0:00 จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมบอกว่าจริงๆแล้วคุณ อาจกำลังพลาดช่วงเวลาสำคัญในชีวิตของคุณ ไปมากถึง 50% ใช่ครับคุณฟังไม่ผิดครึ่งหนึ่งของชีวิต คุณอาจจะหายไปเลยไม่ใช่เพราะคุณไม่มีเวลา ไม่ใช่เพราะคุณยุ่งเกินไปแต่เป็นเพราะ สมาธิของคุณทรัพยากรที่ล้ำค่าที่สุดกำลัง ถูกขโมยไปทุกวินาทีโดยที่คุณอาจไม่รู้ตัว เสียงแจ้งเตือนจากมือถือรายการสิ่งที่ ต้องทำในหัวที่ยาวเป็นหางว่าความกังวล เรื่องอดีตและอนาคตทั้งหมดนี้กำลังดึงให้ คุณหลุดออกจากปัจจุบันขณะทำให้คุณรู้สึก สมองล้าสับสนและหมดพลังแต่ถ้าถ้ามีวิธี ทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถ
0:47 ทวงคืนสมาธิและชีวิตที่หายไปกลับคืนมาได้ โดยใช้เวลาแค่ 12 นาทีต่อวันล่ะครับ [เพลง] Long do just try it podcast สวัสดีครับทุกท่านกลับมาพบกันอีกครั้งที่ ช่องลองทำดู Just Try it Podcast ที่ จะนำสาระสำคัญจากหนังสือดีๆมาย่อยให้คุณ ฟังแบบเข้าใจง่ายและพร้อมนำไปลองทำดูได้ ทันทีสำหรับในตอนนี้เราจะมาดำดิ่งสู่แก่น ความคิดจากหนังสือที่ทรงอิทธิพลและจำเป็น อย่างยิ่งในยุคนี้นั่นก็คือ Peek Mind เป็นนายของสมองโดยดร.AmิpาหรือAmิ PJ PhD ครับหนังสือเล่มนี้เหมาะมากนะครับสำหรับ
1:35 พวกเราทุกคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกดิจิทัล เหมาะสำหรับคนที่รู้สึกว่าสมาธิตัวเอง สั้นลงเรื่อยๆคนที่รู้สึกว่าสมองมันเบลอๆ ล้านๆตลอดเวลาหรือคนที่รู้สึกท่วมทนไป ด้วยข้อมูลและสิ่งเร้าต่างๆจนจัดการไม่ ไหวโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ทำงานใน สภาวะกดดันสูงไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารที่ ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญนักเรียนนักศึกษา ที่ต้องอ่านหนังสือสอบบุคลากรทางการแพทย์ นักกีฬาหรือใครก็ตามที่ประสิทธิภาพในการ ทำงานขึ้นอยู่กับความสามารถในการจดจ่อ เพราะหนังสือเล่มนี้ไม่เพียงแค่ให้แนวคิด แต่ยังให้เครื่องมือที่เราจะเอาไปสร้าง ความเปลี่ยนแปลงได้จริงๆครับในวันนี้เรา จะมาเจาะเรื่องเบื้องหลังของผู้เขียนและ หนังสือเล่มนี้กันเพื่อให้รู้ว่าทำไมสิ่ง ที่เรากำลังจะฟังถึงน่าเชื่อถือมากๆจาก
2:22 นั้นจะมาแกะ 4 แนวคิดสำคัญเพื่อสร้างความ เข้าใจกันแบบเต็มๆว่าสมองและสมาธิของเรา ทำงานอย่างไรและอะไรคือตัวการที่ทำลายมัน จากนั้นในช่วงท้ายผมจะรวบรวมวิธีนำแนวคิด ทั้งหมดไปลองทำดูเป็นชุดเครื่องมือที่คุณ นำไปใช้ได้เลยพร้อมด้วยเรื่องเล่าที่น่า ประทับใจมากๆจากในเล่มที่จะพิสูจน์ให้ เห็นว่าเทคนิคในหนังสือเล่มนี้มันทรงพลัง ขนาดไหนครับถ้าพร้อมแล้วเรามาเริ่มต้นการ เดินทางเพื่อเป็นไหนของสมองกันเลยครับ ก่อนที่เราจะไปดูว่าหนังสือเล่มนี้สอน อะไรเราบ้างผมอยากให้ทุกคนได้รู้จักที่มา ที่ใบของมันก่อนครับเพราะมันจะทำให้ทุกคำ แนะนำในเล่มมีน้ำหนักขึ้นอีกหลายเท่าตัว เลยทีเดียว พไม่ใช่หนังสือ How to ธรรมดาๆดาที่บอก
3:08 ให้เราแค่ตั้งใจสิแต่มันคือคู่มือการใช้ งานสมองที่เขียนโดยนักปราสาทวิทยาศาสตร์ ตัวจริงเสียงจริงครับหนังสือเล่มนี้ เปรียบเสมือนการเปิดฝากระโปรงรถให้เราดู เลยว่าระบบสมาธิของเรามีกลไกอะไรบ้างทำ งานอย่างไรและที่สำคัญคือเราจะซ่อมบำรุง และอัปเกรดมันได้อย่างไรด้วยวิธีที่ วิทยาศาสตร์รองรับอยู่ในยุคที่เรียกว่า วิกฤตสมาธิหรือ attention crisis ครับ สมาธิกลายเป็นสกุลเงินที่ล้ำค่าที่สุดและ ทุกแอปพลิเคชัทุกแพลตฟอร์มก็กำลังแข่งขัน กันเพื่อแย่งชิงสกุลเงินนี้ไปจากเราสมอง ของเราตามวิวัฒนาการแล้วไม่ได้ถูกออกแบบ มาเพื่อรับมือกับสิ่งเร้าที่ถาถมเข้ามา
3:56 ไม่หยุดหย่อนแบบนี้ผลลัพธ์ก็คือภาวะหมด ใฝ่หรือ burn out ความเครียดสะสมและความ รู้สึกว่าเราควบคุมชีวิตตัวเองไม่ได้ หนังสือเล่มนี้จึงสำคัญอย่างยิ่งยวดครับ เพราะมันคือแผนที่ที่จะนำทางเราออกจาก วิกฤตนี้ครับ และนี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดครับดร.อิชิ จาไม่ใช่นักเขียนธรรมดาแต่เธอคือผู้ เชี่ยวชาญระดับโลกในสาขาของเธอเธอเป็น ศาสตราจารย์ภาควิชาจิตวิทยาและเป็นผู้ อำนวยการสาขาปราสาทวิทยาการใคร่ครวญหรือ neuroscience contemplation ที่ มหาวิทยาลัยไมาี่ห้องแลบของเธอใช้ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยอย่างเครื่อง FMRI
4:43 และ EEG เพื่อสแกนและศึกษาการทำงานของ สมองในระดับลึกลึกที่น่าสนใจคือดร.จาไม่ ได้เริ่มต้นจากการเป็นผู้ศรัทธาในเรื่อง การฝึกสติเลยครับในทางตรงกันข้ามเธอเคย เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่กำในเรื่องนี้ด้วย ซ้ำแต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นจากประสบการณ์ ส่วนตัวของเธอเองที่ต้องเผชิญกับความ เครียดมหาศาลจากการเป็นทั้งแม่ภรรยาและ อาจารย์มหาวิทยาลัยจนเกิดอาการนอนกัดฟัน อย่างรุนแรงเธอจึงตัดสินใจลองฝึกสติด้วย ตัวเองและเมื่อพบว่ามันได้ผลเธอจึงนำมัน เข้าสู่ห้องแลบเพื่อพิสูจน์อย่างจริงจัง งานวิจัยของเธอได้รับการยอมรับในระดับสูง สุดเธอถูกเชิญไปบรรยายให้กับองค์กรอย่าง นาตสภาเอกเศรษฐกิจโลกหรือว่าแม้แต่
5:31 กระทรวงกะลาโหมสหรัฐหรือเพนทากอนและที่ สำคัญที่สุดคือเธอคือผู้บุกเบิกการนำการ ฝึกสติไปทดสอบกับกลุ่มคนที่ทำงานภายใต้ ความกดดันที่หนักหน่วงที่สุดในโลกเช่น ทหารนักดับเพลิงและนักกีฬาชั้นนำถ้าจะให้ สรุปหัวใจของพีคในประโยคมันก็คือสมาธิไม่ ใช่พรสวรรค์แต่เป็นทักษะที่สามารถฝึกฝน ได้และการฝึกสมองที่ได้รับการพิสูจน์ทาง วิทยาศาสตร์แล้วเพียงวันละ 12 นาทีก็ เพียงพอที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณได้เอาล่ะ ครับพอเรารู้แล้วว่าคนเขียนและหนังสือ เล่มนี้ของจริงขนาดไหนทีนี้เรามาแกะดูแนว คิดสำคัญข้างในกันเลยดีกว่าครับแนวคิดที่ 1 รู้จักทีมงานในสมองระบบสมาธิ 3 ส่วน
6:21 แนวคิดแรกที่ดร.จานำเสนอซึ่งเป็นรากฐาน ของทุกอย่างในเล่มคือการทำความเข้าใจว่า สมาธิไม่ได้เป็นก้อนเดียวแต่ประกอบด้วย ระบบย่อย 3 ส่วนที่ทำงานร่วมกันเธอใช้ อุปมาอุปมัยที่เห็นภาพและเข้าใจง่ายมากๆ ครับนั่นคือไฟฉายไฟสาดและนักเล่นกล ลองจินตนาการตามนะครับว่าในหัวของเรามี ทีมงาน 3 คนนี้อยู่ 1 ไฟฉาย The Flash Light นี่คือระบบการจดจ่อเฉพาะจุดครับ เหมือนกับลำแสงไฟฉายที่คุณสามารถส่องไป ยังสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้อย่างแม่นยำเมื่อ คุณส่องไฟฉายไปที่ไหนสิ่งนั้นจะสว่างและ
7:08 ชัดเจนขึ้นมาในสมองของคุณทันทีในขณะที่ สิ่งอื่นๆรอบข้างจะมืดลงไปเวลาที่คุณ กำลังอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่หรือตั้งใจ ฟังพcสตอนนี้อยู่คุณกำลังใช้ไฟฉายส่องมา ที่เนื้อหาตรงหน้าและกรองเฉงรบกวนอื่นๆ ออกไปนี่คือระบบที่ทำให้เราทำงานที่ต้อง ใช้สมาธิลึกๆได้สำเร็จครับ 2 ไฟสาด The Flug ในขณะที่ไฟฉายเป็นลำแสงแคบไฟสาดคือระบบ การรับรู้ในวงกว้างครับมันเหมือนไฟ สปอตไลท์ที่สาดส่องไปทั่วบริเวณมันไม่ได้ จดเจาะที่อะไรเป็นพิเศษแต่เปิดรับข้อมูล ทุกอย่างที่อาจจะเข้ามาระบบนี้สำคัญต่อ
7:56 การเอาชีวิตรอดมากๆครับเวลาที่คุณขับรถ คุณไม่ได้ใช้แค่ไฟฉายจ้องไปที่รถคันหน้า อย่างเดียวแต่คุณต้องเปิดไฟสาดเพื่อระวัง รถที่อาจจะเปลี่ยนเลนเข้ามาคนที่อาจจะ เดินข้ามถนนหรือสัญญาณไฟที่เปลี่ยนสีมัน คือระบบเฝ้าระวังที่ทำให้เราพร้อมรับมือ กับสิ่งที่ไม่คาดคิดครับ 3 นักเล่นกลนี่คือผู้จัดการหรือ CEO ของ ทีมครับนักเล่นกลคือระบบควบคุมบริหารหรือ Executive Control ที่คอยจัดการทุก อย่างเขาเป็นคนตัดสินใจว่าจะให้ไฟฉายส่อง ไปที่ไหนจะเปิดไฟสาดเมื่อไหร่จัดลำดับ ความสำคัญของงานยับยั้งชั่งใจไม่ให้เรา
8:44 วอกแวกไปกับสิ่งล่อใจและที่สำคัญที่สุด คือเขาคือคนที่ดูแลโต๊ะทำงานในสมองหรือ ที่เรียกว่า working memory ของเราทุก ครั้งที่คุณต้องจำเบอร์โทรศัพท์เพื่อเดิน ไปกดอีกห้องนึงหรือวางแผนขั้นตอนการทำ อาหารคุณกำลังใช้งานนักเล่นกลอย่างหนัก เลยครับความเจ๋งของโมเดลนี้คือมันช่วยให้ เราวินิจฉัยปัญหาของตัวเองได้ครับดร.จา อธิบายว่าปัญหาสุขภาพจิตหลายอย่างเกี่ยว ข้องกับความผิดปกติของระบบเหล่านี้โดยตรง เช่นภาวะซึมเศร้าอาจเปรียบได้กับไฟฉายที่ เสียและค้างอยู่กับการส่องไปยังความคิดลบ ๆในอดีตไม่ยอมขยับไปไหนความวิตกกังวลก็
9:32 เหมือนไฟสาดที่เปิดค้างไว้และสว่างจ้า เกินไปทำให้เราระแวงทุกสิ่งทุกอย่างรอบ ตัวตลอดเวลาโรคสมาธิสั้นก็คือนักเล่นกล ที่ทำลูกบอลในมือหลุดกระจายตลอดเวลาไม่ สามารถจัดลำดับความสำคัญหรือควบคุมตัวเอง ได้เมื่อเราเข้าใจแบบนี้เราจะเริ่มเห็น ภาพชัดขึ้นว่าปัญหาของเราอยู่ตรงไหนฉันจด จอกกับงานเดียวไม่ได้เลยปัญหาไฟฉายหรือ ฉันรู้สึกกระสับกระส่ายวอกแวกง่ายปัญหาไฟ สาดหรือฉันรู้สึกหัวมุนสับสนไปหมดปัญหา นักเล่นกลเมื่อเรารู้จักเครื่องมือทั้ง 3 ชิ้นในสมองแล้วคำถามต่อไปก็คือแล้วอะไร
10:20 ล่ะที่ทำให้เครื่องมือเหล่านี้ทำงานผิด ปกติหรือเสื่อมสภาพลงบ้างนั่นนำเราไปสู่ แนวคิดที่ 2 ที่ดร.จะเรียกว่าิปโตไนทของ สมาธิครับแนวคิดที่ 2 ิปtนของสมาธิ 3 ตัว ร้ายทำลายโฟกัสถ้าเปรียบสมาธิของเราเป็น Superman หนังสือเล่มนี้บอกว่ามันมี ิปtไนทหรือจุดอ่อนร้ายแรงอยู่ 3 อย่างที่ สามารถเข้ามาดูดพลังและทำให้ระบบสมาธิ ทั้งไฟฉายไฟสาดและนักเล่นกล่อนแอลงจนแทบ ใช้งานไม่ได้เลยครับตัวร้ายทั้ง 3 นี้ทรง พลังมากเพราะมันเชื่อมโยงกับกลไกการเอา ชีวิตรอดดั้งเดิมของมนุษย์สมองของเราจะ
11:07 ให้ความสำคัญกับมันเป็นอันดับแรกเสมอ 3 อย่างนั้นก็คือความเครียดหรือstrสอารมณ์ ขุ่นมัวหรือพัวดและภัยคุกคามที่รับรู้ได้ หรือ perceive thread 1 ความเครียด stress เวลาที่เราเครียดสมองจะเข้าสู่ โหมดเอาตัวรอดและมันจะกระตุ้นสิ่งที่คุณ หมอเรียกว่าการเดินทางข้ามเวลาในใจคือจิต ใจของเราจะถูกดึงให้กลับไปครุ่นคิดถึง ความผิดพลาดในอดีตเช่นฉันไม่น่าพูดแบบ นั้นไปเลยหรือพุ่งไปกังวลถึงหายนะในอนาคต เช่นถ้าพรีเซนตงานพรุ่งนี้ไม่ดีต้องโดน ไล่ออกแน่ๆการเดินทางข้ามเวลานี้เป็นตัว สูบพลังงานของนักเล่นกลหาศาล
11:55 ทำให้โต๊ะทำงานในสมองของเราเต็มไปด้วยขยะ และไม่เหลือพื้นที่ให้ไฟฉายได้จดจ่อกับ งานตรงหน้าเลยครับ 2 อารมณ์ขุ่นมัวหรือพวงมูดอารมณ์ลบๆไม่ ว่าจะเป็นความเศร้าความหงุดหงิดหรือความ เบื่อหลายมันสร้างวงจรอุบาทที่ทำร้ายตัว เองครับเมื่อเรารู้สึกแย่มันจะทำให้ไฟฉาย ของเราหรี่แคบลงและล็อกคเป้าไปที่ความคิด หรือเหตุการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกแย่โดย อัตโนมัติยิ่งเราจดจ่อกับเรื่องลบสมาธิ เราก็ยิ่งแย่ลงและพอสมาธิแย่ลงเราก็ยิ่ง รู้สึกแย่กับตัวเองเข้าไปอีกกลายเป็นหลุม ดำที่ดูดเราลงไปเรื่อยๆครับ 3 ภัยคุกคาม
12:40 ที่รับรู้ได้นี่คือตัวร้ายที่ทรงพลังที่ สุดครับภัยคุกคามในที่นี้ไม่จำเป็นต้อง เป็นเสือที่วิ่งไล่เรานะครับมันอาจเป็น ภัยคุกคามทางสังคมหรือทางจิตใจก็ได้เช่น การกลัวว่าจะถูกหัวหน้าตำหนิการกลัวว่าจะ พูดอะไรผิดๆในที่ประชุมหรือแม้แม้แต่แรน กดดันจากdeadไลน์ที่ใกล้เข้ามาเมื่อสมอง รับรู้ถึงภัยคุกคามมันจะปรับโหมดการทำงาน ของระบบสมาธิทั้งหมดทันทีไฟฉายจะถูกเปิด ให้สว่างจ้าเพื่อเฝ้าระวังภัยรอบด้านหรือ ไฮเปอร์จิ และไฟฉายจะมีอคติคอยสอดส่องหาแต่ข้อมูล ที่ยืนยันว่าภัยคุกคามนั้นมีอยู่จริงทำ ให้เราไม่สามารถจดจ่อกับงานที่เป็นกลาง หรืองานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้
13:25 เลยครับลองนึกนึกภาพพนักงานคนหนึ่งที่ กำลังจะถูกประเมินผลงานประจำปีนะครับเขา กำลังเผชิญหน้ากับิปโตไนททั้ง 3 อย่าง พร้อมกันความเครียดทำให้เขาคิดวนเวียนถึง ผลงานเก่าๆที่อาจจะทำได้ไม่ดีหรือเดินทาง ไปอดีตและกังวลว่าผลประเมินจะออกมาแย่ เดินทางไปอนาคตอารมณ์ขุ่นมัวทำให้เขารู้ สึกท้อแท้และมองเห็นแต่ข้อบกพร่องของตัว เองภัยคุกคามที่รับรู้ได้คือการกลัวว่าจะ เสียหน้าหรือกระทบต่อหน้าที่การงานทำให้ สมองของเขาอยู่ในภาวะตื่นตัวสูงไม่สามารถ ทำงานอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพนี่คือ เหตุผลว่าทำไมในช่วงเวลาที่กดดันเราถึง คิดอะไรไม่ค่อยออกนั่นเองครับพอเรารู้
14:13 แล้วว่าศัตรูของเราคืออะไรคำถามที่สำคัญ ที่สุดก็คือเราจะสู้กับมันได้อย่างไร หนังสือเล่มนี้ไม่ได้แค่ชี้ปัญหาแต่ให้ ทางออกที่ชัดเจนและทำได้จริงซึ่งนำเราไป สู่แนวคิดที่ 3 ครับแนวคิดที่ 3 ปริมาณ การฝึกขั้นต่ำที่ได้ผลเวทมนตร์แห่ง 12 นาที หลังจากที่ทำให้เราเห็นภาพปัญหาอย่างชัด เจนแล้วดร.จากก็ได้มอบอาวุธที่ทรงพลังที่ สุดให้กับเราครับและข่าวดีก็คืออาวุธนี้ ไม่ต้องใช้เงินไม่ต้องใช้ยาและไม่ต้องใช้ เวลามากมายเลยหัวใจของโปรแกรมในหนังสือ เล่มนี้ถูกสรุปไว้ในแนวคิดที่เรียกว่า ปริมาณการฝึกขั้นต่ำที่มีประสิทธิภาพหรือ
14:58 minimum effective dose จากการวิจัยในห้องแลabและการทดลองภาคสนาม กับกลุ่มตัวอย่างที่หลากหลายมานานหลายปี ดร.จ่าและทีมของเธอค้นพบตัวเลขมหัศจรรย์ ครับนั่นคือการฝึกสติอย่างน้อย 12 นาที ต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ นี่คือปริมาณที่น้อยที่สุดแต่เพียงพอที่ จะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้จริงใน สมองทั้งในด้านการทำงานของสมาธิความจุของ working memmory และสุขภาวะทางอารมณ์ สิ่งสำคัญที่หนังสือเน้นย้ำคือการเปลี่ยน มุมมองต่อการฝึกสติครับมันไม่ใช่กิจ กิจกรรมเพื่อการผันคลายไม่ใช่การนั่งเฉยๆ ให้สบายใจแต่เป็นการออกกำลังกายสมองอย่าง
15:45 จริงจังดร.จาเปรียบมันเหมือนกับการวิด พื้นสำหรับสมอง push ups for the brain การทำวันละ 12 นาทีอย่างสม่ำเสมอสำคัญ กว่าการทำร่วนเดียว 1 ชั่วโมงในวันหยุด มากเหมือนกับการไปยิมนั่นแหละครับเราไม่ สามารถสร้างกล้ามเรือได้ด้วยการไปยิมหนัก ๆแค่เดือนละครั้งประโยชน์ของมันจะค่อยๆ สะสมและแข็งแกร่งขึ้นตามความสม่ำเสมอ ในงานวิจัยหลายชิ้นของเธอไม่ว่าจะเป็นกับ กลุ่มทหาร ครูหรือพนักงานดับเพลิงผลลัพธ์ที่ออกมา สอดคล้องกันคือกลุ่มที่ได้เข้าร่วม โปรแกรมฝึกสติ 12 นาทีนี้มีคะแนนการทดสอบ ด้านสมาธิและความจำดีขึ้นอย่างมีนัยยะ สำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมพวกเขาราย
16:32 งานว่ารู้สึกเครียดน้อยลงมีความยืดหยุ่น ทั้งอารมณ์มากขึ้นและสามารถจดจ่อกับงาน ได้ดีขึ้นแม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่กดดันก็ ตามตัวเลข 12 นาทีนี้จึงไม่ได้มาแบบลอยๆ แต่มาจากการเก็บข้อมูลและพิสูจน์ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่าว่าเป็นจุดที่ลงตัวที่สุดระหว่าง ประสิทธิภาพและความเป็นไปได้จริงในชีวิต ประจำวันที่วุ่นวายของเราครับ โอเค 12 นาทีต่อวันฟังดูทำได้จริงแต่คำ ถามคือแล้วเราจะทำอะไรใน 12 นาทีนั่นล่ะ นี่คือจุดที่เชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วย กันและนำเราไปสู่แนวคิดสุดท้ายซึ่งเป็น ทักษะที่สำคัญที่สุดในการเป็นนายของสมอง ครับ แนวคิดที่ 4 อภิปัญญา
17:18 Meta Awareness ทักษะการรู้ทันความคิด ถ้ามี 1 ทักษะที่คุณต้องเอาออกจากหนังสือ เล่มนี้ไปให้ได้มันคือทักษะนี้ครับ อภิปัญญา หรือ Meta Awareness ฟังดูอาจจะยากนะ ครับแต่จริงๆแล้วมันคือแนวคิดที่เรียบ ง่ายแต่ทรงพลังที่สุดเมตตา Awareness แปล แบบบ้านๆก็คือการรู้ตัวว่าเรากำลังรู้ อะไรอยู่หรือการใส่ใจกับสมาธิของเราเอง มันคือความสามารถในการสังเกตเห็นว่าอ่ะ ตอนนี้ฉันใจลอยไปแล้วหรือโอ้ฉันกำลังคิด เรื่องงานทั้งๆที่กำลังคุยกับลูกอยู่ทำไม
18:03 ทักษะถึงสำคัญเพราะนานวิจัยบอกว่าโดย เฉลี่ยแล้วจิตใจของเราจะวอกแวกหรือใจลอย ไปจากปัจจุบันขณะ มากถึง 50% ของเวลาที่เราตื่นอยู่ภาวะนี้ เรียกว่าการหลุดจากการรับรู้คือร่างกาย เราอยู่ที่นี่แต่ใจเราไปอยู่ที่อื่นแล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความผิดพลาดในการทำ งานการสื่อสารที่ล้มเหลวและความรู้สึกว่า ชีวิตมันผ่านไปโดยที่เราไม่ได้สัมผัสมัน จริงๆอภิปัญญาคือยาถอนพิษของภาวะใจลอย ครับและการฝึกสติ 12 นาทีที่เราพูดถึงกัน
18:48 ไปนั้นก็คือการฝึกทักษะอภิปัญญานี่เองหัว ใจของการฝึกไม่ได้อยู่ที่การพยายามไม่วอก แวกซึ่งเป็นไปไม่ได้แต่อยู่ที่วงจรแห่ง การรู้ทันครับมันมี 3 ขั้นตอนง่ายๆ 1 จด จ่อโฟกัสนำไฟฉายของคุณไปจดจ่อที่จุดใดจุด หนึ่งเช่นลมหายใจ 2 รู้ทันสังเกตเห็น เมื่อไฟฉายเคลื่อนออกจากลมหายใจไปคิด เรื่องอื่นนี่แหละครับคือช่วงเวลาของ อภิปัญญา 3 นำกลับมาค่อยๆนำไฟฉายกลับมาที่ลมหายใจ อย่างนุ่มนวลโดยไม่ตำหนิตัวเองทุกครั้ง
19:34 ที่คุณทำครบวงจรนี้มันคือการวิดพื้นสมอง 1 ครั้งยิ่งคุณทำบ่อยเท่าไหร่ กล้ามเนื้อแห่งอภิปัญญาของคุณก็จะยิ่ง แข็งแรงขึ้นเท่านั้นคุณจะรู้ทันความคิด ตัวเองได้เร็วขึ้นและสามารถดึงสมาธิกลับ มาสู่ปัจจุบันได้ง่ายขึ้นครับ แบบฝึกหัดพื้นฐานที่สุดในหนังสือที่ชื่อ ว่าค้นหาไฟฉายของคุณคือการฝึกอภิปัญญาโดย ตรงแค่การนั่งนิ่งๆแล้วสังเกตลมหายใจที่ ปลายจมูกเมื่อไหร่ที่รู้ตัวว่าใจลอยไปคิด เรื่องdeadลงานเรื่องที่ต้องซื้อเข้าบ้าน หรือเรื่องอะไรก็ตามการรู้ตัวในวินาที
20:20 นั้นคือชัยชนะครับมันคือการที่คุณได้ฝึก ใช้อภิปัญญาแล้วและการค่อยๆดึงสมาธิกลับ มาก็คือการทำให้กล้ามเนื้อนี้แข็งแรงขึ้น ทีละนิดทีละนิดนั่นเองหลังจากที่เราได้ เข้าใจแนวคิดหลักทั้ง 4 ข้อกันไปแล้วนะ ครับทีนี้ก็มาถึงส่วนที่สำคัญที่สุดของ ช่องเรานั่นคือการนำไปลองทำดูครับผมได้ สรุปขั้นตอนที่นำไปใช้ได้จริงจากแต่ละแนว คิดมาให้เป็นชุดเครื่องมือเริ่มต้นดังนี้ ครับสำหรับแนวคิดเรื่องระบบสมาธิ 3 ส่วน ลองทำบันทึกสมาธิ 1 วันครับพวกสมุดเล็กๆ หรือใช้แอปตในมือถือลองสังเกตตัวเองในแต่ ละช่วงของวันแล้วจดดูว่าตอนนี้ฉันกำลัง
21:08 ใช้สมาธิแบบไหนอยู่เช่นตอนตอบอีเมลไฟฉาย ตอนเดินไปซื้อกาแฟไฟสาดตอนวางแผนงานประจำ สัปดาห์นักเล่นกลอง ตัวเองชัดขึ้นครับสำหรับแนวคิดเรื่องิปt ของสมาธิลองทำเช็คอินกับตัวเองวันละ 3 ครั้งเช้ากลางวันเย็นถามตัวเองสั้นๆว่า ตอนนี้ฉันรู้สึกอย่าง แล้วลองระบุตัวการที่อาจจะกำลังบั่นทอน สมาธิของคุณดูครับตอนนี้เครียดเรื่องงาน ตอนนี้หงุดหงิดเพราะรถติดตอนนี้กังวล เรื่องค่าใช้จ่ายการรู้ชื่อของศัตรูคือ
21:54 ขั้นตอนแรกของการรับมือกับมันครับสำหรับ แนวคิดเรื่องปริมาณการฝึกขั้นต่ำที่ได้ผล จองคิว 12 นาทีในปฏิทินของคุณทำให้มัน เป็นนัดที่สำคัญเหมือนนัดประชุมกับลูกค้า เลยครับไม่ต้องรอให้ว่างแต่จงใจสร้างเวลา 12 นาทีนี้ขึ้นมาอาจจะเป็นช่วงหลังตื่น นอนพักกลางวันหรือก่อนนอนก็ได้การทำให้ มันเป็นทางการจะช่วยให้คุณทำมันได้อย่าง สม่ำเสมอมากขึ้นครับสำหรับแนวคิดเรื่อง อภิปัญญา หรือ Awareness ลองฝึก Stop สั้นๆดร.จา แนะนำเทคนิคนี้ไว้ครับเมื่อไหร่ที่รู้สึก ว่าหัวหมุนๆให้ลอง S คือ Stop หยุดทุก
22:41 อย่างที่ทำอยู่ T คือ Take a breath หายใจเข้าลึกๆ 1 ครั้ง O คือ Observe สังเกตว่าในหัวและในร่างกายกำลังเกิดอะไร ขึ้น P คือ proceed ค่อยกลับไปทำสิ่งที่ ทำอยู่ต่อด้วยสติที่มากขึ้นสำหรับพวกพวก เราคนทำงานในเมืองที่ชีวิตเร่งรีบนะครับ การฝึก 12 นาทีนี้ไม่ต้องรอให้กลับถึง บ้านแล้วค่อยทำก็ได้ครับช่วงเวลาบนรถไฟ ฟ้า BTS หรือ MRT ขากลับบ้านแทนที่จะไถ มือถือลองเสียบหูฟังแล้วฝึกค้นหาไฟฉายของ คุณดูหรือช่วงพักกลางวันหลังจากทานข้าว เสร็จแล้วหาที่นั่งเงียบๆในออฟฟิศสัก 12
23:27 นาทีมันคือการสร้างเกราะป้องกันภาวะสมอง ล้าที่เราต้องเจอกันทุกบ่ายและเป็นการ ชาร์จพลังให้สมองพร้อมลุยงานในช่วงบ่าย ได้อย่างเต็มที่ครับนอกเหนือจากแนวคิดและ วิธีการดีๆแล้วในหนังสือเล่มนี้ยังมี เรื่องเล่าหนึ่งที่ผมอ่านแล้วประทับใจมาก และอยากจะนำมาแบ่งปันเป็นพิเศษเลยครับ เพราะมันคือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดว่า เทคนิคในหนังสือเล่มนี้มันทรงพลังและ สำคัญขนาดไหนเรื่องราวนี้มาจากการทำงาน วิจัยของดร.จากับกลุ่มนาวิกโยคินสหรัฐ ครับลองจินตนาการถึงกลุ่มคนที่ต้องเผชิญ กับความเครียดและความกดดันที่สูงที่สุด เท่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้นั่นคือกลุ่ม ทหารที่กำลังจะถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจใน สมรภูมิรบที่ประเทศอิรักพวกเขาต้องเผชิญ
24:15 กับความเป็นความตายทุกวันสมาธิที่วอกแวก เพียงเสี้ยววินาทีอาจหมายถึงชีวิตของตัว เองและเพื่อนร่วมทีมดร.จาและทีมของเธอได้ เข้าไปจัดโปรแกรมฝึกสติ 8 สัปดาห์ให้กับ ทหารกลุ่นนี้ก่อนที่พวกเขาจะเดินทางไป ประจำการสิ่งที่เธอค้นพบนั้นน่าทึ่งมาก ครับเธอพบสิ่งที่เรียกว่าความสัมพันธ์ เชิงปริมาณหรือ Dose response effect พูดง่ายๆก็คือยิ่งฝึกมากยิ่งได้ผลมากทหาร ที่ใช้เวลาในการฝึกสปิตามโปรแกรม 12 นาที มากกว่าเพื่อนจะมีคะแนนความสามารถด้าน หน่วยความจำใช้งานหรือนักเป็นกลที่ดีขึ้น อย่างเห็นได้ชัดและมีสภาวะทางอารมณ์ที่ มั่นคงกว่ามากพูดอีกอย่างก็คือการฝึกสติ
25:02 นี้ทำหน้าที่เหมือนเป็นเกราะป้องจันทร์ ให้กับสมองของพวกเขาช่วยปกป้องระบบสมาธิ ไม่ให้เสื่อมถอยลงแม้จะต้องอยู่ภายใต้ สภาวะที่กดดันอย่างสุดขีดครับเรื่องนี้ ทรงพลังแม่ครับเพราะมันได้เปลี่ยนมุมมอง ต่อการฝึกสติไปอย่างสิ้นเชิงจากเดิมที่ อาจจะถูกมองว่าเป็นแค่กิจกรรมเพื่อความ ผ่อนคลายกลายมาเป็นเครื่องมือเพิ่ม ประสิทธิภาพและสร้างความทนทานทางจิตใจ หรือ mental resilient tools ที่จำเป็น อย่างยิ่งครับถ้าการฝึกนี้สามารถปกป้อง และเสริมความแข็งแกร่งให้กับสมองของทหาร ในสมรภูมิได้ลองคิดดูสิครับว่ามันจะช่วย ปกป้องสมองของเราจากสนามรบในชีวิตประจำ วันได้มากแค่ไหนไม่ว่าสนามรบนั้นจะเป็น
25:47 ห้องประชุมที่ตึงเครียดdeadลงานที่บีบ คั้นหรือความวุ่นวายของการใช้ชีวิตใน เมืองใหญ่มันคือเครื่องมือที่จะช่วยให้ เราเป็นนายของสมองได้อย่างแท้จริงไม่ว่า สถานการณ์รอบข้างจะเป็นอย่างไรครับและ นั่นก็คือสาระสำคัญจากหนังสือพีคใหม่เป็น นายของสมองนะครับถ้าจะให้สรุปอีกครั้งหัว ใจที่หนังสือเล่มนี้ต้องการจะบอกเราก็คือ สมาธิเป็นทักษะที่สามารถฝึกฝนได้เหมือน กล้ามเนื้อและการฝึกสติที่ทำได้จริงเพียง 12 นาทีต่อวันก็สามารถสร้างการเปลี่ยน แปลงที่วัดผลได้ให้กับสมอง เพื่อให้คุณควบคุมสมาธิและทวงคืนชีวิต ส่วนที่หายไปจากภาวะใจลอยกลับคืนมาสำหรับ ใครที่ฟังแล้วมีไฟจากขั้นดอนทั้งหมดที่ เราคุยกันไปในวันนี้ผมอยากให้คุณเลือก
26:34 สิ่งที่ทำได้ง่ายและเล็กที่สุดเพียง 1 อย่างมาเริ่มลองทำดูภายใน 24 ชมงนี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งนาฬิกาปลุก 12 นาทีใน มือถือสำหรับวันพรุ่งนี้ไม่ต้องกดดันว่า จะต้องทำได้สมบูรณ์แบบแค่สร้างพื้นที่ 12 นาทีนี้ให้กับตัวเองให้ได้ก่อนนั่นคือชัย ชนะก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่แล้วครับลองถามตัว เองดูนะครับว่าถ้าคุณสามารถนำแนวคิดจาก หนังสือพีคเป็นนายของสมองไปปรับใช้ได้ อย่างสม่ำเสมอชีวิตของคุณในอีก 1 ปีข้าง หน้าจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ อย่างไรบ้างจำไว้นะครับว่าการฟังเป็น เพียงจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงที่แท้ จริงจะเกิดขึ้นเมื่อเรากล้าที่จะลองทำดู เท่านั้นขอบคุณทุกท่านที่ติดตามฟังมาจนจบ นะครับถ้าคุณชอบเนื้อหาในตอนนี้และคิดว่า เป็นประโยชน์อย่าลืมกดไลคแชร์และ
27:20 subscribe ช่องลองทำดู Just try it พร้อมกดกระดิ่งแจ้งเตือนไปด้วยนะครับจะ ได้ไม่พลาดสาระดีๆจากหนังสือเล่มต่อไป สำหรับหนังสือพิก Mind เป็นนายของสมอง เล่มนี้แนวคิดไหนที่คุณฟังแล้วปิ๊งที่สุด และอยากจะนำไปลองทำดูเป็นอย่างแรกครับ คอมเมนต์แบ่งปันกันที่ด้านล่างนี้ได้เลย นะครับผมอยากอ่านความคิดเห็นของทุกคนเลย และแน่นอนมีหนังสือเล่มไหนอีกบ้างที่คุณ อยากให้เรานำมาสรุปและลองทำดูด้วยกันใน ครั้งต่อไปแนะนำกันเข้ามาได้เลยนะครับ สำหรับวันนี้เวลาของเราหมดลงแล้วและอย่า ลืมลืมนะครับว่าทุกการลองทำดูคือก้าวแรก สู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตคุณ เสมอพบกันใหม่ในตอนต่อไปสวัสดีครับ [เพลง]