สรุปหนังสือ Think Again (คิดแล้ว, คิดอีก): ทักษะการ "คิดใหม่" ที่จะเปลี่ยนชีวิต | Adam Grant

สรุปย่อ

วิดีโอนี้สรุปหนังสือ "Think Again" โดย Adam Grant ซึ่งเน้นว่าทักษะที่สำคัญที่สุดในยุคปัจจุบันไม่ใช่แค่ความฉลาด (IQ) แต่คือความสามารถในการ "คิดใหม่" (Rethink) และปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลก

  • การคิดใหม่คือการเปิดใจรับข้อมูลใหม่ๆ และพร้อมที่จะเปลี่ยนความคิดเดิมเมื่อมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือกว่า
  • หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดและเครื่องมือที่จะช่วยให้เราพัฒนาทักษะการคิดใหม่และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง
  • การยอมรับว่าตัวเองคิดผิดไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นสัญญาณของสติปัญญาขั้นสูง

บทนำ: ทักษะที่สำคัญกว่า IQ มีอยู่จริง?

วิดีโอเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่าอะไรคือทักษะที่สำคัญที่สุดในยุคนี้ ไม่ใช่แค่การรู้เยอะ แต่เป็นการ "ลืม" สิ่งที่เคยรู้มาแล้ว และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การยอมรับว่าตัวเองคิดผิดไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นเครื่องหมายของสติปัญญาขั้นสูง การยึดมั่นในความคิดเดิมๆ อาจเป็นคำแนะนำที่อันตรายที่สุดในศตวรรษที่ 21

ทำไมหนังสือ Think Again ถึงสำคัญในยุคนี้?

หนังสือ "Think Again" ไม่ได้บอกให้เราคิดบวกหรือคิดนอกกรอบแบบผิวเผิน แต่เจาะลึกลงไปถึงกระบวนการคิดของเรา Adam Grant เสนอว่าทักษะที่สำคัญที่สุดคือความสามารถในการ "คิดทบทวน" (Rethink) ละทิ้งความรู้เก่า (Unlearn) และเรียนรู้สิ่งใหม่ (Relearn) อยู่เสมอ การยึดติดกับความเชื่อเดิมๆ เหมือนกับการใช้แผนที่เก่าในโลกใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่หายนะได้ Adam Grant เป็นนักจิตวิทยาและศาสตราจารย์ที่ Wharton School of Business ซึ่งมีความสามารถในการย่อยงานวิจัยที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องเล่าที่สนุกและนำไปใช้ได้จริง

แนวคิดที่ 1: คุณกำลังสวมบทบาท "นักคิด" แบบไหนอยู่?

Adam Grant ชวนให้เราสำรวจตัวเองว่าเวลาที่เรากำลังคิดหรือถกเถียงเรื่องอะไรบางอย่าง เรามักจะเผลอเข้าไปอยู่ในโหมดหรือสวมบทบาทไหนโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเขาสรุปออกมาเป็น 4 บทบาทหลัก:

  1. โหมดนักเทศน์ (Preacher Mode): ปกป้องและเผยแพร่ความเชื่อของตัวเอง ใครเห็นต่างถือว่าผิด
  2. โหมดอัยการ (Prosecutor Mode): โจมตีและหาจุดอ่อนในความคิดของคนอื่น เพื่อเอาชนะการโต้เถียง
  3. โหมดนักการเมือง (Politician Mode): แสวงหาการยอมรับจากผู้คนรอบข้าง พูดในสิ่งที่คนอื่นอยากได้ยิน
  4. โหมดนักวิทยาศาสตร์ (Scientist Mode): ไม่ยึดติดว่าความคิดของใครถูกหรือผิด แต่มองทุกความเชื่อเป็นเพียงสมมติฐานที่รอการพิสูจน์ แสวงหาความจริงไม่ใช่การยืนยันว่าตัวเองถูก

แนวคิดที่ 2: วงจรแห่งการ "คิดใหม่" ที่คนสำเร็จใช้

Adam Grant ไม่ได้แค่บอกให้เราคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ แต่เขายังมอบวงจรหรือกระบวนการที่เป็นรูปธรรมให้เรานำไปฝึกฝนได้ด้วย ซึ่งวงจรนี้ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน:

  1. ความถ่อมตนทางปัญญา (Intellectual Humility): ตระหนักรู้ว่าสิ่งที่เราคิดว่าเรู้นั้นอาจจะมีจำกัด ไม่สมบูรณ์ หรืออาจจะผิดไปเลยก็ได้
  2. ความสงสัย (Doubt): ตั้งคำถามกับสิ่งที่เราเคยเชื่อมาตลอด
  3. ความอยากรู้อยากเห็น (Curiosity): เสาะหาข้อมูลใหม่ๆ มุมมองใหม่ๆ หรือความคิดเห็นที่แตกต่าง
  4. การค้นพบ (Discovery): ปรับปรุงความเชื่อเดิมให้ดีขึ้น หรือละทิ้งความเชื่อเก่าไปเลย

งานวิจัยเปรียบเทียบผู้ประกอบการ 2 กลุ่ม กลุ่มที่คิดแบบนักเทศน์หรืออัยการมักมีแผนธุรกิจที่ชัดเจนและเชื่อมั่นในไอเดียของตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม ในขณะที่กลุ่มที่คิดแบบนักวิทยาศาสตร์จะมองแผนธุรกิจเป็นชุดของสมมติฐานที่ต้องนำไปทดสอบ ผลปรากฏว่าในระยะยาวกลุ่มที่ 2 มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมากกว่า

แนวคิดที่ 3: ความถ่อมตนอย่างมั่นใจ คืออะไร?

ความมั่นใจคือความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง ความถ่อมตนคือการตระหนักรู้ถึงข้อจำกัดในความรู้และวิธีการของตัวเอง ความถ่อมตนอย่างมั่นใจ (Confident Humility) จึงหมายถึงสภาวะที่เราเชื่อมั่นว่าเรามีความสามารถที่จะบรรลุเป้าหมายได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ถ่อมตนพอที่จะยอมรับว่าวิธีการที่เราใช้อยู่อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด ตัวอย่างเช่น นักวิทยาศาสตร์อวกาศที่ NASA ในโครงการ Apollo 11 เต็มไปด้วยคนที่เก่ง แต่ในขณะเดียวกันวัฒนธรรมองค์กรกลับส่งเสริญความถ่อมตนทางปัญญาอย่างยิ่งยวด

แนวคิดที่ 4: สร้างทีมที่กล้า "คิดต่าง" อย่างสร้างสรรค์

ความขัดแย้งมีอยู่ 2 ประเภท:

  1. ความขัดแย้งเชิงความสัมพันธ์ (Relationship Conflict): การทะเลาะกันเรื่องส่วนตัว อารมณ์ความไม่ชอบหน้ากัน
  2. ความขัดแย้งเชิงเนื้องาน (Task Conflict): การถกเถียงกันในเรื่องความคิดและวิธีการทำงานอย่างมีเหตุผล โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการหาทางออกที่ดีที่สุด

หน้าที่ของผู้นำและสมาชิกในทีมไม่ใช่การกำจัดความขัดแย้งให้หมดไป แต่คือการพยายามลดความขัดแย้งเชิงความสัมพันธ์และส่งเสริมให้เกิดความขัดแย้งเชิงเนื้องานให้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น พี่น้องตระกูล Wright ผู้สร้างเครื่องบินลำแรกของโลก ทะเลาะกันแทบทุกวัน แต่การทะเลาะของพวกเขาแทบทั้งหมดเป็น Task Conflict

รวมวิธีนำไป "ลองทำดู" (Just Try It Toolkit)

วิดีโอสรุปขั้นตอนที่นำไปใช้ได้จริงจากแต่ละแนวคิดมาให้เป็นชุดเครื่องมือเริ่มต้น:

  • โหมดนักคิด 4 แบบ:
    • ลองจับผิดโหมดตัวเอง
    • ลองถามคำถามนักวิทยาศาสตร์
  • วงจรแห่งการคิดใหม่:
    • ลองทบทวนความเชื่อเก่า
    • สร้างแฟ้มรวมความผิดพลาด
  • ความถ่อมตนอย่างมั่นใจ:
    • ลองใช้ภาษา 2 ด้านในการประชุม
  • สร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้:
    • ลองตั้งโจทย์ไม่ใช่หาคนผิด
    • จัด Viking Meeting

เรื่องเล่าที่ทรงพลังที่สุด: นักดับเพลิงที่รอดตายเพราะ "คิดใหม่"

ในปี 1949 เกิดไฟป่ารุนแรงในรัฐมอนทานา Wagner Dodge หัวหน้าทีมดับเพลิงป่า ตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครในทีมเคยเห็นมาก่อน เขาจุดไฟเผาหญ้าที่อยู่ตรงหน้าเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัย แล้วนอนราบลงไปบนพื้นดินที่ไหม้เกรียมนั้น รอให้เปลวไฟขนาดมหึมาวิ่งข้ามตัวเขาไป ผลลัพธ์คือเขารอดชีวิตมาได้ ในขณะที่ลูกทีมอีก 13 คนที่ยึดติดกับวิธีการเดิมๆ ต้องเสียชีวิตในกองเพลิงนั้น

สรุปและขั้นตอนต่อไป

หัวใจที่หนังสือ "Think Again" ต้องการจะบอกเราก็คือ จงมีความสุขที่ได้ค้นพบว่าตัวเองคิดผิด เพราะนั่นคือหลักฐานว่าคุณกำลังเรียนรู้ และจงคิดเหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่มองความเชื่อเป็นเพียงสมมติฐานที่รอการพิสูจน์ ไม่ใช่ความจริงที่ต้องปกป้องจนตัวตาย

Summarize any YouTube video in seconds

Get summaries like this one for any video, in your language, with the free Summ app.

Download on the Apple Store
Get it on Google Play

Transcript

YouTube Transcript Generator

0:00 จงเปลี่ยนมุมมองจากการยึดมั่นในคำตอบมา สู่การหลงใหลในคำถามและมองว่าการเปลี่ยน ใจไม่ใช่สัญลักษณ์ของความอ่อนแอแต่เป็น เครื่องหมายของสติปัญญาที่แท้จริงจะเกิด อะไรขึ้นครับถ้าผมบอกว่ากุญแจสำคัญสู่ ความสำเร็จและความฉลาดในยุคนี้ไม่ใช่การ ที่คุณต้องรู้อะไรเยอะขึ้นแต่คือการที่ คุณต้องเก่งขึ้นในการลืมสิ่งที่คุณเคยรู้ มาจะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมบอกว่าการยอมยอมรับ ว่าตัวเองคิดผิดไม่ใช่สัญลักษณ์ของความ ล้มเหลวแต่กลับเป็นเครื่องหมายของสติ ปัญญาขั้นสูงและความเชื่อที่ว่าจงยึดมั่น ในความคิดของตัวเองอาจจะเป็นคำแนะนำที่ อันตรายที่สุดในศตวรรษที่ 21 ความคิด

0:47 เหล่านี้อาจจะฟังดูย้อนแย้งนะครับแต่ทั้ง หมดนี้คือหัวใจสำคัญของหนังสือที่เราจะมา สำรวจกันในวันนี้ซึ่งอาจจะเปลี่ยนวิธีที่ คุณมองความรู้ความเชื่อและการตัดสินใจของ คุณไปตลอดกาลเลยก็ได้ครับ [เพลง] >> Long them do just try it podcast >> สวัสดีครับทุกท่านกลับมาพบกันอีกครั้งที่ ช่องลองทำดู Just try it podcast ที่ จะนำสาระสำคัญจากหนังสือดีๆมาย่อยให้คุณ ฟังแบบเข้าใจง่ายและพร้อมนำไปลองทำดูได้ ทันทีสำหรับในตอนนี้เราจะมาดำดิ่งสู่แก่น ความคิดจากหนังสือที่ทรงอิทธิพลเล่ม 1 นั่นก็คือ Think again คิดแล้วคิดอีก

1:32 เขียนโดย Adam Grand Adam Grand นะ ครับหนังสือเล่มนี้เหมาะมากๆครับสำหรับ ผู้นำและคนทำงานที่อยากสร้างทีมที่เปิด กว้างและมีวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ที่ แข็งแกร่งเหมาะสำหรับคนทั่วไปที่อยากจะ ตัดสินใจได้เฉียบคมขึ้นและไม่ติดอยู่ใน กรอบความคิดเดิมๆและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับน้องๆนักเรียนนักศึกษาหรือใครจะตาม ที่รู้สึกว่าโลกมันหมุนเร็วจนตามไม่ทัน แล้วต้องการจะเรียนรู้วิธีที่จะเรียนรู้ สิ่งใหม่ๆได้ตลอดชีวิตเพราะมันไม่เพียง แค่ให้แนวคิดแต่ยังให้เครื่องมือที่เราจะ เอาไปสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริงๆในวัน นี้เราจะมาเจาะลึกเบื้องหลังของผู้เขียน และหนังสือเล่มนี้ว่าทำไมแนวคิดเรื่องการ คิดใหม่ถึงสำคัญอย่างยิ่งยวดในยุคนี้จาก นั้นจะมาแกะ 4 แนวคิดสำคัญที่เป็นเหมือน

2:17 เสาหลักของหนังสือเพื่อสร้างความเข้าใจ กันแบบเต็มๆตั้งแต่การรู้จักโหมดนักคิดใน หัวของเราไปจนถึงวิธีสร้างความถ่อมตน อย่างมั่นใจและในช่วงท้าย ผมจะรวบรวมวิธีนำแนวคิดทั้งหมดไปลองทำดู เป็นชุดเครื่องมือที่คุณนำไปใช้ได้เลย พร้อมด้วยเรื่องเล่าที่น่าประทับใจมากๆ จากในหนังสือที่จะทำให้คุณเห็นภาพความ สำคัญของการคิดใหม่ได้อย่างชัดเจนที่สุด ครับก่อนที่เราจะไปแกะดูแนวคิดหลักทั้ง 4 ข้อผมอยากจะขอปูพื้นให้ทุกคนได้เห็นภาพ รวมของหนังสือและรู้จักผู้เขียนกันอีกสัก หน่อยเพื่อที่จะเข้าใจว่าทำไมข้อความจาก ฉายคนนี้ถึงทรงพลังและน่าเชื่อถือครับ Think again ไม่ใช่หนังสือที่บอกให้เรา คิดบวกหรือคิดนอกกรอบแบบผิวเผินนะครับแต่

3:05 เป็นหนังสือที่เจาะลึกลงไปถึงกระบวนการ คิดของเราเลยadดัม Grand เสนอว่าทักษะที่ สำคัญที่สุดที่เราทุกคนต้องมีในโลกที่ผัน ผวนและเต็มไปด้วยข้อมูลที่ไม่แน่นอนไม่ ใช่ IQ หรือความฉลาดในการเรียนรู้แต่คือ ความสามารถในการคิดทบทวนหรือ Rethink ละ ทิ้งความรู้เก่าหรือ unarn และเรียนรู้ สิ่งใหม่หรือ relarn อยู่เสมอหนังสือเล่ม นี้จะพาเราไปสำรวจว่าทำไมมนุษย์เราถึงยึด ติดกับความเชื่อเก่าๆทั้งๆที่มีหลักฐาน ใหม่ๆมาโต้แย้งและเราจะฝึกฝนทักษะการคิด ใหม่นี้ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตได้ อย่างไรลองนึกภาพตามนะครับทุกวันนี้เรา

3:54 อยู่ในโลกที่ข้อมูลขับสาวไหลบ่าเข้ามาทุก วินาทีความรู้ที่เคยเป็นจริงเมื่อ 5 ปี ที่แล้ววันนี้อาจจะใช้ไม่ได้แล้วก็ได้ โมเดลธุรกิจที่เคยประสบความสำเร็จอย่าง ถล่มทลายอาจจะล้มครึมลงในเวลาไม่กี่ปี หรือแม้กระทั่งความเชื่อทางการเมืองและ สังคมที่เราเคยคิดว่าถูกต้องเสมอมาก็อาจ จะมีมุมมองใหม่ๆที่เราไม่เคยนึกถึงมาก่อน การยึดติดอยู่กับชุดความเชื่อเดิมๆก็ เปรียบเสมือนเหมือนการพยายามใช้แผนที่ เก่าเพื่อเดินทางในโลกใหม่มันไม่เพียงแต่ จะทำให้เราหลงทางแต่มันอาจจะนำเราไปสู่ หายนะได้เลย think again จึงเป็นเหมือน เข็มทิศและคู่มือสำหรับนักเดินทางในยุค

4:40 นี้ที่สอนให้เราอัปเดตแผนที่ในหัวของเรา อยู่ตลอดเวลาครับแล้วทำไมเราถึงควรฟัง Adดัม Grand ต้องบอกว่าโปรไฟล์ของเขาไม่ ธรรมดาเลยครับAdดัม Grand เป็นนักจิตวิทย และเป็นศาสตราจารย์ที่อายุน้อยที่สุดที่ ได้รับการบรรจุในตำแหน่งถาวรที่ Waton School of Business ซึ่งเป็นโรงเรียน ธุรกิจอันดับต้นๆของโลกเขาได้รับการโหวต ให้เป็นอาจารย์ยอดเยี่ยมติดต่อกันถึง 7 ปีซ้อนหนังสือของเขาอย่าง Gift and Take และ Originals ก็ติดอันดับ Bestseller ของ New York Times มาแล้วทั้งนั้นสิ่ง ที่ทำให้งานของแกรนด์โดดเด่นคือการที่เขา สามารถย่อยงานวิจัยทางจิตวิทยาและ สังคมศาสตร์ที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่อง

5:28 เล่าที่สนุกสนานตัวอย่างที่จับต้องได้และ บทเรียนที่นำไปใช้ได้จริงเขามีความสามารถ พิเศษในการเชื่อมจุดระหว่างโลกวิชาการที่ หนักแน่นเข้ากับชีวิตประจำวันของเราได้ อย่างน่าทึ่งครับเอาล่ะครับตอนนี้เรามา ถึงส่วนที่เป็นเนื้อหาหลักของพcสในวันนี้ กันแล้วเราจะมาแกะกล่งแนวคิดสำคัญ 4 อย่างจากหนังสือ Think Again ที่จะช่วย ให้เราติดสร้างระบบปฏิบัติการใหม่ให้กับ การคิดของเรากันครับแนวคิดที่ 1 โหมดนัก คิด 4 แบบคุณกำลังสวมบทบาทไหนอยู่Adดam Grand เริ่มต้นด้วยการชวนให้เราสำรวจตัว เองครับว่าเวลาที่เรากำลังคิดหรือถกเถียง เรื่องอะไรบางอย่างเรามักจะเผลอเข้าไป อยู่ในโหมดหรือสวมบทบาทไหนโดยไม่รู้ตัว

6:16 ซึ่งเขาสรุปออกมาเป็น 4 บทบาทหลักที่ยืม มาจากการทำงานของคนในอาชีพต่างๆครับ 1 โหมดนักเทศน์ Pre mode เมื่อเราอยู่ในโหมดนี้เราจะทำ หน้าที่ปกป้องและเผยแพร่ความเชื่อของเรา เราจะพูดเพื่อโน้มน้าวให้คนอื่นคล้อยตาม เหมือนนักเทศน์บนเวทีที่เชื่อมั่นในคำสอน ของตนเองอย่างเต็มเปี่ยมใครเห็นต่างถือ ว่าผิดเป้าหมายของเราคือการทำให้คนอื่น เชื่อเหมือนเรา 2 โหมดอัยการ prosecutor mode เมื่อเราอยู่ในโหมดนี้เราจะทำหน้า ที่โจมตีและหาจุดอ่อนในความคิดของคนอื่น เราจะมองหาข้อบวกพร่องในตรรกะของฝ่ายตรง ข้ามเพื่อที่จะเอาชนะการโต้เถียงนั้นให้ ได้เหมือนอัยการในศาลที่พยายามพิสูจน์ว่า

7:03 จำเลยผิดเป้าหมายของเราคือการหักล้างความ คิดคนอื่น 3 โหมดการเมือง Politician mode เมื่อเราอยู่ในโหมดนี้เราจะทำหน้า ที่แสวงหาการยอมรับจากผู้คนรอบข้างเราจะ พูดในสิ่งที่คนอื่นอยากได้ยินเพื่อให้ได้ รับการสนับสนุนหรือเป็นที่ชื่นชอบเหมือน นักการเมืองที่กำลังหาเสียงเป้าหมายของ เราคือการเอาชนะใจผู้ฟังและนี่คือโหมดที่ Adดัมแคนบอกว่าเราทุกคนควรฝึกฝนให้เป็น โหมดหลักของเราครับเมื่อเราอยู่ในโหมดนี้ เราจะไม่ได้ยึดติดว่าความคิดของใครถูก หรือผิดแต่เราจะมองทุกความเชื่อและความ คิดเห็นรวมถึงของตัวเองด้วยเป็นเพียง สมมุตติฐานหรือไฮโปทesที่รอการพิสูจน์เรา

7:51 จะแสวงหาความจริงไม่ใช่การยืนยันว่าตัว เองถูกเราจะทำการทดลองค้นหาข้อมูลและ พร้อมที่จะเปลี่ยนสมมติฐานทันทีที่เจอ หลักฐานใหม่ที่ดีกว่าเป้าหมายของเราคือ การเข้าใกล้ความจริงมากที่สุดเมื่อเรารู้ จักโหมดความคิดทั้ง 4 แบบแล้วและเห็นแล้ว ว่าการติดอยู่ใน 3 โหมดแรกมันอันตรายแค่ ไหนคำถามสำคัญต่อไปก็คือแล้วเราจะฝึกฝน ตัวเองให้เปลี่ยนเตียเข้าสู่โหมดนัก วิทยาศาสตร์ได้บ่อยขึ้นอย่างไรบ้างนี่นี่ คือสิ่งที่นำเราไปสู่แนวคิดสำคัญข้อที่ 2 ครับแนวคิดที่ 2 วงจรแห่งการคิดใหม่ The Rethinking Cycle Adam Grand ไม่ได้ แค่บอกให้เราคิดแบบนักวิทยาศาสตร์แต่เขา ยังมอบวงจรหรือกระบวนการที่เป็นรูปธรรม

8:38 ให้เรานำไปฝึกฝนได้ด้วยครับซึ่งวงจรนี้ ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอนที่ขับเคลื่อนซึ่ง กันและกันอย่างต่อเนื่อง 1 ความถ่อมตนทาง ปัญญานี่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด ครับมันคือการตระหนักรู้ว่าสิ่งที่เราคิด ว่าเรารู้นั้นอาจจะมีจำกัดไม่สมบูรณ์หรือ อาจจะผิดไปเลยก็ได้มันไม่ใช่การดูถูกตัว เองว่าไม่เก่งนะครับแต่มันคือการเปิดใจ ยอมรับว่าเราเป็นมนุษย์ที่มีจุดบอดมีอคติ และความรู้ของโลกก็กว้างใหญ่เกินกว่าที่ คนเดียวจะรู้ได้ทั้งหมดความถ่อมตนนี่เอง ที่เป็นเหมือนการปลดพ็อประตูสู่การเรียน รู้ 2 ความสงสัย เมื่อเรามีความถ่อมตนแล้วมันจะนำไปสู่

9:24 ความสงสัยโดยธรรมชาติเราจะเริ่มตั้งคำถาม กับสิ่งที่เราเคยเชื่อมาตลอดเอ๊ะที่เรา เคยเชื่อว่าวิธีนี้ดีที่สุดมันดีที่สุด จริงๆหรือเปล่าข้อมูลที่เราเคยใช้ตัดสิน ใจเมื่อปีที่แล้วมันยังใช้ได้อยู่ไหมความ สงสัยในที่นี้ไม่ใช่ความลังเลจนไม่กล้าทำ อะไรนะครับแต่เป็นแรงผลักดันให้เราอยาก ตรวจสอบความเชื่อของเราอีกครั้ง 3 ความ อยากรู้อยากเห็นเมื่อเราเริ่มสงสัยเราก็ จะเริ่มอยากหาคำตอบครับความอยากรู้อยาก เห็นจะทำให้เราออกไปเสาะหาข้อมูลใหม่ๆมุม มองใหม่ๆหรือความคิดเห็นที่แตกต่างจากที่ เราเคยได้ยินมาเราจะกลายเป็นนักสำรวจแทน ที่จะเป็นผู้พิทักษ์ความเชื่อและ 4 การ

10:10 ค้นพบและเมื่อเราได้ข้อมูลใหม่ๆมาจากการ ค้นหาด้วยความอยากรู้อยากเห็นแล้วมันก็จะ นำเราไปสู่การค้นพบซึ่งอาจจะเป็นการปรับ ปรับปรุงความเชื่อเดิมให้ดีขึ้นหรือในบาง ครั้งก็คือการละทิ้งความเชื่อเก่าไปเลย แล้วสร้างความเข้าใจใหม่ที่ถูกต้องและ สมบูรณ์กว่าเดิมขึ้นมาแทนและการค้นพบนี้ เองก็จะยิ่งเสริมสร้างความถ่อมตนของเรา ให้มากขึ้นเพราะเรารู้แล้วว่ายังมีอะไร อีกมากมายที่เรายังไม่รู้แล้ววงจรนี้ก็จะ หมุนต่อไปเรื่อยๆครับวงจรนี้คือเครื่อง ยนต์ของการเติบโตทางปัญญามันคือสิ่งที่ทำ ให้นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่สามารถสร้าง การค้นพบที่เปลี่ยนแปลงโลกได้และมันก็คือ สิ่งเดียวกันกับที่เราสามารถนำมาใช้ใน ชีวิตประจำวันได้เช่นกันแกรนเล่าถึงงาน

10:59 วิจัยที่น่าสนใจชิ้นนึงครับเขาเปรียบ เทียบกลุ่มผู้ประกอบการ 2 กลุ่มกลุ่มแรก คือกลุ่มที่เริ่มต้นธุรกิจโดยคิดแบบนัก เทศน์หรืออัยการพวกเขามีแผนธุรกิจที่ชัด เจนเชื่อมั่นในไอเดียของตัวเองอย่างเต็ม เปี่ยมและพยายามผลักดันวิสัยทัศน์นั้นให้ เป็นจริงกับกลุ่มที่ 2 ที่เริ่มต้นธุรกิจ โดยคิดแบบนักวิทยาศาสตร์พวกเขาไม่ได้มอง แผนธุรกิจเป็นคัมภีร์แต่เป็นชุดของ สมมุติฐานที่ต้องนำไปทดสอบพวกเขาเปิดรับ ฟีดแบคปรับเปลี่ยนสินค้าอยู่ตลอดเวลาและ พร้อมจะพีวotหรือเปลี่ยนทิศทางธุรกิจทัน ทีที่ข้อมูลชี้ว่าพวกเขาคิดผิดผลปรากฏว่า ในระยะยาวกลุ่มที่ 2 ที่คิดแบบนัก วิทยาศาสตร์มีแนวโน้มที่จะประสบความ

11:45 สำเร็จและสร้างรายได้ได้สูงกว่ากลุ่มแลก อย่างมีนัยยะสำคัญอย่างมีนัยยะสำคัญเพราะ พวกเขาวิ่งตามความจริงของตลาดไม่ใช่ความ เชื่อของตัวเองเมื่อเราเข้าใจวงจรแห่งการ คิดใหม่แล้วจะเห็นว่ากุญแจสำคัญดอกแรกที่ ใช้ไขประตูเข้าไปในวงจรนี้ได้ก็คือความ ถ่อมตนแต่คำถามก็คือเราจะสร้างสมดุล ระหว่างความถ่อมตนกับความมั่นใจได้อย่าง ไรถ้าถ่อมตนมากไปเราจะเป็นคนไม่กล้าตัด สินใจหรือเปล่านี่จึงเป็นที่มาของแนวคิด ที่สั 3 ที่ผมคิดว่าทรงพลังมากๆครับแนว คิดที่ 3 ความถ่อมตนอย่างมั่นใจ confidence humility แนวคิดนี้อาจจะฟัง ดูขัดแย้งกันในตัวเองนะครับมั่นใจกับถ่อม

12:31 ตนมันจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไรadดัมแกรน อธิบายว่าคนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดว่า ความมั่นใจกับความถ่อมตนอยู่บนแกนเดียว กันคือถ้ามั่นใจมากก็จะถ่อมตนน้อยแต่จริง ๆแล้วมันเป็นคนละแกนกันเลยครับความมั่นใจ คือความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง ความถ่อมตนคือการตระหนักรู้ถึงข้อจำกัดใน ความรู้และวิธีการของตัวเองดังนั้นความ ถ่อมตนอย่างมั่นใจจึงหมายถึงสภาวะที่เรา เชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าเรามีความ สามารถที่จะบรรลุเป้าหมายได้แต่ในขณะ เดียวกันก็ถ่อมตนพอที่จะยอมรับว่าวิธีการ ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันอาจจะไม่ใช่วิธี

13:16 ที่ดีที่สุดและเราอาจจะยังขาดความรู้บาง อย่างไปมันคือจุดสมดุลที่งดงามที่สุดครับ คนที่มีสภาวะนี้จะไม่ใช่คนที่หยิ่งผยอง คิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่างมั่นใจสูงถ่อมตน ต่ำแต่พวกเขาคือคนที่มีความเชื่อมั่นใน ศักยภาพของตัวเองแต่ก็เปิดกว้างที่จะ เรียนรู้และปรับปรุงวิธีการอยู่เสมอผู้นำ ที่มีสภาวะนี้จะกล้าตัดสินใจแต่ก็จะรับ ฟังความคิดเห็นของลูกน้องอย่างจริงใจนัก เรียนที่มีสภาวะนี้จะเชื่อว่าตัวเองทำข้อ สอบได้แต่ก็จะทบทวนและหาจุดผิดพลาดของตัว เองอยู่เสมอ แกรนยกตัวอย่างของนักวิทยาศาสตร์อวกาศที่ นาซ่าครับในโครงการ Apollo 11 ภารถิตส่ง

14:03 มนุษย์ไปดวงจันทร์ครั้งแรกวิศวกรและนัก วิทยาศาสตร์ที่นั่นเต็มไปด้วยคนที่เก่ง ระดับหัวกะทิของโลกพวกเขามีความมั่นใจใน ความสามารถของตัวเองสูงมากแต่ในขณะเดียว กันวัฒนธรรมองค์กรกลับส่งเสริญความถ่อมตน ทางปัญญาอย่างยิ่งยวดพวกเขาจะตั้งคำถาม กับทุกอย่างตรวจสอบสุมิษฐานของกันและกัน ซ้ำแล้วซ้ำอีกและมีคำพูดติดปากว่าจงตั้ง คำถามกับสิ่งที่ฉันเชื่อพวกเขามั่นใจว่า เราทำได้แต่ก็ถ่อมตนพอที่จะรู้ว่าวิธีการ ที่เราคิดไว้อาจจะมีช่องโหว่และความสมดุล ระหว่าง 2 สิ่งนี้เองที่เป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ภารกิจที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ นั้นสำเร็จลุล่วงไปได้จนถึงตอนนี้เราได้

14:50 พูดถึงการปรับเปลี่ยนความคิดในระดับบุคคล มา 3 ข้อแล้วนะครับตั้งแต่การรู้จักโหมด ความคิดการใช้วงจรแห่งการคิดใหม่ไปจนถึง การสร้างสมดุลของความถ่อมตนอย่างมั่นใจ แต่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน ไม่ได้เลยถ้าเราทำอยู่แค่คนเดียวAdดัม แกรนจึงขยายภาพให้ใหญ่ขึ้นในแนวคิดสุด ท้ายว่าเราจะสร้างสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริม ให้ทุกคนกล้าที่จะคิดใหม่ไปพร้อมๆกันได้ อย่างไรแนวคิดที่ 4 สร้างวัฒนธรรมแห่งการ เรียนรู้จากความขัดแย้งที่ทำลายสู่การถก เถียงที่สร้างสรรค์adดัมGrน์ชี้ให้เห็น ว่าในองค์กรหรือทีมส่วนใหญ่มักจะพยายาม หลีกเลี่ยงความขัดแย้งเพราะเราถูกสอนมา

15:36 ว่าความขัดแย้งเป็นสิ่งไม่ดีแต่จริงๆแล้ว ความขัดแย้งมีอยู่ 2 ประเภทที่ให้ผลลัพธ์ ต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ 1 ความขัดแย้ง เชิงความสัมพันธ์หรือ relationship conflict นี่คือความขัดแย้งที่ทำหลาย ครับมันคือการทะเลาะกันเรื่องส่วนตัว อารมณ์ความไม่ชอบหน้ากันมันจะทำให้เกิด ความรู้สึกเป็นศัตรูบั่นทอนกำลังใจและไม่ นำไปสู่อะไรที่ดีขึ้นเลยครับ 2 ความขัด แย้งเชิงเนื้องานหรือ task conflict นี่ คือความขัดแย้งที่สร้างสรรค์ครับมันคือ การถกเถียงกันในเรื่องความคิดและวิธีการ ทำงานอย่างมีเหตุผลโดยมีเป้าหมายร่วมกัน คือการหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับงานนั้นๆ

16:25 การถกเถียงแบบนี้ไม่ใช่มุ่งโจมตีที่ตัวคน แต่เป็นการวิพากษ์ที่ไอเดียซึ่งเป็นหัวใจ สำคัญของการคิดใหม่ในระดับทีมหน้าที่ของ ผู้นำและสมาชิกในทีมไม่ใช่การกำจัดความ ขัดแย้งให้หมดไปแต่คือการพยายามลดความขัด ขัดแย้งเชิงความสัมพันธ์และส่งเสริมให้ เกิดความขัดแย้งเชิงเนื้องานให้มากขึ้น เราต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยหรือ psychological safety ที่ทุกคนรู้สึก ว่าสามารถเสนอไอเดียที่แตกต่างท้าทายความ คิดของผู้บริหารหรือยอมรับว่าตัวเองทำผิด พลาดได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตำหนิหรือ มองว่าไม่ดีตัวอย่างคลาสสิคที่Adดam Grand นั้นนำมาเล่าคือเรื่องของพี่น้องตระกูลไ

17:12 ผู้สร้างเครื่องบินลำแรกของโลกได้สำเร็จ 2 คนนี้ทะเลาะกันแทบทุกวันครับแต่การทะเลาะ ของพวกเขาแทบทั้งหมดเป็น task conflict พวกเขาเถียงกันเรื่องรูปทรงของปีกการออก แบบหางเทือหรือวัสดุที่ใช้แต่ไม่เคยปล่อย ให้มันกลายเป็นเรื่องส่วนตัวพวกเขามีเป้า หมายเดียวกันคือการบินให้ได้และรู้ว่าการ ถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนคือวิธีที่ดีที่สุด ที่จะขัดเกลาไอเดียและหาจุดบกพร่องต้อง ให้เจอก่อนที่จะเอาชีวิตไปเสี่ยงกับการทด ลองบินจริงๆวัฒนธรรมการถกเถียงอย่างสร้าง สรรค์ของพวกเขานี่เองที่ทำให้พวกเขาประสบ ความสำเร็จในขณะที่คู่แข่งคนอื่นๆที่มี ทรัพยากรมากกว่าแต่ทำงานคนเดียวอย่างไม่

17:58 รับฟังใครกลับต้องล้มเหลวไป หลังจากที่เราได้เข้าใจแนวคิดหลักทั้ง 4 ข้อกันไปแล้วนะครับทีนี้ก็มาถึงส่วนที่ สำคัญที่สุดของช่องเรานั่นคือการนำไปลอง ทำดูครับผมได้สรุปขั้นตอนที่นำไปใช้ได้ จริงจากแต่ละแนวคิดมาให้เป็นชุดเครื่อง มือเริ่มต้นดังนี้ครับสำหรับแนวคิดเรื่อง โหมดนักคิด 4 แบบ 1 ลองจับผิดโหมดตัวเอง ในสัปดาห์นี้เวลาที่คุณกำลังคุยเรื่องงาน หรือเรื่องสำคัญกับใครให้ลองหยุดถามตัว เองว่าตอนนี้ฉันกำลังอยู่ในโหมดไหนนัก เทศน์อัยการหรือนักวิทยาศาสตร์แค่การ ตระหนักรู้ก็เป็นก้าวแรกที่ทรงพลังแล้ว

18:44 ครับ 2 ลองถามคำถามนักวิทยาศาสตร์แทนที่ จะพูดว่าผมคิดว่าให้ลองเปลี่ยนเป็นตั้งคำ ถามว่าอะไรคือหลักฐานที่จะทำให้เรา เปลี่ยนใจในเรื่องนี้ได้บ้างคำถามนี้จะ เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าสู่โหมดนัก วิทยาศาสตร์ไปพร้อมกันครับสำหรับแนวคิด เรื่องวงจรแห่งการคิดใหม่ 1 ลองทบทวนความ เชื่อเก่าเลือกความเชื่อในเรื่องการทำงาน หรือการใช้ชีวิตที่คุณยึดถือมานาน 1 อย่างแล้วลองหาเวลา 15 นาทีไปค้นหาบทความ หรือวิีดีโอที่มีมุมมองตรงกันข้ามกับความ เชื่อนั้นดูด้วยใจที่เปิดกว้างแค่ลองรับ ฟังมุมมองอื่นโดยยังไม่ต้องตัดสิน

19:33 สร้างแฟ้มรวมความผิดพลาดลองจดบันทึกสั้นๆ ทุกครั้งที่คุณค้นพบว่าตัวเองคิดผิดใน เรื่องอะไรบางอย่างแล้วเขียนต่อว่าคุณได้ เรียนรู้อะไรจากมันการทำแบบนี้จะเปลี่ยน ความรู้สึกของการคิดผิดจากความน่าอับอาย ให้กลายเป็นการเรียนรู้ที่น่าจดจำสำหรับ แนวคิดเรื่องความถ่อมตนอย่างมั่นใจ 1 ลอง ใช้ภาษา 2 ด้านในการประชุมครั้งหน้าแทน ที่จะพูดว่านี่คือวิธีที่ดีที่สุดให้ลอง พูดว่านี่คือแผนที่ผมคิดว่าน่าจะดีในตอน นี้แต่ผมอาจจะพลาดอะไรไปช่วยแชร์มุมมอง อื่นให้ฟังหน่อยได้ไหมครับประโยคนี้แสดง

20:19 ทั้งความมั่นใจในความคิดเริ่มต้นและความ ถ่อมตนที่จะรับฟังสำหรับแนวคิดเรื่อง สร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ 1 ลองตั้ง โจทย์ไม่ใช่หาคนผิดเมื่อเกิดปัญหาขึ้นใน ทีมแทนที่จะเริ่มด้วยคำถามว่าใครทำผิดให้ เปลี่ยนเป็นคำถามถามว่าเราจะเรียนรู้อะไร จากเรื่องนี้ได้บ้างและเราจะป้องกันไม่ ให้มันเกิดขึ้นอีกในครั้งหน้าได้อย่างไร 2 จัด Vinking Meeting ลองจัดประชุมเดือน ละ 1 ครั้งโดยมีหัวข้อเดียวคือมีกระบวน การทำงานอะไรบ้างที่เราทำกันอยู่ทุกวัน นี้ที่อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดแล้ว

21:04 สำหรับวัฒนธรรมไทยที่อาจจะมีความเกรงใจ ผู้ใหญ่หรือหัวหน้าการใช้เทคนิคความถ่อม ตนอย่างมั่นใจและการใช้ภาษาแบบ 2 ด้านจะ เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากครับมันช่วย ให้เราสามารถแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง ได้โดยไม่ดูก้าวร้าวเช่นการพูดกับหัวหน้า ว่าไอเดียของพี่ดีมากเลยครับผมขออนุญาต เสนออีกมุมหนึ่งเพื่อที่เราจะได้เห็นภาพ ครบถ้วนขึ้นได้ไหมครับเป็นวิธีที่เปิดการ ถกเถียงเชิงเนื้องานได้อย่างนุ่มนวลและ สร้างสรรค์ครับนอกเหนือจากแนวคิดและวิธี การดีๆแล้วในหนังสือเล่มนี้ยังมีเรื่อง เล่าหนึ่งที่ผมอ่านแล้วประทับใจมากและ อยากจะนำมาแบ่งปันเป็นพิเศษเลยครับเพราะ มันคือบทสรุปที่ทรงพลังที่สุดว่าทำไมการ

21:51 คิดใหม่ถึงสำคัญถึงขั้นชี้เป็นชี้ตายได้ เลยย้อนกลับไปในปี 1949 ที่หุดเขาแมนสใน รัฐมอนทานสหรัฐอเมริกาเกิดไฟป่ารุนแรง ขึ้นกลุ่มนักดับเพลิงป่าชั้นยอดที่เรียก ว่า Smoke Jumers จำนวน 15 นายถูกส่ง เข้าไปเพื่อควบคุมสถานการณ์หัวหน้าทีมใน วันนั้นคือ Wagner Dodge หรือ Wagner Dodge นั่นเองครับในตอนแรกทุกอย่างดู เหมือนจะควบคุมได้แต่แล้วจู่ๆกระแสลมก็ เปลี่ยนทิศทำให้ไฟโหมลุกลามอย่างบ้าคลั่ง และเคลื่อนที่เร็วจนน่าตกใจมันกลายเป็น กำแพงไฟสูงลิฟต์ที่กำลังไล่หลังพวกเขามา ด้วยความเร็วที่มนุษย์วิ่งหนีไม่ทันและ ลูกทีมวิ่งหนีตายขึ้นไปบนเนินเขาแต่เขา รู้ได้ทันทีว่าพวกเขาไม่มีทางหนีพ้นวิธี

22:39 การดับไฟที่เคยเรียนมาทั้งหมดกลายเป็น สิ่งไร้ค่าในวินาทีนั้นและในขณะที่ความ ตายอยู่ห่างออกไปไม่ถึงนาทีทำในสิ่งที่ ไม่มีใครในทีมเคยเห็นมาก่อนเขาหยุดวิ่ง ครับท่ามกลางความตื่นตระหนกของลูกทีมเขา หยิบไม้ขีดไฟขึ้นมาแล้วจุดไฟเผาหญ้าที่ อยู่ตรงหน้าเขาทันทีลูกทีมต่างคิดว่าเขา เสียสติไปแล้วแล้ววิ่งหนีต่อไปแต่สิ่งที่ ดัชทำคือการคิดใหม่ในเสี้ยววินาทีเขาไม่ ได้จุดไฟเพื่อสู้กับไฟป่าแต่เขาจุดไฟ เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยเมื่อหญ้าตรง หน้าไหม้หมดมันก็จะกลายเป็นที่ที่ไฟป่า ลามมาไม่ถึงเขาชุบผ้าเช็ดหน้าให้เปียก เป็ดจมูกและปากแล้วนอนราบลงไปบนพื้นดิน ที่ไหม้เกรียมนั้นรอให้เปลวไฟขนาดมหึมา

23:24 วิ้นข้ามตัวเขาไปผลลัพธ์คือ wagner dodge รอดชีวิตมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ในขณะที่ ลูกทีมอีก 13 คนที่ยึดติดกับวิธีการเดิมๆ คือวิ่งหนีไฟต้องเสียชีวิตในกองเพลิงนั้น เรื่องเล่านี้สอนบทเรียนที่ลึกซึ้งมาก ครับว่าในสถานการณ์วิกฤตบางครั้งเครื่อง มือและความรู้ที่เคยช่วยให้เราสำเร็จใน อดีตอาจจะกลายเป็นสิ่งที่ฆ่าเราใน ปัจจุบัน รอดมาได้ไม่ใช่เพราะเขาวิ่งเร็วกว่าแต่ เพราะเขาสามารถละทิ้งทุกสิ่งที่เขาเคย เรียนรู้มาแล้วคิดใหม่เพื่อสร้างวิธีการ ใหม่ขึ้นมาในสถานการณ์เฉพาะหน้าได้และ นั่นคือพลังของ Think again ที่แท้จริง ครับและนั่นก็คือสาระสำคัญจากหนังสือ Think again คิดแล้วคิดอีกนะครับถ้าจะ

24:10 ให้สรุปอีกครั้งหัวใจที่หนังสือเล่มนี้ ต้องการจะบอกเราก็คือจงมีความสุขที่ได้ ค้นพบว่าตัวเองคิดผิดเพราะนั่นคือหลักฐาน ว่าคุณกำลังเรียนรู้และจงคิดเหมือนนัก วิทยาศาสตร์ที่มองความเชื่อเป็นเพียง สมมุติฐานที่รอการพิสูจน์ไม่ใช่ความจริง ที่ต้องปกป้องจนตัวตายสำหรับใครที่ฟัง แล้วมีใฝ่จากขั้นตอนทั้งหมดที่เราคุยกัน ไปในวันนี้ผมอยากให้คุณเลือกสิ่งที่ทำได้ ง่ายและเล็กที่สุดเพียง 1 อย่างมาเริ่ม ลองทำดูภายใน 24 ช่มงนี้ครับไม่ว่าจะเป็น การลองถามตัวเองกับเรื่องที่คุยกันล่าสุด ว่ามีข้อมูลอะไรบ้างนะที่จะทำให้ฉัน เปลี่ยนใจในเรื่องนี้ได้แค่ลองตั้งคำถาม นี้ในใจดูครับลองถามตัวเองดูนะครับว่าถ้า คุณสามารถนำแนวคิดจากหนังสือ Think again

24:58 คิดแล้วคิดอีกไปปรับใช้ได้อย่างสม่ำเสมอ ชีวิตของคุณในอีก 1 ปีข้างหน้าจะเปลี่ยน แปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างไรได้บ้าง คุณจะตัดสินใจได้ดีขึ้นแค่ไหนความ สัมพันธ์กับคนรอบข้างจะเปิดกว้างขึ้น เพียงใดและคุณจะเติบโตขึ้นมากขนาดไหนจำ ไว้นะครับว่าการฟังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อ เรากล้าที่จะลองทำดูเท่านั้นขอบคุณทุก ท่านที่ติดตามฟังไปจนถึงตอนนี้นะครับถ้า คุณชอบเนื้อหาในตอนนี้และคิดว่าเป็น ประโยชน์อย่าลืมกดไลคแชร์และ Subscribe ช่องลองทำดู Just try it ของเราพร้อมกด กดกระดิ่งแจ้งเตือนไว้ด้วยนะครับจะได้ไม่ พลาดสรุปหนังสือดีๆในตอนต่อไปสำหรับ หนังสือ Think Again คิดแล้วคิดอีกเล่ม นี้แนวคิดไหนที่คุณฟังแล้วปิ๊งที่สุดและ

25:46 อยากจะนำไปลองทำดูเป็นอย่างแรกครับเป็น เรื่องโหมดนักคิด 4 แบบหรือความถ่อมตน อย่างมั่นใจครับคอมเมนต์แบ่งปันกันที่ ด้านล่างนี้ได้เลยนะครับผมรออ่านทุก คอมเมนต์เลยและแน่นอนมีหนังสือเล่มไหนอีก บ้างที่คุณอยากให้เรานำมาสรุปและลองทำดู ด้วยกันในครั้งต่อไปแนะนำกันเข้ามาได้เลย นะครับสำหรับวันนี้เวลาของเราหมดลงแล้ว อย่าลืมนะครับว่าทุกการลองทำดูคือก้าวแรก สู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตคุณ เสมอพบกันใหม่ในตอนต่อไปสวัสดีครับ [เพลง]

Share

YouTube Video Summaries