0:00 คุณเคยถามตัวเองไหมครับว่าอะไรคือสิ่งที่ แยกระหว่างคนที่สุดท้ายแล้วประสบความ สำเร็จอย่างยิ่งใหญ่กับคนที่มีแววดีแต่ไป ได้ไม่ไกลเท่าที่ควร หลายคนอาจจะตอบว่าพรสวรรค์ความฉลาดหรือ อาจจะเป็นโชคชะตา แต่ถ้าผมจะบอกคุณว่างานวิจัยกว่า 3 ทศวรรษจากนักจิตวิทยาระดับโลกได้ค้นพบคำ ตอบที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิงและคำตอบ นั้นอยู่ในความเชื่อพื้นฐานที่เราทุกคนมี เกี่ยวกับตัวเองความเชื่อที่ทรงพลังมากพอ ที่จะกำหนดเส้นทางชีวิตทั้งชีวิตของเรา ได้เลย และที่น่าท้าทายยิ่งกว่านั้นก็คือคำชมที่ เราใช้กันบ่อยที่สุดอย่างการบอกลูกหลาน
0:46 หรือทีมงานว่าคุณฉลาดจังหรือคุณเก่งมาก อาจจะเป็นสิ่งที่กำลังบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ แห่งความล้มเหลวให้กับพวกเขาโดยที่เราไม่ รู้ตัว [เพลง] Long them do just try it podcast >> สวัสดีครับทุกท่านกลับมาพบกันอีกครั้งที่ ช่องลองทำดู Just try it podcast ที่ จะนำสาระสำคัญจากหนังสือดีๆมาย่อยให้คุณ ฟังแบบเข้าใจง่ายและพร้อมนำไปลองทำดูได้ ทันที สำหรับในตอนนี้เราจะมาดำดิ่งสู่แก่นความ คิดจากหนังสือที่ทรงอิทธิพล และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังสือ จิตวิทยาที่ขายดีที่สุดในประเทศไทยติดต่อ
1:32 กันถึง 10 ปีนั่นก็คือใช้ความคิดเอาชนะ โชคชะตาหรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า Mindset The New Pychology of Success โดย ศาสตราจารย์ Carol the Wake หรือ Carol Swake ครับ หนังสือเล่มนี้เหมาะมากๆครับสำหรับครูผู้ ปกครองโค้ชผู้นำองค์ก่อนและที่สำคัญที่ สุดคือทุกคนที่ต้องการพัฒนาตนเองคนที่รู้ สึกว่าตัวเองกำลังติดอยู่กับที่คนที่อยาก ปลดปล่อยศักยภาพที่แท้จริงของตัวเองออกมา หรือคนที่อยากเรียนรู้วิธีรับมือกับความ ท้าทายและความล้มเหลวให้กลายเป็นบันไดสู่ ความสำเร็จเพราะมันไม่เพียงแค่ให้แนวคิด แต่ยังให้เครื่องมือที่เราจะเอาไปสร้าง
2:19 ความเปลี่ยนแปลงได้จริงๆครับในวันนี้เรา จะมาเจาะลึกเบื้องหลังของผู้เขียนและ หนังสือเล่มนี้เพื่อให้เห็นว่าทำไมแนวคิด ของเธอถึงน่าเชื่อถือและเปลี่ยนแปลงโลก ได้จากนั้นจะมาแกะ 4 แนวคิดสำคัญเพื่อ สร้างความเข้าใจกันแบบเต็มๆตั้งแต่การรู้ จักกรอบความคิด 2 แบบที่กำหนดชีวิตเราไป จนถึงการมองความล้มเหลวในมุมใหม่และกับ ดักของคำชมที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อนจาก นั้นในช่วงท้ายผมจะรวบรวมวิธีนำแนวคิด ทั้งหมดไปลองทำดูเป็นชุดเครื่องมือที่คุณ นำไปใช้ได้เลยพร้อมด้วยเรื่องเล่าที่มา ประทับใจมากๆจากในเล่มที่ผมเชื่อว่าจะ เปลี่ยนวิธีที่คุณมองตัวเองและคนรอบข้าง ไปตลอดกาลถ้าพร้อมแล้วเรามาเริ่มต้นการ
3:07 เดินทางครั้งนี้ด้วยกันเลยครับ ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกถึงแก่นความคิดทั้ง 4 ข้อผมอยากจะชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับ ที่มาที่ไปของหนังสือเล่มนี้และผู้เขียน กันก่อนครับเพราะความน่าเชื่อถือของแนว คิดในเล่มนี้มันอย่างรากลึกมาจากเส้นทาง และงานวิจัยที่เข้มข้นมากๆหนังสือ Mindset หรือใช้ความคิดเอาชนะโชคชะตาไม่ใช่ หนังสือ How to ที่ให้เคล็ดล้ำความ สำเร็จแบบฉาบฉวยนะครับแต่มันคือผลสรุปจาก งานวิจัยทางจิตวิทยาที่ยาวนานกว่า 3 ทศวรรษหนังสือเล่มนี้จะพาเราไปสำรวจความ เชื่อพื้นฐาน 2 รูปแบบที่ซ่อนอยู่ในหัว ของเราทุกคนซึ่งความเชื่อนี้เองที่เป็น ตัวกำหนดว่าเราจะตอบสนองต่อความท้าทายคำ
3:54 วิจารณ์ด้านความพยายามและความล้มเหลว อย่างไรมันคือระบบปฏิบัติการทางความคิด ที่ส่งผลต่อทุกมิติของชีวิตตั้งแต่การ เรียนการทำงานกีฬาไปจนถึงความสัมพันธ์เลย ทีเดียวความสำคัญของหนังสือเล่มนี้อยู่ ตรงที่มันมอบอำนาจในการเปลี่ยนแปลงกลับมา ให้เราครับในโลกที่หลายคนเชื่อว่าความ สำเร็จถูกกำหนดโดยพรสวรรค์หรือโชคชะตา หนังสือเล่มนี้มาพร้อมกับหลักฐานทาง วิทยาศาสตร์ที่หนักแน่นว่าไม่ใช่แต่เป็น กรอบความคิดของเราต่างหากที่สำคัญที่สุด และข่าวดีก็คือกรอบความคิดเป็นสิ่งที่เรา เปลี่ยนแปลงได้นี่คือเหตุผลที่ทำให้ หนังสือเล่มนี้ยังคงทรงอิทธิพลอย่างต่อ เนื่องเพราะมันมอบความหวังและแผนที่ในการ
4:41 พัฒนาตัวเองให้กับทุกคนไม่ว่าคุณจะเริ่ม ต้นจากจุดไหนก็ตามและคนที่นำเสนอแนวคิด นี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนครับแต่คือ ศาสตราจารย์แอล the wกนักจิตวิทยาชั้นนำ ของโลกความน่าเชื่อถือของเธอไม่ใช่เรื่อง ธรรมดาเลยครับเธอจบการศึกษาระดับปริญญา เอกจากมหาวิทยาลัยเยลและเคยเป็น ศาสตราจารย์ในสถาบันระดับท็อปของโลกอย่าง มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดและมหาวิทยาลัย โคลัมเบียก่อนที่ปัจจุบันจะดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์แอน Virginia Eนด้านจิตวิทยา ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดครับงานวิจัยของ เธอที่มุ่งเน้นเรื่องแรงจูงใจและความ สำเร็จได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางเธอ ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของสถาบัน วิทยาศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกาและ
5:27 ได้รับรางวัลเกียรติยศมากมายดังนั้นทุก แนวคิดที่เรากำลังจะคุยกันในวันนี้ไม่ได้ มาจากการคาดเดาแต่มาจากการทดลองและเก็บ ข้อมูลอย่างเป็นระบบมานานหลายสิบปีครับ ถ้าจะให้สรุปหัวใจของหนังสือเล่มนี้ใน ประโยคเดียวมันก็คือความสำเร็จหรือความ ล้มเหลียวในชีวิตไม่ได้ถูกกำหนดจากพร สวรรค์ที่เรามีแต่ถูกกำหนดจากความเชื่อ ที่เรามีต่อพรสวรรค์สวรรค์และความสามารถ ของเราเองและความเชื่อนั้นเราสามารถเลือก และเปลี่ยนแปลงมันได้เสมอเอาล่ะครับตอน นี้เราเห็นภาพรวมและเข้าใจถึงความสำคัญ ของหนังสือเล่มนี้กันแล้วก็ถึงเวลาที่เรา จะไปแกะดูแก่นความคิดแต่ละข้อกันแบบเจาะ ลึกล่ะครับ แนวคิดที่ 1 โลก 2 ใบของความเชื่อ Fix
6:14 Mindset และ Gross Mindset แนวคิดแรกที่เป็นหัวใจและรากฐานของทุก สิ่งในหนังสือเล่มนี้คือการทำความเข้าใจ โลก 2 ใบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงซึ่ง ก็คือโลกของ Fix Mindset และ Gross Mindset ครับลองจินตนาการว่าความเชื่อ เกี่ยวกับความสามารถของเราเป็นเหมือนแว่น ตาที่เราใส่มองโลกนะครับแว่นตา 2 อันนี้ จะทำให้เราเห็นภาพเดียวกันแตกต่างกันโดย สิ้นเชิงแว่นตาอันแรกคือ Fix Mindset หรือกรอบความคิดแบบตายตัวคนที่สวมแว่นนี้ จะเชื่อว่าคุณสมบัติต่างๆของตัวเองเช่น ความฉลาด พรสวรรค์หรือแม้กระทั่งบุคลิกภาพเป็นสิ่ง ที่ติดตัวมาแต่กำเนิดและเปลี่ยนแปลงไม่ ได้เหมือนกับว่าเราเกิดมาพร้อมกับสติ
7:01 ปัญญาจำนวนหนึ่งแล้วก็มีแค่นั้นไปตลอด ชีวิตเมื่อเชื่อแบบนี้โลกทั้งใบของคนที่ มี Fix Mindset จึงกลายเป็นการพิสูจน์ ตัวเองครับทุกสถานการณ์จะถูกตีความว่าฉัน จะทำสำเร็จหรือล้มเหลวฉันจะดูฉลาดหรือดู โง่พวกเขากลัวความท้าทาย เพราะมันมีความเสี่ยงที่จะทำให้พวกเขาดู ไม่ดีและเกลียดความล้มเหลวเข้าไส้เพราะ มันคือคำพิพากษาที่ตอกย้ำว่าเห็นมยเธอมัน ก็มีดีแค่นี้แหละในขณะที่แว่นตาอันที่ 2 คือ Growth Mindset หรือกรอบความคิดแบบ เติบโตคนที่สวมแว่นนี้จะเชื่อในทางตรงกัน ข้ามเลยครับพวกเขาเชื่อในความสามารถพื้น ฐานของมนุษย์เป็นสิ่งที่สามารถพัฒนาและ
7:47 บ่มเพาะให้ดีขึ้นได้ผ่านความพยายามการ เรียนรู้และการใช้กลยุทธ์ที่ดีพวกเขาไม่ ได้ปฏิเสธว่าคนเราเกิดมาแตกต่างกันแต่ เชื่อว่าทุกคนสามารถเก่งขึ้นฉลาดขึ้นได้ ดังนั้นโลกของคนที่มี GR Mindset จึงไม่ ใช่การพิสูจน์ตัวเองแต่เป็นการพัฒนาตัว เองครับพวกเขามองความท้าทายเป็นโอกาสใน การเรียนรู้และเติบโตและมองความล้มเหลว ไม่ใช่คำตัดสินแต่เป็นข้อมูลที่บอกว่า โอเควิธีนี้ยังไม่ได้ผลเราต้องลองวิธี ใหม่ในหนังสือมีตัวอย่างมากมายที่แสดงให้ เห็นความแตกต่างนี้ครับลองนึกภาพนักเรียน 2 คนได้รับโจทย์คณิตศาสตร์ที่ยากมากๆนัก เรียนคนแรกที่มี Fix Mindset อาจจะคิดใน
8:33 ใจว่าเราไม่เก่งเลขทำไม่ได้หรอกแล้วก็ยอม แพ้ไปอย่างรวดเร็วหรืออาจจะแอบมองหา เพื่อนที่ทำได้แย่กว่าเพื่อปลอบใจตัวเอง เพราะเป้าหมายของเขาคือการปกป้องภาพ ลักษณ์คนฉลาดหรือไม่ใช่คนโง่ของตัวเองใน ทางกลับกันนักเรียนคนที่มี GR Mindset จะมองโจทย์ยากๆนั้นแล้วคิดว่าโอ้โหท้าทาย จังเลยนี่เป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้อะไร ใหม่ๆพวกเขาอาจจะทำไม่ได้ในตอนแรกแต่พวก เขาจะพยายามลองผิดลองถูกหาวิธีการใหม่ๆ หรือไปขอความช่วยเหลือจากครูพวกเขาสนุก กับกระบวนการของการแก้ปัญหาเพราะเป้าหมาย ของเขาคือการเก่งขึ้นไม่ใช่การดูเก่งความ แตกต่างเล็กๆน้อยๆในความคิดนี้เมื่อสะสม
9:20 ไปเรื่อยๆตลอดชีวิตจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ แตกต่างกันอย่างมหาศาลครับ และเมื่อเราเข้าใจแล้วว่าคน 2 กลุ่มนี้ มองโลกต่างกันอย่างไรจุดที่จะเห็นความแตก ต่างได้ชัดเจนที่สุดก็คือตอนที่พวกเขา ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ทุกคนหลีกเลี่ยง ไม่ได้นั่นก็คือความล้มเหลวและความพยายาม ซึ่งนี่คือแนวคิดสำคัญข้อที่ 2 แนวคิดที่ 2 นิยามใหม่ของความล้มเหลวและ ความพยายามคุณเคยรู้สึกมั้ยครับว่าเวลาทำ อะไรพลาดไปมันเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมา หรือเวลาที่ต้องพยายามทำอะไรมากๆมันทำให้ เรารู้สึกเหมือนตัวเองไม่เก่งพอแครอ The Wake บอกว่าความรู้สึกเหล่านี้มันเชื่อม โยงโดยตรงกับ Mindset ของเราครับสำหรับคน ที่มี Fix Mindset ความล้มเหลวคือตัวตน
10:07 ของคุณเมื่อคุณสอบตกมันไม่ได้หมายความว่า คุณทำข้อสอบพลาดแต่มันหมายความว่าคุณเป็น คนโง่เมื่อโปรเจคที่คุณทำเจ๊งมันไม่ได้ หมายความว่าโปรเจคล้มเหลวแต่มันหมายความ ว่าคุณคือความล้มเหลวการผูกติดคุณค่าของ ตัวเองไว้กับผลลัพธ์แบบนี้มันอันตรายมาก ครับเพราะมันทำให้เรากลัวที่จะลองทำอะไร ใหม่ๆและเมื่อล้มเหลวจริงๆก็จะจมอยู่กับ ความรู้สึกแย่ๆโทษคนอื่นหรือหาข้ออ้าง เพื่อปกป้องอีโก้ของตัวเองแล้วความพยายาม ล่ะในโลกของ Fix Mindset ความพยายามเป็น เรื่องน่าอายครับเพราะมันคือสัญลักษณ์ของ คนไร้พรสวรรค์พวกเขาเชื่อว่าถ้าคุณเก่ง จริงคุณต้องทำได้เลยโดยไม่ต้องพยายามมาก เหมือนโมสะที่แต่งเพลงได้ตั้งแต่อายุ 5
10:54 ขวบการต้องพยายามอย่างหนักจึงเป็นเหมือน การเป่าประกาศให้โลกรู้ว่าฉันไม่ได้มีพร สวรรค์แต่สำหรับคนที่มี GRth Mindset ความล้มเหลวคือปัญหาที่ต้องแก้ไขมันเป็น เพียงข้อมูลป้อนกลับหรือฟีดแบคที่บอกเรา ว่าเราต้องเรียนรู้และปรับปรุงตรงไหนมัน เจ็บปวดครับแต่ไม่เคยนิยามคุณค่าในตัวตน ของเราพวกเขาจะสามารถแยกผลงานออกจากตัวตน ได้อย่างชัดเจนความล้มเหลวจึงกลายเป็น ส่วนหนึ่งที่จำเป็นของกระบวนการเรียนรู้ และความพยายามในโลกของโสมคือหนทางสู่ความ เชี่ยวชาญมันคือสิ่งที่ทำให้พรสวรรค์เบ่ง บานพวกเขาเข้าใจว่าไม่มีใครประสบความ สำเร็จได้โดยไม่ผ่านการทำงานหนักและการ ฝึกฝนอย่างมุ่งมั่นความพยายามจึงไม่ใช่ เรื่องน่าอายแต่เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิ
11:40 ใจโดเวกยกตัวอย่างนักกีฬาเชื่อดังมากมาย ในวงการกีฬาเรามักจะได้ยินเรื่องราวของ นักกีฬาพรสวรรค์สูงที่ไปได้ไม่สุดทาง เพราะพวกเขาเชื่อใน Fix Mindset เมื่อ เจออุปสรรคหรือฟอร์มตกพวกเขาก็พังทลายลง เพราะไม่เคยเรียนรู้วิธีรับมือกับความ พ่ายแพ้และไม่เชื่อในพลังของความพยายามใน ทางตรงกันข้ามนักกีฬาอย่างmichเคิล จอร์แดนที่ครั้งนึงเคยถูกคัดออกจากทีม บาสเก็ตบอลของโรงเรียนมัธยมไม่ได้มองว่า นั่นคือคำตัดสินว่าเขาไม่เก่งพอแต่เขามอง ว่ามันคือแรงผลักดันให้เขาต้องพยายามมาก ขึ้นเขาใช้ความล้มเหลวเป็นเชื้อเพลิงฝึก ซ้อมหนักกว่าจนกลายเป็นตำนานนั่นคือตัว อย่างที่ชัดเจนที่สุดของ GR Mindset ที่ มองความพยายามเป็นกุญแจและมองความล้มเหลว เป็นเพียงจุดเริ่มต้นไม่ใช่จุดจบ
12:29 เมื่อเราเห็นแล้วว่า Mindset ส่งผลต่อการ ตีความเรื่องพื้นฐานอย่างความล้มเหลวและ ความพยายามได้ขนาดนี้มันก็ไม่น่าแปลกใจ เลยครับที่มันจะส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้ง ต่อวิธีที่เราสื่อสารกับคนอื่นๆโดยเฉพาะ อย่างยิ่งกับเด็กๆซึ่งนำเราไปสู่แนวคิด ข้อที่ 3 ที่อาจจะทำให้หลายคนต้องประหลาด ใจนั่นคือเรื่องของคำชมครับ แนวคิดที่ 3 กับดักของคำชมและพลังของคำ ว่ายังแนวคิดข้อนี้เป็นหนึ่งในส่วนที่ทรง พลังและนำไปปฏิบัติได้ทันทีมากที่สุดใน หนังสือครับมันคือการเปิดเผยความจริงที่ น่าตกใจว่าคำชมที่เราคิดว่าดีและสร้าง สรรค์อาจกำลังทำร้ายคนที่เรารักโดยไม่รู้ ตัวงานวิจัยของแครalduวกค้นพบสิ่งที่ เรียกว่าภัยอันตรายของคำชมโดยเฉพาะอย่าง
13:16 ยิ่งการชมที่สติปัญญาหรือพรสวรรค์เช่นหนู ฉลาดจังเลยวาดรูปสวยจังเลยหนูมีพรสวรรค์ นะเนี่ยหรือเก่งมากเลยลูกฟังดูดีใช่มั้ ครับแต่ดูกบอกว่าคำชมประเภทนี้คือการฉีด เชื้อ Fix Mindset เข้าไปในความคิดของ เด็กโดยตรงเพราะมันกำลังส่งสารว่าคุณค่า ของหนูอยู่ที่ความฉลาดหรือพรสวรรค์ซึ่ง เป็นสิ่งที่ติดตัวมาเมื่อเด็กได้ได้รับคำ ชมแบบนี้บ่อยๆพวกเขาจะเริ่มผูกคุณค่าของ ตัวเองไว้กับป้ายคนฉลาดและเมื่อไหร่ก็ตาม ที่พวกเขาเจอโจทย์ที่ยากหรือทำอะไรผิด พลาดพวกเขาจะตีความทันทีว่าถ้าเราทำไม่ ได้แสดงว่าเราคงไม่ฉลาดจริงสิ่งนี้สร้าง ความกลัวต่อความท้าทายเพราะมันคุกคามตัว
14:03 ตนของพวกเขาแล้วเราควรจะชมอย่างไรเสนอให้ เราเปลี่ยนไปชมที่กระบวนการหรือ process PR ครับนั่นคือการชมในสิ่งที่เด็กควบคุม และพัฒนาได้เช่นความพยายามพ่อเห็นเลยนะ ว่าลูกพยายามกับโจทย์ข้อนี้หนักมากเยี่ยม ไปเลยกลยุทธ์ที่ใช้แม่ชอบวิธีที่ลูกล้อง แก้ปัญหาด้วยมุมมองใหม่ๆจังเลยความมุ่ง มั่นถึงแม้จะยากแต่ลูกก็ไม่ยอมแพ้เลยนะ ความมุ่งมั่นแบบนี้น่าชื่นชมมากการเรียน รู้และพัฒนาดูสิตอนแรกลูกยังทำไม่ได้แต่ พอฝึกไปเรื่อยๆตอนนี้ทำได้ดีขึ้นเยอะเลย คำชมแบบนี้จะช่วยบ่มเพาะ Grast Mindset เพราะมันสงสารว่าคุณค่าของหนูอยู่ที่ความ พยายามและการเรียนรู้ซึ่งเป็นสิ่งที่หนู
14:48 สร้างขึ้นเองได้นอกจากนี้theกยังได้แนะนำ เครื่องมือทางภาษาที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือพลังของคำว่ายังเวลาที่เด็กหรือ แม้แต่ตัวเราเองพูดว่าหนูทำไม่ได้หรือผม ไม่เกรงเรื่องนี้ให้เราลองเติมคำว่ายัง เข้าไปท้ายประโยคเป็นหนูยังทำไม่ได้หรือ ผมยังไม่เก่งเรื่องนี้การเติมคำสั้นๆคำ นี้เข้าไปจะเปลี่ยนประโยคที่เหมือนเป็นคำ ตัดสินชี้ขาดให้กลายเป็นเพียงจุดหนึ่งบน เส้นทางของการเรียนรู้ที่ยังคงดำเนินต่อ ไปครับการทดลองคลาสสิคของคือการให้เด็กๆ 2 กลุ่มทำโจทย์ที่ไม่ยากเกินไปหลังจากทำ เสร็จกลุ่มแรกถูกชมว่าหนูต้องฉลาดแน่ๆเลย ส่วนกลุ่มที่ 2 ถูกชมว่าหนูต้องพยายามมาก แน่ๆเลยจากนั้นพวกเขาให้เด็กทั้ง 2 กลุ่ม
15:36 เลือกว่าจะทำโจทย์ชุดต่อไปแบบไหนระหว่าง แบบง่ายๆที่ทำได้แน่นอนกับแบบที่ยากและ ท้าทายแต่จะได้เรียนรู้อะไรเยอะมากผล ปรากฏว่าเด็กส่วนใหญ่ที่ถูกชมว่าฉลาด เลือกทำโจทย์ง่ายๆครับเพราะพวกเขากลัวที่ จะเสี่ยงทำโจทย์ยากแล้วล้มเหลวซึ่งจะ ทำลายภาพลักษณ์คนฉลาดของตัวเองในขณะที่ เด็กส่วนใหญ่ที่ถูกชมว่าพยายามกลับเลือก โจทย์ที่ยากกว่าเพราะพวกเขามองว่ามันคือ โอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองแนวคิด เรื่องคำชมนี้แสดงให้เห็นว่า mindset ไม่ ได้อยู่แค่ในหัวของเราแต่มันแสดงออกผ่าน วัฒนธรรมการเลี้ยงดูและการสื่อสารและมัน ยังสามารถขยายผลไปสู่สเกลที่ใหญ่ขึ้น อย่างองค์กรและบริษัทได้อีกด้วยครับซึ่ง นี่คือแนวคิดสุดท้ายที่เราจะมาคุยกันกับ
16:21 ดักที่เรียกว่า Growth Mindset จอมปลอม แนวคิดที่ 4 เมื่อองค์กรก็มี mindset ระวัง Growth Mindset จอมปลอมมาถึงแนว คิดสุดท้ายครับเราได้เห็นแล้วว่า Mindset ส่งผลต่อปัเจตบุคคลอย่างไรแต่แครอเวกบอก ว่ามันไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้นวัฒวัฒนธรรม ของทั้งองค์กรทีมกีฬาหรือแม้แต่ครอบครัว ก็สามารถมีmindsตเป็นของตัวเองได้เช่นกัน องค์กรที่มีิก mindset มักจะหมกมุ่นอยู่ กับพรสวรรค์พวกเขาเชื่อว่าความสำเร็จของ บริษัทขึ้นอยู่กับการมีคนเก่งหรือtนอยู่ ในองค์กรวัฒนธรรมแบบนี้มักจะนำไปสู่สิ่ง ที่เรียกว่าสงครามแย่งชิงคนเก่งหรือ talent rest มีการแข่งขันภายในสูง
17:09 พนักงานรู้สึกว่าต้องพิสูจน์ตัวเองตลอด เวลาและบางครั้งอาจนำไปสู่การปกปิดความ ผิดพลาดหรือแม้กระทั่งการโกงเพื่อสร้าง ความได้เปรียบผู้นำในองค์กรแบบนี้มักจะ มองหาแต่ซุเปอร์สตารและไม่ค่อยลงทุนในการ พัฒนาพนักงานที่ดูเหมือนจะธรรมดาในทาง กลับกันองค์กรที่มี GRT Mindset จะเชื่อ ว่าศักยภาพของพนักงานทุกคนสามารถพัฒนาได้ พวกเขาสร้างวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการเรียน รู้การทำงานร่วมกันและนวัตกรรมองค์กรแบบ นี้จะมองว่าความท้าทายคือโอกาสในการเติบ โตและความล้มเหลวที่เกิดจากการลองทำสิ่ง ใหม่ๆคือบทเรียนที่มีค่าผู้นำจะให้ความ สำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของทุกคนในทีมไม่
17:54 ใช่แค่คนที่ดูแกร่งที่สุดแต่จุดที่ อันตรายที่สุดที่ The Wคได้เตือนไว้ในภาย หลังก็คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Grth Mindset จอมปลอมหรือ False Growth Mindset นี่คือสถานการณ์ที่องค์กรหรือ ผู้นำพูดอย่างหนึ่งแต่ทำอีกอย่างหนึ่ง เช่นแปลกโปสเตอร์ค่านิยมของบริษัทว่าเรา ให้คุณค่ากับนวัตกรรมและการเรียนรู้แต่ใน ทางปฏิบัติเมื่อมีพนักงานลองทำโปรเจคใหม่ แล้วลุ้มเหลวกลับถูกลงโทษหรือตำหนิอย่าง รุนแรงหรือบริษัทประกาศว่าเราคือครอบครัว และสนับสนุนการเติบโตของทุกคนแต่กลับให้ โบนัสและโอกาสในการโปรโมทเฉพาะพนักงาน ระดับท็อปไม่กี่คนการกระทำที่ไม่สอนสอด
18:40 คล้องกับคำพูดแบบนี้สร้างความเสียหายได้ มากกว่าการเป็น Fix Mindset อย่างตรงไป ตรงมาอีกครับเพราะมันสร้างวัฒนธรรมแห่ง ความเสแสงหรือลิฟ service ทำลายความไว้ วางใจและความปลอดภัยทางจิตใจของพนักงานทำ ให้ทุกคนรู้สึกว่าต้องใส่หน้ากากเข้าหา กัน The Wกยกตัวอย่างบริษัทอย่างเอนซึ่ง เป็นตัวแทนของวัฒนธรรม Fix Mindset ที่ สุดขั้วพวกเขาบูชาพรสวรรค์และสร้างการ แข่งขันที่ดุเดือดภายในจนนำไปสู่การ ทุจริตครั้งใหญ่ในทางตรงกันข้ามบริษัทที่ ส่งเสริม Grth Mindset จะมีนโยบายที่ สนับสนุนการเรียนรู้จริงๆเช่นอนุญาตให้ พนักงานใช้เวลาส่วนหนึ่งในการทำโปรเจคที่ ตนเองสนใจหรือมีกระบวนการโพสmemที่
19:26 วิเคราะห์ความล้มเหลวเพื่อหาบทเรียนไม่ ใช่หาคนผิดmindตที่แท้จริงขององค์กรไม่ ได้วัดกันที่คำพูดสวยหรูในที่ประชุมแต่ วัดกันที่นโยบายและการกระทำในชีวิตประจำ วันโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีที่องค์กร ปฏิบัติต่อความผิดพลาดและวิธีที่องค์กร จัดสรรโอกาสในการพัฒนาให้กับพนักงานทุกคน ครับ หลังจากที่เราได้เข้าใจแนวคิดหลักทั้ง 4 ข้อกันไปแล้วนะครับทีนี้ก็มาถึงส่วนที่ สำคัญที่สุดของช่องเรานั่นคือการนำไปลอง ทำดูครับผมได้สรุปขั้นตอนที่นำไปใช้ได้ จริงจากแต่ละแนวคิดมาให้เป็นชุดเครื่อง มือเริ่มต้นดังนี้ครับสำหรับแนวคิดเรื่อง โลก 2 ใบของความเชื่อ ลองทำดู 1 สังเกตเสียงในหัวของคุณใน
20:14 สัปดาห์นี้เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณต้องเจอ กับความท้าทายคำวิจารณ์หรือเรื่องยากๆลอง ยึดฟังความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัวดูครับ มันคือเสียงของ Fix Mindset ที่บอกว่า เธอทำไม่ได้หรอกหรือเดี๋ยวก็ขายหน้าเขา หรอกหรือเปล่าแค่การตระหนักรู้โดยยังไม่ ต้องตัดสินคือก้าวแรกที่ทรงพลังที่สุด ครับ สำหรับแนวคิดเรื่องนิยามใหม่ของความล้ม เหลวและความพยายามลองทำดู 2 เปลี่ยนคำถาม หลังความผิดพลาดครั้งต่อไปที่คุณทำอะไร พลาดไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่แทนที่จะด่าทอ ตัวเองให้ลองเปลี่ยนมาถามคำถามนี้แทนครับ ฉันเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ได้บ้างและ
20:59 ครั้งหน้าฉันจะลองใช้ยุทธวิธีอะไรที่แตก ต่างออกไปการเปลี่ยนจากคำตัดสินมาเป็นคำ ถามจะเปลี่ยนมุมมองจากทางตันให้กลายเป็น เส้นทางในการพัฒนาครับสำหรับแนวคิดเรื่อง กับดักของคำชมและพลังของคำว่ายังลองทำดู 3. ฝึกใช้พลังของคำว่ายังและเปลี่ยนวิธี ชมกับตัวเองและคนรอบข้างเมื่อมีความคิด ว่าฉันทำไม่ได้ให้เติมคำว่ายังเข้าไปในใจ และเมื่อคุณจะชมใครสักคนโดยเฉพาะเด็กๆลอง เปลี่ยนจากการชมผลลัพธ์หรือความสามารถ เช่นเก่งจังมาเป็นการชมกระบวนการที่นำไป สู่ผลลัพธ์นั้นเช่นพยายามได้ดีมากเลยนะ
21:47 หรือแม่เห็นว่าลูกตั้งใจมากๆเลยนะการ เปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆในคำพูดนี้สามารถ สร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ให้กับวิธี ที่เด็กมองความท้าทายในอนาคตได้เลยครับ สำหรับแนวคิดเรื่อง Mindset ในองค์กรลอง ทำดู 4. เป็นนักสืบหาตจอมปลอมในที่ทำงาน ของคุณลองสังเกตดูว่าคำพูดของผู้บริหาร หรือนโยบายของบริษัทสอดคล้องกับการกระทำ จริงแค่ไหนบริษัทพูดว่าสนับสนุนการลองผิด ลองถูกแต่มีการให้รางวัลกับคนที่เรียนรู้ จากความล้มเหลวหรือไม่การมองเห็นความไม่ สอดคล้องนี้คือจุดเริ่มต้นของการสร้างการ เปลี่ยนแปลงที่แท้จริงครับโดยเฉพาะข้อ 3
22:33 นะครับในวัฒนธรรมไทยเรามักจะชมเด็กๆว่า เก่งจังเลยลูกซึ่งเป็นคำชมที่มาจากความ รักแต่กลับปลูกฝัง Fix Mindset โดยตรง ลองเปลี่ยนมาใช้คำที่ชมกระบวนการดูนะครับ เช่นหนูมีความพยายามดีมากเลยนะหรือแม้ เห็นว่าลูกตั้งใจมากๆเลยนะการเปลี่ยนแปลง เล็กๆน้อยๆในคำพูดนี้สามารถสร้างความแตก ต่างที่ยิ่งใหญ่ให้กับวิธีที่เด็กมองความ ท้าทายในอนาคตได้เลยครับ นอกเหนือจากแนวคิดและวิธีการดีๆแล้วใน หนังสือเล่มนี้ยังมีเรื่องเล่านึงที่ผม อ่านแล้วประทับใจมากและอยากจะนำมาแบ่งปัน เป็นพิเศษเลยครับมันคือเรื่องราวเบื้อง หลังการทดลองที่เปิดโปงกับดักของคำชมที่
23:18 เราเพิ่งคุยกันไปซึ่งมันเห็นภาพและทรง พลังมากๆครับลองจินตนาการภาพตามผมนะครับ แครโรเวคและทีมวิจัยของเธอได้เชิญเด็กๆ กลุ่มหนึ่งเข้ามาในห้องทดลองแล้วให้พวก เขาทำโจทย์ปัญหาที่ไม่ยากจนเกินไปชุด หนึ่งเมื่อเด็กทุกคนทำเสร็จนักวิจวิจัยก็ จะตรวจแล้วบอกว่าว้าวหนูทำได้คะแนนดีมาก เลยนะแต่หลังจากนั้นครับคือจุดที่การทด ลองเริ่มต้นขึ้นจริงๆนักวิจัยได้แบ่งเด็ก ออกเป็น 2 กลุ่มอย่างสุ่มแล้วให้คำชมที่ แตกต่างกันเด็กกลุ่มแรกได้รับคำชมที่สติ ปัญญาครับนักวิจัยจะพูดว่าหนูต้องฉลาดมาก แน่ๆเลยถึงทำได้คะแนนดีขนาดนี้ส่วนเด็ก กลุ่มที่ 2 ได้รับคำชมที่ความพยายามนัก วิจัยจะพูดว่าหนูต้องพยายามมากแน่ๆเลยถึง
24:04 ทำได้คะแนนคะแนนดีขนาดนี้คำชมที่ต่างกัน แค่ประโยคเดียวแต่ผลที่ตามมานั้นน่าทึ่ง มากครับขั้นตอนต่อมานักวิจัยได้ให้เด็ก เลือกทำโจทย์ชุดที่ 2 โดยมีตัวเลือกให้ 2 อย่างคือ 1 โจทย์ที่ง่ายพอกับอันแรกรับ รองว่าทำได้ดีแน่นอนหรือ 2 โจทย์ที่ยาก และท้าทายกว่าเดิมมากแต่อาจจะทำผิดพลาด ได้แต่ก็จะทำให้ได้เรียนรู้อะไรเยอะเลยผล ปรากฏว่าเด็กส่วนใหญ่ในกลุ่มที่ถูกชมว่า ฉลาด เลือกทำโจทย์ง่ายๆครับพวกเขาไม่ต้องการ เสี่ยงที่จะทำโจทย์ยากและล้มเหลวเพราะมัน จะทำลายสถานะคนฉลาดที่เพิ่งได้รับมาในทาง กลับกันเด็กเกือบทั้งหมดในกลุ่มที่ถูกชม ว่าพยายามกลับเลือกโจทย์ที่ยากและท้าท้าย กว่าเพราะพวกเขามองว่ามันคือโอกาสที่จะ
24:52 ได้พยายามและเรียนรู้เพิ่มเติมยังไม่จบ แค่นั้นครับในขั้นตอนสุดท้ายนักวิจัยได้ ให้โจทย์ที่ยากมากๆกับเด็กทุกคนซึ่งเป็น โจทย์ที่ออกแบบมาให้เด็กเด็กๆต้องล้มเหลว สิสิ่งที่เกิดขึ้นคือเด็กกลุ่มฉลาดสูญ เสียความมั่นใจอย่างรวดเร็วพวกเขา หงุดหงิดและหมดสนุกกับการแก้ปัญหาไปเลย แต่เด็กกลุ่มพยายามกลับยังคงมุ่งมั่นพวก เขาสนุกกับความท้าทายและพยายามหาวิธีแก้ ปัญหาต่อไปอย่างไม่ย่อท้อเรื่องเล่าจาก การทดลองนี้มันทรงพลังมากนะครับมันบอกเรา ว่าคำพูดของเรามีอิทธิพลมากกว่าที่คิดคำ ชมที่ดูเหมือนจะไร้เดียงสาสามารถหล่อหลอม กรอบความคิดของคนๆนึงได้เลยมันสอนให้เรา รู้ว่าการสร้างความมั่นใจที่แท้จริงและ ยั่งยืนแก่ลูกหลานหรือทีมงานของเราไม่ได้
25:37 มาจากการบอกพวกเขาว่าเขาเป็นคนเก่งแต่มา จากการชื่นชมการกระทำที่นำไปสู่ความเก่ง นั่นคือความพยายามความมุ่งมั่นและความ กล้าที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาดครับ และนั่นก็คือสาระสำคัญจากหนังสือใช้ความ คิดเอาชนะโชคชะตาหรือ mindset นะครับถ้า จะให้สรุปอีกครั้งหัวใจที่หนังสือเล่มนี้ ต้องการจะบอกเราก็คือความสำเร็จที่ยั่ง ยืนไม่ได้มามาจากพรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่ มาจากกรอบความคิดแบบเติบโตที่เชื่อว่าเรา ทุกคนสามารถพัฒนาได้ผ่านความพยายามอย่าง ถูกวิธีการเรียนรู้จากความผิดพลาดและการ มองความท้าทายเป็นโอกาสในการเติบโตสำหรับ ใครที่ฟังแล้วมีไฟจากขั้นตอนทั้งหมดที่ เราคุยกันไปในวันนี้ผมอยากให้คุณเลือก สิ่งที่ทำได้ง่ายและเล็กที่สุดเพียง 1
26:24 อย่างมันเริ่มลองทำดูภายใน 24 ช่มงนี้ ครับไม่ว่าจะเป็นการลองสังเกตเสียงในหัว ของตัวเองหรือการเปลี่ยนวิธีชมคนใกล้ตัว แต่ถ้าให้ผมแนะนำสิ่งที่ง่ายและทรงพลัง ที่สุดผมขอเสนอการใช้พลังของคำว่ายังครับ ครั้งต่อไปที่คุณกำลังจะคิดหรือพูดว่าฉัน ทำเรื่องนี้ไม่ได้ให้ลองหายใจเข้าลึกๆ แล้วเติมคำว่ายังต่อท้ายในใจดูครับฉันยัง ทำเรื่องนี้ไม่ได้แค่นี้เลยครับลองดูนะ ครับลองถามตัวเองดูนะครับว่าถ้าคุณสามารถ นำแนวคิดจากหนังสือใช้ความคิดเอาชนะโชค ชะตาไปปรับใช้ได้อย่างสมัสม่ำเสมอชีวิต ของคุณในอีก 1 ปีข้างหน้าจะเปลี่ยนแปลงไป ในทิศทางที่ดีขึ้นได้อย่างไรได้บ้างจำไว้
27:09 นะครับว่าการฟังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นการ เปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อเรา กล้าที่จะลองทำดูเท่านั้นขอบคุณทุกท่าน ที่ติดตามฟังมาจนจบนะครับถ้าคุณชอบเนื้อ หาในตอนนี้และคิดว่าเป็นประโยชน์อย่าลืม กด Like แชร์และ subscribe ช่องลองทำดู Just try it พร้อมกดกระดิ่งแจ้งเตือน ไว้ด้วยนะครับจะได้ไม่พลาดสาระดีๆจาก หนังสือเล่มต่อไปสำหรับหนังสือเล่มนี้แนว คิดไหนที่คุณฟังแล้วปิ๊งที่สุดและอยากจะ นำไปลองทำดูเป็นอย่างแรกครับคอมเมนต์แบ่ง ปันกันที่ด้านล่างนี้ได้เลยนะครับผมอยาก อ่านความคิดเห็นของทุกคนมากๆและแน่นอนมี หนังสือเล่มไหนอีกบ้างที่คุณอยากให้เรานำ มาสรุปและลองทำดูด้วยกันในครั้งต่อไปแนะ นำกันเข้ามาได้เลยนะครับสำหรับวันนี้เวลา
27:56 ของเราหมดลงแล้วและอย่าลืมนะครับว่าทุก การลองทำดูคือก้าวแรกสู่การเปลี่ยนแปลง ที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตคุณเสมอพบกันใหม่ในตอน ต่อไปสวัสดีครับ [เพลง]