สรุปหนังสือ Cues: ร่างกายคุณสะกดใจคนได้ | 4 'คิว' ลับทางจิตวิทยาที่ทำให้คนชอบคุณทันที

สรุปย่อ

วิดีโอนี้สรุปเนื้อหาจากหนังสือ "Cues: Master the Secret Language of Charismatic Communication" โดย Vanessa Van Edwards ซึ่งเน้นว่าเสน่ห์และความน่าดึงดูดไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็นทักษะที่เรียนรู้ได้จากการควบคุมสัญญาณ (cues) ที่เราส่งออกไปเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความอบอุ่นและความสามารถ วิดีโอแบ่ง cues ออกเป็น 4 ประเภทหลัก:

  • คิวทางอวัจนภาษา (ภาษากาย)
  • คิวทางน้ำเสียง
  • คิวทางวัจนภาษา (คำพูด)
  • คิวทางภาพลักษณ์

และให้คำแนะนำในการนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

  • เสน่ห์และความน่าดึงดูดไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็นทักษะ
  • การควบคุมคิว (สัญญาณ) สร้างสมดุลระหว่างความอบอุ่นและความสามารถ
  • คิวมี 4 ประเภท: อวัจนภาษา, น้ำเสียง, วัจนภาษา, ภาพลักษณ์

บทนำ: เคยไหม? ที่ร่างกายของคุณพูดสวนทางกับสิ่งที่คุณคิด

วิดีโอเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่าทำไมบางคนถึงดูมีเสน่ห์และน่าเชื่อถือ ในขณะที่บางคนสื่อสารได้ไม่ดีเท่าที่ควร แม้จะมีความสามารถและความตั้งใจที่ดี ความลับอาจอยู่ที่ภาษากายและน้ำเสียงที่ส่งออกไป หากสามารถถอดรหัสภาษากายสากลและควบคุมสัญญาณที่ร่างกายส่งออกไปได้ จะสามารถสร้างความไว้วางใจ แสดงความสามารถ และทำให้คนอยากร่วมมือได้

ทำไมหนังสือ "Cues" ถึงเป็นคู่มือเปลี่ยนชีวิตในยุคนี้?

หนังสือ "Cues" ไม่ใช่แค่หนังสือสอนภาษากายทั่วไป แต่เป็นคู่มือถอดรหัสสัญญาณขนาดจิ๋วที่มนุษย์ใช้สื่อสารกันโดยไม่รู้ตัว Vanessa Van Edwards รวบรวมงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาสังเคราะห์เป็นหลักการที่เข้าใจง่าย ว่าคนที่มีเสน่ห์และประสบความสำเร็จส่งสัญญาณอะไรออกไปบ้าง ทั้งทางร่างกาย น้ำเสียง คำพูด และภาพลักษณ์ เพื่อให้คนอื่นรู้สึกไว้วางใจและเชื่อมั่นในความสามารถ ในยุคที่สื่อสารกันผ่านหน้าจอมากขึ้น สัญญาณเล็กๆ เหล่านี้กลับทวีความสำคัญขึ้น การเข้าใจและควบคุม cues ของตัวเองจึงเป็นทักษะที่จำเป็นในการสร้างความสำเร็จทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์

Vanessa Van Edwards ไม่ใช่แค่โค้ชด้านการสื่อสาร แต่เป็นนักสืบพฤติกรรมมนุษย์ ผู้ก่อตั้ง Science of People สถาบันวิจัยที่ศึกษาศาสตร์แห่งการเข้าสังคมโดยอิงหลักวิทยาศาสตร์ เธอเคยเป็นคนที่ประหม่าและเข้าสังคมไม่เก่งมาก่อน จึงอุทิศชีวิตให้กับการค้นคว้าว่าอะไรทำให้คนบางคนสื่อสารได้ดีกว่าคนอื่น จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับระดับโลก ความรู้ในหนังสือเล่มนี้มาจากการทดลองจริงและประสบการณ์ของคนที่เคยไม่เก่งมาก่อน ทำให้เข้าถึงง่ายและทำตามได้จริง

แนวคิดที่ 1: คิวทางอวัจนภาษา (Nonverbal Cues)

ก่อนที่เราจะได้พูดอะไรออกไป ร่างกายของเราได้เริ่มสนทนากับคนอื่นแล้ว ผ่านท่าทางการวางตัวและการสบตา สมองของเราถูกวิวัฒนาการมาให้ตัดสินคนอื่นอย่างรวดเร็ว โดยจะมองหาสัญญาณ 2 อย่างหลักๆ คือ ความอบอุ่น (เป็นมิตร) และความสามารถ (แข็งแกร่ง) การควบคุมภาษากายเป็นเหมือนการเขียนบทสนทนาบทแรกให้กับสมองของอีกฝ่าย

  • คิวแห่งความสามารถ (Competence Cues): ท่าทางที่แสดงออกถึงความมั่นใจ การเป็นผู้นำ และการควบคุมสถานการณ์ เช่น ยืนหรือนั่งตัวตรง ใช้ท่าทางที่กินพื้นที่ สิ่งเหล่านี้จะส่งสัญญาณว่าควบคุมพื้นที่ตรงนี้ได้ และยังส่งผลต่อฮอร์โมนในร่างกาย
  • คิวแห่งความอบอุ่น (Warmth Cues): ท่าทางที่แสดงออกถึงความเป็นมิตร การเข้าถึงง่าย และความน่าไว้วางใจ เช่น โน้มตัวไปข้างหน้า พยักหน้า โชว์ฝ่ามือ

การผสมผสานคิวทั้งสองอย่างนี้อย่างลงตัว จะทำให้สามารถสะกดใจผู้คนได้

แนวคิดที่ 2: คิวทางน้ำเสียง (Vocal Cues)

น้ำเสียงคือเพลงประกอบของคำพูด Vocal cues คือทุกอย่างที่เกี่ยวกับเสียงของเรา ยกเว้นตัวคำพูดเอง เช่น ระดับเสียง ความดัง ความเร็ว และการเว้นจังหวะ สมองของเราตีความน้ำเสียงได้เร็วกว่าการประมวลผลความหมายของคำพูด

  • คิวแห่งความสามารถ (Competence Cues): น้ำเสียงที่มั่นคงและหนักแน่น การจบประโยคด้วยเสียงต่ำ (downward inflection) การพูดด้วยความเร็วปานกลาง และการเว้นจังหวะอย่างตั้งใจ
  • คิวแห่งความอบอุ่น (Warmth Cues): น้ำเสียงที่มีความหลากหลายของระดับเสียง (vocal variety) การใช้เสียงสูงขึ้นเมื่อพูดถึงเรื่องที่น่าตื่นเต้น หรือใช้เสียงที่นุ่มนวลลงเมื่อต้องการแสดงความเห็นอกเห็นใจ การพูดด้วยรอยยิ้ม

งานวิจัยพบว่าศัลยแพทย์ที่ถูกฟ้องร้องเรื่องการสื่อสารผิดพลาดมากที่สุด คือกลุ่มที่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เย็นชา และมีอำนาจเหนือกว่า ในขณะที่ศัลยแพทย์ที่ไม่เคยถูกฟ้องร้องเลย คือกลุ่มที่ใช้น้ำเสียงที่อบอุ่น มีความหลากหลายทางอารมณ์ และฟังดูใส่ใจคนไข้

แนวคิดที่ 3: คิวทางวัจนภาษา (Verbal Cues)

คำพูดคือสะพานเชื่อมใจ การเลือกใช้คำพูดเพื่อสร้างความเชื่อมโยงและแสดงออกถึงตัวตนของเราอย่างแท้จริง

  • คิวแห่งความสามารถ (Competence Cues): การพูดอย่างชัดเจน กระชับ และตรงประเด็น การใช้คำพูดที่แสดงความมั่นใจ เช่น "ผมเชื่อว่า" แทนที่จะเป็น "ผมคิดว่า" การเล่าเรื่องความสำเร็จหรือความเชี่ยวชาญของตัวเองอย่างถ่อมตน
  • คิวแห่งความอบอุ่น (Warmth Cues): การทำให้บทสนทนาเป็นเรื่องของเราและคุณ ไม่ใช่แค่เรื่องของฉัน การใช้ Story หรือการเล่าเรื่อง การตั้งคำถามปลายเปิดที่น่าสนใจ

แนวคิดที่ 4: คิวทางภาพลักษณ์ (Imagery Cues)

ทุกสิ่งที่คุณเลือกคือการประกาศตัวตน Imagery cues คือทุกสิ่งทุกอย่างที่คนอื่นสามารถมองเห็นได้เกี่ยวกับตัวเราและสภาพแวดล้อมของเรา ตั้งแต่เสื้อผ้าที่เราใส่ สีที่เราเลือก ทรงผม ไปจนถึงพื้นหลังในวิดีโอคอล ทุกองค์ประกอบเหล่านี้กำลังส่งคิวเกี่ยวกับบุคลิกภาพ สถานะ และความเป็นมืออาชีพของเราออกไปตลอดเวลา

  • คิวแห่งความสามารถ (Competence Cues): ความเป็นระเบียบ ความเป็นมืออาชีพ และการใส่ใจในรายละเอียด การเลือกใส่เสื้อผ้าที่พอดีตัวและสะอาดสะอ้าน การจัดพื้นหลังห้องประชุมออนไลน์ให้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย สีโทนเข้ม
  • คิวแห่งความอบอุ่น (Warmth Cues): ความเข้าถึงง่ายและความเป็นตัวของตัวเอง การเลือกใช้สีสันที่สดใส การมีของตกแต่งที่บ่งบอกถึงงานอดิเรกหรือความสนใจส่วนตัววางอยู่ในฉากหลัง

การสร้างสมดุลระหว่างความสามารถและความอบอุ่นผ่านภาพลักษณ์นั้นสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความประทับใจที่รอบด้าน

รวมวิธีนำไป "ลองทำดู" (Just Try It Toolkit)

วิดีโอสรุปขั้นตอนที่นำไปใช้ได้จริงจากแต่ละแนวคิดมาให้เป็นชุดเครื่องมือเริ่มต้น:

  • คิวทางอวัจนภาษา:
    • ลองท่าแห่งชัยชนะ (Victory Pose) ก่อนการประชุมหรือการนำเสนอสำคัญ
    • ฝึกโชว์ฝ่ามือในการสนทนา
  • คิวทางน้ำเสียง:
    • อัดเสียงตัวเองแล้วฟังเพื่อเช็คว่าจบประโยคด้วยเสียงต่ำหรือเสียงสูง
    • ยิ้มก่อนพูด
  • คิวทางวัจนภาษา:
    • เตรียมคำถามจุดประกาย
    • เปลี่ยน "ฉันคิดว่า" เป็น "ฉันเชื่อว่า"
  • คิวทางภาพลักษณ์:
    • จัดฉากหลัง Zoom
    • แต่งตัวด้วยสีแห่งเจตนา

สำหรับบริบทของคนไทยที่ให้ความสำคัญกับความนอบน้อม คิวแห่งความอบอุ่นจะทรงพลังมากเป็นพิเศษ การไหว้พร้อมกับรอยยิ้มและการสบตาอย่างจริงใจถือเป็นการผสมผสานทั้ง nonverbal และ imagery cues ที่ยอดเยี่ยม

เรื่องเล่าที่ทรงพลัง: จากคนที่ประหม่าสู่กูรูระดับโลก

เรื่องราวของ Vanessa Van Edwards ผู้เขียนหนังสือ ที่ไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นกูรูด้านการสื่อสาร แต่เคยเป็นคนที่ประหม่าและเข้าสังคมไม่เก่ง เธอใช้ทักษะความเป็นนักวิจัยมาแฮกระบบการเข้าสังคม เริ่มจากการตั้งคำถามว่าเสน่ห์มีรูปแบบที่ถอดรหัสได้ไหม หมกมุ่นกับการดูเทปบันทึกภาพการปฏิสัมพันธ์ของผู้คน สังเกตภาษากายของผู้นำระดับโลก อ่านงานวิจัยทางจิตวิทยา และทดลองกับตัวเอง

เรื่องเล่านี้บอกเราว่าไม่มีใครเกิดมาพร้อมกับคู่มือการเข้าสังคม Vanessa เปลี่ยนจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของเธอให้กลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ทำให้เนื้อหาในหนังสือไม่ใช่แค่ทฤษฎีที่สวยหรู แต่เป็นบทเรียนที่กลั่นมาจากความพยายาม ความล้มเหลว และความสำเร็จจริง

สรุปและขั้นตอนแรกที่คุณต้องลองทำ!

หัวใจของหนังสือเล่มนี้คือเสน่ห์และความน่าดึงดูดไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็นทักษะที่เรียนรู้ได้ผ่านการควบคุม cues เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความอบอุ่นและความสามารถ

ขั้นตอนแรกที่ควรลองทำคือ เลือกสิ่งที่ทำได้ง่ายและเล็กที่สุดเพียง 1 อย่างมาเริ่มลองทำดูภายใน 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นการฝึกจบประโยคด้วยเสียงต่ำในการคุยโทรศัพท์ครั้งต่อไป มันเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ไม่ต้องใช้ความพยายามมาก แต่ผลลัพธ์ของมันจะทำให้คุณประหลาดใจ

Summarize any YouTube video in seconds

Get summaries like this one for any video, in your language, with the free Summ app.

Download on the Apple Store
Get it on Google Play

Transcript

YouTube Transcript Generator

0:00 คุณเคยสงสัยไหมครับว่าทำไมคนบางคนถึงดูมี เสน่ห์น่าเชื่อถือและน่าดึงดูดได้อย่าง ง่ายดายแค่เดินเข้ามาในห้องประชุมหรือแม้ จะปรากฏตัวบนหน้าจอออนไลน์ก็สามารถสะกด ให้ทุกคนสนใจและคล้อยตามได้ทันทีในขณะที่ บางคนแม้จะมีความสามารถและความตั้งใจที่ ดีแต่กลับสื่อสารสิ่งนั้นออกไปไม่ได้ไม่ ได้รับความไว้วางใจเท่าที่ควรหรือสร้าง ความประทับใจแรกพบได้ไม่ดีนักความลับมัน อาจจะไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณพูดอะไรแต่อยู่ ที่ว่าร่างกายและน้ำเสียงของคุณกำลังพูด อะไรต่างหากลองจินตนาการดูสิครับว่าจะ เกิดอะไรขึ้นถ้าคุณสามารถถอดรหัสภาษากาย ที่เป็นสากลนี้ได้ถ้าคุณสามารถควบคุม

0:47 สัญญาณเล็กๆที่ร่างกายส่งออกไปเพื่อสร้าง ความไว้วางใจแสดงความสามารถและทำให้คน อยากร่วมมือกับคุณได้ในทุกสถานการณ์ชีวิต การทำงานและความสัมพันธ์ของคุณจะเปลี่ยน ไปมากแค่ไหนวันนี้เราจะมาไขความลับนั้น กันครับ [เพลง] Long them do just try it podcast >> สวัสดีครับทุกท่านกลับมาพบกันอีกครั้งที่ ช่องลองทำดู Just try it podcast ที่ จะนำสาระสำคัญจากหนังสือดีๆมาย่อยให้คุณ ฟังแบบเข้าใจง่ายและพร้อมนำไปลองทำดูได้ ทันทีสำหรับในตอนนี้เราจะมาดำดิ่งสู่แก่น ความคิดจากหนังสือที่ทรงอิทธิพลเล่ม 1 นั่นก็คือร่างกายคุณสะกดใจคนได้หรือใน

1:35 ชื่อภาษาอังกฤษคือ Kills Master the Secret Language of charismatic communication โดยคุณ Vanessa Van Edward ครับหนังสือเล่มนี้เหมาะมากๆครับ สำหรับทุกคนที่ต้องการพัฒนาทักษะการสื่อ สารไม่ว่าคุณจะเป็นผู้นำที่อยากสร้างแรง บันดาลใจให้ทีมเป็นนักขายที่ต้องสร้าง ความไว้วางใจกับลูกค้าเป็นพนักงานที่ต้อง นำเสนอโปรเจคสำคัญ หรือแม้แต่เป็นคนที่รู้สึกประหมา่าเวลา ต้องเข้าสังคมและอยากสร้างความสัมพันธ์ ที่ดีขึ้นเพราะมันไม่เพียงแค่ให้แนวคิด แต่ยังให้เครื่องมือที่เราจะเอาไปสร้าง ความเปลี่ยนแปลงได้จริงๆผ่านหลักการทาง วิทยาศาสตร์ที่จับต้องได้ในวันนี้เราจะมา เจาะลึกเบื้องหลังของผู้เขียนและหนังสือ เล่มนี้กันก่อนจากนั้นจะมาแกะ 4 แนวคิด สำคัญเพื่อสร้างความเข้าใจกันแบบเต็มๆ

2:22 ตั้งแต่เรื่องของภาษากายน้ำเสียงคำพูดไป จนถึงภาพลักษณ์ครับจากนั้นในช่วงท้ายผมจะ รวบรวมวิธีนำแนวคิดทั้งหมดไปลองทำดูเป็น ชุดเครื่องมือที่คุณนำไปใช้ได้เลยพร้อม ด้วยเรื่องเล่าที่น่าประทับใจมากๆจากใน เล่มถ้าพร้อมแล้วเราไปเริ่มต้นกันเลยก่อน ที่เราจะไปเจาะลึกถึงเทคนิคต่างๆเรามาทำ ความรู้จักกับที่มาที่ไปของหนังสือเล่ม นี้และผู้เขียนกันก่อนดีกว่าครับเพราะมัน จะทำให้เราเข้าใจว่าทำไมแนวคิดในเล่มถึง ทรงพลังและน่าเชื่อถือร่างกายคุณสะกดใจคน ได้หรือ ไม่ใช่แค่หนังสือสอนภาษากายทั่วๆไปครับ แต่มันคือคู่มือถอดรหัสคิsหรือสัญญาณขนาด

3:07 จิ๋วที่มนุษย์เราใช้สื่อสารกันโดยไม่รู้ ตัว Vanessa ผู้เขียนได้รวบรวมงานวิจัย ทางวิทยาศาสตร์นับพันชิ้นมาสังเคราะห์ เป็นหลักการที่เข้าใจง่ายว่าคนที่มี เสน่ห์และประสบความสำเร็จนั้นพวกเขาส่ง สัญญาณอะไรออกไปบ้างทั้งทางร่างกาย น้ำเสียงคำพูดและแม้กระทั่งภาพลักษณ์ที่ ตาเห็นเพื่อทำให้คนอื่นรู้สึกไว้วางใจและ เชื่อมั่นในความสามารถของพวกเขาในยุคที่ เราสื่อสารกันผ่านหน้าจอมากขึ้นกว่าเดิม การประชุมออนไลน์การนำเสนอผ่านวดีโอคอล หรือแม้แต่การสร้างตัวตนบนโซเชียลมีเดีย สัญญาณเล็กๆเหล่านี้กลับทวีความสำคัญขึ้น อย่างมหาศาลครับเพราะผู้คนตัดสินเราเร็ว

3:53 ขึ้นจากข้อมูลที่จำกัดมากมากการเข้าใจและ ควบคุมคิsของตัวเองได้จึงกลายเป็นทักษะ ที่จำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความสำเร็จ ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์มันคือความแตก ต่างระหว่างการถูกมองข้ามกับการเป็นคนที่ น่าจุดจำและน่าร่วมงานด้วยครับและคุณ Vanessa แนวคือใครเธอไม่ใช่แค่โค้ชด้าน การสื่อสารธรรมดาครับแต่เธอนิยามตัวเอง เป็นว่านักสืบพฤติกรรมมนุษย์ หรือ behavioral investigator เธอคือผู้ก่อตั้ง Science of People ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยที่ศึกษาศาสตร์แห่ง การเข้าสังคมโดยอิงหลักวิทยาศาสตร์ล้วนๆ สิ่งที่ทำให้เธอแตกต่างและน่าเชื่อถือสุด

4:41 ๆก็คือเรื่องราวของเธอเองครับวเนสซ่า สารภาพว่าเธอเคยเป็นคนที่ประมาทและเข้า สังคมไม่เก่งอย่างรุนแรงมาก่อนเธอจึง อุทิศชีวิตให้กับการค้นคว้าว่าอะไรคือ สิ่งที่ทำให้คนบางคนสื่อสารได้ดีกว่าคน อื่นจนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการ ยอมรับระดับโลกเป็นคอลัมนิสให้กับ CNN Post และบรรยายให้กับบริษัทชั้นนำอย่าง Google และ Microsoft ความรู้ในหนังสือ เล่มนี้จึงไม่ได้มาจากทฤษฎีสวยหรูครับแต่ มาจากการทดลองจริงและแกร่งกรองมาจาก ประสบการณ์ของคนที่เคยไม่เก่งมาก่อนทำให้ มันเข้าถึงง่ายและทำตามได้จริงถ้าใช้สรุป หัวใจของหนังสือเล่มนี้ในประโยคเดียวมัน

5:29 ก็คือเสน่ห์และความน่าดึงดูดไม่ใช่พร สวรรค์ที่มีมาแต่กำเนิดแต่มันคือทักษะที่ ทุกคนเรียนรู้ได้ผ่านการควบคุมคิวหรือ สัญญาณเล็กๆที่เราส่งออกไปเพื่อสร้าง สมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างความอบอุ่นหรือ warms และความสามารถหรือ competence ครับ เอาล่ะครับถึงเวลาที่เราจะมาแกะกล่อง เครื่องมือสร้างเสน่ห์จากหนังสือเล่มนี้ กันแล้ว Vanessa แบ่ง Q ออกเป็น 4 ประเภท หลักๆที่เราต้องฝึกฝนให้เชี่ยวชาญเราจะมา เจาะลึกกันทีละข้อเลยครับแนวคิดที่ 1 Q ทางอวจนภาษาหรือ Nonverbal Qes ครับก่อน ที่เราจะได้พูดอะไรออกไปแม้แต่คำเดียว

6:16 ร่างกายของเราได้เริ่มสนทนากับคนอื่นไป แล้วเรียบร้อยผ่านท่าทางการวางตัวและการ สบตาซ่า บอกว่าสมองของเราถูกวิวัฒนาการมาให้ตัด สินคนอื่นอย่างรวดเร็วเพื่อความอยู่รอด โดยจะมองหาสัญญาณ 2 อย่างหลักๆคือคนนี้ เป็นมิตรหรือเป็นศัตรูซึ่งก็คือความอบ อุ่นและคนนี้มีความสามารถหรืออ่อนแอซึ่ง ก็คือความสามารถครับวิทยาศาสตร์เบื้อง หลังเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสมองส่วนที่ เรียกว่าamดาลซึ่งเป็นศูนย์กลางการประมวล ผลอารมณ์และความทรงจำมันจะสแกนคนที่เราพบ เจอในเสี้ยววินาทีและตัดสินใจเบื้องต้น ทันทีดังนั้นการควบคุมภาษากายของเราจึง

7:03 เปรียบเสมือนการเขียนบทสนทนาบทแรกให้กับ amดาลของอีกฝ่ายนั่นเองqิวแห่งความสามารถ หรือ competence kills จะเป็นท่าทางที่ แสดงออกถึงความมั่นใจการเป็นผู้นำและการ ควบคุมสถานการณ์ได้เช่นการยืนหรือนั่งตัว ตรงทำให้ดูสง่าและมีพลังการใช้ท่าทางที่ กินพื้นที่เช่นวางแขนบนพนักพิงเก้าอี้ หรือเท้าสะอวเล็กน้อยสิ่งเหล่านี้จะส่ง สัญญาณว่าฉันควบคุมพื้นที่ตรงนี้ได้และ มันยังส่งผลต่อฮอร์โมนในร่างกายเราด้วยนะ ครับงานวิจัยพบว่าท่าทางแบบนี้ช่วยเพิ่ม เทสโตสเตอโรนฮอร์โมนแห่งความมั่นใจและลด คอร์ติซอลฮอร์โมนแห่งความเครียดได้จริง

7:52 คิวแห่งความอบอุ่นหรือ warmed to จะเป็น ท่าทางที่แสดงออกถึงความเป็นมิตรการเข้า ถึงง่ายและความน่าไว้วางใจเช่นการโน้มตัว ไปข้างหน้าเล็กน้อยเวลาที่กำลังฟังใครสัก คนมันคือสัญญาณว่าฉันสนใจในสิ่งที่คุณพูด การพยักหน้าเป็นการบอกว่าฉันเข้าใจและ เห็นด้วยและที่สำคัญที่สุดคือการโชว์ฝ่า มือซึ่งเป็นสัญญาณสากลมาตั้งแต่ยุคโบราณ ที่แปลว่าฉันไม่มีอาวุธฉันมาอย่างเป็น มิตร Vanessa ยักตัวอย่างการนำเสนอในราย การ Shark แทงซึ่งเป็นรายการที่ผู้ประกอบ การต้องมาขายไอเดียให้นักลงทุนระดับพัน ล้านเธอวิเคราะห์ผู้แข่งขันที่ประสบความ

8:37 สำเร็จและพบว่าพวกเขามีรูปแบบภาษากายที่ คล้ายกันอย่างน่าทึ่งคือในตอนเริ่มต้นพวก เขาจะใช้คิวแห่งความสามารถอย่างเต็มที่ เช่นเดินออกมาด้วยท่าทางมั่นคงยืนตรงสบตา กับนักลงทุนทุกคนอย่างทั่วถึงเพื่อสร้าง ความน่าเชื่อถือว่าฉันคือผู้เชี่ยวชาญใน ธุรกิจนี้แต่ทันทีที่เริ่มเล่าเรื่องราว ความเป็นมาของผลิตภัณฑ์หรือตอบคำถามพวก เขาจะสลับไปใช้คิวแห่งความอบอุ่นทันที เช่นโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยใช้มือ ประกอบการพูดโดยหงายฝ่ามือขึ้นเพื่อสร้าง ความเชื่อมโยงและทำให้เหล่านักลงทุนรู้ สึกว่าคนนี้น่าไว้วางใจและน่าร่วมงานด้วย

9:23 การผสมผสานที่ลงตัวนี้เองที่ทำให้พวกเขา สามารถสะกดใจนักลงทุนที่ขึ้นชื่อว่า เขี้ยวที่สุดได้แน่นอนครับว่าภาษากายแค่ ส่วนหนึ่งของสมการเท่านั้นต่อให้ท่าทาง ของเราจะดูดีแค่ไหนแต่ถ้าเสียงที่เรา เปล่งออกมาไม่น่าฟังทุกอย่างก็อาจจะพังลง ได้นั่นจึงนำเราไปสู่แนวคิดที่ 2 ที่ สำคัญไม่แพ้กันนั่นคือ Q น้ำเสียงครับ แนวคิดที่ 2 ทางน้ำเสียงหรือ vocal QS น้ำเสียงคือเพลงประกอบของคำพูดลองนึกภาพ ตามนะครับถ้าคำพูดคือเนื้อเพลงน้ำเสียงก็ คือท่วงทำนองและดนตรีประกอบที่จะทำให้ เพลงนั้นน่าซังหรือน่าเบื่อไปเลย Vocales

10:10 คือทุกอย่างที่เกี่ยวกับเสียงของเรายก เว้นตัวคำพูดเองไม่ว่าจะเป็นระดับเสียง สูงต่ำหรือpeชความดังเบาหรือ volume การ พูดด้วยความเร็วในการพูดหรือpสและการเว้น จังหวะหรือ pause Vanessa ชี้ให้เห็นว่า สมองของเราตีความน้ำเสียงได้เร็วกว่าการ ประมวลผลความหมายของคำพูดซะอีกเราสามารถ รับรู้ได้ทันทีว่าคนๆนั้นกำลังตื่นเต้น โกรธเศร้าหรือมั่นใจเพียงแค่จากการฟังโทน เสียงของเขาคิวแห่งความสามารถหรือ competence kills น้ำเสียงที่แสดงถึง ความสามารถมักจะเป็นเสียงที่มั่นคงและ หนักแน่นหนึ่งในเทคนิคที่ทรงพลังที่สุด คือการจบประโยคด้วยเสียงต่ำหรือ downward

10:55 inflection ครับลองสังเกตนักพูดหรือผู้ นำเก่งๆเวลาที่เขาพูดประโยคสำคัญเขาจะกด เสียงลงตอนท้ายเสมอมันเป็นสัญญาณที่บอก สมองว่านี่คือข้อเท็จจริงนี่คือสิ่งที่ ฉันมั่นใจในทางกลับกันจบประโยคด้วยเสียง สูงหรือ up inflection จะทำให้ประโยคบอก เล่าฟังดูเหมือนประโยคคำถามและลดทอนความ น่าเชื่อถือลงทันทีนอกจากนี้การพูดด้วย ความเร็วปานกลางและการเว้นจังหวะอย่าง ตั้งใจก่อนหรือหลังพูดประเด็นสำคัญก็เป็น คิวที่แสดงถึงการควบคุมและความมั่นใจเช่น กันคิวแห่งความอบอุ่นหรือ warmth qels น้ำเสียงที่แสดงถึงความอบอุ่นคือเสียงที่ มีความหลากหลายของระดับเสียงสูงต่ำหรือ

11:41 vocal variety ไม่ใช่เสียงที่ราบเรียด เป็นเส้นตรงหรือmonโนโทน การใช้เสียงสูงขึ้นเมื่อพูดถึงเรื่องที่ น่าตื่นเต้นหรือใช้เสียงที่นุ่มนนลงเมื่อ ต้องการแสดงความเห็นอกเห็นใจจะทำให้คนฟัง รู้สึกเชื่อมโยงกับเราได้มากขึ้นการพูด ด้วยรอยยิ้มก็เป็นเทคนิคที่ง่ายแต่ได้ผล อย่างไม่น่าเชื่อครับเพราะมันจะเปลี่ยน คุณภาพของเสียงให้ฟังดูเป็นมิตรและสดใส ขึ้นมาทันทีแม้แต่ในการคุยโทรศัพท์อีก ฝ่ายก็สามารถรับรู้ได้ในหนังสือมีการอ้าง อิงถึงงานวิจัยที่น่าสนใจชิ้นหนึ่งครับ นักวิจัยได้อัดเสียงของศัลยแพทย์ขณะพูด คุยกับคนไข้แล้วนำไปเปิดให้นักศึกษาฟัง โดยตัดเนื้อหาที่เป็นคำพูดออกไปเหลือไว้ แต่เสียงฮึมฮำที่ยังคงมีท่วงทำนองและน้ำ

12:27 เสียงอยู่ครบถ้วนจากนั้นให้นักศึกษาให้ คะแนนว่าศัลยแพทย์คนไหนดูอบอุ่นและมีความ สามารถมากกว่ากันผลปรากฏว่าศัลยแพทย์ที่ ถูกฟ้องร้องเรื่องการสื่อสารผิดพลาดมาก ที่สุดคือกลุ่มที่พูดด้วยน้ำเสียงราบ เรียบเย็นชาและมีอำนาจเหนือกว่าในขณะขณะ ที่สั่นระยะแพทย์ที่ไม่เคยถูกฟ้องร้องเลย คือกลุ่มที่ใช้น้ำเสียงที่อบอุ่นมีความ หลากหลายทางอารมณ์และฟังดูใส่ใจคนไข้นี่ คือหลักฐานชัดเจนว่าต่อให้คุณพูดในสิ่ง ที่ถูกต้องแต่ถ้าทำนองของเสียงคุณมันผิด ผู้รับศาลก็อาจตีความเจตนาของคุณผิดไปได้ เลยก็ว่าได้เมื่อเรามีทั้งภาษากายทิพย์ ทรงพลังและน้ำเสียงที่น่าดึงดูดแล้วองค์ ประกอบสุดท้ายที่จะมาเติมเต็มการสื่อสาร ให้สมบูรณ์แบบก็คือสิ่งที่เราพูดนั่นเอง

13:14 ครับซึ่งนั่นก็คือแนวคิดที่ 3 คิวทางวจน ภาษา >> แนวคิดที่ 3 ทางวจนษาหรือ verbal kills คำพูดคือสะพานเชื่อมใจมาถึงส่วนของ verbal cues หรือการเลือกใช้คำพูดกันบ้างครับ นี่คือการสร้างสะพันธ์เชื่อมระหว่างความ คิดของเรากับคนฟังโดยตรง Vanessa เน้นว่า ไม่ใช่แค่การเลือกใช้คำศัพท์ที่สวยหรูแต่ คือการใช้ภาษาเพื่อสร้างความเชื่อมโยงและ แสดงออกถึงตัวตนของเราอย่างแท้จริงคิว แห่งความสามารถหรือคำพูดที่แสดงความ สามารถไม่ได้หมายถึงการใช้ศัพท์เทคนิคยาก ๆเพื่ออวดรู้แต่คือการพูดอย่างชัดเจน กระชับและตรงประเด็นการใช้คำพูดที่แสดง

14:03 ความมั่นใจเช่นผมเชื่อว่าแทนที่จะเป็นผม คิดว่าหรือผมรู้สึกว่าจะช่วยเพิ่มน้ำหนัก ให้กับสิ่งที่เราพูดได้อย่างมากนอกจากนี้ การเล่าเรื่องความสำเร็จหรือความเชี่ยว ชาญของตัวเองอย่างถ่อมตนก็เป็นวิธีที่ยอด เยี่ยมในการแสดงความสามารถโดยไม่ดูกลางจน เกินไปคิวแห่งความอบอุ่นหัวใจของการสร้าง ความอบอุ่นผ่านคำพูดคือการทำให้บทสนทนา เป็นเรื่องของเราและคุณไม่ใช่แค่เรื่อง ของฉันเทคนิคที่สำคัญคือการใช้ Story หรือการเล่าเรื่องครับมนุษย์เราถูกสร้าง มาให้ตอบสนองต่อเรื่องเล่าการแบ่งปัน เรื่องราวส่วนตัวเล็กๆน้อยๆหรือ ประสบการณ์ที่ล้มเหลวจะทำให้เราดูเป็น

14:49 มนุษย์ที่เข้าถึงได้และน่าไว้วางใจเทคนิค ที่ทรงพลังอีกอย่างคือการตั้งคำถามปลาย เปิดที่น่าสนใจแทนที่จะถามแค่ว่าเป็นไง บ้างลองถามว่าช่วงนี้มีอะไรน่าตื่นเต้น เกิดขึ้นบ้างมั้ยครับคำถามนี้เปลี่ยนจาก การถามถึงตำแหน่งมาเป็นการถามถึงความหลง ใหลหรือแชionซึ่งจะทำให้อีกฝ่ายได้เล่า เรื่องราวของตัวเองและทำให้บทสนทนามี ชีวิตชีวาขึ้นมาทันทีมันแสดงให้เห็นถึง ความใส่ใจหรือ warmth และยังเปิดโอกาสให้ เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสามารถหรือ competence ของอีกฝ่ายไปด้วยนะครับเป็น การใช้ verbal cues ที่ชานฉลาดมากๆเรา ได้เรียนรู้การควบคุมสัญญาณที่มองไม่เห็น อย่างภาษากายและน้ำเสียงรวมถึงสิ่งที่จับ

15:37 ต้องได้อย่างคำพูดไปแล้วแต่ยังมีอีกมิติ นึงที่คนส่วนใหญ่มักจะมองข้าข้ามซึ่งเป็น สิ่งแรกที่คนอื่นเห็นก่อนที่เราจะทำอะไร ทั้งหมดเสียอีกนั่นคือแนวคิดสุดท้ายคิว ทางภาพลักษณ์ครับ แนวคิดที่ 4 คิทางภาพลักษณ์หรือ imagery kills ทุกสิ่งที่คุณเลือกคือการประกาศ ตัวตน แนวคิดสุดท้ายคือ imagery kills หรือทาง ภาพลักษณ์ครับนี่คือทุกสิ่งทุกอย่างที่คน อื่นสามารถมองเห็นได้เกี่ยวกับตัวเราและ สภาพแวดล้อมของเรามันคือการสื่อสารที่ เกิดขึ้นก่อนการสื่อสารอื่นๆทั้งหมดตั้ง แต่เสื้อผ้าที่เราใส่สีที่เราเลือกทรงผม ไปจนถึงพื้นหลังในวีดีโอคอของเราหรือแม้ แต่ของที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานทุกองค์

16:24 ประกอบเหล่านี้กำลังส่งคิวเกี่ยวกับ บุคลิกภาพสถานะและความเป็นมืออาชีพของเรา ออกไปตลอดเวลาจิตวิทยาเบื้องหลังเรื่อง นี้คือ Enclose Cognition ซึ่งเป็นแนว คิดที่ว่าเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ไม่เพียง แต่ส่งผลต่อการรับรู้ของคนอื่นแต่ยังส่ง ผลต่อความคิดและพฤติกรรมของเราเองด้วย เช่นการใส่เสื้อกาวของหมอทำให้คนรู้สึก ฉลาดและรอบคอบขึ้นคิวแห่งความสามารถ Competence ภาพลักษณ์ที่แสดงความสามารถ มักจะเกี่ยวข้องกับความเป็นระเบียบความ เป็นมืออาชีพและการใส่ใจในรายละเอียดการ เลือกใส่เสื้อผ้าที่พอดีตัวและสะอาด สะอ้านการจัดพื้นหลังห้องประชุมออนไลน์ ให้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยอาจมีชั้น หนังสือหรือใบประกาสนียบัตรอยู่ด้านหลัง

17:11 ล้วนเป็นสัญญาณที่บอกว่าฉันเป็นคนจริงจัง และใส่ใจในคุณภาพสีโทนเข้มเช่นสีกลมทาสี ดำหรือสีเทามักจะถูกเชื่อมโยงกับความเป็น ผู้นำและอำนาจคิวเหมือนความอบอุ่น Warms kill ภาพลักษณ์ที่แสดงความอบอุ่นจะ เกี่ยวข้องกับความเข้าถึงง่ายและความเป็น ตัวของตัวเองการเลือกใช้สีสันที่สดใสเช่น สีเหลืองสีอ้มหรือสีฟ้าอ่อนสามารถทำให้ เราดูเป็นมิตรและมีพลังงานบวกมากขึ้นการ มีของตกแต่งที่บ่งบอกถึงงานอดิเรกหรือ ความสนใจส่วนตัววางอยู่ในฉากหลังเช่นต้น ไม้เล็กๆรูปภาพหรือของสะสมก็สามารถเป็น จุดเริ่มต้นบทสนทนาที่ดีและทำให้เราดู เข้าถึงง่ายขึ้นด้วย Vanessa เล่าถึงการ

17:57 ทดลองที่เธอทำกับทีมงานโดยให้คนดูรูป โปรไฟล์ลิงกinkินที่แตกต่างกัน 2 รูปของ คนเดียวกันรูปแรกเป็นรูปที่ถ่ายในสตูดิโอ โดยทาทางที่เป็นทางการใส่สูตรสีเข้มเน้น competence ส่วนอีกรูปเป็นรูปที่ถ่ายในสภาพแวดล้อม ที่เป็นธรรมชาติมากกว่ายิ้มอย่างอบอุ่น และใส่เสื้อผ้าสีสันสดใสเน้น warm จาก นั้นถามคนดูว่าพวกเขาอยากจะจ้างใครอยากจะ ร่วมงานกับใครหรืออยากจะเป็นเพื่อนกับใคร มากที่สุดผลลัพธ์คือรูปโปรไฟล์ที่ผสมผสาน ทั้ง 2 อย่างได้ลงตัวที่สุดเช่นใส่ เบลเซอร์ที่ดูเป็นทางการแต่เป็นสีที่สดใส หรือยิ้มอย่างเป็นมิตรในฉากหลังที่ดู Professional มากขึ้นมักจะได้รับคะแนน สูงสุดในทุกๆด้านนี่เป็นการยืนยันว่าการ สร้างสมดุลระหว่างความสามารถและความอบ

18:44 อุ่นผ่านลักษณ์นั้นสำคัญอย่างยิ่งในการ สร้างความประทับใจที่รอบด้าน หลังจากที่เราได้เข้าใจแนวคิดหลักทั้ง 4 ข้อกันไปแล้วนะครับทีนี้ก็มาถึงส่วนที่ สำคัญที่สุดของช่องเรานั่นคือการนำไปลอง ทำดูครับผมได้สรุปขั้นตอนที่นำไปใช้ได้ จริงจากแต่ละแนวคิดมาให้เป็นชุดเครื่อง มือเริ่มต้นดังนี้ครับสำหรับแนวคิดเรื่อง Q ทางอวจนภาษา 1 ลองท่าแห่งชัยชนะ Victory Post ก่อน การประชุมหรือการนำเสนอสำคัญ 2 นาทีให้หา ที่ส่วนตัวแล้วลองยืนในท่า Power Post

19:30 เช่นท่าSuperNนเท้าสะเอลยืดอกเพื่อเรียก ความมั่นใจและลดความเครียด 2 ฝึกโชว์ฝ่า มือในการสนทนาครั้งต่อไปลองสังเกตตัวเอง และพยายามใช้มือประกอบการพูดโดยหงายฝ่า มือครึ่งบ่อยๆเพื่อสร้างความรู้สึกไว้วาง ใจและเป็นมิตรสำหรับแนวคิดเรื่องคิวทาง น้ำเสียง vocal qes 1 อัดเสียงตัวเอง ลองอัดเสียงตัวเองตอนคุยโทรศัพท์หรือซ้อม พูดแล้วฟังเพื่อเช็คว่าคุณจบประโยคด้วย เสียงต่ำคือมั่นใจหรือเสียงสูงคือไม่มั่น ใจแล้วลองฝึกกดเสียงลงตอนท้ายประโยคสำคัญ

20:19 2 ยิ้มก่อนพูดก่อนจะรับโทรศัพท์หรือเข้า ร่วมประชุมออนไลน์ลองยิ้มกับตัวเองก่อน 1 ครั้งมันจะเปลี่ยนโทนเสียงของคุณให้สดใส และเป็นมิตรขึ้นทันทีสำหรับแนวคิดทางวจน ภาษา verbal cu 1 เตรียมคำถามจุดประกาย คิดคำถามเปิดบทสนทนาที่น่าสนใจนอกเหนือ จากทำงานอะไรหรือสบายดีไหมเตรียมไว้ 1-2 คำถามเช่นสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีอะไรสนุกๆ ทำบ้างครับเพื่อใช้ในโอกาสครั้งต่อไป 2 เปลี่ยนฉันคิดว่าเป็นฉันเชื่อว่าในการ

21:04 ประชุมครั้งหน้าลองสังเกตการใช้คำพูดพูด ของตัวเองและพยายามอัปเกรดคำพูดที่แสดง ความลังเลให้เป็นคำพูดที่แสดงความมั่นใจ มากขึ้นสำหรับแนวคิดทางภาพลักษณ์ Imagury QS 1 จัดสากหลัง Zoom ของคุณใช้เวลา 5 นาทีสำรวจพื้นหลังที่คุณใช้ในการประชุม ออนไลน์มีอะไรที่รกสายตามยคุณจะเพิ่มอะไร เล็กๆน้อยๆเช่นต้นไม้หรือหนังสือที่น่าสน ใจเพื่อทำให้มันดูดีขึ้นและสะท้อนความ เป็นตัวคุณได้บ้างหรือไม่ 2 แต่งตัวด้วย สีแห่งเจตนาในวันที่คุณต้องการความมั่นใจ

21:49 เป็นพิเศษลองเลือกใส่เสื้อผ้าสีเข้มเช่น สีกลมหากวันไหนคุณต้องการสร้างความ สัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานลองเลือกใส่สี ที่สดใสขึ้นสำหรับบริบทของคนไทยที่ให้ ความสำคัญกับความนอกนอบน้อมคิวแห่งความอบ อุ่นจะทรงพลังมากเป็นพิเศษครับการไหว้ พร้อมกับรอยยิ้มและการสบตาอย่างจริงใจถือ เป็นการผสมผสานทั้ง nonverbal และ images ที่ยอดเยี่ยมในการสร้างความประทับใจแรกพบ กับผู้ใหญ่หรือในการประชุมลองเริ่มด้วย การโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยและพยักหน้า รับฟังความคิดเห็นของคนอื่นก่อนเสนอความ

22:35 คิดเห็นของตัวเองจะช่วยสร้างบรรยากาศของ ความร่วมมือได้ดีมากๆครับ นอกเหนือจากแนวคิดและวิธีการดีๆแล้วใน หนังสือเล่มนี้ยังมีเรื่องเล่าหนึ่งที่ผม อ่านแล้วประทับใจมากและอยากจะนำมาแบ่งปัน เป็นพิเศษเลยครับซึ่งก็คือเรื่องราวของ ผู้เขียนเอง Vanessa Van Edwards ไม่ ได้เริ่มต้นจากการเป็นกูรูด้านการสื่อสาร ครับเธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าตัวเอง เคยเป็น A recovering person หรือแปลเป็นไทยง่ายๆก็คือคนที่ พยายามจะหายจากอาการประมาทและเข้าสังคม ไม่เก่งเธอเล่าว่าในสมัยเรียนเธอเป็นเด็ก เนิสรที่มักจะหลบอยู่ตามมุมห้องในงาน ปาร์ตี้ไม่รู้จะคุยอะไรกับใครและรู้สึก

23:22 ว่าตัวเองเป็นมนุษย์ล่องหนความรู้สึกของ การเชื่อมต่อกับคนอื่นไม่ได้นี้มันทั้ง เจ็บปวดและทำให้เธอพลาดโอกาสดีๆในชีวิตไป มากมายจุดเปลี่ยนของเธอไม่ได้มาจาก พรสวรรค์ที่จุจุก็เกิดขึ้นแต่มาจากการตัด สินใจที่จะใช้ทักษะที่เธอมีอยู่แล้วนั่น คือความเป็นนักวิจัยมาแฮกระบบการเข้า สังคมเธอเริ่มตั้งคำถามว่าเสน่ห์มันมีรูป แบบที่ถอดรหัสได้มยเธอเริ่มหมกมุ่นกับการ ดูเทปบันทึกภาพการปฏิสัมพันธ์ของผู้คน สังเกตภาษากายของผู้นำระดับโลกอ่านงาน วิจัยทางจิตวิทยานับพันชิ้นและที่สำคัญ ที่สุดคือการทดลองกับตัวเองเธอบังคับตัว เองให้ออกไปอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอึดอัด

24:08 ทดลองใช้คิวต่างๆที่เธอเรียนรู้มาอันไหน ได้ผลก็เก็บไว้อันไหนไม่ได้ผลก็โยนทิ้งไป เรื่องเล่านี้ทรงพลังเพราะมันบอกเราว่า ไม่มีใครเกิดมาพร้อมกับคู่มือการเข้า สังคมวานซ่าเปลี่ยนจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุด ของเธอให้กลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มันทำให้เนื้อหาทั้งหมดในหนังสือไม่ใช่ แค่ทฤษฎีที่สวยหรูแต่เป็นบทเรียนที่กลั่น มาจากความพยายาม ความล้มเหลวและความสำเร็จจริงมันเชื่อม โยงกับเราทุกคนที่อาจจะเคยรู้สึกประหม่า ไม่มั่นใจหรือสึกว่าตัวเองดีไม่พอและมัน มอบความหวังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้กับเรา ว่าถ้าเธอทำได้เราทุกคนก็ทำได้เหมือนกัน ครับ

24:53 และนั่นก็คือสาระสำคัญจากหนังสือร่างกาย คุณสะกดใจคนได้หรือนะครับถ้าจะให้สรุปอีก ครั้งหัวใจที่หนังสือเล่มนี้ต้องการจะบอก เราก็คือเสน่ห์และความน่าดึงดูดไม่ใช่ พรสวรรค์แต่เป็นทักษะที่เรียนรู้ได้ผ่าน การควบคุมคิวสหรือสัญญาณเล็กๆที่เราส่ง ออกไปเพื่อสร้างสมดุลระหว่างความอบอุ่น และความสามารถสำหรับใครที่ฟังแล้วมีไฟจาก ขั้นตอนทั้งหมดที่เราคุยกันไปในวันนี้ผม อยากให้คุณเลือกสิ่งที่ทำได้ง่ายและเล็ก ที่สุดเพียง 1 อย่างมาเริ่มลองทำดูภายใน 24 ช่มงนี้ครับไม่ว่าจะเป็นการฝึกจบ ประโยคด้วยเสียงต่ำในการคุยโทรศัพท์ครั้ง ต่อไปมันเป็นเรื่องเล็กๆที่ไม่ต้องใช้ ความพยายามมากแต่ผลลัพธ์ของมันจะทำให้คุณ

25:38 ประหลาดใจแน่นอนครับลองถามตัวเองดูนะครับ ว่าถ้าคุณสามารถนำแนวคิดจากหนังสือร่าง กายคุณสะกดใจคนได้ไปปรับใช้ได้อย่างสม่ำ เสมอชีวิตของคุณในอีก 1 ปีข้างหน้าจะ เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างไร ได้บ้างจำไว้เลยครับว่าการฟังเป็นเพียง จุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะ เกิดขึ้นเมื่อเรากล้าที่จะลองทำดูเท่า ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามฟังมาจนถึงตอนจบนะ ครับถ้าชอบเนื้อหาในตอนนี้อย่าลืมกด Like แชร์และ subscribe ช่องลองทำดู Just try it พร้อมกดกระดิ่งแจ้งเตือนจะได้ไม่พลาด สาระดีๆในตอนต่อไปสำหรับหนังสือร่างกาย คุณสะกดใจคนได้เล่มนี้แนวคิดไหนที่คุณฟัง แล้วปิ๊งที่สุดและอยากจะนำไปลองทำดูเป็น

26:25 อย่างแรกนะครับคอมเมนต์แบ่งปันกันที่ด้าน ล่างนี้ได้เลยนะครับและแน่นอนมีหนังสือ เล่มไหนอีกบ้างที่คุณอยากให้เรานำมาสรุป และลองทำดูด้วยกันในครั้งต่อไปแนะนำกัน เข้ามาได้เลยนะครับสำหรับวันนี้เวลาของ เราหมดลงแล้วอย่าลืมนะครับว่าทุกการลองทำ ดูคือก้าวแรกสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่ง ใหญ่ในชีวิตคุณเสมอพบกันใหม่ในตอนต่อไป สวัสดีครับ [เพลง]

Share

YouTube Video Summaries