0:09 คุณเคยสงสัยมั้ครับว่าทำไมบางครั้งเราถึง รู้สึกเหมือนเคยผ่านเหตุการณ์บางอย่างมา แล้วทั้งที่มันเพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เดจาวูความบังเอิญหรือร่างสังหรณ์สิ่ง เหล่านี้มันเป็นเพียงความผิดพลาดของการทำ งานในสมองหรือจริงๆแล้วมันคือรอยรั่วของ กาลเวลาลองจินตนาการการดูนะครับถ้าผมบอก คุณว่าเวลาไม่ใช่เส้นตรงที่ลากจากอดีต ผ่านปัจจุบันไปสู่อนาคตเหมือนที่เราถูก สอนกันมาตลอดชีวิตแต่เวลามีลักษณะเป็นวน กลมเป็นเกลียวคลื่นที่ซ้อนทับกันอยู่นั่น หมายความว่าตัวคุณในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด ตัวคุณที่ประสบความสำเร็จที่สุดหรือตัว คุณที่เป็นอริยบุคคลในอนาคตกำลังดำรงอยู่ ณขณะนี้ในมิติที่เรามองไม่เห็นคำถามที่
0:57 น่าขนลุกก็คือเป็นไปได้มั้ยที่เราจะยืม พลังงานจากตัวเราในอนาคตคนนั้นมาใช้แก้ ปัญหาที่มืด 8 ด้านในวินาทีนี้ยินดีต้อน รับเข้าสู่พื้นที่ที่วิทยาศาสตร์และ พุทธศาสตร์ไม่ได้ขัดแย้งกันแต่มันกำลัง เล่าเรื่องเดียวกันในคนละภาษาวันนี้เราจะ ไม่ได้มาคุยเรื่องความเชื่อที่พิสูจน์ไม่ ได้เราจะไม่คุยเรื่องการขอพรจากฟ้าดินแบบ เลื่อนลอยแต่เรากำลังจะถอดรหัสสิ่งที่คน โบราณเรียกว่าบุญในมุมมองของฟิิกส์quวตัม ถ้าเราตัดคำศัพท์ทางศาสนาออกไปให้หมด เหลือไว้แค่สัจธรรมของธรรมชาติบุญคือพลัง งานและตามกฎฟิสิกส์พื้นฐานกฎการอนุรักษ์ พลังงานบอกเราว่าพลังงานไม่สามารถสูญหาย ไปได้มันทำได้แค่เปลี่ยนรูปนี่คือ
1:45 คีย์เวิร์ดสำคัญครับถ้าคุณทำดีสร้างกุศล หรือก่อกำเนิดคลื่นความถี่ที่บริสุทธิ์ ขึ้นมาพลังงานนั้นไม่ได้หายไปไหนแต่มัน ถูกส่งออกไปถูกกั๊กเก็บไว้และรอเวลาที่จะ สะท้อนกลับมาแต่ปัญหาก็คือเรามักจะรอไม่ ไหวเรามักจะคิดว่าทำดีวันนี้อีก 10 ชาติ ถึงจะได้ดีแต่ถ้าเราเข้าใจกลไกของเวลาเรา อาจจะพบทางลัดที่เรียกว่าการเบิกบุญซึ่ง แท้จริงแล้วมันคือศาสตร์แห่งการสั่ง สะเทือนหรือ science of vibration การ ปรับจูนเคลื่อนความถี่ของจิตในปัจจุบัน ให้ตรงกับเคลื่อนความถี่ของผลลัพธ์ใน อนาคตเรื่องนี้อาจจะฟังดูเหมือนนิยาย วิทยาศาสตร์นะครับแต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่า ถ้าคุณฟังเรื่องราวต่อไปนี้จบมุมมองที่
2:31 คุณมีต่อการทำบุญและการใช้ชีวิตจะไม่ เหมือนเดิมอีกต่อไปผมอยากชวนให้คุณลอง เปิดใจวางความรู้เดิมลงชั่วคราวแล้วดำ ดิ่งไปพร้อมกันก่อนที่เราจะไปถึงวิธีการ ดึงพลังงานเราต้องเข้าใจโครงสร้างของสนาม พลังงานที่เราอาศัยอยู่กันก่อนสิ่งที่เรา เรียกว่าจักรวาล มีใครในที่นี้เคยอ่านอัคัญญสูตรแบบเต็มๆ บ้างมั้ยครับเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากที่ พระพุทธองค์องค์ทรงอธิบายกำเนิดของโลกและ จักรวาลไว้เมื่อกว่า 2,500 ปีก่อนซึ่งราย ละเอียดหลายอย่างมันไปสอดคล้องกับทฤษฎี ทางดาราศาสตร์สมัยใหม่จนน่าตกใจในพระสูตร นั้นไม่ได้บอกว่ามีเทพเจ้าองค์ไหนเสกโลก ขึ้นมาแต่กล่าวถึงการหดตัวและขยายตัวของ จักรวาลช่วงที่จักรวาลเสื่อมสลายเรียกว่า
3:17 สังวัตกัปและช่วงที่จักรวาลก่อตัวขึ้น ใหม่เรียกว่าวิวัตกัปลองนึกภาพตามนะครับ ในช่วงที่โลกกำลังก่อตัวมันเต็มไปด้วย ความมืดมิดมีแต่น้ำและความว่างเปล่าไม่มี ดวงอาทิตย์ไม่มีดวงจันทร์ไม่มีกลางวัน กลางคืนสภาพนี้นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันอาจ จะเรียกว่าเนบูล่าหรือกลุ่มก๊าซและฝุ่นผง ในอวกาศก่อนที่จะรวมตัวเป็นดาวเคราะห์ สิ่งที่น่าสนใจคือพระพุทธองค์ตรัสว่าใน ยุคนั้นมีรสแผ่นดินหรือง้วนดินลอยอยู่บน ผิวหน้าของน้ำมีสีสันสวยงามมีรสหอมหวาน ปรากฏการณ์นี้ถ้ามองในมุมเคมีมันคือการ เย็นตัวลงของเปลือกโลกเกิดธาตุอาหารและ สารประกอบอินทรีย์ที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิต ทีนี้จุดเปลี่ยนสำคัญมันอยู่ตรงนี้ครับ
4:04 จิตประเดิมแท้ของเรามีศักยภาพที่ไร้ขีด จำกัดแต่ที่มันถูกจำกัดอยู่ทุกวันนี้ เพราะเราไปยึดติดกับสสารหรือกายหาบยิ่ง เรายึดติดกับวัตถุมากเท่าไหร่ความถี่ของ จิตเราก็ยิ่งต่ำลงหนักขึ้นและเคลื่อนที่ ได้ช้าลงในทางกลับกันเบิกบุญหรือการดึง พลังงานคือกระบวนการย้อนรอยประวัติศาสตร์ นี้ครับคือการทำให้จิตของเราเบาขึ้นจน กลับไปสู่สภาวะที่ใกล้เคียงกับพลังงานต้น กำเนิดยิ่งจิตเบายิ่งเดินทางข้ามมิติเวลา ได้ง่ายพูดถึงเรื่องเวลาผมมีเรื่องนึงที่ อยากชวนคุยเป็นเรื่องที่ทำให้ผมต้องกลับ มานั่งทบทวนชีวิตตัวเองใหม่หมดเลยเราทุก คนรู้ใช่ไหมครับว่า 1 วันของเรามี 24 ชมง
4:49 แต่คุณเคยรู้มว่า 1 วันในสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ยาวนานเท่ากับ 100 ปีของมนุษย์ โลกลองจินตนาการดูนะครับถ้าคุณมีญาติคน นึงเสียชีวิตไปแล้วไปเกิดบนสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์เขาเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าประตู วิมานหันมามองดูโลกมนุษย์อีกทีคุณอาจจะ แก่ตายไปแล้วหรือลูกหลานของคุณอาจจะผ่าน ไปหลายรุ่นแล้วเพียงแค่เขากระพริบตาไสไตน เคยบอกไว้ว่าเวลาเป็นสิ่งสัมพัทหรือ Time dilation เวลาจะเดินช้าลงเมื่อเรา เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงหรืออยู่ใกล้ ไล่แรงโน้มถ่วงมหาศาลแต่ในทางพุทธศาสตร์ เวลาจะเดินเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความ ละเอียดของจิตและระดับชั้นของภพภูมินี่
5:35 คือจุดที่น่าสนใจครับถ้าเวลาในแต่ละมิติ ไม่เท่ากันนั่นแปลว่าอนาคตของมิติหนึ่ง อาจจะเป็นปัจจุบันของอีกมิติหนึ่งหรือ อดีตของมิติที่สูงกว่าอาจจะเป็นอนาคตของ มิติที่ต่ำกว่างงมั้ยครับเดี๋ยวผมจะยกตัว อย่างให้เห็นภาพชัดขึ้นสมมุติว่าคุณกำลัง ยืนดูขบวนพาเรสอยู่ที่พื้นถนนคุณจะเห็น แค่แถวขบวนที่อยู่ตรงหน้าคุณไม่เห็นว่า หัวขบวนไปถึงไหนแล้วและหางขบวนยังมาไม่ ถึงนั่นคือมุมมองของมนุษย์ที่ติดอยู่ใน เวลาปัจจุบันแต่ถ้าคุณขึ้นไปอยู่บนตึกสูง คุณจะมองลงมาเห็นทั้งขบวนพาเรสตั้งแต่จุด เริ่มต้นไปจนถึงจุดสิ้นสุดในคราวเดียว สำหรับคนที่อยู่บนตึกอดีตปัจจุบันและ อนาคตของขบวนพาเรสนั้นดำรงอยู่พร้อมกัน
6:24 การยกระดับจิตหรือการทำสมาธิขั้นสูงคือ การพาจิตของคุณขึ้นไปบนตึกสูงนั้นครับ เมื่อจิตหลุดพ้นจากเงื่อนไขของเวลาโลก มนุษย์จิตจะสามารถมองเห็นเส้นทางของกรรม และผลของกรรมได้กว้างไกลขึ้นและตรงนี้ แหละครับคือกุญแจสำคัญของการดึงพลังงาน ถ้าคุณเชื่อว่าอนาคตยังไม่เกิดขึ้นคุณก็ จะเป็นแค่คนที่รอคอยโชคชะตาแต่ถ้าคุณเข้า ใจว่าในระดับควตัมหรือในระดับจิตที่เหนือ กว่าอนาคตที่เป็นไปได้หรือ probabilities มันมีอยู่แล้วมันรอแค่ให้คุณเอาจิต ปัจจุบันไปโฟกัสเพื่อทำให้มันกลายเป็น ความจริงผมชอบคำว่า collapse of the wave function ใน quantum physics มาก มันคือปรากฏการณ์ที่คลื่นความเป็นไปได้จะ
7:11 ยุบตัวลงกลายเป็นอนุภาคหรือเป็นความจริง ก็ต่อเมื่อมีผู้สังเกตเข้าไปรับรู้ใน ชีวิตจริงผู้สังเกตก็คือจิตของเรานี่แหละ ครับถ้าจิตของคุณมีกำลังสมาธิไม่พอมันก็ จะสะเปะสะปะสังเกตเห็นแต่ปัญหาเห็นแต่ อุปสรรคชีวิตคุณก็เลยยุบตัวลงกลายเป็น ความทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ถ้าคุณรู้วิธี เบิกบุญคุณกำลังฝึกจิตให้เป็นผู้สังเกต ที่ฉลาดเลือกคุณจะมองข้ามช็อตไปที่ผล ลัพธ์ที่ดีที่สุดที่รอคุณอยู่ในอนาคตแล้ว ใช้พลังงานบุญที่คุณเคยทำมาเป็นเชื้อ เพลิงในการดึงภาพนั้นเข้ามาสู่ปัจจุบันมา ถึงตรงนี้ผมอยากถามคุณหน่อยครับถ้าให้คุณ ลองนิกย้อนกลับไปในชีวิตมีเหตุการณ์ไหน บ้างมครับที่คุณรู้สึกว่ามันไม่น่าจะผ่าน
7:57 ไปได้แต่มันก็ผ่านไปได้แบบงงๆเหมือนมีมือ ที่มองไม่เห็นมาช่วยประคองไว้ลองนึกถึงคำ คำเดียวที่อธิบายเหตุการณ์นั้นดูนะครับ สำหรับผมผมนึกถึงคำว่าจัดสรรคำว่าจัดสรร นี่แหละครับคือการทำงานของพลังงานที่เรา กำลังพูดถึงมันไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มันเกิดจากการที่จิตลึกๆของคุณณขณะ นั้นอาจจะมีความสว่างไสวหรือมีความถี่ที่ ไปพ้องกับพลังงานกุศลเก่าๆโดยที่คุณไม่ รู้ตัวแต่ประเด็นคือเราไม่จำเป็นต้องรอ ให้มันเกิดขึ้นโดยบังเอิญเราสามารถสร้าง กระบวนการนี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบได้ วิทยาศาสตร์ของการย้ายพลังงานไม่ใช่เวท มนตร์แต่มันคือการเข้าใจกฎแห่งการสั่น
8:43 สะเทือนทุกสิ่งในจักรวาลคือการสั่น สะเทือนบุญก็คือคลื่นความถี่สูงความโกรธ ความกลัวความโลภคือเคลื่อนความถี่ต่ำกฎ ฟิสิกส์บอกว่าเคลื่อนความถี่เดียวกันจะ ดึงดูดกันถ้าปัจจุบันคุณนั่งเครียดนั่ง กลุ้มใจคลื่นสมองของคุณจะเป็นเบต้าหรือไ เบต้าซึ่งเป็นคลื่นที่หยาบและกินพลังงาน มากในสภาวะนั้นคุณไม่มีทางที่จะเชื่อมต่อ กับบุญหรือพลังงานด้านบวกในอนาคตได้เลย เพราะคลื่นมันคนละช่องเหมือนคุณพยายามจะ ฟังวิทยุคลื่น FM 99 แต่คุณหมุนหาคลื่น อยู่ที่ AM คุณหมุนให้ตายยังไงก็ไม่เจอ ไม่ใช่เพราะสถานีไม่มีอยู่จริงแต่เพราะ เครื่องรับของคุณจูนไม่ตรงดังนั้นขั้นตอน
9:31 แรกสุดของการเบิกบุญไม่ใช่การอธิษฐานขอ แต่คือการปรับเครื่องรับของคุณให้เย็นลง ก่อนต้องพาคลื่นสมองเข้าสู่ระดับแอลฟ่า หรือเทθต้าซึ่งเป็นสภาวะที่จิตผ่อนคลาย ตื่นรู้และเบาสบาย ในพระไตรปิฎกมีเรื่องราวมากมายที่ยืนยัน หลักการนี้คุณเคยได้ยินเรื่องของ สุเมธดาบสมครับก่อนที่จะมาเป็นพระ พุทธเจ้าท่านเป็นดาบที่บำเพ็ญเพียรอย่าง หนักวันนึงท่านทราบข่าวว่าพระทีปังกรพระ พุทธเจ้าจะเสด็จมาท่านอยากทำบุญมากแต่ไม่ มีอะไรจะถวายทางที่พระพุทธเจ้าจะเดินผ่าน ก็ยังเป็นโคลนตมอยู่วินาทีนั้นสุเมธดาบส ตัดสินใจนอนคว่ำลงบนโคลนทอดกายเป็นสะพาน ให้พระพุทธเจ้าเหยียบข้ามไปเหตุการณ์นี้
10:18 ดูเหมือนเป็นสัตว์ศรัทธาที่แรงกล้าธรรมดา แต่ถ้าเรามองลึกลงไปในระดับจิตวิญญาณสิ่ง ที่เกิดขึ้นคือการระเบิดพลังงานครั้งยิ่ง ใหญ่จิตของสุเมธดาบสในขณะนั้นทรงพลังถึง ขีดสุดท่านไม่ได้แค่คิดจะทำความดีแต่ท่าน ตั้งเป้าหมายข้ามภพข้ามชาติท่านอธิษฐานขอ เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตสังเกตมั้ครับท่าน ไม่ได้ขอให้ตัวเองรวยในชาตินี้ท่านไม่ได้ ขอให้พ้นทุกข์เดี๋ยวนี้แต่ท่านส่งจิตไป ปักหมุดที่อนาคตอีก 4 อสงไขยกำไรแสนกัป การกระทำนี้คือการล็อคเป้าหมายหรือ ล็อกออนในระดับquวอนตัมเมื่อเป้าหมายชัด เจนและเจตนาบริสุทธิ์ถึงขีดสุดหรือ super determinism พลังงานจากอนาคตที่ท่านจะ
11:03 เป็นพระพุทธเจ้ามันก็เริ่มส่งผลย้อนกลับ มาขับเคลื่อนชีวิตของท่านนับตั้งแต่บัด นั้นนี่คือตัวอย่างของการใช้อนาคตกำหนด ปัจจุบันที่ชัดเจนที่สุดหลายคนอาจจะแย้ง ว่าก็ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ท่านมีบารมี เยอะเราเป็นแค่คนธรรมดาจะทำได้เหรอผมอยาก จะบอกแบบนี้ครับกฎธรรมชาติไม่มีการเลือก ปฏิบัติแรงโน้มถ่วงทำงานกับก้อนหินยังไง ก็ทำงานกับขนนกอย่างนั้นกฎแห่งพลังงานก็ เช่นกันไม่ว่าคุณจะเป็นใครถ้าคุณรู้วิธี สร้างเหตุที่ถูกต้องผลลัพธ์ย่อมเกิดขึ้น เสมอสิ่งที่ผมอยากจะชวนให้คิดต่อคือแล้ว เราจะรู้ได้ยังไงว่าพลังงานที่เรากำลัง ดึงมานั้นเป็นบุญจริงๆไม่ใช่การหลอกตัว เองหรือเป็นแค่ความโลภที่ปลอมตัวมาเส้น
11:51 บางๆที่กั้นระหว่างการเบิกบุญกับความโลภ คือสภาวะจิตขณะที่ทำคุณทำด้วยความรู้สึก ขาดแคลนอยากได้อยากมีเพราะกลัวว่าจะอดตาย นั่นคือคลื่นความถี่ของความกลัวแรงสั่น สะเทือนแบบนี้จะผลักดันสิ่งดีๆออกไปแต่ ถ้าคุณทำด้วยความรู้สึกเต็มอิ่มปิติและมี ความตั้งใจที่จะนำพลังงานนั้นมาสร้าง ประโยชน์ต่อนั่นคือคลื่นของความเหลือฝึก เฟือหรือ abundance ซึ่งเป็นคลื่นเดียว กับบุญผมเคยเจอประสบการณ์ตรงกับตัวเอง ครั้งนึงผมเจอปัญหาหนักมากแทบจะหมดหนทาง แก้ไขตอนนั้นผมลองใช้วิธีหยุดคิดแล้วกลับ มาดูที่ลมหายใจปรับความรู้สึกเหมือนกับ ว่าปัญหานั้นถูกแก้ไปแล้วผมไม่ได้หลอกตัว เองนะครับแต่ผมกำลังจูนคลื่นไปที่ความ
12:38 โล่งใจในอนาคตเชื่อไหมครับว่าภายในไม่กี่ ชั่วโมงอยู่ๆก็มีโทรศัพท์สายนึงโทรเข้ามา พร้อมกับทางออกที่ผมคิดไม่ถึงผมไม่ได้บอก ว่านี่คือปาฏิหาริย์แต่มันคือการทำงานของ ระบบพลังงานที่เมื่อเราหยุดสร้างแรงต้าน กระแสของบุญก็จะไหลเข้ามาได้สะดวกขึ้นแต่ ก็นั่นแหละครับเรื่องพวกนี้มันเป็น ปัจจัตตังคือรู้ได้เฉพาะตนผมเล่าให้คุณ ฟังเป็นร้อยรอบก็ไม่สู้คุณลองพิสูจน์ด้วย ตัวเองก่อนที่เราจะเจาะลึกไปถึงเทคนิคการ เชื่อมต่อพลังงานแบบ Step by Step ใน ช่วงต่อไปผมอยากจะทิ้งท้ายช่วงนี้ด้วยข้อ คิดจากวิทยาศาสตร์ทางจิตสมองของมนุษ มนุษย์เรามี Reticular Activating System หรือ RAS ที่ทำหน้าที่เหมือนตัว กรองข้อมูลถ้าคุณบอกตัวเองว่าชีวิตมันแย่
13:26 RAS จะกรองเอาแต่เรื่องแย่ๆเข้ามาให้คุณ เห็นเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่คุณเชื่อนั้น ถูกต้องแต่ถ้าคุณเริ่มตั้งโปรแกรมใหม่ว่า ฉันมีบุญสัมพันธ์กับสิ่งดีๆ RAS ก็จะ เริ่มมองหาโอกาสผู้คนและเหตุการณ์ที่จะนำ พาคุณไปสู่จุดนั้นการเบิกบุญจึงไม่ใช่ เรื่องของไสยศาสตร์แต่มันคือการแฮกระบบ สมองและระบบจิตให้ทำงานสอดคล้องกันเดี๋ยว เราจะมาดูกันนะครับว่าในทางเทคนิคแล้วการ จะจูนจิตให้ตรงกับคลื่นบุญนั้นต้องประกอบ ด้วยองค์ประกอบอะไรบ้างและทำไมพระอนุรุษ ผู้เป็นเลิศด้านทิพยจักษุถึงเน้นย้ำ เรื่องการทำจิตให้กว้างใหญ่ไร้ประมาณมัน เกี่ยวข้องกับการขยายสัญญาณรับพลังงาน อย่างไรและที่สำคัญเราจะมั่นใจได้ยังไง
14:11 ว่าเราไม่ได้กำลังเบิกทุนสำรองมาใช้จนหมด ตัวแต่เป็นการหมุนเวียนพลังงานอย่างชาน ฉลาดเรื่องนี้มีคำตอบที่ลึกซึ้งซ่อนอยู่ ในพระอภิธรรม ผมอยากให้คุณลองสำรวจความรู้สึกตัวเองตอน นี้ดูนะครับว่าหลังจากที่ฟังมาถึงตรงนี้ ความรู้สึกของคุณที่มีต่อคำว่าเวลาและบุญ เปลี่ยนไปบ้างมยหรือมีคำถามอะไรผุดขึ้นมา ในใจถ้าเป็นไปได้ลองหลับตาลงสักครู่แล้ว ถามตัวเองว่าตัวฉันในเวอร์ชั่นที่ดีที่ สุดหน้าตาเป็นยังไงภาพที่คุณเห็นหรือความ รู้สึกที่คุณสัมผัสได้นั่นแหละครับคือจุด เริ่มต้นของการเดินทางครั้งนี้เว้นจังหวะ หายใจนะครับเอาล่ะครับเมื่อเราปูพื้นฐาน ความเข้าใจเรื่องจักรวาลและเวลากันไปแล้ว
14:58 สิ่งที่หลายคนสงสัยต่อมาคือแล้วกลไกการทำ งานของมันล่ะมันทำงานยังไงในบทต่อไปเราจะ ดำดิ่งลงไปในกลไกของเจตนาหรือ intension พระพุทธองค์ตรัสว่าเจตนาคือกรรมคำนี้เรา ได้ยินกันบ่อยจนชิ้นแต่คุณเคยสงสัยมว่า เจตนาซึ่งเป็นแค่นามธรรมจับต้องไม่ได้มัน มีแรงส่งมหาศาลถึงขนาดเปลี่ยนชีวิตคนหรือ เปลี่ยนภพภูมิได้ยังไงนักวิทยาศาสตร์สมัย ใหม่เริ่มค้นพบว่าความคิดและเจตนาสามารถ ส่งผลกระทบต่อสสารในระดับโมเลกุลได้การทด ลองเรื่องผลึกน้ำของดร.มาซรุอิโมโตะเป็น ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดที่สุดแต่ในทาง พุทธศาสตร์ท่านอธิบายเรื่องนี้ไว้ละเอียด กว่านั้นมากกว่าผ่านกระบวนการทำงานของจิต
15:44 17 ขณะถ้าคุณเข้าใจเรื่องจิต 17 ขณะคุณ จะเลือกประมาทกับความคิดเล็กๆน้อยๆในหัว ของคุณทันทีเพราะทุกแวบที่คุณคิดคุณกำลัง ส่งรหัสบางอย่างออกไปสู่จักรวาลและ จักรวาลก็กำลังเตรียมพัสดุส่งกลับมาให้ คุณตามรหัสนั้นเป๊ะเลยเตรียมตัวให้พร้อม นะครับเพราะเนื้อหาต่อจากนี้อาจจะทำให้ คุณต้องระมัดระวังความคิดของตัวเองมาก ขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าเลยคุณเคยลองเงยหน้า หมองท้องฟ้าตอนกลางคืนแล้วถามคำถามที่ฟัง ดูบ้าบอที่สุดกับตัวเองมั้ครับว่าทั้งหมด นี้มันเริ่มต้นขึ้นได้ยังไงเราถูกสอนกัน มาตั้งแต่เด็กใช่ไหมครับว่าจักรวาลเกิด จากการระเบิดครั้งใหญ่ที่เรียกว่าบิ๊ก Bang จากจุดเล็กๆที่มีความหนาแน่นมหาศาล ระเบิดตู้มกลายเป็นดาวฤกษ์เป็นกาแล็กซี่
16:32 เป็นโลกและท้ายที่สุดก็เป็นเราแต่นั่น เป็นคำตอบเดีี่ยวจริงหรือถ้าผมบอกกันว่า ในบันทึกเก่าแก่ทางพุทธศาสนามีคัมภีร์ เล่มหนึ่งที่ชื่อว่าอัคัญญสูตรได้อธิบาย กำเนิดของจักรวาลไว้อย่างน่าทึ่งและเมื่อ นำมาวางเทียบกับทฤษฎีฟิสิกส์ดาราศาสตร์ สมัยใหม่มันเหมือนภาพจิ๊กซอที่ต่อกันได้ สนิทจนหน้าขนลุกในทางวิทยาศาสตร์เราพูด ถึงจักรวาลที่มีการขยายตัวและหดตัวในทาง พุทธศาสนาพระพุทธองค์องค์ก็ตรัสถึงกัป ซึ่งเป็นหน่วยเวลาที่ยาวนานจนนับไม่ได้ ท่านแบ่งช่วงเวลาของจักรวาลออกเป็นช่วง ที่โลกถูกทำลายหรือสังวัตกัปและช่วงที่ โลกก่อตัวขึ้นใหม่หรือวิวัตกัป
17:18 ลองหลับตาจินตนาการตามผมนะครับในช่วงที่ จักรวาลกำลังก่อตัวใหม่ๆพระสูตรบอกว่า ท้องฟ้าและแผ่นดินยังไม่แยกจากกันทุก อย่างมืดมิดมีเพียงน้ำและความว่างเปล่า ไม่มีดวงอาทิตย์ไม่มีดวงดวงจันทร์ไม่มี เพศหญิงหรือเพศชายฟังดูคุ้นมั้ครับสภาพ นี้มันคล้ายกับสิ่งที่นักดาราศาสตร์เรียก ว่าเนบูล่าหรือกลุ่มก๊าซและดุ่นผงในอวกาศ ยุคพรีcมรีรนก่อนที่โลกจะเย็นตัวลงและ เกิดสิ่งมีชีวิตแต่จุดที่พีคที่สุดไม่ใช่ เรื่องของสสารครับมันคือเรื่องของผู้มา เยือนในอัคคัญระบุว่าในยุคนั้นมีสิ่งมี ชีวิตจำพวกหนึ่งเรียกว่าอาภัสรพรหมจุติลง มาจากภพภูมิที่สูงกว่าสิ่งมีชีวิตเหล่า
18:05 นี้ไม่มีร่างกายหยาบเหมือนเราแต่มีรัศมี สว่างไสวในตัวเองเหาะไปมาในอากาศได้และมี ปีติเป็นอาหารนี่คือนัยยะสำคัญที่ผมอยาก ชวนให้คุณคิดตามนะครับถ้าทฤษฎีวิวัฒนาการ ของดารวินบอกว่าเราพัฒนามาจากสัตว์เซลล์ เดียวไตเต้าขึ้นมาเป็นมนุษย์แต่ในมุมของ พุทธศาสตร์จักรวาลวิทยาบอกว่าจิตเดิมแท้ ของเรานั้นสูงส่งมาตั้งแต่ต้นเราไม่ไม่ ได้วิวัฒนาการมาจากลิงแต่เราคือพลังงาน สว่างไสวที่ลดระดับลงมาติดอยู่ในกายหยาบ ต่างหากถ้าให้ขมฟันธงเลยนะผมว่าแนวคิด เรื่องวิวัฒนาการทางจิตของมนุษย์เราจริงๆ แล้วมันคือการถดถอยหรือมากกว่าเรายอมแลก
18:51 ปีกแห่งแสงสว่างเพื่อมาติดอยู่ในกรงขัง ของเนื้อหนังมังสาเพียงเพราะความอยากรู้ อยากเห็นในรสชาติของสะสารทำไมผมถึงพูดแบบ นั้นในพระสูตรเล่าต่อว่าเมื่อโลกเย็นตัว ลงจะเกิดสิ่งที่เรียกว่าง้วนดิ่นหรือรถ แผ่นดินลอยอยู่บนผิวน้ำมีสีสันสวยงาม เหมือนเนยใสและมีรสหวานหอมพรหมเหล่านั้น เกิดความอยากลองจึงใช้นิ้วตักง้วนดินขึ้น มาลิ้มรสวินาทีที่สะสารเข้าสู่จิตรัศมีใน กายก็หายไปความหนักเข้าครอบงำร่างกาย เริ่มแข็งกระด้างและพวกเขาก็สูญเสียความ สามารถในการเหาะเหินเดินอากาศต้องกลายมา เป็นมนุษย์เดินดินกินข้าวและสืบพันธุแบบ ที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้เรื่องนี้สอนอะไร
19:36 เรามันบอกเราว่ายิ่งจิตของเรายึดติดกับ วัตถุธาตุเท่าไหร่พลังงานของเราก็ยิ่งต่ำ ลงเท่านั้นและยิ่งพลังงานต่ำเราก็ยิ่งตก อยู่ภายใต้อิทธิพลของกาลเวลามากขึ้นและ นี่คือจุดเชื่อมโยงสำคัญที่เราจะคุยกัน ต่อเรื่องของเวลาคุณเคยรู้สึกไหมครับว่า เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอแต่เวลา แห่งความทุกข์ทำไมมันช่างข้างยาวนานเหลือ เกินเหมือนนาฬิกามันแกล้งเดินช้าลง ไอนสไตนบอกเราว่าเวลาเป็นสิ่งสัมพัทขึ้น อยู่กับความเร็วและแรงนวมถ่วงแต่ในทาง พุทธศาสนาเวลาขึ้นอยู่กับความละเอียดของ จิตและภพภูมิที่เราอาศัยอยู่มีหลักฐานที่ น่าสนใจมากในคัมภีร์วิมานวัตถุและพระ
20:21 อภิธรรมที่ระบุความแตกต่างของเวลาในแต่ละ มิติไว้อย่างน่าตกใจจนน่าขนลุกจดจำตัวเลข นี้ไว้ให้ดีนะครับในสวรรค์ชั้นดาวดึงวัน นึงของเขาเท่ากับ 100 ปีมนุษย์นั่นหมาย ความว่าถ้าคุณมีโอกาสได้ขึ้นไปบนดาวดึงส์ ตอน 8 น.เดินชมสวนดอกไม้คุยกับเพื่อน เทวดาจิบน้ำทิพย์แล้วกลับลงมาตอน 8:00 น. ของอีกวันบนโลกมนุษย์เพื่อนฝูงของคุณตาย หมดแล้วลูกหลานของคุณเปลี่ยนไป 3-4 รุ่น แล้วโลกที่คุณเคยรู้จักเปลี่ยนไปจนจำไม่ ได้เวลา 100 ปีที่คุณดิ้นรนแทบเป็นแทบตาย สร้างบ้านสร้างรถแย่งชิงอำนาจร้องไห้ฟูม ไฟลทั้งหมดนั้นมีค่าเท่ากับ 24 ชมงหรือ แค่วันเดียวของสิ่งมีชีวิตในมิติที่สูง
21:08 กว่าถ้าเรามองในมุมของฟิสิกส์เรื่องนี้ อธิบายได้ด้วยทฤษฎี Time Dilation หรือ การยืดออกของเวลายิ่งเราอยู่ในมิติที่มี พลังงานสูงมีความสั่นสะเทือนละเอียดเวลา จะเดินช้าลงเมื่อเทียบกับมิติที่หยาบกว่า ทีนี้ลองคิดดูสิครับว่า 100 ปีของเราเท่า กับ 1 วันของเขาแล้ว 1 พุทธันดรหรือระยะ เวลาระหว่างพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งถึงอีก องค์หนึ่งนั้นมันจะยาวนานขนาดไหนในสายตา มนุษย์แต่มันอาจจะเป็นแค่สัปดาห์เดียวของ พรหมชั้นสูงก็ได้นี่เป็นประเด็นที่ผมยัง หาคำตอบที่ชัดเจนให้ตัวเองไม่ได้เลยนะ ครับว่าระหว่างเวลาที่เรามองเห็นบนหน้า ปัดนาฬิกากับเวลาที่จิตเรารับรู้อะไรคือ ความจริงมากกว่ากันหรือจริงๆแล้วเวลาอาจ
21:55 จะไม่มีอยู่เลยก็ได้มันอาจจะเป็นแค่มายา ภาพที่สมองเราสร้างขึ้นเพื่อจัดลำดับเหตุ การณ์ผมอยากรู้จังว่าถ้าในมุมมองของนัก ฟิสิกส์quวตัมหรือนักปฏิบัติธรรมที่ฟัง อยู่ตอนนี้คุณมองเรื่องเวลาเป็นเส้นตรง หรือเป็นวงกลมลองแชร์มุมมองของคุณเข้ามา หน่อยนะครับผมเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่มีคำ ตอบที่ผิดเพราะเราต่างก็เป็นนักสำรวจใน จักรวาลของตัวเองแต่สิ่งที่ผมแน่ใจคือ ความเหลื่อมล้ำของเวลานี้คือกุญแจสำคัญ ของการเบิกบุญหรือการดึงพลังงานจากอนาคต ลองคิดตามตรรกะนี้นะครับถ้าอนาคตของเราใน โลกมนุษย์เช่นอีก 10 ปีข้างหน้ามันเป็น เพียงเสี้ยววินาทีถัดไปของมิติที่สูงกว่า นั่นหมายความว่าตัวตนในอนาคตของคุณความ
22:42 สำเร็จของคุณหรือแม้แต่การตรัสตรัสรู้ของ คุณอาจจะดำรงอยู่แล้วในขณะนี้บนมิติเวลา ที่ซ้อนทับกันอยู่เหมือนคุณดูหนังม้วน เดิมตัวละครในหนังไม่รู้หรอกว่าตอนจบเป็น ยังไงแต่คนดูที่อยู่นอกจอรู้แล้วว่าตอนจบ พระเอกจะชนะการเบิกบุญคือการที่เราพยายาม ส่งสัญญาณจากในจอออกไปหาคนดูที่อยู่นอกจอ เพื่อขอยืมพลังงานจากตอนจบที่สวยงามนั้น ส่งย้อนกลับมาช่วยเราในฉากปัจจุบันที่ กำลังวิกฤต นี่ไม่ใช่เรื่องเพล้อฝันนะครับมันคือการ เข้าใจโครงสร้างของจักรวาลในแบบmัิเวิร์ส หรือพหุจักรวาลที่ซ้อนทับกันด้วยคลื่นใน พระไตรปิฎกมีเรื่องเล่าของนางเทพธิดาท่าน หนึ่งชื่อนางปฏิปูชิกา
23:28 เรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาเรื่องเวลาที่ชัด เจนที่สุดนางเป็นภรรยาของมาลาภารีเทพบุตร บนสวรรค์วันหนึ่งนางกำลังเก็บดอกไม้เพลิน ๆอยู่ๆก็จุติตาย จากสวรรค์ลงมาเกิดเป็นมนุษย์นางเกิดมา แต่งงานมีสามีมีลูกดูแลครอบครัวทำบุญ สุนทานจนแก่มรณภาพด้วยวัย 50-60 ปีพอนาง ตายปุ๊บด้วยบุญกุศลนางก็กลับไปเกิดเป็น นางฟ้าบนสวรรค์ชั้นเดิมเชื่อมั้ครับสามี ที่เป็นเทพบุตรยังยืนรออยู่ที่เดิมแล้ว ถามนางว่าเมื่อกี้เธอหายไปไหนมาแป๊บนึง ฉันรอตั้งนานคุณเห็นภาพมั้ครับชั่วชีวิต
24:16 ของความเป็นมนุษย์ที่นางดิ้นรนผ่านสุข ผ่านทุกข์มาอย่างโชคโชนสำหรับสามีบน สวรรค์มันคือการหายไปเข้าห้องน้ำแค่นั้น เองเรื่องนี้มันกระแทกใจผมมากมันทำให้ผม กลับมาถามตัวเองว่าปัญหาที่เราแบกโลกไว้ ทุกวันนี้ที่เราเครียดจนนอนไม่หลับจริงๆ แล้วในสเกลของจักรวาลมันอาจจะเป็นแค่ฝุ่น ผงที่ปลิวผ่านไปในเสี้ยววินาทีและถ้าเรา เข้าใจความจริงข้อนี้จิตของเราจะเกิด สภาวะหนึ่งที่เรียกว่านิพพิทาหรือความ หน่ายในความไม่เที่ยงแต่ไม่ใช่ความเบื่อ หน่ายแบบซึมเศร้านะครับมันคือความเบาสบาย เพราะรู้ว่าไม่มีอะไรที่จีรังยั่งยืน
25:04 เมื่อจิตเบาลงคลื่นความถี่ของจิตจะสูง ขึ้นและเมื่อนั้นแหละครับเราถึงจะมี คุณสมบัติพอพอที่จะเชื่อมต่อกับแหล่งพลัง งานในมิติที่สูงกว่าได้วันนี้ผมเตรียมข้อ มูลเรื่องจักรวาลวิทยามาเล่าให้ฟังประมาณ นี้ครับแต่ผมเชื่อว่าผู้ฟังหลายท่านในที่ นี้น่าจะมีความรู้เรื่องดาราศาสตร์หรือ เรื่องภพภูมิที่ลึกซึ้งกว่าผมแน่ๆโดย เฉพาะเรื่องรูหนอนหรือเmกับการวารปของจิต ถ้าใครมีเกล็ดความรู้ตรงนี้ผมอยากให้ อธิบายเพิ่มในคอมเมนต์ได้เลยนะครับเพื่อ เป็นวิทยาทานให้กับเพื่อนๆแต่ก่อนที่เรา จะไปเจาะลึกกันต่อในบทต่อไปผมอยากฝากอะไร ให้คิดเล่นๆถ้าเวลาเป็นสิ่งสมมติและตัวตน
25:51 ในอนาคตของคุณกำลังมองดูคุณอยู่ในตอนนี้ เหมือนคุณมองดูตัวละครในเกมคุณคิดว่าตัว คุณในเวอร์ชั่นที่สำเร็จแล้วอยากจะบอก อะไรกับคุณในวินาทีนี้ลองนึกคำตอบไว้ในใจ นะครับเพราะในแชปเตอร์ต่อไปเราจะไปดูกัน ว่าคนในอดีตเขาใช้วิธีไหนในการส่งข้อความ ข้ามกาลเวลาและที่สำคัญกว่านั้นเขาทำยัง ไงให้อนาคตที่ยังมาไม่ถึงกลายมาเป็นแรง ขับเคลื่อนในปัจจุบัน เรากำลังจะก้าวเข้าสู่เรื่องราวของบุรุษ ผู้หนึ่งที่กล้าเดิมพันด้วยชีวิตนอนทอด กายลงบนโคลนตมเพื่อแลกกับคำทำนายที่จะ เปลี่ยนชะตารรมของจักรวาลไปตลอดกาลเรื่อง
26:39 ราวของสุเมธดาบสกับศาสตร์แห่งการล็อค พิกัดอนาคตถ้าคุณพร้อมที่จะไขรหัสลับนี้ แล้วหายใจเข้าลึกๆปล่อยวางความสงสัยใน เรื่องเวลาลงชั่วคราวแล้วตามผมมาครับ คุณเคยสงสัยมั้ครับว่าคนๆนึงจะมีแรงใจ มหาศาลขนาดไหนถึงยอมสละชีวิตของตัวเองไป เพื่อคนอื่นได้เป็นล้านๆคนโดยที่ยังไม่ รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำสำเร็จไหมเรื่องราวของ สุเมธดาบสไม่ใช่แค่นิทานชาดกเล่าขานเพื่อ ความบันเทิงแต่ถ้าเรามองผ่านแว่นของ วิทยาศาสตร์จางจิตนี่คือกรณีศึกษาที่ สมบูรณ์แบบที่สุดของการโปรเจคจิตไปยัง อนาคตลองจินตนาการถึงภาพเหตุการณ์ในวัน
27:25 นั้นวันที่สุเมธดาบสได้ยินข่าวว่าพระ ทีปังกรพุทธเจ้าจะเสด็จมาท่านเป็นดาบที่ มีฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศได้แต่ณวินาที นั้นท่านเลือกที่จะไม่ใช้ฤทธิ์ท่านเลือก ที่จะใช้กายเหนือของท่านนี่แหละลงไปคลุก กับโคลนทำไมต้องทำขนาดนั้นถ้าผมบอกว่าการ กระทำนั้นไม่ใช่แค่การแสดงความเคารพแต่ มันคือพิธีกรรมเปลี่ยนเส้นเวลาหรือ timeline shifting คุณจะเชื่อไหมในทาง Quantum Physics มีทฤษฎีที่เรียกว่า The Observer effect หรือปรากฏการณ์ผู้ สังเกตที่บอกว่าอนุภาคจะแสดงพฤติกรรม อย่างไรขึ้นอยู่กับว่ามีใครสังเกตมันอยู่ หรือไม่และสังเกตด้วยเจตนาแบบไหนวินาที
28:15 ที่สุเมธดาบสลงนอนท่านไม่ได้มองตัวเอง เป็นแค่ดาบสที่เปื้อนโคลนแต่จิตของท่าน ได้ทำการสังเกตและสร้างภาพจำลองของตัวเอง ในอนาคตที่ไกลออกไปถึง 4 อสงไขยแสนกัปภาพ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่จะมาขนสัตว์หรือสัตว์ออกจาก วัฏฏสงสาร ความแกล้กราของเจตนาในขณะนั้นหรือที่เรา เรียกว่าอธิษฐานบารมีมันมีความเข้มข้นสูง จนสามารถส่งคลื่นกระทบไปยังอนาคตและทำให้ ความเป็นไปได้หรือ probability ที่ท่านจะ เป็นพระพุทธเจ้าซึ่งอาจจะมีแค่ 0.001% 001% ในตอนแรกพุ่งทะยานขึ้นจนเกือบ 100%
29:00 นี่คือวิทยาศาสตร์ของการตั้งจิตครับหลาย คนเข้าใจผิดว่าการอธิษฐานคือการขอแต่จริง ๆแล้วรากศัพท์ของคำว่าอธิษฐานแปลว่าการ ตั้งมั่นการปักหลักหรือ determination มันคือการยิงเลเซอร์โฟกัสไปที่จุดๆเดี่ยว โดยไม่วอกแวกเมื่อสุเมธดาบสได้รับ พุทธพยากรณ์จากพระทีปังกรพุทธเจ้านั่น เปรียบเสมือนการคเฟิร์มหรือการประทับตรา อนุมัติจากจักรวาลว่าการจองคิวนี้สำเร็จ แล้วเส้นทางของเวลาได้ถูกขีดขึ้นแล้วและ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือน่า อัศจรรย์ยิ่งกว่าทันทีที่เป้าหมายในอนาคต ถูกล็อคพลังงานทั้งหมดในชีวิตของท่านก็
29:47 ถูกดูดเข้าสู่เส้นทางนั้นทุกการกระทำทุก ความคิดทุกคำพูดของท่านในทุกภพทุกชาติ หลังจากนั้นล้วนถูกดึงหรือพุนด้วยแรงดึง ดูดจากสถานะพระพุทธเจ้าในอนาคตด้วยสังเกต มั้ครับท่านไม่ได้ถูกผลักหรือ push ด้วย แรงกรรมในอดีตเพียงอย่างเดียวแต่ท่านถูก ดึงด้วยภาพอนาคตที่ท่านสร้างขึ้นเองด้วย นี่แหละครับคือคำตอบว่าทำไมเราถึงต้อง เรียนรู้วิธีเบิกบุญหรือดึงพลังงานจาก อนาคตเพราะถ้าเราใช้ชีวิตไปวันตามแรงกรรม เก่าเราก็เหมือนขอนไม้ที่ลอยตามน้ำไปติด เกาะตรงไหนก็ไม่รู้แต่ถ้าเรากล้าที่จะ สร้างภาพอนาคตที่ชัดเจนและใส่พลังงานแห่ง
30:35 ความเชื่อที่บริสุทธิ์ลงไปเหมือนที่ สุเมธดาบสทำเราจะกลายเป็นเรือที่มีหาง เสือเราจะสามารถแล่นทวนน้ำหรือกำหนดทิศ ทางของชีวิตได้แต่คำถามที่ผมมักจะโดนถาม บ่อยๆก็คือแล้วเราจะแยกออกได้ยังไง ระหว่างการตั้งจิตที่ทรงพลังกับความ เพ้อเจื้อบอกตามตรงผมไม่เคยเข้าใจเลยว่า ทำไมคนถึงชอบคิดว่าการหวังสูงคือความโลภ ในขณะที่การยอมจำนนต่อโชคชะตาคือความพอ เพียงผมมองว่ามันเป็นคนละเรื่องกันเลย ครับความเพ้อเจ้อคืออยากได้ผลลัพธ์แต่ไม่ สร้างเหตุไม่มีความรับผิดชอบต่อเป้าหมาย แต่การอธิษฐานบารมีคือการประกาศพันธสัญญา
31:22 กับตัวเองว่าฉันจะทำทุกอย่างเพื่อให้ไป ถึงจุดนั้นสุเมธดาบสไม่ได้นอนรอให้ความ เป็นพระพุทธเจ้าลอยมาหาท่านแต่ท่านใช้ เวลาอีก 4 อสงไขยในการบำเพ็ญบารมี 30 ทัศ เอาชีวิตเข้าแลกนับครั้งไม่ถ้วนพลังงาน จากอนาคตไม่ได้มาเสกให้ท่านสบายแต่มาเป็น เชื้อเพลิงให้ท่านไม่ย่อท้อต่างหากนี่ แหละครับคือความลับครับพลังงานจากอนาคต ไม่ได้มาในรูปแบบของเงินทองหรือโชคลาภ เสมอไปแต่มันมักจะมาในรูปแบบของโอกาสความ คิดสร้างสรรค์และความเข้มแข็งทางจิตใจที่ จะพาคุณข้ามอุปสรรคไปได้ถ้าคุณฟังมาถึง ตรงนี้ผมอยากให้ลองเลือกคีย์เวิร์ดที่คุณ
32:09 ชอบที่สุดในวันนี้สำหรับผมผมชอบคำว่า สัญญาใจหรือพันธะที่ผูกเราไว้กับเป้าหมาย ลองพิมพ์คีย์เวิร์ดของคุณทิ้งไว้หน่อยนะ ครับเผื่อเราจะมาแลกเปลี่ยนกันว่าใครมีคำ ไหนที่โดนใจบ้างกลับมาที่เรื่องของเรา เมื่อเราเห็นแล้วว่าเจตนาหรือความตั้งใจ นั้นมันมีอิทธิพลเหนือกาลเวลาขนาดนี้ในบท ต่อไปเราจะมาเจาะลึกกันในเชิงเทคนิคกัน บ้างครับว่าแล้วเจตนาที่ว่านี้มันทำงาน ยังไงในระดับจิตทำไมพระพุทธองค์ถึงตรัส ว่าเจตนาหังภิกขเวกัมมังวัถามิเรากล่าว ว่าเจตนาคือกรรม มันมีกลไกอะไรซ่อนอยู่ในเสี้ยวินาทีที่
32:55 เราคิดที่สามารถส่งข้อมูลข้ามภพข้ามชาติ ได้เราจะไปรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่าชวัน จิต 7 ขณะและรหัสลับที่ซ่อนอยู่ในวงจร ปฏิจจสมุปบาท เตรียมตัวให้พร้อมนะครับเพราะเนื้อหาช่วง ต่อไปจะเริ่มเข้มข้นขึ้นเหมือนเรากำลังจะ ผ่าตัดสมองดูการทำงานของกรรมกันเลยที เดียว >> คุณเคยตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่ดูไร้ เหตุผลในสายตาคนอื่นมั้ครับการกระทำที่ดู เหมือนคนโง่เหมือนคนสิ้นคิดแต่ในใจลึกๆ ของคุณกลับรู้สึกถึงความมั่นใจที่สั่น สะเทือนไปทั่วทั้งร่างมั่นใจว่านี่คือจุด เปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในชีวิต ถ้าคุณเคยมีความรู้สึกแบบนั้นคุณอาจจะ กำลังสัมผัสกับเศษเสี้ยงของพลังงานที่เรา
33:42 กำลังจะพูดถึงต่อไปนี้ ในบทที่แล้วเราคุยกันเรื่องเวลาที่เป็น มายาภาพเรื่องของมิติที่ซ้อนทับกันแต่ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุดว่ามนุษย์เรา สามารถแฮกกาละเวลาหรือดึงพลังงานจากอนาคต มาใช้ได้จริงหรือไม่ผมต้องพาคุณย้อนเวลา กลับไปไกลมากไกลเกินกว่าที่ประวัติศาสตร์ โลกจะจดบันทึกไว้ได้ ย้อนกลับไป 4 อสงไขยกับอีกแสนกัปณนครที่ ชื่อว่ารัมมกุหรี ในวันนั้นบรรยากาศในเมืองเต็มไปด้วยความ โกลาหลผลที่เจือไปด้วยความปิติยินดีผู้คน นับแสนต่างพากันออกมาตกแต่งบ้านเรือนถม หลุมบ่อทำความสะอาดถนนหนทางเพราะมีข่าว
34:30 ใหญ่สะพัดไปทั่วว่าพระทีปังกรพุทธเจ้าผู้ ทรงเป็นมหาบุรุษแห่งยุคสมัยกำลังจะเสด็จ มาพร้อมด้วยเหล่าพระอรหันต์ ท่ามกลางฝูงชนนั้นมีบุรุษผู้หนึ่งที่โดด เด่นกว่าใครเขาไม่ใช่ชาวเมืองธรรมดาแต่ เป็นดาบสหรือฤาษีที่มีตบะแก่กล้าชื่อว่า สุเมธดาบสเมธดาบส คนนี้ไม่ใช่คนสิ้นไร้ไม้ตอกนะครับเดิมที ท่านเป็นมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สมบัติ มหาศาล แต่ท่านมองเห็นโทษของการเวียนว่ายตายเกิด จึงสละทรัพย์ทั้งหมดออกบวชจนสำเร็จอภิญญา สามารถเหาะเหือนเดินอากาศได้ดั่งใจนึก จุดที่น่าสนใจมันเริ่มตรงนี้ครับ
35:16 ในขณะที่ท่านเหาะผ่านมาเห็นชาวเมืองกำลัง ทำงานกันอย่างขมักเขเม้นท่านเกิดความ สงสัยจึงลงมาสอบถามพอทราบว่าพระพุทธเจ้า จะเสด็จมาท่านเกิดปิติขนลุกสู้ไปทั้งตัว และขออาสาช่วยทำทางในส่วนที่ยากที่สุด เป็นพื้นที่ที่เป็นหลุมโคลนตมและมีน้ำ ท่วมขัง ชาวเมืองก็จัดสรรพื้นที่ตรงนั้นให้แต่ยัง ไม่ทันที่ท่านจะถมดินเสร็จเสียงประโคม ดนตรีก็ดังขึ้นสัญญาณบอกว่าพระพุทธเจ้า เสด็จมาถึงแล้ววินาทีนั้นสุเมธดาบสมีทาง เลือกครับท่านมีฤทธิ์เดชท่านสามารถเนรมิต สะพานแก้วสะพานทองหรือแม้แต่เหาะอุ้มพระ พุทธเจ้าข้ามไปก็ได้หรือท่านจะแค่ยืนพนม มือรอรับเสด็จเหมือนคนอื่นๆก็ได้แต่ท่าน
36:04 ไม่ทำสิ่งที่ท่านทำคือการทิ้งตัวลงนอน คว่ำหน้าลงบนโคลนตมนั้นสละร่างกายของตน เองเป็นสะพานให้พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ เหยียบข้ามไปเพื่อไม่ให้พระบาทของพระองค์ ต้องเปื้อนโคลน ภาพนี้ถ้ามองด้วยสายตาคนทั่วไปมันคือภาพ ของความศรัทธาที่ดูเกินจริงหรือบางคนอาจ มองว่าบ้าคลั่งแต่ถ้าเราสวมแว่นตาของ วิทยาศาสตร์ทางจิตเข้าไปวิเคราะห์เหตุ การณ์นี้เราจะเห็นกระบวนการย้ายพลังงาน ที่ซับซ้อนและทรงพลังที่สุดเท่าที่มนุษย์ คนหนึ่งจะทำได้ ผมอยากชวนให้คุณวิเคราะห์จังหวะที่ท่าน นอนทอดกายลงไปจังหวะนั้นไม่ใช่แค่การนอน
36:49 เฉยๆแต่มันคือ projeject หรือการฉายภาพ อนาคตออกไปจากจิตในวินาทีที่เนื้อตัว สัมผัสโคลนเย็นเฉียบจิตของท่านไม่ได้จด จ่ออยู่กับความสกปรกหรือความเจ็บปวดแต่ จิตของท่านพุ่งทะยานข้ามกาลเวลาไปข้าง หน้าท่านไม่ได้ขอพรว่าขอให้ข้าพเจ้ารวย เดี๋ยวนี้หรือขอให้ข้าพเจ้าพ้นทุกข์ เดี๋ยว แต่ท่านประกาศเจตนาหรือที่เรียกว่า อธิษฐานบารมีว่าด้วยกุศลผลบุญนี้ขอให้ ข้าพเจ้าได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล เพื่อที่จะขนสัตว์รื้อสัตว์ออกจาก วัฏฏสงสารเหมือนพระองค์ด้วยเถิด นี่คือคีย์เวิร์ดสำคัญครับอธิษฐานบารมี
37:37 หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าอธิษฐานคือการขอแต่ ในทางปฏิบัติขั้นสูงอธิษฐานหรืออทิทนาแปล ว่าการตั้งมั่นการปักหลักหรือถ้าใช้ภาษา สมัยใหม่มันคือ lock coordinate ในระบบ นำทางของจักรวาล ลองนึกภาพตามนะครับจักรวาลนี้เต็มไปด้วย ความเป็นไปได้นับล้านๆเส้นทางเหมือนใยแมง มุมที่แผ่ขยายออกไปไม่มีที่สิ้นสุดชีวิต ของสุเมธดาบสในขณะนั้นก็มีเส้นทางอนาคต ที่เป็นไปได้หลายทาง ทางหนึ่งอาจจะเป็นพระอรหันต์แล้วนิพพานไป เลยในชาตินั้นทางหนึ่งอาจจะเวียนว่ายตาย เกิดเป็นเทวดาเป็นสัตว์นรกหรือเป็นอะไรก็ ได้แต่ในวินาทีที่ท่านตั้งจิตอย่างรุนแรง
38:25 และเด็ดขาดท่านได้ทำการยุบรวมความเป็นไป ได้ทั้งหมดให้เหลือเพียงเส้นทางเดียวนั่น คือเส้นทางสู่การเป็นพระพุทธเจ้า การกระทำนี้ในทาง Physic Quantum คล้าย กับสิ่งที่เรียกเรียกว่า Quantum entanglement หรือความพัวพันเชิงQuวตัม ท่านได้ทำการผูกจิตปัจจุบันของท่านเข้า กับจิตในอนาคตที่เป็นพระพุทธเจ้าเรียบ ร้อยแล้วและเมื่อปลายทางถูกล็อกคไว้อย่าง แน่นหนาสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ ปรากฏการณ์ย้อนกลับของพลังงาน คุณเคยเล่นว่าวมั้ครับเวลาว่าวติดลมบนสูง ๆเชือกจะตึงเปรีย๋และคุณจะรู้สึกถึงแรง ดึงมหาศาลจากท้องฟ้า
39:12 สุเมธดาบสตอนนั้นก็เหมือนคนที่ส่งว่าว ขึ้นไปปักไว้ในอนาคตอีก 4 อสงไขยแล้วตัว ท่านในปัจจุบันก็ถูกแรงดึงจากอนาคตนั้น ลากจูงไปข้างหน้านับตั้งแต่วินาทีนั้น เป็นต้นมาชีวิตของท่านไม่ได้ขับเคลื่อน ด้วยกรรมเก่าเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายหรือ vision ที่ท่านสร้างขึ้นนี่แหละครับคือคำว่าเบิก บุญที่แท้จริงมันไม่ใช่การไปขอยืมบุญใคร มาใช้แต่มันคือการสร้างภาพความสำเร็จใน อนาคตให้ชัดเจนจนภาพนั้นมีมวลพลังงานมาก พอที่จะส่งแรงโน้มถ่วงกลับมาดึงดูดการ กระทำในปัจจุบันเมื่อพระทีปังกรพระ พุทธเจ้าทรงพิจารณาดูด้วยอนาคตตังสยาน
39:59 ท่านก็ทรงเห็นภาพเดียวกันนั้นท่านจึงตรัส พยากรณ์ว่าดาบผู้นี้ต่อไปในอนาคตจักได้ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า คำทำนายนี้เปรียบเสมือนการประทับตรารับ รองจากจักรวาลว่าพิกัดที่คุณล็อคไว้นั้น ถูกต้องและเป็นไปได้จริงมีจุดหนึ่งที่ผม อยากชวนให้สังเกตแล้วผมว่ามันเป็นจุดที่ หลายคนมองข้ามสุเมธดาบสไม่ได้ขอเป็นพระ พุทธเจ้าเฉยๆแล้วนอนรอแต่ท่านรู้ดีว่าการ จะดึงพลังงานมหาศาลขนาดนั้นมาได้ท่านต้อง มีภาชนะที่รองรับได้ภาชนะนั้นคือบารมี 10 ทัศหรือคุณสมบัติ 10 ประการที่ท่านต้อง สร้างขึ้นตรงนี้แหละครับที่หน้าทึ่งถ้า
40:45 เราไปอ่านในคัมภีร์ท่านไม่ได้เริ่มสร้าง บารมีหลังจากได้รับคำทำนายนะครับแต่ท่าน ทบทวนธรรมสโมทาน 8 ประการหรือเงื่อนไข 8 ข้อของการเป็นพระพุทธเจ้าจนครบถ้วน บริบูรณ์แล้วในจิตใจก่อนที่จะได้รับคำ ทำนายซะอีกพูดง่ายๆก็คือท่านทำตัวให้คู่ ควรกับพลังงานนั้นก่อนที่พลังงานนั้นจะมา ถึงผมพูดเรื่องนี้เพราะอะไรเพราะผมเห็น หลายคนพยายามจะเบิกบุญพยายามจะใช้กฎแรง ดึงดูดพยายามจินตนาการถึงความรวยความ สำเร็จแต่ชีวิตจริงกลับไม่ขยับไปไหนเลย เหตุผลก็เพราะจิตของคุณล็อคพิกัดก็จริง แต่กายและการกระทำของคุณไม่ได้เตรียม ภาชนะรองรับไว้คุณอยากได้พลังงานระดับดวง
41:34 อาทิตย์แต่ใจของคุณยังเปราะบางเหมือนแก้ว น้ำพลาสติกพอพลังงานมาถึงแก้วมันก็ละลาย หรือไม่ก็รับไม่ไหวสุเมธดาบสให้เรารู้ว่า การเบิกบุญคือกระบวนการ 2 ทางครับทางนึง คือจิตที่พุ่งไปจับอนาคต Projecting forward อีกทางนึงคือการกระทำในปัจจุบัน ที่เร่งยกระดับตัวเองให้ทันกับจิตดวงนั้น Elevating present เมื่อ 2 สิ่งนี้มา บรรจบกันมันจะเกิดสิ่งที่เรียกว่าหรือ ความสอดคล้องร้องและเมื่อนั้นแหละครับ ปาฏิหาริย์จะกลายเป็นเรื่องปกติผมเล่ามา ถึงตรงนี้ผมอยากถามคุณตรงๆเลยครับถ้าให้ คุณลองประเมินตัวเองตอนนี้ระหว่างความ อยากได้กับความคู่ควรคุณคิดว่าตาช่างของ
42:22 คุณเอียงไปทางไหนมากกว่ากันบอกตามตรงนะ ครับสมัยก่อนผมเองก็เป็นคนนึงที่ตาช่าง เอียงไปทางความอยากจนกู่ไม่กลับหัวเราะผม เคยนั่งสมาธิแล้วอธิษฐานขอให้โปรเจคงาน สำเร็จ ขอให้ได้เงินก้อนใหญ่โดยที่ผมไม่ได้ เตรียมสกิลหรือความรู้ให้พร้อมสำหรับงาน นั้นเลยผลลัพธ์ล่ะครับเงียบกริบจนกระทั่ง ผมมาเข้าใจหลักการของสุเมธดาบสนี่แหละ ครับผมถึงเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ผมเริ่มถาม ตัวเองว่าถ้าฉันเป็นคนๆนั้นในอนาคตฉันจะ มีนิสัยยังไงฉันจะตื่นกี่โมงฉันจะรับมือ กับปัญหายังไงแล้วผมก็เริ่มสวมวิญญาณคนๆ นั้นตั้งแต่วินาทีนี้เชื่อมั้ครับว่าพอ
43:08 เราเปลี่ยนคลื่นความถี่ของการกระทำให้ตรง กับภาพในหัวพลังงานมันไหลมาเทวาโอกาสที่ เคยวิ่งหนีมันกลับวิ่งเข้าหาเหมือนเรา กลายเป็นแม่เหล็กแต่ก็นั่นแหละครับเส้น ทางนี้มันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบการที่ สุเมธดาบสเลือกเส้นทางนี้ท่านต้องแลกด้วย การเวียนว่ายตายเกิดอีกยาวนานต้องสละ เลือดเนื้อและชีวิตนับไม่ถ้วนมีคำถาม หนึ่งที่ผมมักจะถามถามตัวเองแล้วอยากชวน ให้คุณถามตัวเองด้วยครับคุณกล้าพอไหมที่ จะจ่ายราคาของความสำเร็จที่คุณอธิฐานไว้ การเบิกบุญไม่ใช่การได้มาฟรีๆแต่มันคือ การกู้ยืมพลังงานอนาคตมาลงทุนในปัจจุบัน และการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงและความ
43:54 เหนื่อยยากเป็นคู่กันถ้าคุณพร้อมที่จะ จ่ายราคานั้นผมบอกได้เลยว่าไม่มีอะไรใน จักรวาลนี้ที่จะขวางทางคุณได้แม้แต่กาล เวลาก็ทำอะไรคุณไม่ได้ตอนนี้ผมเชื่อว่า หลายคนเริ่มเห็นภาพแล้วว่าการล็อคพิกัด อนาคตทำยังไงแต่คำถามต่อมาคือแล้วกลไกภาย ในใจเราล่ะในระดับไมโครวินาทีในขณะที่เรา กำลังตัดสินใจหรือกำลังตั้งเจตนามันเกิด อะไรขึ้นในสมองและในจิตของเราทำไมพระ พุทธองค์ถึงตรัสว่าเจตนาคือกรรมใน แชปเตอร์ถัดไปเราจะเจาะลึกลงไปในโลกของ พระอภิธรรมไปดูการทำงานของชวนจิตซึ่งเป็น จิตที่ทำหน้าที่เสวยอารมณ์และเป็นตัวการ
44:41 สำคัญที่ส่งข้อมูลข้ามภพข้ามชาติเราจะไป ดูกันว่าการสั่นสะเทือนของจิตเพียง 7 ขณะ สามารถเปลี่ยนโครงสร้างความเป็นจริงของ คุณได้อย่างไรเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียด อ่อนและลึกซึ้งมากครับผมอยากให้คุณเตรียม ตัวให้ดีเพราะสิ่งที่คุณจะได้ยินต่อไปนี้ อาจจะทำให้คุณไม่กล้าคิดลบกับตัวเองอีก ตลอดตลอดชีวิตแต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้นผม อยากรู้จังว่าถ้าคุณมีโอกาสย้อนเวลากลับ ไปแก้ไขการตัดสินใจ 1 อย่างในชีวิตเหมือน ที่เราวิเคราะห์เรื่องสุเมธดาบสเนี่ยคุณ จะเลือกกลับไปแก้เหตุการณ์หรือจะเลือก กลับไปแก้เจตนาของตัวเองในตอนนั้นลอง พิมพ์คำตอบสั้นๆไว้ได้นะครับทีมแก้เหตุ การณ์หรือทีมแก้เจตนาสำหรับผมผมเลือกแก้
45:29 เจตนาครับเพราะผมเชื่อว่าถ้าเจตนาเปลี่ยน สถานการณ์รอบๆก็จะเปลี่ยนตามไปโดย อัตโนมัติเองเอาล่ะครับถ้าพร้อมแล้วเราไป ไขรหัสลับของเจตนากันต่อเลยครับเราเดิน ทางมาถึงจุดที่ลึกที่สุดและอันตรายที่สุด ของความรู้ชุดนี้แล้วครับที่ผมบอกว่า อันตรายไม่ได้หมายถึงว่ามันจะมาทำร้ายคุณ แต่เพราะความรู้ชุดนี้มันจะพังทลายข้อ อ้างทั้งหมดที่คุณเคยมีในชีวิตมันจะทำให้ คุณตระหนักว่าคุณคือผู้รับผิดชอบต่อทุก เสี้ยววินาทีของความเป็นจริงที่คุณกำลัง เผชิญอยู่แบบ 100% เต็มไม่มีการยกเว้นถ้า ในบทที่แล้วเราพูดถึงการเดินทางข้ามเวลา ในระดับจักรวาลบทนี้เราจะมาย่อส่วน
46:16 จักรวาลนั้นให้เหลือขนาดเล็กกว่าปลายเข็ม หมุดเล็กกว่าอะตอมแต่มีพลังทำลายล้างหรือ สร้างสรรค์มหาศาลนั่นคือสิ่งที่เรียกว่า เจตนา คุณเคยได้ยินประโยคทองคำจากพระไตรปิฎก ประโยคนี้มั้ยครับเจตนาหังภิกขเวกัมมัง วะทามิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเรากล่าวว่าเจตนาคือ กรรมประโยคนี้สั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลังจน น่าขนลุกเพราะมันฉีกตำราความเชื่อเก่าๆ ทิ้งจนหมดสิ้นพระพุทธองค์ไม่ได้ตรัสว่า การกระทำคือกรรมแต่ทรงตรัสว่าเจตนาหรือ intension ต่างหากตัวกรรมที่แท้จริงนั่น
47:03 หมายความว่าต่อให้คุณนั่งเฉยๆไม่ได้ กระดิกนิ้วแม้แต่นิ้วเดียวแต่ถ้าในใจของ คุณกำลังวางแผนฆ่าคนหรือกำลังแช่งชักหัก กระดูกใครกรรมหนักได้เกิดขึ้นแล้วสมบูรณ์ แล้วในระดับพลังงานและในทางกลับกันต่อให้ คุณไม่มีเงินสักบาทในกระเป๋าแต่ถ้าคุณ ตั้งเจตนาที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วย ใจที่บริสุทธิ์ถึงขีดสุดมหากุศลก็ได้เกิด ขึ้นแล้วเช่นกันโดยที่คุณยังไม่ต้องควัก กระเป๋าเลยด้วยซ้ำนี่คือความลับที่นัก ฟิสิกส์ควันตัมเพิ่งจะเริ่มเข้าใจแต่ พุทธศาสตร์ค้นพบมานานแล้วว่าจักรวาลไม่ ได้ตอบสนองต่อการกระทำทางกายของคุณเท่า กับแรงสั่นสะเทือนทางจิตของคุณถ้าให้ผม
47:51 ฟันธงเลยนะผมว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจคำว่าทำ บุญผิดไปไกลมากเรามักจะไปโฟกัสที่วัตถุ ทาน โฟกัสว่าต้องถวายของแพงๆต้องสร้างตึกใหญ่ ๆแล้วถึงจะได้บุญเยอะผมไม่ได้บอกว่าการทำ ทานไม่ดีนะครับมันดีและเป็นพื้นฐานที่ สำคัญแต่ถ้าเจตนาในขณะที่ให้มันเจือไป ด้วยความโลภหรือทำไปเพราะหน้าตาพลังงาน ที่ส่งออกไปมันจะเป็นคนละเคลื่อนความถี่ เลยบอกตามตรงผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมคน ถึงชอบคิดว่ายิ่งจ่ายแพงยิ่งได้บุญมากใน ขณะขณะที่การปรับจูนเจตนาให้บริสุทธิ์ ซึ่งไม่ต้องใช้เงินสักบาทกลับให้ผลลัพธ์ ที่รุนแรงและเร็วกว่าชัดๆแล้วเจ้าเจตนา
48:39 ที่ว่านี้มันทำงานยังไงทำไมมันถึงส่งผล ข้ามภพข้ามชาติได้ผมขอพาคุณดำดิ่งลงไปใน คัมภีร์พระอภิธรรมปิฎกที่ว่าด้วยจิตและ สภาวธรรมล้วนๆไม่มีเรื่องเล่าไม่มีนิทาน มีแต่กลไกการทำงานของจิตที่แม่นยำเหมือน คอมพิวเตอร์ ในพระอภิธรรมอธิบายว่าจิตของมนุษย์เรา เกิดดับรวดเร็วมากครับในการกระพริบตา 1 ครั้งจิตเกิดดับไปแล้วนับแสนโกธขณะแต่ใน กระบวนการรับรู้อารมณ์ 1 ครั้งหรือที่ เรียกว่าวิถีจิตมันจะมีช่วงเวลาสำคัญอยู่ ช่วงหนึ่งเรียกว่าชวนจิต จำคำนี้ไว้ให้ดีนะครับชวนะชวนะแปลว่าแล่น
49:27 ไปอย่างรวบเร็ว หรือเสพเสวยอารมณ์มันคือช่วงเวลาที่จิต ของเราทำการตัดสินใจและใส่เจตนาลงไปในการ กระทำนั้นๆปกติแล้วชวนจิตจะเกิดขึ้นติด ต่อกัน 7 ขณะลองจินตนาการภาพตามนะครับ เหมือนคุณเหนี่ยวไกลปืน 1 ครั้งแต่กระสุน ถูกยิงออกไปรัวๆ 7 นัดติดกันปั้งๆๆๆ กระสุนทั้ง 7 นัดนี่แหละครับคือตัวกำหนด ชะตาชีวิตของคุณทั้งในปัจจุบันอนาคตและภพ หน้าชวนจิตขณะที่ 1 หรือกระสุนนัดแรก เรียกว่าทิฏฐธรรมเวทนีย จำมีกำลังน้อยที่สุดส่งผลในชาตินี้เดี๋ยว
50:13 นี้หรือเร็วๆนี้ถ้าไม่มีโอกาสส่งผลก็จะ กลายเป็นอโหสิกรรมไปชวนจิตขณะที่ 7 หรือ กระสุนนัดสุดท้ายเรียกว่า อุปัปปชเวทนียกรรม ส่งผลในชาติหน้าถัดจากชาตินี้ไปทันทีแต่ ที่น่ากลัวและทรงพลังที่สุดคือชวนจิตขณะ ที่ 2-6 ครับเรียกว่าอัปราเวทนียกรรม มันคือกรรมที่จะติดตามคุณไปทุกภพทุกชาติ ทรงผลได้ไม่มีที่สิ้นสุดตราบใดที่คุณยัง ไม่เข้านิพพานเหมือนจะมำวิถีที่ล็อคเป้า แล้วไม่มีทางหนีพ้นคำถามคือเราจะใช้ความ รู้นี้มาเบิกบุ่นหรือดึงพลังงานจากอนาคต
51:00 ได้ยังไงคำตอบคืออยู่ที่หลักการสั่นพ้อง หรือ resonance ครับถ้าคุณเข้าใจว่าอนาคต คือผลลัพธ์ของชวนจิตขณะที่ 7 และขณะที่ 2-6 ที่ถูกส่งออกไปแล้วการที่คุณจะดึงผล ลัพธ์นั้นมาใช้ในปัจจุบันคุณต้องปรับจิต ปัจจุบันหรือชวนจิตขณะที่ 1 ให้มีความถี่ เดียวกันกับผลลัพธ์ที่คุณต้องการงงมั้ ครับเดี๋ยวผมยกตัวอย่างให้ฟังสมมุติว่า คุณอยากจะเบิกบุญเรื่องความมั่งคั่งที่ คุณอาจจะเคยทำไว้ในอดีตหรือสร้างไว้ใน อนาคตในมิติเวลาที่ซ้อนทับกันแต่ปัจจุบัน จิตของคุณเต็มไปด้วยความกังวลเรื่องหนี้ สินความกลัวว่าจะไม่มีกินเคลื่อนความถี
51:46 ของความกลัว fe คนละเคลื่อนกับความมั่ง คั่ง wealth เมื่อคุณส่งเคลื่อนความกลัว ออกไปผ่านชวนจิต 7 ขนาดในปัจจุบันคุณ กำลังยิงกระสุนแห่งความขาดแคลนออกไปสู่ อนาคตและในขณะเดียวกันคุณก็สร้างกำแพง กั้นไม่ให้พลังงานความมั่งคั่งจากอนาคต ไหลย้อนกลับมาหาคุณได้เพราะคลื่นมันไม่แม กันมันไม่เกิด resonance แต่ถ้าคุณ เปลี่ยนใหม่คุณเริ่มจากการให้ฐานแม้เพียง เล็กน้อยหรือแค่การอนุโมทนายินดีกับความ สำเร็จของคนอื่นด้วยใจจริงวินาทีที่ใจคุณ พองฟูด้วยความปิติวินาทีที่ชวนจิตของคุณ เสพเสวยอารมณ์ผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่
52:32 ณขณะจิตนั้นความถี่ของคุณจะพุ่งสูงขึ้นไป แตะระดับเดียวกับพลังงานบุญที่รออยู่ใน อนาคต ท่อพลังงานจะถูกเชื่อมต่อและผลลัพธ์จาก ชวนจิตขณะที่ 7 อนาคตจะถูกดึงดูดเข้ามา ซ้อนทับกับชวนจิตขณะที่ 1 ปัจจุบัน นี่คือวิทยาศาสตร์ของการเร่งกรรมฝ่ายดี ให้ส่งผลเร็วขึ้นมันไม่ใช่ปาฏิหาริย์แต่ มันคือการจูนเคลื่อนวิทยุถ้าคุณหมุน เคลื่อนตรงเสียงเพลงก็ดังขึ้นทันทีไม่ ต้องรอชาติหน้าผมมีวิธีสังเกตง่ายๆว่าเรา กำลังจูนติดหรือจูนไม่ติดลองสังเกตดูนะ ครับเวลาที่คุณทำความดีหรือตั้งใจจะทำ อะไรดีๆสักอย่างคุณรู้สึกเบาหรือหนักถ้า
53:19 ทำแล้วรู้สึกหนักรู้สึกว่าต้องฝืนรู้สึก ว่าเมื่อไหร่จะได้คืนนั่นคือจิตที่มี กิเลสเจือปนความถี่มันจะต่ำโอกาสที่จะ เบิกบุญมาใช้ได้ก็น้อยมากแต่ถ้าทำแล้วรู้ สึกเบาสบายยิ้มได้ทั้งน้ำตาหรือมีความสุข ตั้งแต่ยังไม่ได้รับผลตอบแทนแล้วนั่นแหละ ครับสัญญาณว่าคุณกำลังออนไลน์อยู่กับ แหล่งพลังงานอนาคตแล้วเรื่องนี้ผมรู้ ประมาณนี้ครับแต่ผมมั่นใจว่าต้องมีคนรู้ ลึกกว่าผมซ่อนตัวอยู่ในกลุ่มผู้ฟังแน่ๆ โดยเฉพาะสายอภิธรรมหรือสายวิปัสสนาที่ เห็นการเกิดดับของจิตจริงๆถ้าท่านไหนมี ประสบการณ์เห็นสภาวะของชวนจิตหรือมี เทคนิคการประคองจิตให้เป็นกุศลต่อเนื่อง ลองแชร์เป็นธรรมทานในคอมเมนต์ได้เลยนะ
54:05 ครับเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่หาคนคุยด้วยยากจริงๆทีนี้ประเด็นที่ น่าสนใจคือคนส่วนใหญ่มักจะตกม้าตายตรงนี้ ครับเรามักจะรักษาเจตนาดีๆได้แค่แว๊บ เดียวพอออกจากห้องพระพอวางมือจากการใส่ บาตรเราก็กลับมาด่าคนขับรถปาดหน้ากลับมา นินทาเจ้านายหรือกลับมาเครียดเรื่องเดิมๆ ในทางอภิธรรมถ้าชวนจิตที่เป็นกุศลเกิด ขึ้นสลับกับอกุศลพลังงานมันจะหักล้างกัน เองเหมือนคุณเหยียบคันเร่งแล้วเหยียบเบรก สลับกันรถมันก็กระตุกไม่ไปไหนสักทีดัง นั้นหัวใจสำคัญของการเบิกบุ่นไม่ใช่แค่ การทำบุญใหญ่ๆปีละครั้งแต่คือการรักษา ความต่อเนื่องของคลื่นความถี่ Frequency
54:51 Consistency 4 ถ้าคุณสามารถประคองจิต ให้มีความแช่มชื่นเบิกบานและมั่นใจในคุณ งามความดีของตัวเองได้ตลอดทั้งวันแม้จะ เจอปัญหาเข้ามารุมเร้านั่นแปลว่าคุณกำลัง เปิดท่อทรงลำเลียงพลังงานขนาดใหญ่ให้บุญ จากอนาคตไหลเข้ามาหล่อเลี้ยงปัจจุบันได้ อย่างต่อเนื่อง มีเคสหนึ่งที่ผมชอบมากและคิดว่าเป็นตัว อย่างที่ดีของเรื่องนี้คือเรื่องของ มัถกุณฑลีเทพบุตรในสมัยพุทธกาลมีเด็ก หนุ่มคนนึงป่วยหนักกำลังจะตายพ่อก็ขี้ เหนียวไม่ยอมพาไปหาหมอวินาทีสุดท้ายก่อน ตายพระพุทธองค์เสด็จมาโปรดแต่เด็กหนุ่ม ขยับตัวไม่ได้แล้วยกมือไหว้ก็ไม่ได้ทำได้ แค้มมองและทำจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า
55:39 คุณเห็นอะไรมั้ยครับกายกรรมทำไม่ได้ วจีกรรมทำไม่ได้เหลือแค่มโนกรรมหรือเจตนา ทางใจล้วนๆแต่เพียงแค่ชั่วขณะจิตเดียวที่ เลื่อมใสคือศรัทธาที่มีกำลังแรงกล้าชวน จิต 7 ขณะสุดท้ายก่อนตายเป็นมหากุศลจิต ที่บริสุทธิ์มากผลคือทันทีที่ดับจิตเขาไป เกิดเป็นเทพบุตรบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ทัน ทีมีวิมานทองคำใหญ่โตมโหฬารนี่คืออานุภาพ ของเจตนาที่ไม่จำเป็นต้องมีวัตถุสิ่งของ มาเป็นองค์ประกอบ พอพูดถึงเรื่องนี้ผมก็ออดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้ามัถกุณฑลีไม่ได้เจอพระพุทธเจ้าแต่เขา เลือกที่จะนึกถึงความโกรธพ่อที่ไม่ยอมพา ไปหาหมอแทนที่จะนึกถึงพระพุทธเจ้าปลายทาง
56:25 ของเขาจะเป็นยังไงคงจะดิ่งลงนรกขุมที่ลึก ที่สุดด้วยความเร็วแสงแน่ๆก็น่าคิดนะครับ ว่าในวาระสุดท้ายหรือในวิกฤตที่สุดของ ชีวิตเราจะมีความสามารถในการควบคุมเจตนา ได้เก่งเหมือนมัถกุณลีหรือเปล่าและนี่ แหละครับคือเหตุผลที่เราต้องฝึกสมาธิ สมาธิไม่ใช่การนั่งหลับตาหนีปัญหาแต่คือ การฝึกแยกแยะและเลือกว่าเราจะอนุญาตให้ เจตนาแบบไหนเข้ามาทำงานในชวนจิตของเราถ้า คุณคุมชวนจิตได้คุณก็คุมกรรมได้และถ้าคุณ คุมกรรมได้คุณก็คุมกาลเวลาได้ในบทต่อไป เราจะขยับจากการทำความเข้าใจทฤษฎีเข้าสู่ ภาคปฏิบัติหรือ The Science of Energy
57:10 Transfer กันครับเราจะไปดูกันว่าในมุม มองของ Quantum Physic เรื่องของความพัว พันและผู้สังเกตการมันอธิบายปรากฏการณ์ เบิกบุญนี้ได้ลึกซึ้งขนาดไหนและผมจะพาคุณ ไปรู้จักกับเทคนิคของพระอนุรุทธะผู้เป็น เลิศด้านทิพยจักษุว่าท่านใช้วิธีไหนในการ ขยายจิตให้กว้างใหญ่ไร้ขอบเขตเพื่อสแกนหา และดึงพลังงานบุญมาใช้คุณจะได้เรียนรู้ วิธีการเปลี่ยนตัวเองจากผู้ถูกกระทำเป็น ผู้สังเกตการที่สามารถแทรกแซงความเป็น จริงของตัวเองได้ถ้าคุณฟังมาถึงตรงนี้ผม อยากให้ลองสำรวจใจตัวเองดูนะครับว่าตอน นี้จิตของคุณกำลังเป็นสีอะไรถ้าความสุข คือสีขาวความเครียดคือสีเทาความโกรธคือสี
57:56 แดงลองพิมพ์สีของใจคุณตอนนี้บอกผมหน่อย ครับไม่ต้องอายนะครับเพราะการยอมรับความ จริงคือก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงสำหรับผม ตอนนี้ใจผมเป็นสีทองครับเพราะผมกำลังมี ความสุขมากที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวเหล่า นี้ให้คุณฟังอยู่เอาล่ะครับถ้าพร้อมแล้ว เราไปไขความลับของควนตัมกับกฎแห่งกรรมกัน ต่อในแชapterที่ 4 ครับคุณเคยได้ยิน ประโยคที่ไสไตนเคยพูดไว้ด้วยความหงุดหงิด ใจมั้ครับเขาพูดถึงปรากฏการณ์ทางquวตัม อย่างหนึ่งว่า Spooky Action at a distance หรือการกระทำที่น่าขนลุกผ่าน ระยะทางไกล ทำไมนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกถึงใช้คำว่า น่าขนลุกกับฟิสิกส์เพราะสิ่งที่เขากำลัง
58:41 เจอมันทำลายสามัญสำนึกของมนุษย์เราไปจน หมดสิ้นมันคือเรื่องของความผัวพันหรือ Quantum entanglement วันนี้เราจะวางตำราพุทธศาสนาลงสักครู่ แล้วหยิบตำราฟิสิกส์ขึ้นมาดูแต่เชื่อมั้ ครับว่ายิ่งเราอ่านฟิสิกส์ลึกเท่าไหร่เรา กลับยิ่งเห็นเงาของกฎแห่งกรรมชัดเจนขึ้น เท่านั้นลองจินตนาการดูนะครับว่ามีอนุภาค 2 ตัวกำเนิดขึ้นมาพร้อมกันจากนั้นเราจับ มันแยกออกจากกันตัวหนึ่งไว้ที่โลกอีกตัว หนึ่งเอาไปไว้ที่ขอบจักรวาลห่างกันหลาย พันปีแสงตามตรรกะทั่วไปถ้าเราไปหมุน อนุภาคตัวที่อยู่บนโลกให้มันหมุนขึ้น อนุภาคตัวที่อยู่ขอบจักรวาลไม่น่าจะรู้ เรื่องใช่ไหมครับหรือถ้าจะรู้ก็คงต้องใช้
59:28 เวลาหลายพันปีกว่าสัญญาณจะเดินทางไปถึง แต่ความจริงที่น่าขนลุกก็คือทันทีที่คุณ เปลี่ยนสถานะของอนุภาคบนโลกอนุภาคคู่แฝด ที่อยู่ขอบจักรวาลจะเปลี่ยนสถานะตามทันที แบบเร time ไม่มีdelดีลayเร็วกว่าแสงเร็ว กว่ากาลเวลาเหมือนกับว่าระยะทางไม่มีผล อะไรเลยนี่แหละครับคือสิ่งที่ไอสไตนรับ ไม่ได้ในตอนแรกแต่ปัจจุบันมันได้รับการ พิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริงแล้วมันเกี่ยว อะไรกับการเบิกบุญหรือกฎแห่งกรรมผมค่อน ข้างมั่นใจว่ากฎแห่งกรรมไม่ใช่ระบบการลง โทษทางศีลธรรมที่มีลุงหนวดถือบัญชีหนัง หมามาคอยจดแต้มบุญบาปแต่มันคือกลไกทาง ฟิสิกส์ของความพัวพันนี่แหละครับทุกครั้ง
1:00:14 ที่คุณไปปฏิสัมพันธ์กับใครไม่ว่าจะด้วย ความรักหรือความเกลียดคุณกำลังสร้าง Entanglement หรือสายใยความพัวพันทาง ควนตัมกับคนๆนั้นเมื่อคุณทำร้ายใครคุณไม่ ได้แค่ทำร้ายเขาแต่คุณกำลังสงคลื่นความ สั่นสะเทือนไปที่อนุภาคคู่แฝดในตัวคุณเอง ทันทีที่เขาเจ็บคุณก็เจ็บในระดับพลังงาน ทันทีไม่ต้องรอชาติหน้าและในทางกลับกัน เมื่อคุณช่วยเหลือใครหรือคุณส่งจิตเมตตา ออกไปคุณกำลังสร้างความพัวพันด้านบวกทัน ทีที่เขามีความสุขพลังงานนั้นก็สะท้อน กลับมาที่ตัวคุณทันทีเช่นกันนี่คือเหตุผล ที่การเบิกบุญมันทำงานได้จริงเพราะเราทุก คนไม่ได้แยกขาดจากกันเราเป็นเหมือนทะเล พลังงานที่เชื่อมต่อกันหมดถ้าเราเข้าใจ
1:01:01 จุดนี้เราจะเลิกถามว่าทำดีแล้วเมื่อไหร่ จะได้ดีเพราะในระดับควันตัมการกระทำและผล ของการกระทำมันเกิดขึ้นพร้อมกันแล้วเพียง แต่ในโลกกายภาพที่มีกาลเวลามาคั่นเราอาจ จะต้องรอให้ผลนั้นมันปรากฏตัวขึ้นมาเท่า นั้นเองแต่ประเด็นที่น่าสนใจกว่านั้นคือ แล้วเราจะทำยังไงให้ผลดีๆที่มันเกิดขึ้น แล้วในระดับพลังงานมันปรากฏตัวออกมาใน ชีวิตจริงล่ะตรงนี้แหละครับที่เราต้องคุย กันเรื่อง The Observer effect หรือ ปรากฏการณ์ผู้สังเกต คุณเคยได้ยินการทดลองที่โด่งดังที่สุดและ ชวนปวดหัวที่สุดในโลกฟิสิกส์ไหมครับการทด ลองสลคู่หรือ Double Slit Experiment นักวิทยาศาสตร์ลองยิงอนุดูภาคเล็กๆอย่าง
1:01:47 อิเล็กตรอนผ่านช่องว่าง 2 ช่องไปตกกระทบ ที่ฉากหลังความแปลกประหลาดคือถ้าไม่มีใคร เฝ้าดูเจ้าอิเล็กตรอนนี้มันจะทำตัวเป็น คลื่นคือมันสามารถผ่านทั้ง 2 ช่องได้ พร้อมกันแล้วเกิดลวดลายการแทรกสอดบนฉาก หลังเหมือนคลื่นน้ำนี่คือสภาวะของความ เป็นไปได้หรือ probability คือมันเป็นไป ได้ทุกอย่างเป็นได้ทั้งซ้ายและขวาพร้อม กันแต่ทันทีที่มีใครสักคนหรือมีเครื่อง มือวัดไปเฝ้าสังเกตดูว่ามันจะเข้าช่องไหน กันแน่เจ้าอิเล็กตรอนนั้นจะตกใจแล้ว เปลี่ยนพฤติกรรมทันทีจากที่เป็นคลื่นมัน จะยุบตัวลงกลายเป็นอนุภาคหรือเป็นก้อน วัตถุแล้วเลือกเข้าช่องใดช่องหนึ่งอย่าง ชัดเจนสรุปง่ายๆคือการที่มีผู้รู้หรือผู้
1:02:36 สังเกตเข้าไปมองมันทำให้ความเป็นไปได้ที่ หลากหลายยุบตัวลงกลายเป็นความจริงเพียง หนึ่งเดียวเรื่องนี้มันเขย่าโลก วิทยาศาสตร์มากครับเพราะมันบอกเราว่าความ จริงไม่ได้มีอยู่เองตามธรรมชาติแต่ความ จริงเกิดขึ้นเพราะเราไปสังเกตมันมาถึงตรง นี้ผมอยากให้คุณลองนึกย้อนกลับไปถึงช่วง เวลาที่คุณมีปัญหาหนักๆคุณสังเกตมั้ครับ ว่ายิ่งคุณไปโฟกัสที่ปัญหายิ่งคุณไปจ้อง มองความซวยยิ่งคุณบ่นถึงมันเช้าเย็นปัญหา นั้นมันยิ่งแข็งตัวและแก้ไขได้ยากขึ้น เรื่อยๆนั่นเป็นเพราะจิตของคุณกำลังทำ หน้าที่เป็นผู้สังเกตที่เข้าไปล็อคสภาวะ นั้นให้กลายเป็นอนุภาคที่แข็งถือในทาง กลับกันเบิกบุญคือศิลปะของการเปลี่ยนวิธี
1:03:23 การสังเกตแทนที่คุณจะไปจ้องมองที่ความขาด แคลนในปัจจุบันซึ่งจะทำให้ความจนมันยุบ ตัวลงเป็นความจริงที่แข็งแกร่งคุณต้องฝึก จิตให้ย้ายจุดโฟกัสไปสังเกตที่ความเป็นไป ได้ในอนาคตแทนเหมือนเราที่คุยกันเรื่อง สุเมธดาบสท่านไม่ได้มองโคลนตมเป็นโคลนตม แต่ท่านมองเห็นทางเสด็จของพระพุทธเจ้า ท่านไม่ได้มองตัวเองเป็นดาบจนๆแต่ท่านมอง เห็นตัวเองเป็นพระพุทธเจ้า จิตที่เบิกบุญคือจิตที่เป็นผู้สังเกตการ ที่เข้าไปแทรกแซงเคลื่อนความน่าเป็นไปได้ ในอนาคตในอนาคตของคุณมีทั้งเวอร์ชั่นที่ คุณล้มเหลวเวอร์ชั่นที่คุณเฉยๆและ เวอร์ชั่นที่คุณประสบความสำเร็จสุดๆทุก เวอร์ชั่นลอยอยู่เป็นคลื่นซ้อนทับกันอยู่
1:04:08 หน้าที่ของคุณคือใช้จิตที่มีพลังงานสูง ซึ่งได้จากการทำสมาธิและการสั่งสมบุญเข้า ไปจ้องมองหรือโฟกัสที่เวอร์ชั่นที่ดีที่ สุดทันทีที่จิตที่มีกำลังสังเกตเห็นภาพ นั้นคลื่นความน่าจะเป็นอื่นๆจะสลายไปและ เหลือเพียงคลื่นแห่งความสำเร็จที่จะยุบ ตัวลงมาเป็นความจริงในชีวิตคุณบอกตามตรง ผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมคนถึงชอบพูดว่า ต้องเห็นก่อนถึงจะเชื่อทั้งที่ความจริง แล้วในโลกควตัมคุณต้องเชื่อก่อนคุณถึงจะ เห็นขำเบาๆถ้าคุณรอให้เห็นเงินล้านก่อน แล้วค่อยเชื่อว่าคุณรวยคุณจะไม่มีวันได้
1:04:55 เห็นมันเพราะผู้สังเกตหรือตัวคุณยืนยัน ความจริงว่าตอนนี้ไม่มีเงินจักรวาลก็จะ จัดสรรความไม่มีเงินให้คุณต่อไปอย่างซื่อ สัตย์ทีนี้มันมีอีกคำนึงที่ผมอยากจะโยน เข้ามาในวงสนทนาแล้วผมคิดว่าเป็นคำที่ อธิบายคำว่าบุญในเชิงวิทยาศาสตร์ได้ดีที่ สุดนั่นคือคำว่า negentropy หรือ negative ในธรรมชาติมีกฎข้อนึงที่โหดร้ายมากคือกฎ ข้อที่ 2 ของอุณหพลศาสตร์ที่บอกว่าทุก อย่างในจักรวาลมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไป สู่ความไร้ระเบียบหรือเอนทรyห้องที่คุณ ไม่อยู่จะสกปรกเองร่างกายที่คุณไม่ดูแลจะ
1:05:42 แก่และป่วยกาแฟร้อนจะเย็นชืดทุกอย่างจะ เสื่อมสลายไปตามกาลเวลาชีวิตของคนเราก็ เหมือนกันครับถ้าปล่อยไปตามยถากรรมมันจะ ไหลลงที่ต่ำเสมอมันจะวุ่นวายมันจะยุ่ง เหยิงมันจะมีปัญหาเข้ามารุมเร้านั่นคือ ภาวะที่เอโทรปี้สูงแล้วอะไรล่ะที่จะมา ต้านทานกระแสความเสื่อมนี้ได้คำตอบคือ พลังงานที่ใส่เข้าไปเพื่อจัดระเบียบหรือ เกนทร นึกภาพห้องที่รกมากๆถ้าคุณอยากให้มัน สะอาดคุณต้องใส่พลังงานเข้าไปคือต้องออก แรงกวาดแรงเช็ดชีวิตที่ยุ่งเหยิงก็เหมือน กันถ้าคุณอยากให้ชีวิตราบรื่นมีโชคลาภมี
1:06:28 คนเมตตาคุณต้องใส่พลังงานจัดระเบียบเข้า ไปและพลังงานจัดระเบียบชีวิตที่ดีที่สุด ก็คือบุญครับบุญเท่ากับ บุญคือพลังพลังงานที่มีความละเอียดสูงมี ระเบียบสูงเมื่อคุณทำบุญไม่ว่าจะให้ทาน รักษาศีลหรือภาวนาคุณกำลังผลิตพลังงานที่ มีโครงสร้างสวยงามใส่เข้าไปในระบบชีวิต ของคุณพลังงานนี้จะเข้าไปต่อต้านความไร้ ระเบียบจากที่เคยเจอคนแย่ๆก็จะเริ่มเจอคน ดีๆจากที่งานการยุ่งเหยิงก็จะเริ่มเข้า ที่เข้าทางไม่ใช่เพราะปาฏิหาริย์แต่เพราะ คุณกำลังเพิ่มค่าเนก Entropy ให้กับระบบ ชีวิตของตัวเองถ้ามองในมุมนี้การเบิกบุญ
1:07:16 ก็คือการดึงเอาพลังงานจัดระเบียบที่คุณ สะสมไว้หรือที่มีอยู่ในระบบจักรวาลมาใช้ จัดการกับความยุ่งเหยิงหรือเคอสที่อยู่ ตรงหน้าผมเคยมีประสบการณ์ตรงที่อธิบาย เรื่องนี้ได้ดีช่วงนึงชีวิตผมยุ่งเหยิง มากงานมีปัญหาสุขภาพแย่จิตตกสุดๆเหมือน เอโทรปี้ในชีวิตมันพุ่งสุดขีด ตอนนั้นผมตัดสินใจหยุดแก้ปัญหาด้วยตรรกะ แล้วหันมาสร้างเนกopyแทนผมนั่งสมาธิทุก วันแผ่เมตตาทุกวันไปทำบุญทุกครั้งที่มี โอกาสโดยไม่หวังผลตอบแทนทำอยู่พักหนึ่ง เชื่อมั้ครับว่าปัญหาที่เคยวุ่นวายเหมือน ไหมพรหมพันกันอยู่ๆมันก็คลายปมออกเองลูก
1:08:03 ค้าที่เคยเรื่องมากกลับกลายเป็นคุยง่าย โปรเจคที่ติดขัดก็ผ่านฉลุยเหมือนมีมือที่ มองไม่เห็นมาจัดวางทุกอย่างให้เข้าที่นี่ เป็นประสบการณ์ตรงของผมเลยที่เคยเจอไม่ รู้ว่ามีใครเคยเจอโมเมนต์คล้ายๆกันแบบนี้ บ้างหรือเปล่าที่อยู่ๆเรื่องยุ่งๆก็จบลง ง่ายๆเพียงแค่เราเปลี่ยนโฟกัสถ้ามีลอง แชร์กันมาได้นะครับผมอยากรู้ว่าแต่ละคน เจอรูปแบบความบังเอิญที่ถูกจัดระเบียบนี้ ยังไงบ้างประเด็นสำคัญคือเราต้องเข้าใจ ว่าเราคือผู้สร้างระเบียบหรือผู้สร้าง ความวุ่นวายให้กับชีวิตตัวเองกันแน่ถ้า คุณตื่นมาด้วยความหงุดหงิดคุณกำลังเพิ่ม ให้ชีวิตแต่ถ้าคุณตื่นมาด้วยความรู้คุณ
1:08:49 ด้วยความสดใสคุณกำลังเพิ่มเนropy เรื่องนี้ผมรู้ประมาณนี้ครับในเชิงของ ฟิส์กับพุทธศาสนาแต่ผมมั่นใจว่าต้องมีคน รู้ลึกกว่าผมซ่อนตัวอยู่ในกลุ่มผู้ฟังแน่ ๆโดยเฉพาะท่านที่ศึกษาเรื่องจิตวิทยากับ quอนัมหรือเรื่อง Law of Attraction ที่อธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ถ้ามีข้อมูล เสริมหรือมีทฤษฎีอื่นที่น่าสนใจลองพิมพ์ บอกเล่า 90 กันในคอมเมนต์ได้นะครับถือ เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้สิ่งนึงที่ผม สงสัยและอยากชวนให้คุณคิดตามคือถ้าเรายอม รับว่าจิตของเราคือผู้สังเกตที่ทรงพลัง ขนาดเปลี่ยนอนุภาคแล้วทำไมคนส่วนใหญ่ถึง ยังเปลี่ยนชีวิตตัวเองไม่ได้คำตอบอาจจะ
1:09:36 อยู่ที่ความนิ่งของผู้สังสังเกตครับในการ ทดลองวิทยาศาสตร์กล้องที่ใช้สังเกตต้อง นิ่งและแม่นยำแต่ในชีวิตจริงจิตของเรามัน สั่นไหวตลอดเวลาเดี๋ยวชอบเดี๋ยวชังเดี๋ยว อยากเดี๋ยวกลัวคลื่นที่ส่งออกไปสังเกตการ มันเลยเบลอภาพอนาคตที่สะท้อนกลับมามันก็ เลยเบลอตามไปด้วยดังนั้นขั้นตอนต่อไปที่ เราจะคุยกันคือภาคปฏิบัติหรือ the methodology เราจะทำยังไงให้จิตของเรา นิ่งพอ ที่จะเป็นผู้สังเกตที่มีคุณภาพเราจะทำยัง ไงให้คลื่นสมองของเราเข้าสู่โหมดที่ สามารถ access หรือเข้าถึงคลังข้อมูลแห่ง อนาคตได้ในบทต่อไปผมจะพาคุณไปรู้จักกับ
1:10:21 คลื่นสมองalลฟ่าและเ้าซึ่งเป็นกุญแจดอก สำคัญในการไขประตูมิติและเราจะไปถอดรหัส เทคนิคของพระอนุรุฒเอกทกะด้านทิพยจักร ท่านไม่ได้นั่งมองเฉยๆแต่ท่านมีการขยาย สัญญาญาณหรือขยายจิตให้กว้างใหญ่ไร้ ประมาณเทคนิคนี้แหละครับคือไม้ตายที่จะทำ ให้การเบิกบุญของคุณมีรัศมีทำงานที่กว้าง ไกลและส่งพลังแต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้นถ้า ให้คุณนึกถึงคำ 1 คำที่อธิบายสถานะชีวิต ของคุณตอนนี้ระหว่างระเบียบกับวุ่นวายคุณ จะเลือกคำไหนสำหรับผมตอนนี้คือคำว่าสมดุล ครับก็น่าสนใจนะครับว่าแต่ละคนจะนึกถึงคำ ว่าอะไรลองพิมพ์ทิ้งไว้เตือนใจตัวเองสั้น
1:11:09 ๆได้ครับพอพูดถึงเรื่องนี้ผมก็อดสงสัยไม่ ได้ว่าถ้าแมวของหรือ Cat ที่อยู่ในกล่อง มันสามารถกำหนดชะตาชีวิตตัวเองได้มันจะ เลือกเป็นหรือเลือกตายหรือจริงๆแล้วมัน อาจจะเลือกที่จะกระโดดออกจากกล่องไปเลยก็ ได้มนุษย์เราก็เหมือนกันครับเราไม่ได้มี ทางเลือกแค่ซ้ายหรือขวาเราอาจจะมีทาง เลือกที่ 3 ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแต่ เห็นได้ด้วยใจที่ละเอียดอ่อนถ้าพร้อมแล้ว เราไปเรียนรู้วิธีกระโดดออกจากกล่องแห่ง ความวุ่นวายในแชปเตอร์ที่ 5 กันครับ เตรียมตัวจูนคลื่นสมองของคุณให้พร้อมแล้ว ตามผมมาคุณเคยพยายามดาวน์โหลดไฟล์ขนาด ใหญ่มากๆในขณะที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตขาดๆ
1:11:55 หายๆมั้ครับคุณจะรู้สึกหงุดหงิดแค่ไหน เมื่อหน้าจอมันหมุนติ้วๆแล้วก็ขึ้นว่าล้ม เหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าชีวิตคนเราก็เหมือนกัน ครับหลายคนพยายามจะเบิกบุญพยายามจะดึง พลังงานดีๆเข้ามาในชีวิตพยายามอธิษฐาน พยายามขอพรแต่ผลลัพธ์กลับว่างเปล่าไม่ใช่ เพราะคุณไม่มีบุญไม่ใช่เพราะจักรวาลใจ ร้ายแต่เป็นเพราะสัญญาณของคุณมันไม่ เสถียรวันนี้เราจะมาคุยเรื่องที่สำคัญที่ สุดในกระบวนการย้ายพลังงานนั่นคือเรื่อง ของฮาร์ดแวร์ที่ใช้รับส่งสัญญาณซึ่งก็คือ สมองและจิตของคุณเองถ้าคุณเข้าใจเรื่อง นี้คุณจะเลิกโทษโชคชะตาแล้วหันมาโทษคลื่น สมองของตัวเองแทนในทางปราสาทวิทยาศาสตร์
1:12:41 หรือneurโรciนสมองของมนุษย์เราทำงานด้วย ไฟฟ้าครับทุกความคิดทุกอารมณ์คือกระแสไฟ ฟ้าที่วิ่งผ่านเซลล์ประสาทก่อให้เกิดสนาม แม่เหล็กไฟฟ้าหรือคลื่นสมองปัญหาของคน ส่วนใหญ่ที่ดึงพลังงานไม่ได้เพราะเขาใช้ ชีวิตอยู่ในคลื่นความถี่ที่ชื่อว่าbบต้า หรือbบ้า waves ตลอดเวลาคลื่นเบต้าคือ สภาวะปกติที่เราใช้ชีวิตครับตื่นตัวคิด วิเคราะห์แก้ปัญหาเครียดเร่งรีบระแวด ระวังภัยคลื่นนี้มีความถี่สูงรวดเร็วและ กินพลังงานมหาศาลสภาวะนี้เหมาะกับการเอา ชีวิตรอดครับเหมาะกับการหนีเสือหรือเถียง กับเจ้านายแต่มันเป็นศัตรูตัวฉกาดของการ เบิกบุญเพราะอะไรนะครับเพราะคลื่นเบต้า
1:13:29 เปรียบเสมือนกำแพงเคลื่อนรบกวนถ้าคุณ พยายามจะจูนจิตไปหาพลังงานอนาคตที่ ละเอียดอ่อนในขณะที่สมองคุณกำลังตะโกนว่า ค่าบ้านจะจ่ายยังไงรถติดจังเลยเย็นนี้กิน อะไรดีสัญญาณความถี่สูงเหล่านี้จะกลบ สัญญาณแห่งความสำเร็จจนหมดสิ้นบอกตามตรง ผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมคนถึงชอบคิดว่า การขมวดคิ้วแน่นๆหรือการเพ่งจิตแรงๆด้วย ความเครียดคือความตั้งใจจริงทั้งที่ในทาง วิทยาศาสตร์พลังงานนั่นคือการปิดประตูใส่ หน้าตัวเองชัดๆถ้าคุณอยากจะเข้าถึงข้อมูล ใน Cloud Story ของจักรวาลคุณต้อง เปลี่ยนโหมดครับคุณต้องลดความเร็วของสมอง ลงมาสู่ระดับalฟ่าหรือถ้าจะให้ดีที่สุด คือระดับตีต้าคลื่นalฟ่าคือช่วงเวลาที่
1:14:14 คุณผ่อนคลายสบายๆเหมือนตอนที่คุณนั่งมอง ทะเลหรือตอนที่คุณกำลังเคลิ้มๆก่อนจะหลับ จังหวะนี้ละครับที่ประตูสู่จิตใต้สำนึก เริ่มเปิดแง้มออกแต่จุดที่พีคที่สุดจุด ที่เป็นgoldเดน time ของการเบิกบุญคือ คลื่นตีต้าครับตีต้าคือสภาวะของความสงบ ลึกเหมือนตอนที่คุณฝันหรือตอนที่ทำสมาธิ ลึกๆในระดับนี้ร่างกายจะหลับแต่จิตจะตื่น รู้จิตจะตัดขาดจากการรับรู้ทางประสาท สัมพัทธ์ภายนอกไม่ได้ยินเสียงไม่รู้สึก ถึงร่างกายเหลือเพียงจิตลุ้นน้วนที่สว่าง ไสวนี่เป็นประสบการณ์ตรงของผมเลยที่เคย เจอช่วงที่ผมฝึกสมาธิใหม่ๆผมพยายามจะนั่ง ให้นิ่งที่สุดแต่มันก็ฟุ้งซ่านตลอดจนมี
1:15:00 อยู่วันนึงผมเหนื่อยมากผมเลยปล่อยวางทุก อย่างคิดว่าช่างมันจะหลับก็หลับแล้วจู่ๆ จิตมันก็วูบลงไปสู่ความเงียบสงัดที่แปลก ประหลาดมันเหมือนตัวเราหายไปเหลือแต่ความ รู้ตัวที่กว้างใหญ่มากและในวินาทีนั้นเอง คำตอบของปัญหาที่ผมคิดไม่ตกมาเป็นเดือนก็ ผุดขึ้นมาเองแบบชัดเจนแจ่มแจ้งไม่รู้ว่า มีใครเคยเจอโมเมนต์คล้ายๆกันแบบนี้บ้าง หรือเปล่าที่บทจะมาก็มาตอนที่เราเลิก พยายาม สภาวะตีต้านี่แหละครับคือสภาวะที่จิตมี ความถี่ตรงกับสนามพลังงานสากลหรือ Quantum Seield เมื่อคลื่นสมองคุณช้าลงจนเป็น ระเบียบหรือ Coherence จิตของคุณจะมี คุณสมบัติเหมือนเลเซอร์แสงจากหลอดไฟทั่ว ไปมันกระจายออกทุกทิศทางมันให้ความสว่าง
1:15:47 ได้แต่เจาะทะลุอะไรไม่ได้แต่แสงเลเซอร์ คือแสงที่ถูกจัดระเบียบให้วิ่งไปในทิศทาง เดียวกันด้วยความถี่เดียวกันมันจึงมีพลัง มหาศาลถึงขนาดตัดเหล็กได้จิตที่เป็นสมาธิ ในระดับตีต้าก็คือจิตเลเซอร์ครับมัน สามารถเจาะทะลุมิติเวลาและดึงข้อมูลหรือ พลังงานจากอนาคตมาได้ทีนี้คำถามที่น่าสน ใจคือแล้วเราจะทำยังไงให้จิตของเรามีพลัง งานมากพอที่จะดึงสิ่งใหญ่ๆได้เพราะลำพัง แค่ความสงบมันอาจจะไม่พอถ้าคุณต้องการ เปลี่ยนชะตาชีวิตแบบพลิกฝ่ามือผมอยากพา คุณย้อนกลับไปดูเทคนิคของสุดยอดปรมจารย์ ด้านการใช้จิตในสมัยพุทธกาลท่านคือพระ อนุรุทธะ พระอนุรุทธะได้รับการยกย่องจากพระ
1:16:33 พุทธเจ้าว่าเป็นเอตทักคะหรือผู้เป็นเลิศ ด้านทิพยจักขุญาณคือมีตาทิพย์สามารถมอง เห็นภพภูมิต่างๆมองเห็นสวรรค์นรกและมอง เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์โลกได้ เหมือนมองเม็ดมะขามในฝ่ามือคุณคิดว่าท่าน ทำยังไงครับท่านเพ่งตาจนเหลือท่านเกร็ง จิตจนเส้นเลือดปูดหรือเปล่าเปล่าเลยครับ เทคนิคของท่านลึกซึ้งและเป็นวิทยาศาสตร์ กว่านั้นมากในคัมภีร์อธิบายว่าท่านใช้ วิธีการขยับขยายแสงสว่างหรือขยาย อาโลกสิลป์ ท่านเริ่มต้นจากการสร้างแสงสว่างขึ้นมาใน จิตอาจจะเท่ากับแสงหิงห้อยหรือแสงเทียน จากนั้นท่านไม่ได้เพ่งไปที่แสงนั้นแต่ ท่านทำการขยายหรือexpปนแสงนั้นให้กว้าง ออกจากเท่าฝ่ามือขยายไปคลุมทั้งหมู่บ้าน
1:17:20 จากหมู่บ้านขยายไปคลุมทั้งเมืองจากเมือง ขยายไปคลุมทั้งโลกและจากโลกขยายออกไปสู่ จักรวาลจนหาขอบเขตไม่ได้สภาวะนี้เรียกว่า อัปปมานะหรืออัปปมานะซึ่งแปลว่าหาประมาณ มิได้หรือไร้ขอบเขตนี่คือคีย์เวิร์ดที่ สำคัญที่สุดของบทนี้ครับคือความไร้ขอบเขต ถ้าคุณอยากเบิกบุญมหาศาลแต่จิตใจของคุณ ยังขับแคบยังคิดวนเวียนอยู่แต่เรื่องของ ตัวเองเรื่องของครอบครัวเล็กๆของตัวเอง จิตของคุณก็เป็นเหมือนแก้วน้ำใบเล็กๆต่อ ให้ฝุนบุญตกลงมาหาใหญ่คุณก็รองรับได้แค่ น้ำเต็มแก้วแต่ถ้าคุณฝึกจิตแบบพระ อนุรุทธะคือฝึกขยายจิตให้กว้างใหญ่ไร้
1:18:07 ประมาณให้มีความเมตตาแบบไม่มีเงื่อนไขให้ มีความปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งจักรวาล จิตของคุณจะกลายสภาพจากแก้วน้ำเป็นทะเล สาบและเมื่อจิตเป็นทะเลสาบลองคิดดูสิครับ ว่าพลังงานที่คุณจะรองรับได้มันจะมหาศาล ขนาดไหนหลักการนี้สอดคล้องกับกฎฟิสิกส์ ที่ว่าพลังงานจะไหลไปสู่ที่มีความจุรอง รับได้เสมอผมสังเกตเห็นหลายคนเวลาทำสมาธิ หรือเวลาอธิษฐานจิตมักจะทำด้วยจิตที่หด เกร็งกลัวไม่ได้กลัวไม่สำเร็จความกลัวทำ ให้จิตหดตัวครับยิ่งหดตัวพื้นที่รับพลัง งานก็ยิ่งน้อยในขณะที่คนสำเร็จระดับโลก
1:18:53 หรือมหาเศรษฐีผู้ใจบุญจิตของเขาจะมี ลักษณะเปิดกว้างเขาคิดการใหญ่เขาคิดเพื่อ คนอื่นเขาคิดระดับโลกความคิดแบบนี้แหละ ครับคือการทำอัปปมัญญาโดยไม่รู้ตัวเรื่อง นี้ผมรู้ประมาณนี้ครับจากการศึกษาพระสูตร และเทียบเคียงกับquantตัมฟysิกส์แต่ผม มั่นใจว่าต้องมีคนรู้ลึกกว่าผมซ่อมตัว อยู่ในกลุ่มผู้ฟังแน่ๆโดยเฉพาะท่านที่ฝึก กสิณหรือฝึกวิชาธรรมกายหรือมโนมยิทธิที่ มีการใช้เทคนิคขยายดวงจิตถ้าท่านมีเคล็ด ลับในการขยายขยายโดยไม่ให้เครียดลองแชร์ เทคนิคของท่านในคอมเมนต์ได้เลยนะครับจะ เป็นประโยชน์กับเพื่อนๆมากเพราะจุดตายของ เรื่องนี้คือพอตั้งใจจะขยายปุ๊บมันมักจะ
1:19:40 เผลอเกร่งปั๊บทีนี้กลับมาที่เรื่องคลื่น สมองการจะทำจิตให้กว้างใหญ่แบบนั้นได้ฐาน ของคุณต้องแน่นนั่นคือความนิ่งในระดับ เทต้าคุณต้องเข้าใจกลไกของเอกัคตาหรือ one pointedness เอกักจักคตาไม่ใช่การบังคับ จิตให้อยู่ที่เดียวเหมือนเอาเชือกมัดลิ่ง แต่คือการที่จิตดื่มดำอยู่กับอารมณ์เดียว จนเกิดความสุขจนไม่อยากไปที่อื่นเมื่อจิต มีความสุขจิตจะขยายตัวคุณเคยสังเกตมั้ ครับเวลาคุณมีความสุขมากๆคุณจะรู้สึกว่า โลกนี้สดใสคุณอยากยิ้มให้ทุกคนคุณอยาก แบ่งปันนั่นแหละครับสภาวะที่จิตเริ่มขยาย ดังนั้นสูตรลับของการเบิกบุญคือลดคลื่น
1:20:28 สมองจากเบต้าให้เป็นalฟ่าเ้าด้วยการผ่อง คลายหรือ relxation สร้างจุดโฟกัสเล็กๆด้วยความสุขหรือจอย ขยายความรู้สึกสุขนั้นให้กว้างใหญ่ไร้ ประมาณหรือ expansion ในขณะที่จิตกว้าง ใหญ่ที่สุดนั่นแหละครับให้ทำการเชื่อมต่อ กับภาพอนาคตที่คุณต้องการถ้าคุณทำตาม สเต็ปนี้คุณไม่ได้กำลังขอพลังงานแต่คุณ กำลังกลืนกินพลังงานจากจักรวาลเข้ามาเป็น เนื้อเดียวกับคุณแต่มันมีกับดักอยู่อย่าง นึงที่ต้องระวังให้ดีคือความเข้าใจผิด เรื่องความว่างหลายคนเข้าใจว่านั่งสมาธิ คือต้องทำให้จิตว่างเปล่าไม่คิดอะไรเลย
1:21:14 แต่สำหรับการเบิกบุญหรือการย้ายพลังงาน เราไม่ได้ต้องการความว่างแบบศูญยากาศครับ เราต้องการความว่างจากกิเลสแต่เต็มเปี่ยม ไปด้วยเจตจำนงหรือ emptiness of self fullness of intent เหมือนพระอนุรุทธะ ท่านไม่ได้ขยายความว่างเปล่าแต่ท่านขยาย แสงสว่างแสงสว่างนั้นคือตัวแทนของสติและ ปัญญาถ้าคุณขยายแต่ความว่างเฉยๆคุณอาจจะ แค่หลับสบายหรือได้พักผ่อนแต่ถ้าคุณขยาย พลังงานกุศลหรือภาพความสำเร็จที่คุณสร้าง ขึ้นหรือ visualization ให้เต็มความว่าง นั้นนั่นคือการประทับตราเจตจำนงของคุณลง ไปในโครงสร้างของจักรวาลพอพูดถึงเรื่อง
1:22:00 นี้ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่าถ้าตอนที่พระ พุทธเจ้าผจญมารท่านใช้จิตแบบไหนกันนะท่าน ต่อสู้กับพญามารด้วยความโกรธหรือท่านใช้ จิตที่กว้างใหญ่ไร้ประมาณจนมารพ่ายแพ้ไป เองก็น่าคิดนะครับว่าศัตรูที่ร้ายกาดที่ สุดในชีวิตเราจริงๆแล้วอาจจะไม่ได้พ่าย แพ้ต่อความแข็งแกร่งของเราแต่พ่ายแพ้ต่อ ความกว้างใหญ่ของใจเรามากกว่าถ้าให้ผมฟัน ธงเลยนะผมว่าวิธีแก้ปัญหาชีวิตที่ดีที่ สุดไม่ใช่การพยายามแก้ที่ปัญหาแต่คือการ ขยายใจให้ใหญ่กว่าปัญหาเมื่อใจกว่าปัญหา ปัญหาก็จะกลายเป็นเรื่องเล็กแล้วพลังงาน ดีๆก็จะไหลเข้ามาแทนที่ถ้าคุณฟังมาถึงตรง
1:22:45 นี้ผมอยากให้ลองเลือกคีย์เวิร์ดที่คุณคิด ว่าจำเป็นที่สุดสำหรับการฝึกจิตในคืนนี้ ระหว่างคำว่าโฟocัสกับคำว่า flow คุณคิด ว่าตัวเองขาดตัวไหนมากกว่ากันสำหรับผม ช่วงนี้ผมต้องเติมคำว่า flow ครับเพราะ บางทีก็ตั้งใจเกินไปจนเครียดลองสำรวจตัว เองดูนะครับเอาล่ะครับเมื่อเราเตรียม ฮาร์ดแวร์คือสมองและจิตให้พร้อมแล้วเรา เข้าใจแล้วว่าต้องลดคลื่นสมองและต้องขยาย จิตให้กว้างใหญ่ในบทต่อไปเราจะเข้าสู่ ขั้นตอนการปฏิบัติจริงหรือ the protocol ผมจะสรุปมาให้เป็น 3 ขั้นตอนง่ายๆคือ access align และ activate เราจะทำยัง ไงให้การเชื่อมต่อนี้เกิดขึ้นได้จริงใน ชีวิตประจำวันไม่ใช่แค่นั่งลับตาฝันและ
1:23:33 เราจะใช้วิธีสัจจกิริยาหรือการอ้างความ จริงเพื่อเปลี่ยนความจริงได้อย่างไร เตรียมสมุดจดไว้ให้ดีหรือถ้าใครขับรถอยู่ ก็จำไว้ให้แม่นเพราะนี่คือสูตรสำเร็จที่ สังเคราะห์มาจากพระสูตรและวิทยาศาสตร์ เพื่อให้คุณนำไปใช้ได้ทันทีถ้าจิตของคุณ เริ่มเบาแล้วคลื่นสมองของคุณเริ่มสงดลง แล้วเราไปลุยกันต่อในภาคปฏิบัติใน แชปเตอร์ที่ 6 ครับเราเดินมาถึงจุดที่ สำคัญที่สุดของการเดินทางครั้งนี้แล้ว ครับถ้าเปรียบการเรียนรู้เรื่องพลังงาน และquantัมฟysิกในช่วงแรกเป็นการเรียน ทฤษฎีการบินตอนนี้เรากำลังจะก้าวขึ้นไป นั่งบนเก้าอี้นักบินแล้วเริ่มจับคัน บังคับของจริงเรามีฮาร์ดแวร์ที่พร้อมแล้ว
1:24:19 คือสมองที่ปรับคลื่นความถี่ลงสู่ระดับ alลฟ่าและθต้าเรามีซอฟต์แวร์คือจิตที่ ขยายกว้างแบบอัปปมัญญา แต่เครื่องบินลำนี้จะทะยานขึ้นฟ้าไม่ได้ เลยถ้าขาดสิ่งที่เรียกว่าขั้นตอนการเริ่ม ระบบหรือโปรโตคอล ผมรวบรวมและสังเคราะห์ขั้นตอนเหล่านี้ออก มาจากพระไตรปิฎกผสานเข้ากับวิทยาศาสตร์ ทางจิตสมัยใหม่เพื่อให้เป็นระบบที่จับ ต้องได้ไม่ใช่เรื่องฟลุ๊กไม่ใช่เรื่อง บังเอิญแต่เป็นวิทยาศาสตร์ที่คุณสามารถทำ ซ้ำได้เตรียมตัวให้ดีนะครับเพราะสิ่งที่ คุณกำลังจะได้รับฟังคือพิมพ์เขียวของการ ย้ายพลังงานที่ถูกซ่อนไว้ในคัมภีร์มานาน นับพันปีผมขอเรียกกระบวนการนี้ว่า 3A
1:25:07 Protocol ประกอบด้วย Access Align และ Activate เรามาเริ่มกันที่ A ตัวแรก Access หรือการเข้าถึงคุณเคยสังเกตไหม ครับเวลาเราจะโอนเงินผ่านแอปธนาคารคานถ้า สัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่เสถียรหรือคุณใส่ รหัสผิดต่อให้คุณมีเงินรอน ไม่ได้แม้แต่บาทเดียวจิตของเราก็เหมือน กันครับคนส่วนใหญ่พยายามจะเบิกบุญในขณะ ที่จิตยังวุ่นวายยังมีความโกรธความกังวล หรือความสงสัยเคลือบแฝงอยู่นั่นคือสถานะ ที่สัญญาณไม่เสถียรหรือ access denied เป้าหมายแรกของคุณคือต้องพาจิตเข้าสู่ สภาวะที่เรียกว่าอุปจารสมาธิให้ได้ก่อน
1:25:55 อุปจารสมาธิคืออะไรคือสภาวะที่จิตเฉียด เข้าไปใกล้ความสงบแน่วแน่นิวรณ์ 5 หรือ เครื่องกั้นจิตเริ่มสงบระงับความลังเล สงสัยหายไปเหลือแต่ความเบาและความสว่าง เทคนิคที่ผมใช้ส่วนตัวและอยากแชร์ให้ฟัง คือการไม่พยายามบังคับให้จิตนิ่งแต่ใช้ การสังเกตลมหายใจเหมือนเรากำลังนั่งมอง ระลอกคลื่นที่ค่อยค่อยสงบลงยิ่งเราเป็น ผู้ดูที่ดีคลื่นสมองจะค่อยๆปรับจากเบต้า ลงมาเป็นθีต้าตามลำดับตรงนี้มีจุดตายที่ หลายคนพลาดครับคือพยายามจะเร่งอยากจะเข้า สมาธิเร็วๆเพื่อจะไปขอพรความอยากนั่นแหละ
1:26:40 ครับคือตัวตัดสัญญาณที่ดีที่สุดบอกตามตรง ผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมคนถึงชอบคิดว่า การนั่งสมาธิน่าเคร่งเครียดคือการปฏิบัติ ธรรมที่เข้มข้นในขณะที่การนั่งยิ้มมุมปาก เบาๆผ่อนคลายกลับเข้าถึงสภาวะอุปจาระได้ เร็วกว่าและลึกกว่าชัดๆถ้าให้ผมฟันธงเลย นะผมว่าวิธีเข้าถึงสัญญาณที่ดีที่สุดคือ การอนุญาตให้ตัวเองมีความสุขครับความสุข คือคลื่นพาหะที่ทรงพลังที่สุดถ้าคุณนั่ง สมาธิแล้วไม่มีความสุขคุณกำลังทำผิดทาง เมื่อคุณ access หรือล็อกอินเข้าระบบได้ แล้วจิตจะเริ่มมีความตั้งมั่นมีพลังนี่ คือเวลาที่คุณต้องขยับไปสู่ a ตัวที่ 2
1:27:27 คือ aline หรือการเชื่อมต่อคุณจำเรื่อง ที่เราคุยกันได้มั้ยครับเรื่องกฎการ อนุรักษ์พลังงานพลังงานไม่เคยสูญหายบุญ กุศลที่คุณเคยทำมาตั้งแต่อดีตชาติจนถึง วินาทีที่แล้วมันไม่ได้ระเหยหายไปไหนแต่ มันถูกจัดเก็บอยู่ในรูปแบบของพลังงาน ศักดิ์หรือในภาษาพุทธเรียกว่าการสั่งสม ของจิตขั้นตอนนี้คือการไปค้นไฟล์เหล่า นั้นขึ้นมาครับในทางปฏิบัติเราเรียกวิธี นี้ว่าปุพเพนิวาสานุสติ ในระดับเบื้องต้นไม่จำเป็นต้องระลึกชาติ ได้หรอกครับแค่คุณระลึกถึงความดีที่คุณ เคยทำแล้วประทับใจที่สุดย้อนกลับไปเมื่อ วานเดือนที่แล้วหรือ 10 ปีที่แล้วเหตุ
1:28:13 การณ์ที่คุณช่วยเหลือใครสักคนเหตุการณ์ ที่คุณให้อภัยคนที่ทำร้ายคุณหรือตอนที่ คุณใส่บาตรด้วยความปิติวินาทีที่คุณนึก ถึงภาพความทรงจำนั้นจะปรากฏขึ้นแต่นั่น ยังไม่พอครับคุณต้องดึงความรู้สึกหรือ ฟลิ่งของตอนนั้นกลับมาด้วยความอิ่มเอิบ ความขนลุกความเบาสบายความรู้สึกว่าตัวเรา มีคุณค่าความรู้สึกเหล่านั้นแหละครับคือ รหัสผ่านหรือ signature frequency ที่จะ ไปสั่นซ้องหรือ resonance กับกองบุญขนาด ใหญ่ที่คุณมีอยู่ในจักรวาล เมื่อคุณรู้สึกถึงพลังงานลั้นแล้วให้คุณ ทำสิ่งที่สำคัญมากคือการเชื่อมต่อกับภาพ อนาคตตรงนี้แหละครับที่วิทยาศาสตร์กับ
1:29:00 พุทธศาสตร์มาเจอกันการ Visualization หรือการจินตภาพไม่ใช่การมโนเพ้อฝันแต่คือ การสร้างแม่พิมพ์ของความจริงคุณต้องนำ พลังงานความปิติที่คุณดึงมาจากอดีตมาหล่อ เลี้ยงภาพอนาคตที่คุณต้องการสมมุติว่าคุณ ต้องการเบิกบุญมาใช้เรื่องสุขภาพให้คุณ นึกถึงความรู้สึกตอนที่คุณแข็งแรงที่สุด หรือตอนที่คุณดูแลพ่อแม่ยามป่วยไข้บุญ เก่าแล้วส่งความรู้สึกนั้นไปยังภาพตัวคุณ ในอนาคตที่กำลังวิ่งออกกำลังกายอย่างมี ความสุขเมื่อพลังงานจากอดีตบุญบวกภาพใน อนาคตคือเป้าหมายมาบรรจบกันที่จิต ปัจจุบันมันจะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า alignment หรือความตรงกันของคลื่น
1:29:48 นี่เป็นประสบการณ์ตรงของผมเลยที่เคยเจอ ตอนที่ผมใช้วิธีนี้ครั้งแรกผมรู้สึก เหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านสันหลังวูบวาบ ไปทั้งตัวมันไม่ใช่แค่ความคิดแต่มันคือ ปฏิกิริยาทางกายภาพที่ชัดเจนมากไม่รู้ว่า มีใครเคยเจอโมเมนต์ที่ขนลุกซูโดยไม่มี สาเหตุตอนนึกถึงเรื่องดีๆบ้างหรือเปล่า ถ้าเคยนั่นแหละครับคุณกำลัง aline ติด แล้วและเมื่อสัญญาณพร้อมพลังพลังงานพร้อม ก็มาถึงขั้นตอนสุดท้าย A ตัวที่ 3 คือ Activate หรือการสั่งการนี่คือจุดที่คน 99% ทำผิดพลาดครับคนส่วนใหญ่ใช้การขอ ล้อมอ้อนวอนขอให้ลูกช้างรวยเถิดขอให้ลูก
1:30:34 ช้างหายป่วยเถิดการขอคือการประกาศความขาด แคลนจักรวาลนี้ทำงานด้วยกดแรงดึงดูดถ้า คุณส่งคลีนความขาดออกไปจักรวาลก็จะส่ง ความไม่มีกลับมาให้คุณวิธีที่ถูกต้องที่ พระพุทธองค์และเหล่าพระอริยสาวกใช้ไม่ใช่ การขอแต่คือการทำสัจจกิริยาหรือสักกิริยา สัจจกิริยาคือการอ้างความจริงเพื่อ เปลี่ยนความจริงมันคือการประกาศก้องด้วย ความมั่นใจว่าด้วยความจริงที่ข้าพเจ้าได้ ทำสิ่งนี้ขอให้ผลลัพธ์นี้จมบังเกิดคุณ เห็นความแตกต่างมั้ครับแบบแรกคือขอความ เมตตาแบบที่ 2 คือการใช้สิทธิ์ของเจ้าของ
1:31:20 พลังงานตัวอย่างที่คลาสสิคที่สุดคือ เรื่องของนางขุดชุตตรานางเป็นหญิงรับใช้ ที่มีรูปร่างพิการหลังคอมแต่ด้วยการฟัง ธรรมจากพระพุทธเจ้าจนบรรลุโสดาบันจิตของ
…