

1:01:10 เป็นมัชฌิมาทาตุเป็นปณีตาทาตุเมื่อ วิญญาณังปฏิฐิตังจิตของเราไปตั้งตรงนั้น แล้วผลกรรมย่อมเจริญงอกงามเร็วทันใน ปัจจุบัน พระองค์พระองค์จึงตรัสวิบากของกรรม 3 อย่างวิบากของกรรมที่ส่งผลในปัจจุบันเวลา ถัดมาเวลาถัดมา อีกบางทีอาตมาเคยได้ยินคนบ่นว่าแหมทำดี แทบตายทำไมความดีไม่ให้ผลอาตมาอยากจะถาม กลับไปว่าเค้าทำความดี อะไรความดีนั้นเป็นความดีที่ส่งผลวิบากใน ทิฏฐธรรมหรือไม่หรือส่งผลผลใน

1:02:02 อุปปัชชเวทนียกรรม สมาธิจบละ ง่ายหน้าที่โยมอย่างเดียวทำสมาธิเรื่อยๆ บ่อยๆเท่าที่พพุทธเจ้าทรงสอน ไว้แล้วต้องการอุปกรณ์อะไรมั้ยไม่ต้องการ อุปกรณ์มีอยู่ในตัวลมหายใจเข้า ออกอย่าไปพึ่ง อะไรขนาดพระอานนท์เนี่ยพึ่งพระสารีบุตรพอ พระสารีบุตรปรินิพพานเนี่ยร้องไห้เสียใจ ทั้งที่เป็นโสดาบันเห็นมั้ยอืมพพุทธเจ้า

1:02:48 ต้องมาเตือนแล้วก็เลยบัญญัติข้อธรรมว่า อานนท์ในการบัดนี้ก็ดีในการล่วงไปแห่งเรา ก็ดีใครก็ตามักต้องมีตนเป็นประทีปมีตน เป็นสรณะไม่เอาสิ่งอื่นเป็น สรณะมีธรรมะเป็นประทีปมีธรรมะเป็นสรณะไม่ เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะเป็นอยู่อย่าพึ่งอะไร นะนอกจากตนเองแล้วก็ธรรมะอแค่นั้น เองเราจึงมีอุปกรณ์ทุกอย่างในการพึ่งตน ครบแล้วและพระองค์ก็อธิบายเสริมว่าการ พึ่งตนพึ่งธรรมเป็นอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาเห็นกายในกาย อยู่เป็นประจำมีความเพียรเผากิเลสมี สัมปชัญญะมีสตินำอภิชชาและโทมนัสในโลกออก

1:03:34 เสียดายเจริญสติปัฏฐาน 4 นั่นเองเห็นกาย ในกายเห็นเวทนาในเวทนาเห็นจิตในจิตเห็น ธรรมในธรรมนะแล้วทั้งหมดเทำยังไงรู้ลมหาย ใจเพียงอย่างเดียวสติปัฏฐาน 4 ครบเห็น มั้เราทำแค่นี้พระองค์บอกปรารถนาอะไรจะ สำเร็จ หมดเพราะอะไรเพราะเรากำลังเจริญเหตุแห่ง การสมปรารถนา 5 ประการวันเนี้ยเราชาวบ้านทั้งหลายเนี่ย อยากสมปรารถนามย อยากอยากรวยอยากมี ยศอยากสำเร็จตามที่ตนเองปรารถนาอยากมี ครอบครัวที่ดีมีความ

1:04:19 สุขแล้วเราสร้างเหตุที่ถูกต้องหรือยังเรา กำลังสร้างเหตุ อะไรพระองค์แนะนำอะไรพระองค์แนะนำธรรมะ 5 ประการศรัทธาศีลสุตะจาคะ ปัญญานี้เป็นเหตุแห่งการสมปรารถนาที่ถูก ต้องไม่ใช่การไปบนไปบวง สรวงถ้าการอ้อนวอนสำเร็จจริงพระศาสดาตรัส กับพรามณ์เพราะพราหมณ์ก็ชอบอ้อนวอนชอบบวง สรงบูชาไฟบูชาดวงจันทร์ดวงอาทิตย์นี่ พพระองค์บอกกับพราหมณ์แล้วใครเล่าในโลก นี้จะเสื่อมจากอะไรได้ไม่มีใครเสื่อมหรอก เพราะทุกคนอ้อนวอนกันเป็นหมดเลยนะมี

1:05:04 สตางค์ก็ไปหาซื้อธูปเทียนหัวหมูใบสีมา ตั้งอ่ะขอๆๆๆไปแล้วโยมว่าทุกคนสำเร็จมย ไม่ สำเร็จนะอ้าให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อันนึงที่ ทุกคนบอกว่าออันเนี้ยศักดิ์สิทธิ์มากเลย แล้วให้คนพันคนไปอ้อนบอนโยมว่าสำเร็จทั้ง 1000 คนมั้ยไม่ถ้าไม่แล้วใครบันดาลให้คน ที่เหลือไม่ สำเร็จตกลงเนี่ยใครบันดาลแน่สิ่งที่เรา ประสบพบเจอเกิดจากใครบันดาลพระองค์บอกว่า กายกรรมวจีกรรมมโนกรรมเห็นมั้ยกายกรรม วจีกรรมมโนกรรมเราทำกรรมทางกายอย่างไร วาจาอย่างไรทางใจอย่างไร

1:05:51 นะตัวนี้ต่างหากเป็นตัววัดกายกรรมเนี่ยมี 3 ฆ่าสัตว์มั้ยลักขโมยมั้ยประพฤติผิดใน กามมั้ยวจีกรรม 4 โกหกมยพูดยุยงให้เคแตกกันมยพูดคำหยาบ มั้ยพูดเพ้อเจ้อมยนะ อ่ามโนกรรมก็กามพยาบาทเบียดเบียนคิดมรีบ คิดทิ้งทิ้งนะเนี่ยเราทำแค่เนี้ยประสบผล สำเร็จทุกอย่างในชีวิตแน่นอนพระศาสดายืน ยันศรัทธาหมายถึงอะไรศรัทธาสัมปทาหมายถึง การมีศรัทธาในตถาคตเชื่อว่าพระองค์ ตรัสรู้และคำสอนของพระองค์ 2 อย่างแค่ นั้นเองแต่ชี้มาที่พระพุทธเจ้าพระองค์

1:06:38 เดียวไม่ชี้ไปที่พระธรรมและพระสงฆ์ชี้มา ที่พระพุทธเจ้าศรัทธาสัมปทาต้องเชื่อว่าพ พุทธเจ้าตรัสรู้จริงและมีคำสอนประเสริฐ จริงนี่ข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ศีลชี้มาที่ไหน ศีล 5 ศีล 5 มาตรฐานเรารู้กันอยู่แล้วทำให้ บริบูรณ์ศรัทธาแล้วศีลแล้วสุตะคำสอนของ ตถาคตพุทธวจนะวจนะแปลว่าคำพูดพุทธะเป็น ชื่อของพระพุทธเจ้าพพุทธเจ้าทรงบัญญัติคำ นี้ด้วยพระองค์เองว่า อนุชานารายณ์

1:07:24 ของตนของตน นะศรัทธาศีลสุตะจาคะคืออะไรบอกไปแล้ว เมื่อกี้จาคะให้ทานวางจิตถูกต้องละความ ตระหนี่จบแล้วแค่นี้นะสุดท้ายข้อที่ 5 ปัญญาคืออะไร 2 นัยยะนัยยะแรกคือการละ นิวรณ์ 5 นิวรณ์ 5 คืออกุศล กามฉันทะนะอ่าพยาบาทถีนะมิทะอุทธัจอุจ วิจิกิจฉานี่ 5 อย่างหรืออกุศล 3 อย่าง กามบาทเบียดเบียน ทิ้งนะปัญญาจะเกิดปัญญาทุกประเภทจะเกิดนะ นัยยะที่ 2 ของปัญญาคือการเห็นอริสัจ

1:08:11 4 ทุกข์สมุทัยนิโรธมรรคสิ่งที่เราท่อง เมื่อสักครู่เนี้ยสัชฌายะเมื่อสักครู่นี้ เนี่ยปฏิจจสุบาทลำดับเหตุของการเกิดขึ้น ของความตายและความดับไปของของความตายคือ ข้อที่ 2 กับข้อที่ 3 ของอริสัจ 4 เวลาพระผู้มีพระภาคทรงตรัสอริสัจ 4 อย่างละเอียดเนี่ยสมุทัยพระองค์จะใส่ ปฏิจจสมุปบาทสายเกิดเข้าไปนิโรธจะใส่ ปฏิจจสมุปบาทสายดับเข้าไปเต็มพระสูตรเต็ม พระสูตรนี่คืออริยสัจ 4 แบบเต็ม นะนั่นคือเหตุเกิดความตายเหตุดับความตาย นั่นเองนะพระองค์ตรัสรู้เรื่องนี้ความรู้

1:08:56 ที่เราเรียนมาทางโลกทั้งหมด เนี่ยไม่สามารถเอาไปใช้เวลาตายได้เวลาโยม จะตายเนี่ยโยมมาคิดถึงเศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์คณิตศาสตร์ฟิสิกส์เคมีชีวะมั้ย คิดไม่ได้คิดก็ไม่มีประโยชน์นะพระองค์จึง ตรัสความรู้ทั้งหมดที่เรียนมาในโลกเนี่ย ว่าเป็นกิจของชาวบ้านของปุถุชนไม่ประกอบ ด้วยประโยชน์ไม่เป็นไปพร้อมเพื่อ นิพพาน แต่แค่โยมมารู้เนี่ยบทธรรมแค่ 1 หน้า กระดาษ A4 นี่เป็นธรรมะอันเป็นอริยะที่พงเรียก ว่าอริยยายธรรมนะนี่คือความสุดยอดแล้ว สัตว์ที่ท่องเที่ยวในสังสารวัฏยากเหลือ เกินที่จะมีโอกาสได้สดับอริยสัจ

1:09:45 4 หรือปฏิจจสุบาทนะในปฏิจจสุบาทเนี่ย 4 บรรทัดแรก 4 บรรทัดแรกตรงเนี้ยอิมัสมิง สติอิทังโหติอิมัสสุปทาอิทังอุปสตินะ อิมัสมิงอัสติอิทังนะโหติอิมัสสะนิโรธทัง รชติเนี่ย 4 บรรทัดเนี้ยเรียก อิทัปปัจจยตา กฎ 4 บรรทัดเนี่ยครอบคลุมทั่วโลกธาตุ เทวดาพรหมมนุษย์นรกำเนฌานปรวิสัยตกอยู่ ภายใต้กฎ 4 บรรทัดนี้คือกฎอิทัปปัจจยตา แล้วถูกแตกออกมาเป็นปฏิจจสุบาลสายเกิดและ สายดับและสายเกิดสายดับทั้งหมดนี้อยู่ใน

1:10:30 ข้อที่ 2 และข้อที่ 3 ของอริสัจ 4 ทุกข์สมุทัยนิโรธมรรคทุกข์เกิดได้ยัง ไงลำดับเหตุเกิดอย่างนี้ทุกข์ดับได้ยังไง ลำดับเหตุของความดับเป็นอย่างนี้และวิธี ในการดับทุกข์นั้นทำยังไงคือมรรคมีองค์ 8 และย่อมาเหลือหนึ่งเดียวคือ อานาปานสติ นะนะ นะกลับไปทบทวนวันนี้ก็มีคลิปนี้ใน YouTube นะโยมสามารถเข้าดูใน YouTube พุทธวจนะได้ นะอาตมาจะเรียงร้อยพระสูตรต่างๆแล้วก็ ขึ้นจอยืนยันให้โยมได้เห็นถึงเล่มหน้าข้อ เนื้อพระสูตรจริงภิกขุเราเนี่ยอย่างเงี้ย

1:11:15 เรามีหน้าที่ทรงจำคำพระศาสดาเราไม่มีหน้า ที่พูดความเห็นเรา เองถ้าทุกคนภิกขุโลกใช้หลักการเดียวกับใน ครั้งพุทธกาลโยมจะไป 100 วัดก็จะสอน เหมือนกันรวัดจะไม่มีสายไม่มีนิกายไม่มี ต้องถามว่าเธอไปวัดไหนสายไหนวัดนี้ดีมย สายนี้ดีมยไม่มีเพราะภิกขุทุกรูปจะสอน เหมือนกันคือสอนคำพระศาสดาของตนเองมี ศาสดาตนเองเป็น อาจารย์เราเป็นบุตรเป็นโอรสอันเกิดแต่พระ โอษฐ์ของพระพระผู้มีพระภาคเกิดโดยธรรมม เนรมิตโดยธรรมเป็นทายะโดยธรรมนะสังฆ สามัคคีจะเกิดขึ้นทั่ว

1:12:00 โลกนะทุกอย่างต้องใช้คำพระพุทธเจ้าตัดสิน โยมมีข้อสงสัยอะไรต้องถามพระพุทธเจ้าว่าพ พุทธเจ้าตรัสยัง ไงถาม ว่าทำไมจีวรพระสีไม่เหมือนกันเคยสงสัย มั้ยเอ๊ทำไมวัดนั้นสีนั้นวัดนี้สีนี้จริง ๆจะไม่มีข้อสงสัยเลยถ้าภิกขุใช้จีวรย้อม ด้วยน้ำ ฝาดเห็นอาตมาใส่จีวรอันนี้บอกอาจารย์ชอบ สีนี้หรอไม่ใช่อันนี้ก็ทำตามกรรมวิถีที่ พระพุทธเจ้าเราได้ผ้าขาวมาผืนหนึตัดเย็บ เป็นจีวรก็ย้อมด้วยน้ำฝาดคือน้ำที่ได้จาก

1:12:47 เปลือกไม้แก่นไม้ลูกไม้ใบไม้อันนี้ก็ย้อม จากเปลือกมังคุดกับแก่นขนุนก็ออกมาสีไหน ก็คือสีนั้นสีจีวรจะไม่เหมือนกันเป๊ะแต่ จะออกมาในโทนเดียวกันลักษณะอย่างนี้ก็ จีวรย้อมน้ำฝาดเห็นมออกมาในโนเดียวกันแต่ ไม่ได้เหมือนกันเป๊ะเพราะอะไรเพราะเก่า ใหม่ไม่เท่ากันสีจีวรยิ่งเก่าก็จะยิ่ง เข้มอันเนี้ยเพิ่งย้อมใหม่เมื่อไม่กี่ เดือนสีก็ยังจางอยู่เพราะเพิ่งเปลี่ยน จีวรใหม่นะก็ย้อม ใหม่ถ้าเราคุ้นเคยเรามองปั๊บเราจะรู้เลย ว่าออเนี่ยจีวรย้อมน้ำำฝาดอย่างเงี้ยนะ ผ้ากาเสาวพรคือผ้าที่ได้จากเปลือกไม้แก่น ไม้ลูกไม้ใบ ไม้สิกขาบทในปาติโมกข์เนี่ยพระพุทธเจ้า

1:13:35 บอกเลยว่าอันหนึ่งภิกขุได้จีวรมาใหม่ เนี่ยเราได้จีวรมาใหม่พึงถือเอาวัตถุ สำหรับทำให้เสียสี 3 อย่างอย่างใดอย่าง หนึ่งคือของเขียวครามก็ได้ตมก็ได้ของดำ คล้ำก็ได้ถ้าภิกขุไม่ถือเอาวัตถุสำหรับทำ ให้เสียเสียสี 3 อย่างอย่างใดอย่างหนึ่ง ใช้จีวรใหม่เป็นปาจิตตีย์ปรับอาบัติปา จิตตีภิกขุนะแค่นั้นเองคือไม่ต้องไปคิด เองไม่ต้องไปคิดอะไรใหม่พระพุทธเจ้าเนี่ย วางกรอบระเบียบทุกอย่างไว้ให้เราเดิน [เพลง] แล้วฉันกี่มื้อดีเชื่อมั้ยว่าภิกษุใน ครั้งพุธกาลฉันวันละ 3 มื้อบิณฑบาต 3 เวลากลางคืนเที่ยงคืนก็ บิณฑบาตจนพระผู้มีพระภาคสั่งประชุมสงฆ์

1:14:21 ครั้งที่ 1 สั่งงดมื้ออะไร งดมื้อกลางวันเหลือเช้ากับเย็นพระอุทายี เป็นคนมาเล่าให้ฟังปรารภกับพระพุทธเจ้า ว่าสมัยก่อนที่พระพุทธเจ้าเนี่ยสั่ง ประชุมแล้วงดมื้อกลางวันเนี่ยข้าพระองค์ เนี่ยอึดอัดน้อยใจมากเลยทำไมคนเมีศรัทธา มาถวายอาหารเราก็ไม่ฉันนะสั่งประชุมสงฆ์ ครั้งที่ 2 สั่งงดมื้อเย็นเหลือเช้ามื้อ เดียวดังนั้นภิกษุในธรรมวินัยนี้ฉันอาหาร เพียงวันละ 1 หนแม้นี้ก็เป็นศีลของเธอ ประการหนึ่งตรัสไว้ในสัปสีลาศีลอันเป็น อริยะศีลของภิกขุมีกี่ข้อนะโยมอาจจะเคยบช เรียนมาแล้วบอกว่าโอ้สงสัยคงจะ 200 กว่า ข้อมั้งใช่มั้แต่จริงๆเราตัดความสงสัย

1:15:08 นั่งนับมันเลยเอาวินัยปิฎก 8 เล่มเนี่ยมา นับตั้งแต่ข้อที่ 1 ถึงข้อสุดท้ายปรากฏ ว่าได้ 3328 ข้อรวมให้อยู่ในนี้เล่มที่ 8 แต่ง ใหม่วางไว้ก่อน เล่มที่ 1 - 7 นับข้อที่ 1 ของเล่มที่ 1 ถึงข้อสุดท้ายของเล่มที่ 7 รวมเอาไว้ใน เล่มนี้อริยวินัย 3,000 กว่าข้อ นะเราเคยได้ยินตัวเลขนี้มยอาตมาก็ไม่เคย ได้ยินในชีวิตเหมือนกันแต่ก็สงสัยว่าเออ ตัวเองบวชเป็นภิกขุแล้วเนี่ยมันต้องรักษา อะไรกี่ข้อกันแน่เนี่ยใช่มั้เมื่อเกิดข้อ สงสัยก็ให้หายสงสัยเอ้าพระในวัดนับเลยจะ

1:15:56 ได้หายสงสัยแล้วก็ทำมารวบรวมมาเป็น อริยวินัย นะศีลจะมี 3 กลุ่มกลุ่มแรกเรียกสัมปศีลากลุ่มที่ 2 เรียกสัมปปฏิโมกขาปฏิโมกขะสังวรสังยุต กลุ่มที่ 3 เรียกอาจารโคจรสัมปนารยะและ โคจรนะเนี่ยกลุ่มที่ 1 กับกลุ่มที่ 3 ไม่ ต้องเอามาสวดกลุ่มที่ 2 ให้เอามา สวดและถ้าสวดก็ต้องภิกขุอยู่ 4 ถ้าอยู่ 3 2 1 ห้ามสวด นี่ถ้าภิกษุอยู่ 1 2 3 ไม่ต้องสวดทั้ง ชีวิตก็ได้ไม่ผิดอะไรนะจะมีภิกขุผู้สวด กับผู้ฟังนะคนสวดถ้าสวดไม่ได้เลยต้องไปหา

1:16:46 สถานที่ที่เขาสวดได้หรือนิมนต์เค้ามาสอน ให้สวดได้ นะนั้นวินัยมีหมดแล้วเราเดินง่ายมากเลย เดินตามเดินตามอย่างเดียว นะการให้ของเนี่ยนะบางทีเราก็ให้ เอ่อโยมผู้หญิง ก็ไม่กล้าให้มือต่อมือแต่จริงๆทานของ สัตบุรุษคนดีพระองค์บอกให้ด้วยมือของตน ไม่ให้ของที่เป็นเดนเห็นผลที่จะพึงมาถึง เราให้มีบัญญัติในเรื่องทานของคนดีว่าคน ดีนั้นให้ทานอย่างไรต้องให้ด้วยมือของตน พระอานนท์ให้ของกับภิกขุนีให้ของกับ

1:17:32 ปริพาชิกาไม่มีอาบัติในเรื่องการให้มือ ต่อมือนะอ่าไม่มีจริงๆแล้วการให้กับผู้ หญิงผู้ชายเหมือนกันนะไปดูในบัญญัติในข้อ วินัยแล้วไม่มีความต่างกันนะเท่านั้นเอง นะ อื ข้อข้อที่ระวังมีอย่างเดียวของภิกขุในข้อ สังฆาทิเสสเกี่ยวกับมาตุคามก็คืออันหนึ่ง ภิกขุใดกำหนัดแล้วมีจิตแปรปรวนแล้วถึง ความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคามจับมือก็ ตามจับช้องผมก็ตามรูปพรรอวัยวะอันใดหนึ่ง ก็ตามเป็นสังฆาทิเสสมีข้อเดียวเห็นนะพระ สูตรต้องอยู่ในหัวหมดเลยโยมโยมถามอะไรมา ต้องตอบได้นะแล้วเราต้องตอบด้วยพระสูตร

1:18:19 อย่าไปใช้ความเห็นนะแค่นั้นเอง งั้นเราถ่ายทอดพระสูตรปุ๊บเนี่ยทุกคนก็ เข้าใจได้ว่าออพพุทธเจ้าตรัสแค่นี้ทุก พยัญชนะมีความละเอียดละออสำคัญหมดนะ อืมจริงๆมีอะไรอยากบอกอีกเยอะมาก นะพระสูตรทั้งหมดเนี่ยมีที่มาที่ไปอ่ะให้ ดูที่มาที่ไปนิดนึงก่อนจะเลิก นะที่มาที่ไปของพระสูตรเราลองไปดูผัง นะ เนี่ยในผังนี้โยมจะเห็นว่าพระไตรปิฎกใน ประเทศไทยเนี่ยทุกๆสำนักเนี่ยอันนี้อัน แรกนี่คือพระไตรปิฎกฉบับภาษา

1:19:07 ไทยเสร็จเมื่อปีพ.ศ 2500 นะถัดมาปี 2514 เรียกเป็นฉบับหลวงนะถัดมาเป็นของฉบับ มหามกุฎราชวิทยาลัย ถัดมาเป็นฉบับมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ถัดมาเป็นฉบับเฉลิมพระเกียรติของเถรสมาคม พระไตรปิฎกภาษาไทยทั้งหมดเนี้ยเอาฐานข้อ มูลมาจากไหนเอามาจากฉบับจปรอักษรสยามรศ 112 นะซึ่งทำเมื่อปี 2431 - 2436 นะใช้เวลา 5 ปีรัชกาลที่ 5 เป็นผู้ ดำริ ธรนิมนต์ภิกขุมา 100 กว่ารูปทั่วประเทศมา ประชุมกันที่วัด พระแก้วแล้วขอให้ให้เปลี่ยนอักขระใหม่จาก

1:19:55 อักขระขอมเป็นอักขระ สยามแล้วพิมพ์เป็นรูปแบบหนังสือครั้งแรก ใน โลกแจกไป 500 กว่าอารามทั่วประเทศและแจก ไป 260 กว่าแห่งทั่วโลกนะพระองค์สละพระ ราชทรัพย์ของตนเอง 2,000 ช่างพิมพ์พระ ไตรปิฎกจปรศรสยามรศ 112 ยุคนั้นยังมี 39 เล่มยังไม่ถึง 45 เล่มนะถัดมาเป็นพอ 2468 ปุ๊บก็ขึ้นมาเป็นฉบับสยามรัฐมี 45 เล่ม ครบ นะซึ่งฐานข้อมูลตัวนี้เอามาจากไหนเอามา จากยุครัชกาลที่ 1 ใบลานอักษรขอมรัชกาล ที่ 1 เป็นผู้ดำริ ธรรมนิมนต์ภิกขุมา 200 กว่ารูปทั่วประเทศ

1:20:43 มาประชุมกันที่วัดพระศรีสันเพชรคือวัด มหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ปัจจุบันที่ กรุงเทพฯเมื่อปี 2331 ตัวต้นฉบับนี้ฉบับจริงยังอยู่ที่หอ มณเฑียรธรรมที่วัด พระแก้วเราเกิดไม่ทันรัชกาลที่ 1 ก็จริง แต่เรามีหลักฐานในยุคท่านที่ยังดำรง อยู่และพอหลักฐานตรงนี้ตกมาถึงรัชกาลที่ 5 ท่านก็ขอให้ภิกษุช่วยกันเปลี่ยนจากอักษร ขอมาเป็นอักษร สยามเป็นอักษรสยามก็คือภาษาไทยแบบ คาราโอเกะเอวัมเมสุตังเอกังสะมะยังพุทโธ ภะคะวาเนี่ยอย่างเงี้เนี่ยเรายังแปลไม่ ออกหรอกก็เลยต้องมีการแปลมาเป็นฉบับภาษา ไทยเมื่อปี 2500 อีกทีหนึให้เราอ่านรู้

1:21:29 เรื่องคือฉบับนี้ทำในช่วงยุครัชกาลที่ 7 รัชกาลที่ 8 เสร็จเมื่อปีพ.ศ 2500 เท่ากับว่าเรามีคำพระพุทธเจ้าเป็น ภาษาไทยอ่านรู้เรื่องจริงๆเมื่อประมาณ 60 กว่าปีที่ผ่านมาเท่านั้นเองน้อยมากคำพระ พุทธเจ้าจึงยังไม่ค่อยแพร่หลายไปเพราะคน ที่จะไปรู้พระสูตรมีน้อยเข้าไปึศึกษามี น้อยนะแล้วพอนำพระพุทธเจ้าคำพพุทธเจ้ามา บอกปุ๊บเนี่ยมันก็เอ๊ะไม่ตรงกับคนนั้นทำ ไม่ตรงกับคนนี้ทำแต่ถามว่าแล้วจะเชื่อใคร อ่ะก็ต้องเชื่อพระพุทธเจ้าเพราะข้อมูลนี้ เกิดมาก่อนภิกขุทุกรูปในยุคนี้ถูกต้องมย เพราะภิกษุทุกรูปในยุคนี้ไม่ได้บวชเองขอเ บวชมีภิกขุที่บวชมาก่อนคุณมีภิกษุที่ทรง

1:22:17 ธรรมวินัยนี้มาก่อนคุณทั้งหลายนี่ดังนั้น นี่คือการสืบทอดพระสัตธรรมของพระผู้มีพระ ภาคและพระองค์ก็ตรัสบอกเลยว่าอย่าบัญญัติ เพิ่มอย่าเพิก ถอนนะบอกภิกษุทั้งหลายภิกษุทั้งหลายจัก ไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติจักไม่ เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้วจักสมาทาน ศึกษาในสิ่งที่บัญญัติไว้แล้วอย่างเคร่ง ครัดอยู่เพียงใดความเจริญก็เป็นสิ่งที่ ภิกษุทั้งหลายหวังได้ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้นนะเราถึงต้องทรงคำพระ พุทธเจ้าเอาไว้ทีนี้ไปดูว่าประเทศในแถบ สุวรรณภูมิเนี่ยเอาข้อมูลมาจากไหนใน สุวรรณภูมิเนี่ยเอาข้อมูลมาจากยุคพระเจ้า อโศกยุคพระเจ้าโศกมหาราชมีการกระจายคำสอน

1:23:02 ไปประมาณ 9 ตำแหน่งทั่วโลกที่สำคัญมาใน ดินแดนสุวรรณภูมิและศรีลังกาเราจะเห็นว่า ศรีลังกาก็มีศาสนาพุทธลอยไปได้ยังไง สุวรรณภูมิก็มีพพุทธเจ้าก็ไม่ได้เกิดที่ เราไม่ได้เกิดที่ ศรีลังกาไปจากยุคพระเจ้าโศกมหาราชยุคพระ เจ้าโศกอยู่ประมาณ 200 กว่าปีนะพอประมาณ พ.ศ 234 หลักฐานที่ยังมีอยู่ก็คือจลกอโศก 3 ลักษณะในถ้ำก้อนศิลาและเสาหินถ้าเราไป อินเดียเราจะเห็นเสาหิน อโศกในเสาหินอโศกก็จะมีอักษรที่แกะสลัก เรียกอักษรพราหมีภาษาปกิจอักษรพราหมีภาษา ปกิจนี้เป็นต้นกำเนิดของอักขระอินเดียใน

1:23:48 ปัจจุบัน นะเราย้อนยุคไปเก่าที่สุดแล้วหลักฐานใน โลกที่มีที่ยืนยันว่านี้คือคำพระพุทธเจ้า นะแล้วการตรวจสอบโดยโลกุตตระก็คือคำ พุทธเจ้าขัดแย้งกันไม่ ได้คำพุทธเจ้าขัดแย้งกันไม่ได้เราเคยเจอ พระสูตรที่คำพุทธเจ้าขัดแย้งกันแล้วเราก็ เอามาตรวจสอบในบาลีสยามรัฐของเราเรื่อง ของอายุนรก 3 พระสูตรขัดกันเราต้องเอาพระ สูตรของต่างประเทศเทศน์มาเทียบเคียงกันคำ พระพุทธเจ้าเนี่ยจะตรงกันทั่วโลกพระสูตร เนี่ยตรงกันหมด นะประเด็นอะไรประเด็นว่ามีคนถามพพุทธเจ้า

1:24:34 ว่าตกนรกไปแล้วเนี่ยอายุนานมยกี่ปีพ พุทธเจ้าบอกนับปีไม่ ไหวก็เลยถามว่าทรงอุปมาได้มั้ยบอกได้ อุปมาอย่างไรบอกว่าเกวียนที่บรรทุกเมล็ด งาของชาวโกศลมีอัตรา 20 คาลีบรรทุกเมล็ด งาเต็มหมดทุก 100 ปีบุรุษหยิบเอาเมล็ดงา ออก 1 เมล็ดทำอย่างนี้ไปทุก 100 ปีอีก 100 ปีหยิบออกอีก 1 เมตจนกระทั่งเมล็ดงาหมดทั้งเล่มเกวียน อัตรา 20 ขาลี 1 อพุทธนรกยังไม่สิ้นไปดี เลยนรก 20 10 ชั้นอพุทธนรกถึงปทุมปทุม นรกนะนี่คืออายุของนรกที่ตื้นที่สุดชั้น

1:25:20 ที่ 2 20 เท่าของชั้นแรกชั้นที่ 3 20 เท่าของชั้นที่ 2 ไล่ 20 เท่าไปเรื่อย ๆปรากฏว่าบาลีสยามรัเล่ม 15 บอกว่าหยิบ เมล็ดงาทุก 100 ปีเล่มที่ 24 บอกว่าหยิบ เมล็ดงาทุก 100,000 ปีตรงกันมไม่ตรงกันพยัญชนะอื่นตรงเป๊ะ หมดเล่มที่ 25 บอกหยิบทุกร้ปีพันปีแสนปี หยิบครั้งหนึ่ง 3 พระสูตรขัดแย้งกันมยขัด ทำยัง [เพลง] ไงเราเอาพระสูตรเล่มหน้าข้อเดียวกันของ ทุกประเทศเท่าที่เรามีฐานข้อมูลมาเทียบ

1:26:05 กันเราเชื่อมั่นในพระสูตรที่พพุทธเจ้า ตรัสว่าคำของท่านขัดแย้งกันไม่ได้และ 2 เราตั้งสันนิษฐานว่าต้องเจอสัก 1 ประเทศ ที่ 3 พระสูตรนี้ตรงกันปรากฏว่าทำตาราง เทียบเคียงมานะ ประเทศไหนนึกออกมยที่ 3 พระสูตรตรงกัน ปรากฏเทียบเคียงมาะนะนี่อันนี้ของขอมของ Wisdom PR ของอเมริกาของบาริกของอังกฤษ พม่ากับอินเดีย 3 พระสูตรนี่คือพระสูตร เล่มที่ 15 ไปดูเล่ม 24 24 ก็ 100 ปีเล่ม 25 100 ปี 3 พระ สูตรของ 2 ประเทศนี้ตรงกันหมดคือ

1:26:53 หยิบเมล็ดงาออกทุก 100 ปีแสดงว่าประเทศ ที่เหลือลอกพระสูตรนี้มาคลาดเคลื่อนคลาด เคลื่อนนิดเดียวนะคือจำนวนปีแค่นั้นเอง ดังนั้นคำพพุทธเจ้าตรวจสอบได้ไม่ยากเลย แต่คำสาวกไม่สามารถทำให้เป๊ะได้ขนาดนี้นะ แล้วในพระสูตรเดียวกันยังเจอเงื่อนงำอีก 1 อันคือลำดับชั้นของนรกสลับกันพระสูตรที่ 15 อตต อะหะนะนี่อตตอะหะแต่ปรากฏว่าพอเล่ม 24 กับเล่ม 25 เป็นอะหะๆะแล้วอะตะะนี่หะขึ้น ก่อนตะเมื่อกี้ตะขึ้นก่อนหะอ้าวแสดงว่าพ

1:27:41 พุทธเจ้าพูดสลับกันซึ่งบาลีเนี่ยผิดไม่ ได้แม้แต่พยัญชนะเดียวเหมือนสุดคูณเลย 21 2 22 4 2 36 เนี่ยต้องเป๊ะมาก ดังนั้นเมื่อพระสูตรสลับกันขัดแย้งกัน ตรวจเหมือน กันปรากฏว่าการตรวจลำดับชั้นของนรกนั้น เหลือประเทศเดียวที่ไม่ขัดพม่าโรมัน script ของพม่าเล่ม 15 24 25 3 พระ สูตรนี้ตรงกันตะโตนิลโยหะโหนิลโยนี่เล่ม 15 อ่าถัดไปนะอ่าตะโตนิโยหโหนิโยถัดไป ตะโตนิลโยหโหนย 3 เล่มตรงกันเป๊ะหมด

1:28:30 อินเดียก็พลาดวิปัสสนารีเสิร์ชเล่มสุด ท้ายพลาดหะขึ้นก่อนตะสลับนิดเดียวนะนี่ คือวิธีตรวจสอบว่าคำพระพุทธเจ้าจริงหรือ ไม่เพราะพระองค์ยืนยันว่าพระองค์เป็นคน เดียวที่พูดได้ไม่ขัดแย้งกันใครสามารถทำ คำพูดตลอดเวลาตั้งแต่คืนตรัสรู้ถึง ปรินิพพานได้สอดลับไม่ขัดแย้งกันบุคคล นั้นจะถูกขนานนามว่าตถาคตซึ่งไม่มี อรหันต์ผู้ใดได้รับการขนานนามว่าตถาคต เว้นพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวดังนั้นนี่ คือความเลิศความประเสริฐของพุทธวจนะ นะไม่มีใครเสมอเหมือนดังนั้นจึงเป็นคำ ถ้อยคำที่เราทั้งหลายควรเสพคบนะควรน้อม

1:29:20 เข้ามาศึกษาแล้วก็ประพฤติปฏิบัตินะอ่ะก็ คิดว่าให้ข้อทำมาสมควรแก่เวลานะอ่า [เพลง] มีอะไรจะถามมยคงไม่มีอ่ะเนาะนะเข้าใจแจ่ม กระจ่างกันหมดนะต้องไปฟังทวนบ่อยๆนะไปฟัง ทบทวนบ่อยๆอสุดท้ายนี้ก็ขออนุโมทนากับพวก เราทุกคนที่ได้มากระทำกิจนื่องด้วยกันการ ฟังกระทำกิจเด้วยความเป็นผูสูตแทงตลอด อย่างดีด้วยทิฐิได้มาประพฤติธรรมสมควรแก่ ธรรรมปฏิบัติชอบยิ่งปฏิบัติตามธรรมอยู่ใน คำของตถาคตก็ขอให้เป็นเหตุเป็นปัจจัยพวก เราได้รับอานิสงส์ตามที่พระศาสดาได้ทรง

1:30:08 บัญญัติไว้คือเป็นผู้ไปทางเจริญไม่ไปทาง เสื่อมถึงความเจริญอย่างเดียวไม่ถึงความ เสื่อมได้ความเป็นโสดาบันสำเร็จมรรคผล นิพพานในอนาคตกาลอันใกล้โดยทั่วกันทุก ท่านทุกคนเ e

Share

YouTube Video Summaries